คุณปู่ชี้แนะ

“พี่เคยอ่านเล่มนี้รึยัง”
“พี่จำได้มั้ยตอนนั้น หนังสือเล่มนี้…”
แล้ววันหนึ่งน้องก็หยิบเอามาให้ “หนูอยากให้พี่อ่าน”
เลยเป็นว่าต้องวางมือจากเล่มที่กำลังอ่านอยู่ทั้งหมดมาอ่านเล่มนี้ก่อน

ชื่อ #Peter_F_Drucker น่าจะคุ้นหูกันอยู่บ้าง บ้างมีคนเรียกเขาว่า บิดาของวิชาบริหารธุรกิจ หรือบิดาของหลักสูตร MBA
เราขอเรียกแกว่า “คุณปู่”

เราเรียน MBA ทันช่วงปลายๆ สมัยที่องค์ความรู้ที่คุณปู่ #Drucker ยังถูกพูดถึงในการเรียนการสอนในหลักสูตร MBA อยู่บ้าง
แต่ต่อมา มันก็ถูกทำให้ล้าสมัยและแทนที่ด้วยสิ่งที่ Kaplan กับ Norton เขียน Paper ลงใน HBR (Havard Business Review) และถาโถมมาด้วยแนวคิดของ Peter Senge และแนวคิดของ W. Chan Kim ก็เข้าไปอยู่ในหลักสูตรที่นักเรียน MBA เรียน

แต่ก็เห็นได้อยู่อย่างคือ ไม่ว่าจะมีเครื่องมือใหม่ๆ นักวิชาการใหม่ๆ หรือ Paper ใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์ลงใน HBR แต่เราก็ยังจะยังเห็นชื่อของคุณปู่ Drucker ปรากฎอยู่ตาม Paper ต่างๆ อยู่เนืองๆ และ HBR เองก็นิยมที่จะหยิบเอางานเขียนของคุณปู่ Drucker กลับมาตีพิมพ์ใหม่

#ปัญญางานจัดการคน หรือ #Managing_Oneself เล่มนี้ ก็เป็นการนำเอางานเขียนของคุณปู่ Drucker มารวมเล่มจัดพิมพ์ โดย HBR นั่นแหละ
ใช่ ถ้ามาลองดูที่ราคาหนังสือ 280 บาท กับหนังสือความหนา 240 หน้า ตกราคาหน้าละประมาณ หนึ่งบาทสิบเจ็ดสตางค์ นับว่าราคาแพงอยู่เหมือนกัน
แต่ยังมีนักแปลมือต้นๆ ของเมืองไทย คือคุณ #ภิญโญ_ไตรสุริยธรรมา เลือกหยิบเอามาแปลและจัดพิมพ์ด้วยสำนักพิมพ์ Openbook มาออกขาย ท้าทายสังคมการอ่านแบบจานด่วนในปัจจุบัน ก็ต้องนับว่าไม่ใช่งานเขียนธรรมดาแน่นอน

ความคิดเห็นในมุมของเราเอง
เราคิดว่า หลักการของคุณปู่ Drucker นั้นค่อนข้างมองโลกบริหารธุรกิจเพียงด้านเดียวอยู่บ้าง โดยเฉพาะเมื่อเจอกระจกหกด้าน เฮ้ย! สี่ด้านของ Kaplan กับ Norton เข้าไป ก็วิจารณ์หลักการของคุณปู่ที่เกิดมาก่อนหน้าได้เลยว่าล้าสมัย เพราะมองไม่ครบทุกด้าน (แต่ในที่สุด Balance Scorecard ก็ถูกทำให้ล้าสมัยด้วยสิ่งที่มาทีหลังอีกนั่นแหละ ยิ่งถ้ามาเจอ Crypto ยุคนี้แล้ว ก็คงเหมือนว่าสิ่งที่เราเรียนมาคือฟอสซิล)
ดังนั้น การศึกษาหรืออ่านบทความของคุณปู่ Drucker จึงต้องมีเผื่อใจทำ Critical Thinking คิดวิพากย์ คอยตั้งคำถามเปรียบเทียบกับบริบทปัจจุบันไปด้วย เพื่อที่จะตัดเอาประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัยแห่ง Satoshi Nakamoto ออกไป
ซึ่งพอตัดออกไปได้ เราก็จะเห็นความร่วมสมัยของหลักการของคุณปู่ คือแนวคิดที่ใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัยฮะ และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ HBR ยังคงหยิบเอามาจัดพิมพ์ใหม่อยู่

