จากความผิดพลาด ในเกม

Spoil Alert! 

หนังสือ จับเอาเนื้อหาของ Game of Thrones ตั้งแต่ season 1-6 มาสกัดเป็น Lesson Learned 

ในเกมที่เล่นแล้ว มีแต่ต้องชนะ ถ้าแพ้…คุณตาย 

ตัดหัวบ้าง เชือดทิ้งบ้าง ยาพิษบ้าง เผาทั้งเป็นบ้าง ไม่ก็ถลกหนังเป็นๆ 

 

เป็น Series ที่ล้อเล่นกับอารมณ์คนดูโดยจับเอาตัวละครเอกฆ่าทิ้งจนเกือบหมดครอบครัว และไม่มีตัวละครตัวไหนเลยที่ไม่ผิดพลาด 

เมื่อพลาด อาจมีบ้างไม่ตาย ก็ถูกจับหั่นจนพิการ จับตอน หรือไม่ก็โดนข่มขืน 

 

สงคราม – แย่งชิงอำนาจ – หักหลัง – พันธมิตร – การเมือง – แก้แค้น – และเซ็กส์ 

ชายหญิง ชายชาย หญิงหญิง พี่กับน้อง มีครบ 

เรื่องโหดๆ ดาร์คๆ พวกนี้ มีอะไรให้เราคิดที่มากกว่าดูบันเทิง 

 

ผู้เขียนจับประเด็นมาได้คมมาก แม้ไม่ลึกจนต้องคิดให้ตกผลึก แต่ตั้งข้อสังเกตได้ชัดเจนกระชับ และทิ้งประเด็นไว้ในสมองเราได้ดี 

ประกอบการการแปลที่ดีงาม ไม่ใช้คำประหลาดๆ แต่มุ่งให้สารกับคนอ่านตรงไปตรงมา 

ทั้งหมดทำให้หนังสือนี้ดีงาม 

ถ้าเริ่มเลี่ยนกับการอ่านการถอดรหัสสามก๊ก ให้ลองเล่มนี้เลย 

 

หนังสือเล่มนี้ ช่วยให้เราเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวละครในเรื่อง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครทั้งหลาย ดูคล้ายจะบอกเรานัยๆ ว่า คนที่มีคุณธรรมสูงส่งนั้นมักจะไม่ชนะเกมนี้ 

 

1. แม้การฆ่าล้างครอบครัวในงานเลี้ยงเป็นเรื่องโหดเหี้ยม แต่มันก็ช่วยระงับสงครามระหว่างอาณาจักร – “การฆ่าคนหมื่นคนในสงคราม มันเป็นผู้ดีกว่าการฆ่าคนสิบกว่าคนในงานเลี้ยงยังไง?” 

 

2. เมื่อรับสัญญามากเกินไป ในที่สุดจะต้องผิดสัญญา สาบานมากเกินไป ในที่สุดก็จะต้องผิดคำสาบาน เมื่อผิดคำสัญญาจะเสียความน่าเชื่อถือ เสียความน่าเชื่อถือคือสูญเสียกำลัง (ความน่าเชื่อถือนั้นคืออาวุธชนิดหนึ่ง) … ดังนั้น ยิ่งให้สัญญามากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเปราะบางมากเท่านั้น 

 

3. “เราต้องทำให้คนเชื่อว่าเราจะชนะ ไม่ก็จะไม่มีแม้โอกาสตั้งแต่แรกด้วย” และการทำให้คนอื่นเชื่อนั้นคืออำนาจอย่างหนึ่ง 

 

4. “หากควบคุมเรื่องการเงินไม่ได้ ไม่มีทางจะชนะสงคราม” เราจะประสบหายนะหากไม่ใส่ใจเรื่องการเงิน 

 

5. “การปกครองอาณาจักรยากยิ่งกว่าการชนะสงครามมากมาย” มันเรียกร้องเวลา กำลังสมอง และความทุ่มเทของคุณมากกว่า เมื่อต้องปกครองต้องหาวิธีทำงานอย่างฉลาดขึ้นไปอีก ไม่งั้นต่อให้ต้องเหลือเวลานอนเพียงวันละ 3-4ชั่วโมง ก็ยังอาจจะไม่พอที่จะทำให้อะไรๆ ดีขึ้น … ทักษะที่สำคัญที่สุดคือการมอบหมายงาน 

