เราและผู้คน…บนดาวดวงอื่น

#ปารีสบนดาวดวงอื่น ปารีสในปารีส ปารีสเดียวกันแต่บนดาวคนละดวงกัน
แม้ว่าไม่สามารถจัดประเภทให้หนังสือที่อ่านเล่มนี้ได้ แต่เราก็เพลิดเพลินไปกับหนังสือได้

#โชติกา_ปริณายก ผูกเรื่องราว 13 เรื่องสั้น ที่เกี่ยวข้องกัน อยู่ในปารีสที่เดียวกัน แต่อยู่กันบนดาวคนละดวง เรื่องสั้นแปลกๆ ที่พาเราไปสำรวจมุมต่างๆ ในปารีส

เมื่ออยู่ในสถานที่ที่ไม่ใช่บ้าน
ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว หรือการออกเดินทาง
ถ้าเราได้มีโอกาสตะลอนหรือตระเวณออกไปตามถนน ทางเดิน ตรอกซอยต่างๆ บางจังหวะ บางโอกาส พอเราเงยหน้าขึ้นมา หันไปมอง ก็พลันได้พบกับมุมหรือบรรยากาศพิเศษบางอย่างที่ตรึงเราไว้ตรงนั้น ตำแหน่งนั้น อากาศตรงนั้น แสงตรงนั้น ผู้คนตรงนั้น ภาพตรงนั้น แล้วเราก็หยิบกล้องขึ้นมา ถ่ายรูปเก็บไว้
แม้จะ ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว ไม่ใช่จุดชมวิว ไม่เคยมีใครรีวิวเอาไว้ ไม่มีใครแนะนำ ไม่เคยมีนักเดินทางบ้านเดียวกับเราเคยมาหยุดอยู่ที่ตรงนี้มาก่อน
เกิดเป็นตำแหน่งและช่วงเวลาหายใจส่วนตัวที่ผูกพันกับสถานที่ตรงนั้น พอดิบและพอดี
เป็นความเพลิดเพลินใจพิเศษของคนเดินทาง คนห่างบ้าน ความเพลิดเพลินส่วนตัวที่ยากจะบอกต่อให้คนอื่นเห็นและเข้าใจไปด้วย

ผู้เขียนมีพลังพิเศษ สามารถถ่ายทอดห้วงจังหวะหายใจเข้าออก ณ ที่ตรงนั้น ในปารีส บนดาวคนละดวง มาถ่ายทอดผ่านตัวละครมีชีวิต
แต่ละบท ตัวละครทั้งต่างเป็นตัวเอกในชีวิตของตัวเองและต่างเป็นตัวประกอบในชีวิตของคนอื่น ทั้งผูกพันและไม่ผูกพัน ทั้งสัมพันธ์กันและไม่สัมพันธ์กัน แต่ต่างสัมพัทธ์กันทั้งหมดโดยไม่รู้ตัว
ตัวประกอบในที่หนึ่งไปเป็นตัวเอกในที่หนึ่ง ตัวเอกในที่หนึ่งไปเป็นตัวประกอบในอีกที่หนึ่ง

แต่ชีวิตของเราและคนอื่นๆ ก็เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ
ใครจะบอกได้ว่าใครเป็นส่วนหนึ่งของอะไร หรือว่า หรือเราล้วนต่างแปลกแยก
บางคนเหงา หรือหลายคนเหงา แต่บางคนกำลังมีความสุขอยู่ในความเหงาท่ามกลางหลายคนที่ทุกข์ในอยู่ในความเหงา

ในงานเขียนนี้ มีแสงที่สวยงาม
สวยงามเสียจนมิอาจหักห้ามไม่ให้พลิกกลับไปเปิดอ่าน ซ้ำๆ อีกครั้ง มิอาจหักห้ามมิให้พลิกกลับไปเปิดดูรูปถ่ายรูปนั้น ซ้ำๆ อีกครั้ง
กลายเป็นหนังสือที่มีเสน่ห์ บรรยากาศที่มีเสน่ห์ ความไม่ผูกพันธ์ที่มีเสน่ห์ ความผูกพันธ์ที่มีเสน่ห์

บนดาวคนละดวงกัน

#Paris_in_Paris

Advertisements

ความก้าวหน้าของนิยายสืบสวนไทย

เป็นพัฒนาการของนิยายสืบสวนฆาตกรรมของไทย สมควรแก่คำชมและรางวัลจริงๆ ครับ
เห็นว่ามีเอาทำละครด้วย แต่ก็ไม่ได้ดูหรอก
ซื้อหนังสือมาอ่าน เพราะมีคนพูดถึงเยอะ โดยเฉพาะชื่อหนังสือ
และโดยเฉพาะ “ชื่อมันอ่านว่าอะไร(วะ)?”