แนวคิดหลัก คือการจัดวางตนให้สอดคล้องกับจุดแข็งของตัวเอง (ถ้าจะเอาเป็นชิ้นเป็นอันหน่อย ก็ต้องมาทำ SWOT เพื่อทำ Strategic Fit ตามที่ฮิตๆ กัน)

การเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นทำได้ยากและต้องออกแรงเยอะ ในขณะที่ ถ้าเรารู้จักเอาจุดแข็งของตัวเองมาใช้ และปรับเข้าหาวิธีการทำงานและวิธีการเรียนรู้แบบที่เราถนัด จะออกแรงน้อยกว่าและไปได้เร็วกว่า
คุณปู่แกย้ำกันไปเลยโต้งๆ ว่า อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเลย การพัฒนาจากจุดที่ไร้ความสามารถของเราไปสู่จุดที่พอใช้ได้ จะต้องใช้พลังงานมากกว่าการพัฒนาจุดที่ดีไปสู่จุดที่ยอดเยี่ยม
คุณปู่แนะนำให้ รวมพลังไว้ที่จุดแข็ง ทุ่มเทพัฒนาจุดแข็ง แต่ไม่เหลิง เป็นการจัดการตนเอง ใช้พลังงานและทรัพยากรให้ถูกที่ถูกทางของตัวเรา เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด

จะรู้ว่าเรามีจุดแข็งอะไร ถนัดแบบไหน เราก็ต้องวิเคราะห์ตัวเองให้ได้ก่อน
เราเป็นนักฟังหรือนักอ่าน คนที่เป็นนักฟังและนักอ่านได้ทั้งสองอย่างมีอยู่น้อยมาก
เราเรียนรู้ด้วยวิธีการไหน เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ หรือเรียนรู้ด้วยการฟังเสียงของตัวเอง
เราทำงานได้ดีที่สุดเมื่อทำงานคนเดียว หรือเมื่อทำงานเป็นสมาชิกของกลุ่ม
เราถนัดจะเป็นที่ปรึกษา หรือจะเป็นคนตัดสินใจ
เราเลือกทำงานภายใต้แรงกดดัน หรือในสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้
รู้จักตัวเองก่อน จึงจัดการตัวเองได้ ไม่ใช่คิดเอาเองว่าเราเป็นแบบไหนแล้วลุยๆ ไป

ที่ดีงามที่สุดในหนังสือเล่มนี้สำหรับเรา มีอยู่สองประเด็น

ประเด็นแรก คือการที่คุณปู่ Drucker ชี้ให้เราทบทวนความสอดคล้องของค่านิยม (Value) ของตัวเราเองกับค่านิยมขององค์กรที่เราทำงานให้ หากคุณค่าที่เรายึดถือกับคุณค่าที่องค์กรนั้นยึดถือมีความขัดแย้งกันแล้ว อย่าทู้ซี้ให้เสียเวลาชีวิตเลย ลาออกไปหางานใหม่ทำเหอะ งานนั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่มีค่าพอที่เราจะเสียเวลาอยู่ด้วย
“การทำงานในองค์กรที่ให้ค่ากับสิ่งที่เราอาจยอมรับหรือไม่สอดคล้องกับตัวเรา ย่อมส่งผลทำให้เกิดความอึดอัดขัดข้อง และไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้”
แนวคิดนี้ของคุณปู่ นับได้ว่าล้ำมากในยุคสมัยนั้น และสิ่งนี้ต่อมาจึงถูกอธิบายต่อในทฤษฎีของ Organizational Behavior และน่าจะสอดคล้องกับประเด็นของ Business Ethics ด้วย
อย่างไรก็ดี ถ้าตัวคุณให้คุณค่ากับเงินนะ การทำงานที่ไหนก็ย่อมขึ้นอยู่กับว่าเค้าจ่ายให้คุณเท่าไหร่นั่นแหละ