 

6. แม้จะเตือนตัวเองและครอบครัวให้รู้จักเตรียมพร้อมเสมอ “Winter is Coming!” แต่กลับประสบกับหายนะกันทั้งครอบครัว เพราะไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือกับความพลิกผันของสถานการณ์เลย 
7. “ใจเร็วแต่สมองช้า! – ไม่ได้โง่หรอก แค่ไม่มีความอดทนพอ!” อดทนรอสักหน่อยแล้วเราจะได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดของคนอื่นๆ 

 

8. “เราต่างมักจะคิดได้ว่าชีวิตจะไม่เหมือนเดิมไปตลอด แต่เราก็ยังมักรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้วยความเชื่อแบบเดิม และชุดความคิดแบบเดิมๆ” ราวกับว่า หวังว่าวิธีการคิดแบบเดิมนั้นจะสามารถใช้รับกับปัญหาและความวุ่นวายในอนาคตได้เสมอ 

 

9. เราคิดอะไรหรือเก่งอะไรเป็นเรื่องหนึ่ง การแสดงออกให้คนอื่นรู้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันแยกออกจากกันและไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของความจริงใจของเราเพียงถ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอดด้วยเสมอ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าบอกสิ่งที่เราคิดให้กับคนที่จะหักหลังในที่สุด และแสดงออกซึ่งความเก่งกับคนที่คิดว่าเราอวดฉลาด  

 

  

ทั้งนี้ เป็นประเด็นให้ฉุกคิดในการอยู่ให้รอดเพื่อตนเองและครอบครัว หากเรายังคงต้องเล่นเกมเหล่านี้ในสังคม 

 

ดูแล้วมาอ่าน มันขยี้ประเด็นได้สนุกมาก พาย้อนไปทบทวนต้นเหตุและผลลัพธ์ของฉากและตอนนั้นๆ 

ถ้ายังไม่ได้ดู ก็อย่าพึ่งรีบซื้อมาอ่านเลย 

เพราะมันจะ ทั้งไม่ขยี้ และทั้งมี spoil ด้วยฮะ 
#GoT #GoT_on_Business #มหาศึกชิงบังลังก์_กับธุรกิจ

จากยอดเขา…หนาวเหน็บ

เธอปีนภูเขาน้ำแข็งลูกหนึ่งขึ้นไป 

ภูเขาสูงตระหง่าน 

หนาว… โดดเดี่ยว… เหงา… 

และเธอ อยู่ที่สุดขอบของความอ่อนไหวของอารมณ์ที่มนุษย์จะมีได้ 

 

ไต่ขึ้นเรื่อยๆ   เรื่อยๆ   เรื่อยๆ 

 

เพื่อหาทางออกอะไรสักอย่าง ทันใดก็พลันพลัดไถลลงมาถึงที่ปากเหว 

ประคองตัวอย่างโอนเอนที่ขอบริมนั้น 

เพียงประคองอยู่ด้วยสติบางๆ พร้อมจะพลัดหล่นลงเหวนั่นไปทุกเมื่อ ด้วยเพียงลมหนาวพัดผลักเข้าให้เบาๆ 

สติบางๆ ที่กำกับนั่น เท่านั้น ที่ประคองตัวผ่านพ้น ปีนกลับขึ้นมาได้ จะว่าไปก็กึ่งโชคดี กึ่งใจสู้ 

 

ไม่ยอมแพ้ 

ในที่สุดเธอก็มาถึงยอดเขาอันหนาวเหน็บนั่น แล้วเธอก็เล่าให้เราฟัง จากมุมมองของคนที่มาถึงยอดเขาแล้ว 

เล่าให้ฟัง ว่าเธอปีนขึ้นมาถึงได้อย่างไร 

 

รางวัลนายอินทร์อะวอร์ดในสาขาสารคดียอดเยี่ยม ว่างเว้นมาถึง 3ปี ที่ไม่มีหนังสือเล่มไหนสามารถคว้ารางวัลนี้ไปได้ นี่คือหนังสือที่ทุบสถิติ 3ปีนั้น คว้าเอารางวัลสารคดียอดเยี่ยมไป 

มากกว่ารางวัลคือโอกาส โอกาสหนี่งที่เราจะได้อ่านหนังสือดีๆ ที่ให้ความเข้าใจกับเรา 

 

กระทั่งกับตัวเราเอง ยังเคยคิดว่า โรคซึมเศร้า เป็นเรื่องไกลตัว 

หาเป็นเช่นนั้นไม่! 