#กาหลมหรทึก ชื่อสื่อถึงความโกลาหลวุ่นวายที่เกิดขึ้นในพระนคร เป็นพระนครในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
ซึ่งเป็นนิยายสืบสวนไม่กี่เรื่องที่เล่นใหญ่ และเล่นใหญ่ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ แถมยังจบแบบ โอย! พีค! เป็นการจบที่คนอ่านเอากลับไปนั่งคิดไปคิดมาต่อจนเกือบจะนอนไม่หลับ
ยิ่งเป็นนิยายไทยด้วยแล้ว นิยายไทยสืบสวนที่ทำแบบนี้ได้ในเล่มเดียวจบ มีนับเล่มได้
#ปราปต์ คือนักเขียนนี่ต้องจับตามองเลย นี่คือต้องติดตามอ่านทุกเล่มของเขาแล้ว

โครงเรื่องของการเป็นนิยายสืบสวนฆาตกรรมนี่คือลงตัว สนุก ตื่นเต้น แตะไปถึงด้านมืดของจิตมนุษย์
และเรื่องประกอบที่มาสร้างสภาพแวดล้อม ก็สมควรแก่การยกย่อง ทั้งการเล่าประวัติของสถานที่สำคัญในพระนคร ทั้งศิริราช, เยาวราช, สามแพร่ง, วัดโพธิ์ และอื่นๆ
คนที่มีความผูกพันกับย่านเก่าในกรุงเทพฯ อ่านแล้วมีความสุขกับการบรรยายของปราปต์
คิดถึงเรื่องที่พ่อแม่เล่าให้ฟังถึงการนั่งรถเมล์ไปเรียนหนังสือที่ฝั่งธนฯ คิดถึงการเดินไปกินข้าวที่เยาวราชจากบ้านที่กรุงเกษม
นับในเชิงความรู้ แค่การอธิบายประวัติของแต่ละสถานที่ และบรรยากาศเมื่อในอดีต นี่ก็เป็นการอ่านอย่างมีความสุขแล้ว

ที่ต้องกราบเลยคือ การยกเอาโครงกลอนและกลบทกลอนต่างๆ มาใช้เป็นปริศนาในคดี
นี่มันขั้นเทพชัดๆ
พอยกกลอนกลบทขึ้นมาที่ไม่มีช่องว่างของการไม่สัมผัสเลย อ่านไปนี่เกิดความปิติขึ้นทันที
น้ำตาจิไหลจริงๆ ไม่ได้เวอร์นะ
ขอบคุณครูภาษาไทยมากครับ ไม่ได้ครูสอนเรื่องพื้นฐานของกลอนกลบท เราก็ไม่ได้มีโอกาสดื่มด่ำกับภาษาไทยได้ขนาดนี้ นี่คือมรดกของชาติที่ล้ำค่ามากจริงๆ
นี่ขนาดเคยได้ดูที่วัดโพธิ์มาแล้ว สองสามครั้ง อ่านจบนี้อยากไปอีกหลายๆ ครั้งเลย
ดังที่ครูเคยบอกจริงๆ ครับ วัดโพธิ์นี่แหละ คือมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย

ขอกราบคารวะแด่ครูทั้งหลายที่คิดค้นความงามทางภาษาเหล่านี้ ทั้งที่จารึกเอาไว้ และทั้งที่มาสอนเรา เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราซาบซึ้งมาก และดีใจที่เกิดมาครั้งนี้ได้เรียนรู้ศิลปะทางภาษาเหล่านี้
และทั้งหมดนี้ มันพีคที่สุด เมื่อเรามาได้สัมผัสมัน ในนิยายสืบสวน

เห็นเขาบอกกันว่าในละคร ตอนจบไม่เหมือนกับหนังสือนะ เราก็ไม่รู้หรอก ก็ไม่ได้ดู เราอ่านแต่หนังสือ และเราจะเสียใจมาก ถ้าเราไม่ได้มีโอกาสอ่านนิยายเรื่องนี้

ปฐมบทสงครามอวกาศ

สนุกมากๆ

เตือนให้เรารู้ว่าเรารักการอ่านนิยายวิทยาศาสตร์มากแค่ไหน
แม้ว่าตอนหลังจะหันมาเสพ Scientific Fiction ผ่าน Netflix (โดยเฉพาะเรื่อง Black Mirror)
คิดถึงนิยายวิทยาศาสตร์ในนิตยาสารรู้รอบตัวมากๆ

นี่คือทุกสิ่งอย่างที่นิยายวิทยาศาสตร์ดีๆ ควรจะมี และมันดีมากๆ ครับ

สารภาพ ตอนแรกก็ด่วนสรุปไปว่าเอาคนแก่ไปรบในสงครามอวกาศ มันจะสนุกยังไงว่ะ?
เหมือน Space Cowboy รึป่าว?
แต่ก็เห็นว่ามีคนพูดถึงเยอะ ก็อยากรู้อยากเห็นภาษาคนชอบอ่านนิยายสนุกๆ

จากการติดพันกับหนังสือเล่มอื่นๆ อยู่ ลูกชายก็สอยไปอ่านจบก่อนพ่อเสียอีก แล้วก็มาบอกพ่อว่า มันสนุกมากพ่อ แล้วก็น่าจะมีเล่มต่อนะ

สำหรับเรา นิยายวิทยาศาสตร์ คือโลกแห่งการตั้งคำถามว่า What if?
สำหรับคนชอบวิทยาศาสตร์และรักการตั้งคำถาม ไม่มีอะไรจะยอดเยี่ยมไปกว่าการเสพนิยายวิทยาศาสตร์ดีๆ อีกแล้ว
การอ่านบทความวิทยาศาสตร์หรือการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อาจให้ความรู้ ให้ความคิดใหม่ๆ แต่ไม่อาจสร้างเสริมจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ได้ดีเท่านิยายวิทยาศาสตร์