ส่วนอีกประเด็นคือ เรื่องการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างคนทำงาน เนื่องจากการทำงานเราต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น จงเข้าใจคนที่คุณทำงานด้วย แล้วทำงานกับจุดแข็งของเขา ให้เขาใช้วิธีที่เขาถนัด ทำในส่วนที่เขาให้คุณค่า และให้ใส่ใจกับการสื่อสารมากๆ เราจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
โอ้ว! นี้มันวิธีของทีม Avenger ชัดๆ
ทีเด็ดก็คือ “… หากแต่เจ้านายนั้น ก็คือมนุษย์ คือคน ผู้ที่ถึงที่สุดก็ต้องทำงานในวิธีการที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป” ดังนั้น เหล่าลูกน้องจึงต้องสังเกตว่า เจ้านายทำงานวิธีไหน ถนัดแบบไหน แล้วหาทางช่วยเจ้านายให้ทำงานตามวิธีนั้นให้ได้ดีที่สุด แล้วคุณปู่แกก็รวบยอดว่านี่คือการจัดการเจ้านาย!

เขียนมายาวหน่อย และมีสรุปประเด็นของหนังสือไว้บ้าง เพราะอ่านไปก็คิดถึงหลักการและคำคมต่างๆ ของคุณปู่แกในตำราเรียน
คำแนะนำร่วมสมัย ที่แม้ว่าแนวคิดด้านการบริหารธุรกิจจะผ่านมาหลาย Generation แล้วก็ตาม คำแนะนำเหล่านี้ก็ยังใช้ได้อยู่ มันมีประโยชน์ที่จะนำไปเป็นตัวกรองก่อนการตัดสินใจใดๆ ทั้งในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

เดี๋ยวคงต้องแวะไปหา HBR ฉบับใหม่มาพลิกๆ ดูบ้าง แต่ไม่ต้องไป Asia Book หรือห้องสมุดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ใช้ Kindle หรือเข้า Web ไปได้เลย

Advertisements

ความรัก ความขัดแย้ง อำนาจ และแฟนตาซี

นิยายโรแมนติกแปลกๆ

ปกติจะเริ่มจากนิยายเขียนก่อน นิยายเขียนที่เข้าตาผู้กำกับหรือผู้สร้าง จะถูกนำไปสร้างเป็นหนัง
แต่เรื่องนี้เป็นการสร้างหนังที่ผู้กำกับทั้งทำหนังที่ตัวเองรัก และลงมือร่วมเขียนเรื่องออกมาเป็นนิยายเรื่องนี้ เกิดเป็นหนังสือและหนังโรงในเวลาเดียวกัน
จากผู้กำกับที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง ทำให้หนังได้รับความสนใจมาก หนังสือก็ด้วย
คำวิจารณ์ที่ผ่านๆ ตา ส่วนใหญ่ก็ออกไปในทางที่ดี พล็อตก็ดูแฟนตาซีน่าสนใจ
จังหวะเหมาะก็ซื้อหามาอ่าน

ยังไม่ได้ดูหนัง
ซื้อเตรียมไว้เหมือนกัน แต่ตัดสินใจว่าจะอ่านหนังสือก่อน

เป็นนิยายรักที่แฟนตาซีดี แต่เหมือนว่าพยายามรักษาความสมดุลของเนื้อหาไว้ ไม่ไปให้สุดทาง สำหรับเราจึงเป็นนิยายที่ค่อนข้างเบาๆ ในแง่ที่ไม่ได้ไปจนสุดทั้งในด้านความโรแมนติก ความแฟนตาซี ความตื่นเต้น หรือการหักมุมในพล็อตเรื่อง
อ่านไปได้เรื่อยๆ เพลินๆ แต่ถ้าวันไหนนอนน้อยมาอ่านก็จะมีอ่านแล้วง่วงๆ หน่อย

เราคิดว่า การรักษาความสมดุลประมาณไว้เพื่อไม่ให้ ความโรแมนติกก็ดีหรือความแฟนตาซีก็ดี มาเด่นชัดจนข่มสารที่ผู้เขียน (ซึ่งก็คือผู้กำกับด้วย) ต้องการจะนำเสนอผ่านนิยาย
มันก็เป็นเรื่องปกติ เมื่อเลือกทางนี้หรือทางใดๆ แล้วก็ตาม มันก็จะมีข้อดีและข้อเสีย