เมื่อผู้เขียนมีข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกมาอ้างว่า คาดการณ์ว่าในอีก 3ปีข้างหน้าจากนี้ โรคซึมเศร้าจะเป็นปัญหาการเจ็บป่วยอันดับสองของประชากรโลก และอาจแซงขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในที่สุด 

 

ความเป็นจริงคือ เราก็เคยเข้าข่ายโรคจิตเวชนี้ เคราะห์ดีที่ยังมีบุญเก่าให้กินอยู่บ้าง จึงพ้นจากวาระโรคแห่งประชากรมนุษย์ได้ 

 

อีกด้านหนึ่งของโรค มาดูกันว่าใครที่เป็นโรคซึมเศร้าบ้าง 

เลโอนาร์โด ดาวินซี, แวนโก๊ะห์, โกแกง, บีโธเฟน, เคิร์ท โคเบน, เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์, ลีโอ ตอลสตอย, สตีเฟน คิง, เจเค โรว์ลิง, อับราฮัม ลินคอล์น, วินสตัน เชอร์ชิล, ฯลฯ 

“นักสร้างสรรค์ฯ มักมีความเข้มข้นของอารมณ์ต่างๆ มากกว่าคนทั่วไป เลยอ่อนไหวกับสิ่งที่มากระทบจิตใจได้ง่ายและรุนแรง…” 

 

สำหรับเรา ความยอดเยี่ยมของหนังสือเล่มนี้อยู่ตรงที่ มันมอบความเข้าใจและมอบปัญญาบางอย่างให้กับเรา 

ความเข้าใจเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ 

ความเข้าใจ ที่เป็นเส้นแบ่งระหว่าง ความสุข กับ ความสงบในหัวใจ 
ขอคารวะในการอธิบายด้วยวิธีการเขียนที่งดงามอย่างวรรณกรรม แต่กลับมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะบอกเส้นทางไต่จากปากเหวไปจนถึงยอดเขา 
ยิ่งสูงอาจจะยิ่งหนาวจริง แต่ถ้าเราสามารถขึ้นไปถึงบนยอดเขาได้พร้อมกัน ยอดเขานั้นก็พลันอบอุ่น เพราะเราได้แบ่งปันวิวสวยๆ บนยอดกับคนข้างๆ ด้วย 

และขอยืนดูให้สาแกใจว่า ขอบเหวข้างล่างนั่น ทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าเราไม่ยินยอม

ทะเลฝากมา

การไม่ลงรอยกันระหว่างความคิดและอารมณ์ ทำให้เฉยชาต่อการลงมือเขียน เบื่อๆ อยากๆ เรื่อยมา กระทั่งได้รับของขวัญมาชิ้นหนึ่ง ของขวัญที่มาจากทะเล 

 

#Gift_from_the_Sea คล้ายๆ การผนึกเอาความคิดและประสบการณ์ทั้งชีวิตของผู้หญิงมหัศจรรย์คนหนึ่งอัดเป็นมวลแน่นบรรจุในกล่องของขวัญเล็กๆ ใบหนึ่ง ส่งมาให้เป็น #ของฝากจากทะเล จากแม่ให้แก่ลูกสาว จากย่าให้หลาน จากเพื่อนฝากให้เพื่อน และจากคนเขียนฝากให้คนอ่าน 

 

อาจสับสนได้จากข้อมูลบนปกในว่าพิมพ์ครั้งที่หนึ่ง ทั้งๆ ที่หนังสือเล่มนี้มีอายุ 60ปีแล้ว 

มันเป็นการพิมพ์ครั้งที่หนึ่งของฉบับครบรอบ 60ปี โดยสำนักพิมพ์ openbooks (เคยมีการพิมพ์ฉบับภาษาไทยมาก่อนแล้วโดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ) 

 