Old Man’s War เล่มนี้เป็น Highly Recommended ของนิยายวิทยาศาสตร์เลย มันประกอบไปด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมของโลกในจินตนาการบนหลักการทางวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ
แม้เป็นจินตนาการแต่ก็อยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะไม่น่าแปลกใจว่าสิ่งที่อยู่ในจินตนาการของนิยายเล่มนี้คงจะมาปรากฏเป็นจริงในโลกของเราในอนาคต ดังเช่นนิยายวิทยาศาสตร์เจ๋งๆ เรื่องอื่นๆ
การเข้าไปอยู่ในโลกในจินตนาการของหนังสือเล่มนี้มันอื่มมากสำหรับเรา สิ่งแวดล้อมและองค์ประกอบต่างๆ ถูกวางถูกร่างขึ้นมาได้อย่างสมเหตุสมผล

ประเด็นการตั้งคำถาม What if? จะเป็นอย่างไรถ้า…
ทั้งประเด็นเล็กและประเด็นใหญ่ของนิยายนี้ มันประเทืองปัญญามาก
นี่คือประเด็นที่เราควรตั้งคำถามจริงๆ
ทั้งประเด็นระดับอภิ เช่น อะไรคือคุณค่าของการใช้ชีวิต เมื่อเราได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตไปจนถึงสุดแล้ว เราได้คิดอะไร และถ้า…เราได้มีโอกาสได้กลับไปใช้ชีวิตใหม่อีกครั้งเราจะเลือกใช้ชีวิตอย่างไร อะไรคือสิ่งสำคัญ
ชีวิตย่อมมีคุณค่า แต่อะไรคือคุณค่าของการใช้ชีวิต มหัศจรรย์คือนิยายหนึ่งเล่มพาให้เราเข้าไปขบคิดหาคำตอบในโลกจินตนาการ

อีกประเด็นที่น่าทึ่งคือ การตั้งคำถามของการใช้เทคโนโลยี บางทีปัญหาของเทคโนโลยีอาจไม่ใช่อยู่ตรงที่มันมีความสามารถแค่ไหน หรือเราจะใช้มันทำอะไรได้บ้าง แต่กลับเป็นมุมว่า เราใช้มันง่ายเกินไปหรือบ่อยเกินไปหรือเปล่า การใช้งานง่ายเกินไปบ่อยเกินไปอาจทำให้เราขาดการยั้งคิดว่าเราควรใช้มันในการแก้ปัญหานั้นหรือเปล่า เทคโนโลยีที่ถูกใช้ได้ง่ายเกินไปอาจทำให้เรามักง่าย เราจะไม่คิดเลยว่าควรใช้มันแก้ปัญหาหรือไม่ แต่เราลงมือใช้มันแก้ปัญหาเลยทันที
อาจเป็นเพียงเพราะธรรมชาติของสมองของมนุษย์เรามีแนวโน้มจะเลือกแนวทางที่ประหยัดพลังงานที่สุด
สมองของเราขี้เกียจ เทคโนโลยีก็อำนวยความสะดวกให้สมองขี้เกียจ

โหย! ยังมีอีกหลายประเด็นคมๆ
ความหมิ่นเหม่ของจริยธรรมกับสงครามอวกาศ
ใครชอบนิยายวิทยาศาตร์ นี่คือเรื่องที่ไม่ควรพลาดนะฮะ

“ที่เราต้องใช้กำลังเมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาต่างดาวน่ะ เป็นเพราะมันง่ายที่สุด มันรวดเร็ว มันตรงไปตรงมา และถ้าเทียบกับความซับซ้อนของวิธีทางฑูตแล้ว มันถือว่าเรียบง่ายเลยล่ะ” #โอลด์เมนส์วอร์ #ปฐมบทสงครามข้ามเอกภพ

Blockchain ปฏิวัติ

เริ่มสนใจจะศึกษาเรื่อง Blockchain ให้เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น เลยเดินเข้าร้านหนังสือ เราก็ไม่รู้หรอกว่าอ่านเล่มไหนดี แต่ไปเจอเล่มนี้วางโชว์อยู่คู่กับอีกเล่มหนึ่งที่ร้าน Kinokuniya เลยซื้อกลับมาอ่าน ตอนหลังก็มาเห็นเล่มเดียวกันนี้แหละที่ร้าน Asia Book ด้วย

เป็นหนังสือที่อธิบายเรื่อง Blockchain ได้ครอบคลุมหลายด้านดี อ่านจบแล้วได้ภาพครบ เรียกว่ารู้จักมักจี่กะเทคโนโลยีนี้พอสมควร ด้วยจำนวนหน้าหนังสือประมาณ 340 หน้า ก็นับว่าพอไหวนะ ไม่ต้องออกแรงกันมากเกินไปในการอ่านภาษาอังกฤษ
อ่านจบแล้วถึงพึ่งมาเจอว่า มีแปลเป็นภาษาไทยออกมาวางขายแล้ว และส่วนฉบับภาษาอังกฤษก็มีเป็นฉบับปรับปรุงเนื้อหาเพิ่มเติมออกมาวางขายแล้วเช่นกัน (เห็นที่ร้าน Kinokuniya)