อารมณ์ระหว่างการอ่าน รู้สึกเหมือนความสนุกกับนิยายถูกรั้งๆ ไว้ ยั้งๆ ไว้ เพราะกลัวว่าเราจะสนุกเสียจนลืมใส่ใจกับปมของเรื่อง
พอมันเป็นอย่างนั้น เราจึงมีช่องว่างของอารมณ์ระหว่างการอ่านหนังสือ ทำให้จับสามารถสังเกตสารต่างๆ ที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อสารได้

เรารู้สึกชอบ ที่ผู้เขียนเหมือนกล้าเลือกกล้าตัดสินใจ เพราะการชอบหรือไม่ชอบของคนนั้น มันเป็นแค่เรื่องรสนิยมเฉพาะบุคคลของผู้เสพ
เสพแล้ว มีคนชอบ มีคนไม่ชอบ แต่ผู้เขียนผู้กำกับผู้สร้างสรรค์ได้มีความพึงพอใจหรือความสุขไปแล้วตั้งแต่ตอนที่ทำมันออกมาตามที่ตนอยาก

อีกด้าน พอทำมันออกมาแบบสมดุลๆ มันก็ออกจะกลมกล่อม นิยายจึงค่อนข้างจะแมส เป็นแนวป๊อบๆ คนอ่านคนดูหนังในวงกว้างสามารถเข้าถึงได้สบายๆ

ความดีงามมีหลายข้ออยู่เหมือนกัน ตั้งแต่การตัดต่อฉากต่างๆ ในนิยายเขียน นำเอาเรื่องเดียวกันของคนละเรื่องกันมาตัดต่อต่อกัน เป็นอารมณ์การตัดต่อฉากในหนังมาปรากฎอยู่ในนิยายเขียน ทำให้การสลับฉากเรื่องราวของตัวละครหลายตัวกลับไปกลับมา มีความน่าสนใจมาก

ความดีงามของเนื้อเรื่อง ในแง่การสะท้อนความรุนแรงและผลความเสียหายของสงครามเข้ามาอยู่ในนิยายโรแมนติกแฟนตาซี การเสพความขัดแย้งต่างๆ ทั้งความขัดแย้งระหว่างตัวละคร ความขัดแย้งภายในใจของตัวละคร ความขัดแย้งของสถานภาพในครอบครัวและในสังคม ความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์ สงครามเย็น ความขัดแย้งระหว่างธรรมชาติกับเทคโนโลยี ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์อื่นๆ ความขัดแย้งระหว่างความรับผิดชอบกับความต้องการภายในใจ
เราพบความขัดแย้งในบรรทัด เราอยู่และจัดการความขัดแย้งนี้อย่างไร

ความดีงามของเนื้อเรื่อง ที่พาเอาคนอ่านมาสำรวจความรู้สึกถึงการมีอำนาจและจบลงที่การใช้อำนาจนั้นๆ บังคับคนหรือสัตว์ให้มาสนองในสิ่งที่ตนต้องการ
การได้ลิ้มลองการมีอำนาจเหนือผู้อื่น เหนือสิ่งมีชีวิตอื่น ทำให้เรามีความรู้สึกถึงอำนาจที่เราสามารถจะควบคุมได้ อำนาจนี้มักพาลขยายไปถึงความรู้สึกถึงการมีอำนาจจนคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีจิตสำนึกที่พิจารณาตัดสินใจ

นิยายดี รักแบบแฟนตาซี แมสก็จริง แต่ไม่ธรรมดาสามัญ

#the_Shape_of_Water

ที่นั่น มีความสัมพันธ์

หนังสือบางเล่มทำให้เราได้ทบทวนความรู้สึกของตัวเอง ยิ่งพิเศษถ้าเป็นการทบทวนความรู้สึกในความสัมพันธ์
เราชอบตัวหนังสือของ #พวงสร้อย #Paungsoi_Aksornsawang ตัวหนังสือของเธอมีความเหงาเป็นองค์ประกอบหลัก เราชอบหนังสือ #My_Best_Frined_is_Me ของเธอ 