# ผู้หญิงมหัศจรรย์ เป็นนักบินหญิงคนแรกของสหรัฐ ร่วมเดินทางไปกับสามีเพื่อสำรวจเส้นทางบิน เป็นแม่ผู้ทุ่มเทให้ลูกๆ และสามี เป็นนักเขียนนักกวี เขียนบันทึกการเดินทางต่างๆ ทั้งยังเป็นเพื่อนแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบินและการเขียนกับ อองตวน เดอ แซง-แต็กซูว์เปรี ผู้เขียนเรื่องเจ้าชายน้อย 

เธอเสียลูกคนแรกไปจากการโดนลักพาตัว-ฆาตกรรม เสียลูกคนที่เจ็ดไปด้วยการแท้งจากภาวะซึมเศร้า 

เพื่อรักษาความบาดเจ็บของจิตใจ เธอตัดสินใจเดินทางไปใช้ชีวิตตามลำพังเพียงคนเดียวบนเกาะแห่งหนึ่ง 

การอยู่กับตัวเองเพียงลำพังบนเกาะทำให้เกิดการตกผลึกความคิดจากประสบการณ์มหัศจรรย์ของเธอ 

จากนั้นความเป็นนักเขียนนักกวีของเธอก็เริ่มทำงาน ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นหนังสือบันทึกผลึกความคิดที่เธอพบในระหว่างที่ใช้ชีวิตบนเกาะ 

 

บันทึกความคิดของนักเขียนหญิงชาวสหรัฐคนนี้มีความสอดคล้องกับแนวคิดของศาสนาพุทธไม่น้อยเลย 

 

เราไม่อาจอ่านหนังสือเล่มนี้ ด้วยความรีบเร่งได้ เพราะแต่ละบรรทัดนั้นบรรจุแน่นด้วยสารความคิด 

ถ้าคุณหาที่เงียบๆ นั่งลงอ่านมัน คุณอาจยังได้ยินเสียงคลื่นและกลิ่นทะเล 

นักเขียนหญิงมหัศจรรย์ของโลกจริงๆ จึงจะสามารถเขียนหนังสือพิเศษเล่มนี้ออกมาได้ 

 

ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในชีวิต และถูกเร่งความเร็วของความอยากได้และความรอไม่ได้เข้าไปอีก ด้วย internet 4G 

เราสามารถหาความสงบ จังหวะเบาสบายของเกลียวคลื่น ความคิดที่ละเอียดอ่อนมั่นคง ความจริงที่ไล่ความลวงอันเปราะบางออกไป จากตัวหนังสือของเธอในเล่มนี้ 

 

เธอเตือนเราว่า เรากำลังแสดงละครสัตว์อะไรกันในชีวิตทุกๆ วัน ทรงตัวเดินอยู่บนเส้นเชือก โดยมิให้ภาระทุกๆ อย่างที่ทูนหัวเอาไว้ร่วงหล่น เดินตัวตรงๆ เข้าไว้ ทรงตัวเข้าไว้ 

ทั้งๆ ที่ชีวิตไม่ได้ต้องการอะไรมากนัก และความเรียบง่ายนั้นสามารถนำอิสรภาพและความสงบมาให้ 

การปลดเปลื้อง… เรายังสามารถอยู่ได้ด้วยความน้อยแค่ไหนต่างหาก มิใช่ด้วยความมากเพียงใด 

 

ขอบคุณของที่เธอเอามาฝากจากทะเล ของฝากที่บอกเราว่า “ความกลัวทำให้เรายึดติดกับอดีตฯ และพยายามไขว่คว้าหาชั่วขณะต่อไปด้วยความละโมบฯ เมื่อหัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก จะไม่มีที่เหลือสำหรับความกลัว ความสงสัย หรือความลังเล เมื่อปราศจากความกลัว เราจะเต้นรำได้ เมื่อผู้เต้นรักคู่เต้นของตนเสียจนลืมถามตนเองว่าจะได้รับความรักนั้นกลับคืนมาไหม” 

 

หนังสือเล่มนี้ ครบรอบ 60ปีแล้วครับ 

เราสมควรฉลองด้วยการอ่านซ้ำสักหกรอบ! 