ชอบที่เล่าเรื่องเทคโนโลยีนี้ ในหลายๆ ด้านเลย ไม่เฉพาะในเชิง IT หรือการใช้ Bitcoin แต่มีการพูดครอบคลุมไปถึงการใช้เทคโนโลยีนี้ทั้งด้านสังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม รวมถึงอุปสรรคและผลเสียของ Blockchain
อย่างไรก็ดี เนื้อหาก็ดูจะ Bias ไปทางด้านเชียร์ Blockchain เป็นหลัก ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นอย่างมากมายว่านี่คือนวัตกรรมที่จะมาเปลี่ยนโลกเราไปอย่างไม่มีวันเหมือนเดิมอีก และธุรกิจบางประเภทโดยเฉพาะตัวกลางหรือคนกลางจะถูกบังคับให้ปรับตัวกันทั้งหมด

Blockchain คือคำตอบของปัญหาชอง Internet ทุกวันนี้ มันคือการแก้ปัญหาเรื่องของความน่าเชื่อถือของ Internet เป็นจดบันทึกทั้งเหตุการณ์และประวัติพร้อมๆ กันทั่วโลก หรือทั่วทั้งเครือข่าย เราเรียกว่าเป็นการบันทึกรายการที่เกิดขึ้นฉบับพิศดาร ที่จุดต่างๆ ในเครือข่ายทำการบันทึกขึ้นพร้อมๆ กัน
การพิสูจน์ความถูกต้องหรือความเป็นจริงของรายการ สามารถทำได้โดยการเอาบันทึกของรายการเหล่านี้ที่ถูกบันทึกไว้ ในแต่ละจุดมาเทียบกัน หรือ Reconcile กัน ทั้งในแง่การบันทึกของแต่ละจุด และในแง่ของความเป็นมาของการทำรายการ จนกระทั่งมาเป็นสถานะในปัจจุบัน ดังนั้นแล้ว การโกหกจึงทำได้ยากมากๆ เพราะถ้าเราจะโกหกหรือจะโกง เราจะต้องไปแก้ให้บันทึกในทุกๆ จุดในเครือข่าย พูดให้ตรงกับการโกหกของเรา และต้องแก้ประวัติของมันด้วย ให้ทุกๆ การบันทึกความเป็นมาในทุกๆ การบันทึกสอดคล้องกับการโกหกของเรา นั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยเพราะ เราต้องไปแก้ไขการบันทึกที่เกิดขึ้นในทุกๆ จุดในเครือข่ายที่กระจายอยู่ทั่วโลก
สถานะที่มีความไม่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ในแต่ละพื้นที่ จะถูกตราหน้าว่าเป็นเรื่องไม่จริง
เช่นนี้แล้ว ทุกคนจึงเป็นพยานให้ทุกคน แม้ว่าจะเป็นการติดต่อกันระว่างคนสองคน ทุกคนในเครือข่ายก็จะเป็นพยานของการติดต่อแลกเปลี่ยนนั้นให้ด้วยการบันทึกประวัติศาสตร์การติดต่อกันนั้นเอาไว้ พร้อมๆ กัน
ทั้งหมดนี้จึงต้องตั้งคำถาม ถึงความจำเป็นของการมีคนกลางในระบบ เพราะหากเราสามารถเชื่อถือการติดต่อระหว่างกันได้จริงๆ ทำไมเราจึงต้องมีคนกลาง
และที่พิเศษมากๆ ที่เราอาจไม่เคยเห็นมาก่อนคือ การลดความเป็นไปได้ในผิดสัญญาระหว่างกัน เนื่องจากเรามีพยานรู้เห็นมากมายในการทำสัญญา และผู้ควบคุมการทำตามสัญญาคือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คนกลางที่ต้องมาคอยเป็นคนตัดสิน เป็นคนมาเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น เป็นคนที่บันทึกรายการอย่างยุติธรรม กลายเป็นเรื่องไร้สาระในบริบทของ Blockchain
คนกลางคือสิ่งไม่จำเป็น
การไม่มีความจำเป็นต้องมีคนกลางนี้ยังทำให้ลดต้นทุนในการทำนู่นนี้นั้นลงไปมากมาย แต่ละคนสามารถติต่อแลกเปลี่ยนกันได้ตรงและเชื่อถือกันได้

ความมหัศจรรย์ในเทคโนโลยีอีกประการนึงก็คือ ความเชื่อใจกันได้อย่างเต็มที่เพราะมีพยานบันทึกประวัติศาสตร์พร้อมๆ กันเยอะแยะ เราจึงเชื่อถือการติดต่อแลกเปลี่ยนกับคู่กรณี (หรือ Counterparty) เราได้อย่างเต็มที่โดยที่เราไม่จำเป็นต้องรู้จักคู่กรณีของเราเลยด้วยซ้ำ
ไม่ต้องรู้ว่าเค้าเป็นใครก็ได้ เพราะยังไงๆ เค้าก็ผิดสัญญาไม่ได้ในโลกของ Blockchain นี้
นี่ก็ทำให้เรื่องการทำความรู้จักคนที่เราติดต่อด้วย (หรือการทำ KYC/CDD) กลายเป็นเรื่องหยุมหยิมที่เป็นภาระเกิน…เกินความจำเป็น