จากการทดลองค้นหาหนังสือแบบลอยๆ จาก keyword ที่ติดอยู่ในหัวตอนนั้นผ่าน online มีชื่อหนังสือเล่มนี้ติดขึ้นมาใน shortlist แล้วเราก็มาสะดุดที่ชื่อคนเขียน จากนั้นกายหยาบก็ลงมือสั่งมาจากร้านหนังสือ (มันแค่ทำตามกายละเอียดที่ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว)

เมื่อหนังสือมาส่ง เราก็รู้สึกแปลกใจกับรูปเล่มของหนังสือ #THERE (ที่นั้น?) ปกสีดำเอาสารบัญมาพิมพ์เป็นปกหน้าด้วยตัวหนังสือสีขาว และกระดาษในสีชมพูโอรส (old rose) เราชอบถึงขั้นประทับใจ และตัวรูปเล่มก็บอกตัวมันเองว่า “ฉันไม่แมสนั้น ฉันไม่ได้เหมาะกับคนอ่านทุกคน ดังนั้น ถ้าจะตัดสินใจอ่านฉันหล่ะก็ ระวังๆ ด้วยแล้วกัน” 

ผู้เขียนมีสองคน หนึ่งคือพวงสร้อย อีกหนึ่งคือ #Mai_Supharutkit คล้ายผลัดกันเขียน แต่หม่นกลมกลืน ไม่ขัดแย้ง ชมพูหม่น … สีโอรส!

“ความตายของเราจะมีความสำคัญขึ้นมา เมื่อเรามีความสัมพันธ์” 

เราควรเริ่มต้นบันทึกจากประโยคนี้สินะ 

สถานที่เป็นเพียงจุดอ้างอิง ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น ที่นั่น!

แม้ว่าความรู้สึก ความเลว ความเศร้า ความโศก หรือความเหงา ทั้งปวง เราอาจอ้างว่ามันเกิดจากคนอื่น เพื่อปฏิเสธความจริงบางอย่าง แต่ทั้งหมดแล้วล้วนเกิดจากเรา เป็นของตัวเรา เราโอบรัดมันไว้เอง 

ในวันที่มีความสัมพันธ์ … “ฉันฝากความเป็นตัวฉันไว้ที่เธอตั้งแต่วันที่เรากอดกัน จากนั้นฉันก็ทยอยเบิกมันออกมาใช้” จนที่สุด “การเลิกลา นอกจากจะยุติอะไรบางอย่างแล้ว ยังทำใหฉันไม่สามารถคงความเป็นตัวฉันคนเดิมไว้” และ “ความรู้สึกผิดยังคงอยู่ที่ฉัน ไม่อาจฝากใครกลับคืนไปได้อีก”

การมีความสัมพันธ์ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับมนุษย์ เพราะมันอาจตามมาด้วยความซับซ้อนหลายอย่าง และแน่ๆ คือความทรงจำ กระทั่งมีบางคนยอมเลี่ยงที่จะมีมันไปเลยเสียดีกว่า 

ในความสัมพันธ์ เมื่อเรารับใครคนหนึ่งเป็นเพื่อน ตัวเราเองน่าจะมีความสำคัญน้อยลงในขณะที่เพื่อนของเรามีความสำคัญมากขึ้น 

หันกลับมาดูความสัมพันธ์ “รายชื่อคนของเป็นเพื่อนยังถูกปล่อยค้างเอาไว้ ไม่ confirm รับเป็นเพื่อน และไม่ได้ delete” ในขณะที่เพื่อนบางคน หรือตัวเราเอง ก็ถูกลดทอนความสัมพันธ์ จากเพื่อนเป็นเพียงคนรู้จัก จาก friend เป็น acquaintance

ในวันสงบๆ สบายๆ ควรอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อตกตะกอนความรู้สึก 

ในวันสับสน ฟุ่งซ่าน ควรอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อ โอบกอดความรู้สึกเหล่านั้น

ความสัมพันธ์สีชมพูหม่น สี old rose

ยังคงทำความเข้าใจ

ถ้ามีคนมานั่งคุยเรื่องหนังมหากาพย์กับเราสามเรื่องนี้ Lord of the Rings สามภาค, The Matrix สามภาค, และ Star Wars หกภาค (episode 1-6) 

เราจะนั่งคุยกับเขาไหม และถ้าคุยทั้งหมดนั่น จะใช้เวลาสักเท่าไหร่กันนะ 

 

ทั้งสามเรื่อง (สิบสองภาค) รวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้! 