ความทรงจำ ของการมีเวลาร่วมกัน

ความสุข กับ ความรัก มีจุดร่วมกันตรงที่ ความทรงจำ

 หรือที่ถูกคือ… การมีช่วงเวลาร่วมกัน 

 

การมีช่วงเวลาร่วมกัน 

บางครั้ง อยู่ด้วยกัน 

บางครั้ง อาจห่างกัน 

บางครั้ง ยิ้มหรือหัวเราะพร้อมกัน 

บางครั้ง ผิดใจกัน 

บางครั้ง ร่วมทางกัน 

บางครั้ง สวนทางกัน 

กระทั่ง บางครั้ง จากกันในที่สุด 

 

เราอาจมีวันพรุ่งนี้ เป็นวันเดียวกัน 

หรือเราอาจเพียงแค่ เคยมีวันเมื่อวาน หรือเมื่อวันก่อน เป็นวันเดียวกัน 

วันเดียวกันวันนั้น คือวันสำคัญ 

 

ใช่ความสำเร็จในชีวิตใดๆ ที่ยิ่งใหญ่ 

ใช่ชัยชนะที่ไขว่คว้ามาได้ ที่ยิ่งใหญ่ 

แท้จริงแล้วเพียงแค่วันธรรมดา… 

 

วันธรรมดา อาจเพียงแค่หนึ่งวัน 

อาจเป็นในวันเมื่อวาน 

อาจเป็นวันพรุ่งนี้

หรืออาจจะเป็น วันนี้ 

วันที่… เราใช้จ่ายเวลาร่วมกัน 

ดูเรียบง่ายที่สุด แต่ก็อาจซับซ้อนซึ่งที่สุด ในตัวมัน 

เป็นเพราะ… ด้วยการมีเวลาร่วมกัน นั่นจึงมีความทรงจำ! 
เป็นความมหัศจรรย์ 

ท่ามกลางจำนวนนับไม่ถ้วนของผู้คนบนโลกใบนี้ 

ท่ามกลางสถานที่เกือบจะอนันต์ที่เรารับรู้ว่ามีอยู่ 

ท่ามกลางเวลาที่เดินไปโดยอ้างอิงจากการเคลื่อนที่ของดวงดาวในจักรวาล 

ท่ามกลางความชัดเจนหรือพร่ามัว อันประกอบจากแสงและเงามากมาย 

… เรามาเจอกัน … เรามีความทรงจำ … ในเวลาที่ต่างมีอยู่จำกัด 
ทั้งหมดนี้จึงได้เตือนเราอย่างหนักแน่นว่า ไม่ว่าวันเวลาไหนที่เป็นของเรา หรือเคยเป็นของเรา วันเวลาเหล่านั้นจะเป็นความทรงจำ 

เป็นความรัก หรือ เป็นความสุข ในที่สุด 

จงได้ใช้ชีวิตในวันนั้นๆ วันที่เรามีร่วมกัน 

 

เราไม่ได้แค่สวนกัน แต่เรามีวันเวลาร่วมกัน เรามีความทรงจำร่วมกัน 

ความทรงจำนั้น เชื่อมโยงเราด้วยกันไว้ 

 

 

 

หนังสวยมาก โรแมนติกมาก จังหวะพอดีมาก นางเอกสวยมาก และกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำตามาก 

แต่ก็น้ำตานี่แหละ ที่เป็นสัญญาณบ่งบอกความเป็นมนุษย์ของหัวใจที่เต้นอยู่ 

 

อ่านหนังสือแล้วมีความสุข 

ได้มาดูหนังอีก ก็มีความสุข 

เพราะความสุขก็คือความทรงจำแบบหนึ่ง 

 

#พรุ่งนี้ผมจะเดตกับเธอคนเมื่อวาน 

น่ารู้? 

ไม่ค่อยเห็นด้วยกับ “รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่า…” 

เพราะบางเรื่องไม่รู้บ้างก็น่าจะดี เช่น “นายกฯ คนที่แล้วเป็นนายกฯ คนที่เท่าไหร่” ยิ่งในวันที่ข้อมูลโถมเข้าใส่โดยไม่ถามเราก่อนว่าอยากรู้มั้ย “เขาไปเป็นแฟนกันเมื่อไหร่”

 มันจะไม่ใช่ รู้ไว้ใช่ว่าฯ แต่เป็น รู้เพื่อ?!? 