คุณสมบัติพิเศษเหล่านี้ ทำให้ Blockchain เป็นคำตอบของปัญหาของ Internet ที่เราเผชิญกันอยู่ มันเป็นการปฏิวัติเทคโนโลยี
คำว่าคนกลาง ก็ไม่จำกัดอยู่แต่แค่พ่อค้าคนกลางหรือนายหน้า เพราะแค่ความแค่นี้ สถาบันการเงินต่างๆ โดยเฉพาะธนาคาร ก็แทบจะไม่มีที่ยืนอยู่ในโลก Blockchain แล้ว เพราะความจำเป็นในการต้องพึ่งพาสถาบันการเงินมาบริหารความเสี่ยงหมดไป Blockchain มันมาจัดการความเสี่ยงนั้นไปแทนเรียบร้อยแล้ว
คำว่าคนกลางนี้ ยังรวมถึง ราชการ หรือกระทั่งผู้แทนราษฎร หรือกระทั่งรัฐบาลด้วยซ้ำ เพราะท่านๆ ทั้งหลายนั้นก็คือตัวกลางของประชาชน
ถ้าเราสามารถกำหนดการนำเอาภาษีของเราไปใช้ได้ในทุกๆ บาท หรือถ้าเราสามารถกำหนดหรือออกเสียงเรื่องการกำหนดกฎหมายได้โดยตรง อะไรคือความจำเป็นของการมีรัฐสภา
ถ้าไม่มีใครในสังคมสามารถทำผิดสัญญาประชาคมได้เลย อะไรคือความจำเป็นของการบังคับใช้กฎหมาย

แนวคิดของเทคโนโลยีนี้ จึงแลดูเป็นกบฎมากเพราะ มันสามารถล้มล้างแนวความคิดของความจำเป็นที่จะต้องมีสถาบันต่างๆ เพื่อมาเป็นคนกลางของคนในสังคมนั้นๆ
แต่ถ้าคิดในอีกด้านหนึ่ง บางทีคนกลางในระบบนี้แหละก็คือต้นตอของปัญหาทั้งหมดเช่นกัน

นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ
จากหนังสือนี้ เราเห็นความรุนแรงของผลกระทบจากเทคโนโลยีนี้ ถ้ามันมาจริง โลกที่เราจะเห็นจะเป็นโลกที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน หน้าตาของมันจะเปลี่ยนไปทั้งหมด จะไม่เหมือนเดิมและไม่กลับไปเป็นอย่างเดิมอีกต่อไป

อย่างไรก็ดี แม้หลายสำนักจะทำนายถึงการเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการมาถึงของเทคโนโลยีนี้ แต่สำหรับเรา ก็ยังมีข้อกังขาอยู่บางประการอยู่เหมือนกันว่าจะเป็นเช่นนั้นได้จริงหรือไม่ จะมีอะไรที่มาปิดประตูการโกหกของมนุษย์ได้อย่างสิ้นเชิงกระนั้นหรือ เราสามารถเชื่อใจคนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จักเลยได้กระนั้นหรือ
แต่นี่ มันก็อาจเป็นเพียงความกังวลแบบมนุษย์ๆ ก็ได้นะ

Blockchain ยังมีเส้นทางที่จะต้องเดินทางไปอีกระยะหนึ่งจึงจะไปถึงจุดที่มันทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ และทั้งยังมีอุปสรรคที่ต้องจัดการอีกด้วย แต่มันก็เดินหน้าไปในทุกวันทุกนาที บางทีเพียงเราหลับตาแล้วตื่นขึ้นมา เราก็อาจพบว่าโลกไม่เหมือนเมื่อวานแล้ว หน้าที่การงานที่เราเคยทำหรือยังทำอยู่ กลายเป็นความไม่จำเป็นอีกต่อไป
หรือกระทั่งตัวเราก็ไม่จำเป็นต้องมี

นั่นจึงเป็นเหตุสำคัญที่เราต้องจับตาดูเทคโนโลยีนี้อย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะ หากเจ้า Blockchain มันร่วมมือกับ Internet of Things, Big Data, และ AI ด้วยแล้ว
โอย!!! โคตรน่ากลัว
ถ้าเราลงมือไม่เปลี่ยนแปลงอะไรๆ ก่อน ก่อนที่มันจะมาบังคับให้เราเปลี่ยนแปลง

#Blockchain_Revolution #Don_Tapscorr #Alex_Tapscott

พอดีคำ

ในวันที่พอมีเวลาที่ไม่ได้อยู่ในกรุงเทพ
เวลาที่พอจะมีให้อ้อยอิ่งกับความเป็นจริงอยู่ได้บ้าง
กินข้าวให้ช้าลง บังคับตัวเองให้กินช้าลง ทำอะไรให้ช้าลง ด้วยการอ่านหนังสือไปด้วยในระหว่างที่กินข้าว
กินไปด้วยอ่านไปด้วย ที่เคยถูกผู้ใหญ่ดุว่าอย่าทำ
อ้างไป… อายุมากแล้วไม่เป็นไร
อ่านไปด้วยกินไปด้วย จะกินช้าลง เคี้ยวช้าลง ระยะห่างระหว่างแต่ละคำนานขึ้น อิ่มเร็วขึ้น และคิดมากขึ้น

เราสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้อะไรเยอะเลย หลักการนี้ยิ่งเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราอยู่ห่างจากสังคม (เมือง) มากขึ้นเรื่อยๆ
ใช่ บางครั้งการที่ต้องอยู่ในสังคมเมือง มันคล้ายมีสภาพบังคับเราต้องมีต้องใช้มากขึ้น