 

หลังจากที่เราติดใจการอ่านหนังสือเรื่อง #เข้าใจจิบลิ เราก็ตามมาอ่านหนังสือเล่มนี้ต่อ 

 

การหยิบเอามหากาพย์เรื่องใดเรื่องหนึ่งในสามเรื่องนี้ขึ้นมาเล่าและวิเคราะห์เชิงลึก เป็นงานที่ต้องทุ่มเทมาก และนี้ เป็นการหยิบเอามาสามเรื่องพร้อมกัน 

คารวะในความทุ่มเทของผู้เขียนมาก 

อ่านสนุก ทั้งการเล่าเรื่อง และการหยิบเอาประเด็นต่างๆ ภายในเรื่องมาวิเคราะห์ 

แค่ที่มาและความหมายของชื่อตัวละครแต่ละตัวก็สุดยอดแล้วครับ 

Neo กับ the One, ฮานโซโลกับ Hand, อะมิดาลา กับ อมิตา 

เราอ่านแล้วสนุกมาก ย่ิงลงลึกในตัวเนื้อเรื่องนี้ ยิ่งมีความสุขกับการอ่านหนังสือ 

 

การยอมรับด้านมืดของตัวเอง กล้าเผชิญหน้ากับด้านมืดของตัวเอง แล้วหลอมด้านไม่ดีรวมกับด้านดีเพื่อให้เกิดความสมดุล พัฒนาตัวตนไปสู่จุดที่ดีขึ้น 

การหลอมรวมกันระหว่าง อารากอนกับเจ้าหญิงอาร์เวน นีโอกับเอเจนท์สมิท อนาคินกับเจ้าหญิงเพดเม่ การรวมตัวกันระหว่างขั้วตรงข้าม ทำให้เกิดเป็นตัวตนอันสมดุล 
การวิเคราะห์ตัวละครแต่ละตัวใน Lord of the Rings คือแง่มุมในใจของมนุษย์ด้านต่างๆ 

เทพผู้เก่งกาจ จอมวายร้ายบ้าอำนาจ กอลลัมสองบุคลิก เจ้าหญิงเอลฟ์ผู้อ่อนโยน พระราชาผู้ปฏิเสธตัวตนของตนเองและต้องเติบโตขึ้นจากการเอาชนะตนเอง มีเสียงแห่งสามัญสำนึกคอยเตือนสติ และมีเสียงชั่วร้ายที่คอยล่อลวงเรา ทั้งหมดล้วนแล้วแต่อยู่ในตัวเรา การเดินทางเพื่อทำลายแหวน แท้จริงอาจเป็นการเดินทางภายในจิตใจของเรา 

 

นีโอเลือกที่จะยืนหยัดต่อสู้ ในขณะที่บางคนยินยอมทำทุกอย่างเพื่อแลกที่จะกลับไปอยู่ในระบบแม้จะรู้ว่าเป็นเพียงโลกที่ไม่มีจริง 

การเลือกระหว่าง ให้รู้กันจริงว่าตัวตนของเราคืออะไร กับ การปิดหูปิดตาขออยู่ในระบบต่อไปใช้ชีวิตในสภาวะเสมือน 

 

การที่ลุคให้โอกาสให้พ่อได้แก้ไขความผิดพลาด การไถ่โทษ การไกล่เกลี่ยปัญหากับพ่อ 

ด้านหนึ่งคือพรสวรรค์ที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษบุพการี แต่อีกด้านหนึ่งคือความผิดพลาดเดิมๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในครอบครัว จนกว่าจะมีทายาทหรือสมาชิกคนใดคนหนึ่งสามารถขึ้นมาหยุดมันได้ ไม่ยอมผิดพลาดแบบเดิมๆ อีกต่อไป หยุดวงจรอุบาทว์ของครอบครัว 

 

ศาสตร์แห่งเจได ที่พูดถึงเรื่องการมีสมาธิอยู่กับปัจจุบัน และสภาวะไร้ความคิดให้ไหลลื่นไปกับธรรมชาติ เพื่อรักษาสมดุลกันระหว่างความคิดเชิงตรรกะกับความรู้ตัว เพราะในบางครั้งตรรกะก็หลอกเราได้โดยไม่รู้ตัว  