บางเรื่องที่มันเป็น รู้ไว้ใช่ว่าฯ จริง มันควรเป็นเรื่องที่ upgrade อะไรบางอย่างในตัว แม้ในวันที่อ่านหนังสือแทบทุกประเภท มันก็ไม่ใช่ว่าจะน่ารู้ไปทุกเรื่อง! 

 

นึกเลยไปเมื่อสมัยก่อน อ่านคอลัมน์ #คุยกับชัยคุปต์ ในวารสาร #รู้รอบตัว ของซีเอ็ด สนุกกับการเปิดกะลาด้วยความรู้วิทยาศาสตร์ อ่านแล้วรู้สึกว่าตัวเองถูก upgrade ขึ้นด้วยวิทยาศาสตร์ ปวารณาเป็น FC รายเดือน ตามกันทุกฉบับ 

เพียงแต่ ยุคสมัยนี้ เพียงความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ด้านเดียว ดูจะกลายเป็นกะลาครอบอันใหม่ กระทั่งวารสารรู้รอบตัวของซีเอ็ดเองก็ยังล้าสมัยไปนานแล้ว 

ช่วงหลังๆ ก็เสื่อมลงไปเองด้วยเรื่องประเภท รู้เพื่อ?!? 

 

การอ่านบทสนทนา Podcast ของสองคนนี้ #โตมร และ #ทีปกร ที่พาเราไปไกลกว่ากะลาอันเดิมอันนั้น 

บทสนทนาระหว่างนักเขียนรอบรู้สองคน กระหน่ำเราด้วยข้อมูลใหม่ๆ 

ไม่เจาะจงแค่เรื่องวิทยาศาสตร์ แต่เจาะไป สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ภาษาศาสตร์ จิตวิทยา และอื่นๆ รวมทั้ง อนาคตศาสตร์ 

นี่เลยเป็นการ upgrade ตัวเองอีกครั้ง 

สนุกสนานไปกับความอยากรู้ 

เสียดายที่บ่ายเบี่ยงการเปิดเข้าไปฟัง Podcast เสียนาน ประจวบเหมาะกับการรวมเล่มมาเป็นหนังสือ มาเข้ากับจริตดัดๆ ของเราพอดี 

 

1. การปะทะกันของเหล่า Generation ต่างๆ นี่เป็นทั้งเหตุและผลลัพธ์ของปรากฏการณ์ในยุคสมัยนี้ เราแน่ใจจริงๆ หรือว่าเข้าใจความหลากหลายทาง Generation กับโครงสร้างประชากรที่พลิกกลับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ 

 

2. เวลาเป็นเรื่องซับซ้อน แม้ฟิสิกส์ยุคใหม่จะบอกเราไว้นานแล้ว ว่าเวลานั้นเป็นเรื่องสัมพัทธ์ กระทั่งเวลาที่ดูจะเป็นจุดอ้างอิงที่ดีที่สุดในมิติทั้งหลาย แต่ตัวมันเองก็อ้างอิงกับค่าอื่นๆ ไม่น้อย ซึ่งเราก็รู้สึกถึงความสัมพัทธ์ของเวลานี้ได้ด้วย แต่เรามักไม่เชื่อ เช่นนั้น เราอาจหลงผิดกับคำว่า ‘ปัจจุบัน’ อยู่ก็ได้ 

 

3. ปิดตัวกับเปิดเผย ไม่ใช่คนละด้านของเหรียญ ไม่ใช่คนละด้านของปลายทาง แท้จริงแล้ว ล้วนปนเป ในเปิดมีปิด และในปิดมีเปิด และทั้งมวลมีอคติบางอย่างอยู่ 

 

4. การทำงาน ของสามยุคสมัย ยุคที่ต้องทำงานให้ทุกๆ ครั้งที่ถูกสั่ง ยุคที่มีกำหนดเวลางาน-หลังเลิกงานอย่ามาสั่ง และยุคที่ไม่มีขอบเขตระหว่างทำงานกับไม่ได้ทำงาน-เหมือนเล่นแต่ทำงาน/เหมือนทำงานแต่เล่น 

 

5. ภาษา คืออารยธรรมขั้นสูงของมนุษย์ แต่ภาษาก็กลายมาเป็นขอบเขตจำกัดความคิดความอ่านของคนใช้ภาษา เราใช้ภาษา แล้วภาษาก็ปิดกั้นเรา และภาษาก็เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจในการควบคุมอะไรบางอย่าง 

 

6. ความกลัว และความฝัน เป็นเรื่องพื้นฐานก็จริง แต่เป็นเรื่องพื้นฐานที่มีความซับซ้อน ใครจะบอกว่าเข้าใจ แท้จริงแล้ว กระทั่งความกลัวหรือความฝันของตัวเอง เราอาจยังไม่เข้าใจ 

 

7. ความวิปริตทางเพศ จริงๆ แล้ววิปริตจริง หรือเป็นเพียงเรื่องการสร้างความสอดคล้องให้ตรงกับครรลองเรื่องเพศตามยุคตามสังคม ไม่มีความวิปริตใดที่เป็นเรื่องใหม่ หรือแท้จริงความวิปริตคือความปกติ และความปกติต่างหากที่วิปริต สนุกสนานยิ่งนัก และน่าคิดอย่างยิ่งว่าการพยายามตัดสินว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้คือวิปริต น่าจะนับรวมเป็นความวิปริตด้วย 

 

8. ความโดดเดี่ยวของมนุษย์อยู่ตรงไหน… 

 

หนังสือเล่มบางราคาสองร้อยกว่าบาท คุ้มกับการกระตุกสมอง เป็นรู้ไว้ใช่ว่าอยู่ในกะลาอันเดิม 

 

เมื่อ #อดีตอยู่ข้างหน้า_อนาคตอยู่ข้างหลัง 

ย้อนรอย…บ้าน

นิยายของ #Halan_Coban มักทำให้เราเปลี่ยนใจ อ่านหนังสือ 

หลังจากที่เจอเล่มนี้ที่ร้านหนังสือ กลายเป็นว่า ที่อ่านๆ อยู่ 3-4เล่ม หยุดไว้หมด 

เล่มนี้ เป็นหนึ่งใน Series สืบสวนของ #ไมรอน_โบลิทาร์

ถ้าเทียบ Scale ความระทึกของนิยายสืบสวนที่โคเบนเคยทำไว้ได้สูงสุดในระดับ 9.5 เต็มสิบ เล่มนี้มาได้แค่ 7.5 นะ ไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่เพราะพระเอกคู่หูดันเก่งเกินทั้งคู่ อ่านแล้วเกิดภาพว่า ไม่ว่าจะล่อแหลมอันตรายแค่ไหนทั้งคู่ก็รอดมาได้ชัวร์ และยังกลับไปเอาคืนได้อีก 

ส่วนการสืบสวนก็ดูด้อยลงไป เพราะไม่ได้มีการขบคิดไตร่ตรองข้อเท็จจริงที่ได้มามากนัก (อาจติดภาพนักสืบแบบเฮอร์คูล ปัวโรต์ มากไปนะ) 

แต่ว่า การไล่ล่าหาข้อเท็จจริงต่างๆ นี้ก็ไม่ธรรมดาเลย เทียบชั้นนิยายสายลับได้อยู่ 
แม้จะอ่านแล้วดูด้อยลงกว่าเล่มอื่นๆ แต่ไม่น่าผิดหวัง! 

ก็ยังนับเป็นผลงานระดับโคเบน 
นิยายของโคเบน ยังคงทำให้เราตั้งคำถามในทุกๆ หน้ากระดาษ ชักจูงคนอ่านไปตามตัวหนังสือทีละบรรทัด มีเฉลยบ้าง เฉลยคำตอบหนึ่งแล้วก็นำคนอ่านไปสู่คำถามถัดไป และถัดไป 

…และแล้ว ก็ขยี้ๆ คนอ่านด้วยการหักมุมตอนจบ 

คือเจ้าพ่อแห่งนิยายสืบสวนที่หักมุมตอนจบ 

โอย! เขียนได้ไง หักมุมมันทุกเล่ม 

ดังนั้น ถ้าเราอ่านแบบว่า อ่านตอนต้นแล้วข้ามมาอ่านตอนท้ายเล่มเลย หรืออ่านจบแล้วไปเล่าตอนจบให้คนอื่นฟัง นี่คือความพังพินาศของนิยายสืบสวนนี้ 

อย่าทำๆ 

จงดื่มด่ำกับการหักมุม เพื่อความบันเทิงและการได้ฉุกคิด 
ยังคงฉกาจมาก ในการนำประเด็นความรักและความสัมพันธ์ในครอบครัวมาเป็นแกนของเรื่อง 