ทบทวนไหม เราต้องมีต้องใช้ขนาดนั้นไหม
เราทบทวนความสุขของเราบ่อยแค่ไหน
เราต้องมีเท่าไหร่ถึงจะพอ

บ้างก็มีคนตั้งข้อสังเกต ว่าต้องมีพอเผื่อสิ่งนั้นสิ่งนี้ ต้องมีให้มากพอ
แต่ พอแค่ไหนถึงจะพอ

#แค่พอดีคำ

อ่านรวมข้อเขียนของ อ.วีระ

การซื้อหนังสือของอาจารย์ #วีระ_ธีรภัทร ต้องสั่งซื้อตรงกับสำนักพิมพ์
แล้วก็ส่งตรงถึงบ้าน เท่านั้น ไม่มีการขายผ่านตัวกลางใดๆ ไม่มีการขายผ่านหน้าร้าน เป็นอย่างนี้มาหลายปีแล้ว
แกจะบอกกล่าวกันในแวดวงเฉพาะของแกเท่านั้น ว่าเขียนหนังสือเล่มนั้น
เล่มนี้ออกมา และมักไม่มีการพิมพ์ซ้ำ
หนังสือสองเล่มนี้ น่าจะเป็นเล่มที่ออกมาล่าสุด

นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ และอดีตผู้บริหารสื่อ ระดับอาวุโสของวงการ
เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถออกตำหนิตักเตือน (ด่า) สิ่งที่แกเห็นว่าไม่ถูกไม่ควรออกสื่ออย่างตรงไปตรงมาได้ โดยยังคงมีผู้อ่านผู้ฟังติดตาม

เราเริ่มติดตามการวิเคราะห์ข่าว การวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ ต่าง
ประเทศ ตลาดเงิน ตลาดทุน ของอาจารย์ตั้งแต่สมัยที่เราเริ่มเข้าสู่การลง
ทุนแรกๆ พบเจอว่าการบอกเล่าเหตุการณ์และการวิเคราะห์ข่าวของ
อาจารย์ เป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ตลาด
ที่มีความไม่สมมาตรของข้อมูล (Asymetric Infomation) ของประเทศ
ไทยเมื่อสมัยเกือบยี่สิบปีก่อน โดยเฉพาะตอนนั้นยังเป็นนิสิตนักลงทุน
มือใหม่อ่อนหัด ง่อยต่อการเข้าถึงข่าวสารที่สำคัญ การฟังอาจารย์ทาง
ช่องข่าวของ the Nation หรืออ่านบทความที่อาจารย์เขียน จึงเป็นการฝึก
วิทยายุทธให้เราไปด้วย จึงนับถืออาจารย์วีระ เป็นอาจารย์ของเราท่านหนึ่ง
แม้ว่าจะไม่เคยเข้าไปนั่งฟังอาจารย์วีระบรรยายสดเลย

ต่อมาก็พีคมากขึ้น เมื่ออาจารย์วีระแพคคู่มากับอาจารย์สุเนตร (คณะอักษร
จุฬาฯ) ออกมาคุยเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ไทย อยุธยา สุโขทัย กรุงธนฯ
กรุงเทพฯ โดยเฉพาะเรื่องไทยรบพม่า ให้ฟัง
ที่สุดคือ การเล่าเรื่องมหากาพย์มหาภารตะ การรบที่ทุ่งกุรุเกษตร
เราตามฟังจนจบครบถ้วนกระบวนความ ใช้เวลาในการเล่าเรียนเกือบปี
กว่าจะฟังจนครบ คือบอกได้เลยว่าคนฟังยังต้องตามฟังกันเป็นเดือนขนาดนี้ คนเล่าจะต้องมีการเตรียมการ ทำการบ้านมาอย่างหนัก อย่างน้อยๆ
ต้องทุ่มเทกับมันเป็นเวลาเป็นหลายเท่าตัว
เคารพในความตั้งใจทำงานของอาจารย์วีระมาก นี้คือหนึ่งในตัวอย่างที่ดีของความทุ่มเทและความตั้งใจในการทำงาน

หนังสือสองเล่มนี้ เป็นการรวบรวมบทความที่เขียนไว้ มาเข้าเป็น
หมวดหมู่ อ่านไม่ยาก เพราะไม่เน้นความเข้มข้น แต่เป็นการเล่าไปเรื่อยๆ
อ่านเพลินครับ

รวมข้อเขียนว่าด้วย #การงาน_การลงทุน_และการเกษียณอายุ
อาจแปลกใจว่า การจะประสบความสำเร็จทั้งในหน้าที่การงาน ในการลง
ทุน และเกษียณอย่างดีมีความสุข แท้จริงแล้วก็ไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรเป็น
พิเศษ หากแต่ตั้งอยู่บนหลักการที่เรารู้ๆ กันอยู่แล้ว
“ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา”
“สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปิติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา”
หรือ “ใช้เงินให้น้อยกว่าที่หามาได้” เช่นนี้เป็นต้น
หากคาดหวังเคล็ดวิชา หรือ How-To ที่แนะนำว่าควรทำไม่ควรทำอะไร
อาจดูผิดหวังกับสิ่งที่อาจารย์บอกเล่า
แต่มันคืออะไร รู้ไหม มันคือบทพิสูจน์อีกหนึ่งว่า ความสำเร็จนั้นไม่ใช่
เรื่องที่ลึกลับซับซ้อนอันใดเลย เพียงแต่ตั้งมั่นอยู่บนหลักการพื้นฐานง่ายๆ
หัวใจกลับอยู๋ตรงที่วินัยต่างหาก