 

อ่านแล้วสนุกและ Enjoy มาก สาวกของมหากาพย์ของทั้งสามเรื่องนี้ ไม่ควรพลาดเลย 

 

เรารู้สึกว่า การอ่านการตีความและทำความเข้าใจมหากาพย์จากหนังสือเล่มนี้ คล้ายเป็นการให้ความเคารพกับเรื่องราวเหล่านั้น เพราะเป็นการพยายามตีความหาสารต่างๆ ที่ผู้เขียน ผู้กำกับ ผู้สร้าง วางไว้แฝงไว้ 

อ่านแล้วเหมือนพาเราเข้าไปอีกมิติหนึ่งที่ลึกลงไปกว่าการแค่ดูหรืออ่านเรื่องที่แต่งไว้ 

 

เข้าใจหนัง แล้วมาเข้าใจจิตใจเรากัน 

 

#เข้าใจหนังเข้าใจจิต

#deepfilm.net

มากกว่าที่เห็น

#Wink – #มั่งคั่งมากกว่าที่ตาเห็น เป็นหนังสือเล่มบาง ร้อยสามสิบกว่าหน้าเอง แต่ใช้เวลาย่อยนานเป็นเดือนเลย ย่อยนานกว่าที่ตาเห็น!!!  

เป็นหนังสือมหัศจรรย์มากครับ ถึงกับต้องลงมือจัดทำฉบับย่อความเพื่อเก็บรายละเอียดกันทีเดียว ก่อนจะมาลงมือบันทึกการอ่านหนังสือเล่มนี้ มันมีการเข้ารหัส ใช้สัญลักษณ์ และทิ้งประเด็นให้คิดต่อ ย่อยแล้วย่อยอีก จริงตามที่ว่า หนังสือเล่มนี้ควรอ่านซ้ำหลายๆ รอบ ไม่ใช่แค่เพียงสองสามรอบด้วยซ้ำ และหากทิ้งเวลาไปสักพักก่อนกลับมาอ่านใหม่ ด้วยประสบการณ์ที่มากขึ้น เราจะสามารถตีความได้กว้างกว่าและลึกกว่าเดิมอีกด้วย 

และทุกความที่เราตีความได้ ล้วนแล้วแต่เอามาใช้แก้ไขตัวเราเองได้ด้วย

ไม่ขอเอาที่ย่อความหนังสือมาเขียนไว้ตรงนี้นะ หนึ่งคือเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้เขียนและผู้แปล และสองคือขอไม่ spoil อยากให้ไปอ่านกันเอง เพราะมันจะอินกว่าและหนังสือเองก็มีไม่เยอะหน้าด้วย 

เอาว่า ที่เอามาบันทึกไว้ตรงนี้คือย่อยอีกทีจากที่ย่อยเป็นย่อความมาแล้ว บันทึกไว้เพื่อมาทบทวนเร็วๆ และเตือนตัวเองว่า กลับไปอ่านอีกสักหลายๆ รอบนะ

เน้นอีกทีว่า นี่ก็ไม่ใช่หนังสือ how-to สักทีเดียว เพราะมันไม่สำเร็จรูปขนาดนั้น มันดีมากๆ ตรงที่ทั้งหมดออกมาในรูปเรื่องเล่า คล้ายนิทาน แล้วค่อยๆ ปล่อยสารออกมาในบทสนทนาระหว่างตัวเอกกับผู้อาวุโส หรือผู้มีประสบการณ์ทั้งหลาย 

นั่นสิ เรียนอะไรจะสู้ เรียนรู้จากประสบการณ์ของคนที่ผ่านเรื่องราวมาก่อนจะประสบความสำเร็จ 

หญิงชราผู้เป็นเจ้าของบ่อน้ำ ช่างทำแว่นตา ช่างประปา คนจัดสวน คนหาปลา คนพายเรือ นักดนตรี ผู้จัดการรีสอร์ท ช่างไม้

อ่านแล้ว คิดได้ จดบันทึกไว้ ลองทำ เลือกใช้ อ่านซ้ำ 

ต้องใช้ความกล้าหาญ เพื่อที่จะเติบโตกลายเป็นตัวตนทีเป็นจริงๆ

1. ตั้งคำถามให้ดีกว่านี้ อยากได้ความชัดเจน ก็จงถามคำถามที่ดีขึ้น ตั้งคำถามกับข้อสันนิษฐานของคุณ