นี่เองที่เป็นความหนักแน่นของนิยายของโคเบน ปมความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นพื้นฐานของเรื่องราวทั้งหมด 

เมื่อเรา #ย้อนคืน ทั้งหมดกลับมา ทุกอย่างมักเริ่มต้นจากที่บ้าน 

โคเบน ฝังประเด็นในเรื่องนี้ให้เราคิดได้ว่า ชนวนจากปมในครอบครัวคือจุดเริ่มต้นของหายนะ 

เตือนสติให้เราอย่าด่วนสรุปหรือมองข้ามปมความสัมพันธ์ในครอบครัว การรักษาศีลธรรมพื้นฐานง่ายๆ คือความมั่นคงของสถาบันครอบครัว และ… สังคมรอบๆ 
แม้ไม่ได้ระทึก ใจเต้นวางไม่ลง 

แม่ไม่ได้ลึกลับ ซับซ้อนซ่อนเงื่อน 

แต่ความเอกอุของการหักมุม การวางเรื่องราวอาชญากรรมโดยมีประเด็นภายในครอบครัวเป็นแกน และยังฝากประเด็นให้คิดต่อ 
นี่จึงเป็น อาชญนิยายที่ดีเล่มหนึ่งทีเดียว

คนสิ้นสูญ

1. ความเป็นคนคืออะไร 

2. ถ้ามีคนมาบอกเราว่าเขาสูญสิ้นความเป็นคน… คือเขาเป็นอย่างไร และเขากำลังจะบอกอะไรเรา 

3. นักเขียนที่พยายามฆ่าตัวตัวตายมาแล้วหลายครั้ง (แต่ไม่สำเร็จ) ก่อนการฆ่าตัวตายครั้งสุด (ซึ่งเขาทำสำเร็จ) เขาเขียนปลดปล่อยสารอะไรบางอย่างทิ้งไว้ เราจะเจอสารอะไรในงานเขียนนั้น 

เราจะพบคำตอบอะไรบางอย่าง สามเรื่องนี้ จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ 

ไม่อาจหาญบอกว่า คำตอบนี้ถูกหรือผิด 

ไม่ผยองว่า นี้คือสาระบางอย่างในการใช้ชีวิต 

แน่นอนว่าหนังสือนี้อาจจะไม่ได้เหมาะกับคนหลายๆ คน 

หากแต่ งานเขียนอัปมงคลชิ้นนี้ อาจทิ้งมงคลบางอย่างไว้ในจิตสำนึกของคนอ่านได้ 

แม้ว่า มิอาจเอาชนะต่อแรงกดดันทั้งหลาย แต่นี้คือหลักฐานแห่งความพยายามขบถต่อสังคม ขบถต่อสภาพการดำรงชีวิตที่เป็นไปในยุคสมัย  ทิ้งเป็นร่องรอยที่จับใจอยู่ในโลกวรรณกรรม 

ระหว่างอ่าน คล้ายเราดำดิ่งสู่ความอัปลักษณ์ของมนุษย์ ถึงกับหดหู่ไป แต่ก็กลับกลาย ดื่มด่ำไปกับรสภาษาของวรรณกรรมด้วย  

หากมิใช่อัจฉริยะในศิลปะการเขียน ไยสามารถรังสรรค์ผลงานได้เยี่ยงนี้ 

อีกทั้งมิอาจไม่ยกย่องความดีงามของการแปลจากภาษาต้นฉบับมาเป็นภาษาไทย 

นี่คือวรรณกรรมดีงามที่แสนหดหู่ 

เพียงการเขียนพรรณนาภาพถ่ายสามใบในบทนำ  ก็ช่างเป็นตัวอย่างที่งดงามของการใช้ภาษาในงานเขียน 

แต่นั่นแหละ ที่สุดคือแก่นสารของเรื่อง ที่ส่งผ่านความมืดมาถึงคนอ่านต่างหาก 

หากต้องการดำรงความเป็นคน ที่แท้แล้วอย่างไร? 

ฤา คนเป็นสิ่งมีชีวิตควรแก่การไว้ใจ? 

#สูญสิ้นความเป็นคน #โอซามุ #JLIT