รวมข้อเขียนว่าด้วย #หนังสือและการอ่าน
อันนี้มันคือการตอบสนองการอยากรู้อยากเห็นของคนอ่านมากๆ ตรงที่เรา
ย่อมอยากจะรู้มานานแล้วว่า จะผลิต Output ออกมาเป็นงานระดับนั้นจะ
ต้องเสพข้อมูลอะไรเข้าไปเป็น Input นอกจากปกติที่อาจารย์เคยอ่านหนังสือพิมพ์วันละ 7-8 ฉบับ
ความดีงามคือ เราได้ตามเรียนรู้ด้วยว่า จะพัฒนาการอ่านหนังสือของ
เราให้ขึ้นไปอีกนั้น เราควรทำอะไร และมีคำอธิบายด้วยว่าอะไรที่พาให้เรามีทักษะการอ่านได้ในวันนี้
นอกจากนี้ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เล่าแทรกก็สนุกมาก เช่น คำว่า “เชย”
มาจากชื่อของ “นายเชย” ในเรื่อง พล นิกร กิมหงวน หรือ หลังจากที่
Amazon ทำลายธุรกิจร้านหนังสือไปแล้วก็มาเปิดร้านหนังสือซะเองทั้งที่
ตัวก็ขายหนังสือทาง On-Line ย้อนแย้งทำไม

การได้อ่านบทเขียนของอาจารย์ หรือฟังอาจารย์เล่าเรื่อง จะให้ความรู้
และยกระดับปัญญาเราได้
จึงไม่แปลกที่เราจึงพยายามขวนขวายติดตามเสมอ แม้ในวันนี้อาจารย์วี
ระกำลังเริ่มเกษียณตัวเองแล้วก็ตาม

หมายเหตุฮะ เนื่องจากไม่เคยนับว่าตัวเองมารีวิวหนังสืออะไร แต่เป็นการบันทึกการอ่าน ดังนั้นจึงมีการบันทึกเรื่องที่คิดถึงและความรู้สึกระหว่างการอ่านไว้เป็นสำคัญ นะฮะ

บันทึกเดือน 6 ปี 2018

6 มิ.ย. 18

กำลังคิดจะแปลหนังสือเรื่อง Cryptoassets เล่มหนึ่งออกมาทีละตอน
ถ้าเอาชนะใจตัวเองได้เมื่อไหร่ คงได้เห็นกันนะฮะ #แปะไว้เพื่อpushตัวเอง

8 มิ.ย. 18

หลังจากที่ได้เรียนเรื่อง Market Timing ในการ Long/Short Risky Asset จากครูบาอาจารย์มาเกือบยี่สิบปี
มาวันนี้ พบว่า Market Timing ที่จะเข้าไป Long Bitcoin คือให้ดูเอาวันธงชัยเป็นหลัก (แล้วให้ไปทำบุญให้เยอะหน่อย)

10 มิ.ย. 18

พอกลับมานั่งในห้องเรียน โรงเรียนเก่า (ประชุมผู้ปกครอง)
สิ่งที่ทำคือนั่งโยกขาเก้าอี้ จากสี่ขาเหลือนั่งสองขา

แหม! เผลอทำเองโดยสัญชาตญาณเลย
ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี ไม่ว่าจะโดนครูดุมาแล้วกี่มากน้อย กลับมานั่งปุ๊บ โยกขาเก้าอี้ปั๊บเลย

ถถถ กมลสันดานจริงจัง

11 มิ.ย. 18

โปรแกรม A1: สุ่ม trial & error หาคำตอบออกมาเรื่อยๆ
โปรแกรม A2: ตรวจคำตอบจากโปรแกรมของ A1 ว่าคำตอบที่สุ่มออกถูกต้องกว่าคำตอบที่ถูกสุ่มออกมาก่อนหน้ามั้ย เก็บคำตอบที่ถูกต้องกว่าเอาไว้
ทำซ้ำ A1-A2 ไปเรื่อยๆ

โปรแกรม B1: สุ่ม trial & error หาคำตอบออกมาเรื่อยๆ
โปรแกรม B2: ตรวจคำตอบที่สุ่มออกเป็นคำตอบที่เหมาะสมกว่าคำตอบที่สุ่มออกมาก่อนหน้ามั้ย เลือกเก็บคำตอบที่เหมาะสมกว่าเอาไว้
ทำซ้ำ B1-B2 ไปเรื่อยๆ

ด้วยการทำซ้ำที่มากพอ ไม่ว่ามนุษย์หรือคอมพิวเตอร์ก็สามารถทำ problem solving, optimization, และเรียนรู้จากมันได้

เพียงแต่
1. มนุษย์มีเวลาไม่พอ
2. มนุษย์มีความอดทนไม่พอ
3. มนุษย์ขี้เกียจเรียนรู้

และการทำซ้ำ คอมพิวเตอร์สามารถทำได้เร็วกว่า
ในเวลาที่เท่ากัน ในความอดทนที่เท่ากัน คอมพิวเตอร์สามารถทำซ้ำได้จำนวนมากกว่ามากๆ
และคอมพิวเตอร์มีเวลามากพอ คอมพิวเตอร์ไม่รู้จักการเลิกก่อนที่จะทำเสร็จ และคอมพิวเตอร์ไม่รู้จักขี้เกียจ

12 มิ.ย. 18

ฝันถึงครูอีกแล้ว
นั่งคุยกับครู ได้ยินเสียงครู ครูเตือนสติ
ครูบอกว่า บางทีมนุษย์เราก็ไม่รู้ว่าอะไรที่มีค่า… แล้วเราก็ลืมตาตื่นขึ้นมา
พยายามทบทวนคำพูดที่ครูพูดกับเรา เมื่อกี้นี้ ก่อนเราลืมตาขึ้นมา
แล้วทบทวนตัวเองอีกที เช้าวันใหม่

คิดถึงครู แปลกดีไหม อีกไม่กี่วันจะมีไหว้ครู

เสาร์ที่ผ่านมา
ปริณมีเพื่อนใหม่มาเรียนด้วย เริ่มต้นด้วยการที่สาวน้อยกอดติดคุณแม่ ไม่ยอมมาเรียนร่วมกับเพื่อนๆ สักพัก พ่อแอบส่องดูลูกสาวตามปกติ เห็นสาวน้อยเพื่อนใหม่ยอมมาเรียนร่วมกับเพื่อนๆ โดยเฉพาะเดินเข้าไปยิ้มพูดคุยกับปริณ คุณแม่ท่านนั้นออกมาเล่าว่าสาวน้อยชื่อปริณมาชวนลูกสาวคุยและชวนไปเรียนด้วยกันพร้อมกับจูงไปเรียน เลยยอมไป

เช้านี้
เมื่อขึ้นชั้นใหม่ ก็ย้ายห้องใหม่ เจอเพื่อนใหม่
ที่หน้าประตูโรงเรียน พ่อพาปริณมาถึง ส่งปริณเข้าโรงเรียน มีสาวน้อยเพื่อนใหม่คนหนึ่งเดินมาถึงก็เข้ามายิ้มให้แล้วจูงมือปริณ ปริณหันหน้ามาลาพ่อแล้วก็เดินเม้ากับเพื่อน เข้าโรงเรียนไปพร้อมกัน

ลูกยังสอนพ่ออยู่เรื่อยๆ

13 มิ.ย. 18

ไปสมัครเป็น eCitizen ของประเทศ Estonia มั้ย?

เค้าไม่สัญจรขุดโครงเก่าๆ ของนครสวรรค์-อุทัย มาโชว์ ไม่เอาเด็กมาพูดภาษาอังกฤษโชว์ แต่เค้าใช้ e-cabinet กับ government cloud ไปเล้ยยย
แล้วเค้าก็ claim กันเก๋ๆ ว่า with this network technology, it is impossible for government to lie to its citizens นาจา

พีคเหนือพีค คือ “with Estonia’s cybersecurity, history cannot be written!”
สุดมาก!

“Government is not the solution to our problem, government is the problem.” Ronald Reagan (1981)

14 มิ.ย. 18

Someones กำลังจะเสนอชื่อทรัมป์รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากการทำข้อตกลงที่สิงคโปร์เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา
คงจะประมาณว่านับถือที่พี่แกยอมถอยตั้งหลายก้าวเพื่อแถลงการณ์ร่วมฉบับนั้น ไม่สมกับเป็นทรัมป์เลย ไรงี้? ใช่เหรอ? #ดราม่าฝรั่ง

15 มิ.ย. 18

เมื่ออรชุนจะออกรบเริ่มต้นสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร กวาดสายตามองออกไปในสนามรบก็เกิดความประหวั่นลังเล คิดยอมถอยเพื่อยับยั้งสงคราม
กระทั่ง พระกฤษณะต้องมาให้เหตุผลถึงความจำเป็นต้องทำสงคราม ออกมาเป็น “คัมภีร์ภัควคีตา”
ในที่สุดอวตารของพระนารายณ์ก็ชี้นำให้เกิดมหาสงคราม มหาโศกนาฏกรรม

ตัวอย่างการยับยั้งชั่งใจครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษย์ก่อนจะตัดสินใจ และการให้เหตุผลเพื่อ Convince การตัดสินใจลงมือกระทำ
ทุกครั้งที่เป็นการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต พึงระลึกถึงเหตุการณ์นี้ในมหากาพย์

17 มิ.ย. 18

มีคนพูดบ่อยว่า “ลูกโตแล้วสบายแล้ว” “เดี๋ยวเข้าโรงเรียนแล้วก็สบาย” “พอเข้าประถม/มัธยมแล้วพ่อแม่ก็มีเวลา”
ตรรกะนี้ไม่เคยจริง อย่างน้อยก็จากประสบการณ์เราเอง
เด็กโตขึ้น วัยเปลี่ยน เรื่องราวก็เปลี่ยน
ปัญหาเดิมอาจคลี่คลายไป แต่เราจะเจอปัญหาใหม่ในวัยใหม่ของเขา เสมอ

#ในบ้านที่มีGenXGenZGenAlphaอยู่ด้วยกัน