2. ทั้งหมดเริ่มต้นการเดินทางด้วยวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ มองเห็นชัดเจนว่าเขาอยู่ที่ไหนและกำลังจะมุ่งไปทางไหน เมื่อซื่อสัตย์กับตัวเองในอดีต ก็จะเป็นตามที่เป็นอยู่ แต่ถ้าซื่อสัตย์กับตัวเองในอนาคต ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไป และถ้ามุ่งที่จะซื่อสัตย์กับตัวเองในอนาคต จำเป็นจะต้องมีวิสัยทัศน์

3. คนเอาหยดเวลาหลายหยดของตัวเองแลกกับเงิน สิ่งนี้เรียกว่าการทำงาน มันเป็นการแลกเปลี่ยนอย่างตรงไปตรงมา พวกเขาก็ได้เงินมากขึ้นในแต่ละหยด แต่ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา เพราะในไม่ช้าการแลกเปลี่ยนก็จะจบลง เช่นเดียวกับเวลาของเขาก็จะไม่เหลือให้แลกเปลี่ยนอีกต่อไป หรือไม่ก็บริษัทของเขาก็ไม่มีเงินที่จะแลกเปลี่ยนอีกต่อไป

4. กระทั่งฉันมีวิสัยทัศน์และภาพที่ชัดเจนว่าสวนของฉันจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ฉันจึงเริ่มรู้ว่าจะต้องหว่านเมล็ดพันธุ์อะไร ดูแลพวกมันอย่างไร และจะต้องเก็บเกี่ยวตอนไหน เวลาที่ฉันเดินเล่นในสวนของฉันในแต่ละวัน ฉันรู้ดีว่าจะต้องลงทุนหยดน้ำ 24 หยดของฉันที่ใด เพราะฉันมีหยดน้ำแค่ 24 หยด ฉันจึงต้องระมัดระวัง

5. ยิ่งได้เรียนรู้อะไรมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเหมือนไม่รู้อะไรเลย ควรลงมือทำมากขึ้น และในที่สุดเมื่อเธอสร้างสิ่งดึงดูดได้ สิ่งดีๆ จะเข้ามาหาเธอเอง

6. วางแผนที่จะล้มเหลว ไม่ว่าทำอะไรให้วางแผนที่จะล้มเหลว ให้ทุกความล้มเหลวคือโอกาสครั้งใหม่

7. เธอสามารถจะพัฒนาความก้าวหน้าของเธออย่างรวดเร็วโดยการลงทุนเวลาในเครือข่ายที่แวดล้อมไปด้วยคนที่เพียรพยายามด้วยแรงบันดาลใจหลายๆ คน

8. ก้าวให้ถี่ขึ้น รีบเร่งให้น้อยลง ถ้าเธอไม่ไปตามจังหวะ สิ่งที่เธอทำจะยาก ฝืนธรรมชาติ ทำให้ตัวเองหมดแรง แต่ถ้ายิ่งตัวเราเองรู้สึกผ่อนคลายและสมดุลมากเท่าไหร่ หากให้ไม้พายจ้วงน้ำน้อยครั้งลงเท่าไหร่ ยิ่งไปได้เร็วขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นใช้เวลาอยู่เหนือน้ำนานเป็นสองเท่าหรือด้วยความพยายามครึ่งหนึ่ง แต่ไปได้เร็วกว่าสองเท่านั่นเอง

9. ทะเลมีระลอกคลื่นบนกระแสน้ำขณะน้ำขึ้นน้ำลง เช่นเดียวกับเวลา ที่มีฤดูกาลอยู่ในฤดูกาล เธอก็มีฤดูกาลในชีวิตของเธอ ความกลมกลืนของเธอจะทำให้เธอได้รับความรู้เหล่านั้น เพราะมันไม่ใช่แค่ว่าเธอลงมือทำอะไร แต่มันสำคัญตรงที่ว่าเธอลงมือทำเมื่อไหร่ด้วย เมื่อเธอสั่นพ้อง นั่นหมายถึง เธอได้สร้างการสั่นสะเทือนเหมือนกับระลอกในบ่อน้ำ เธอได้สร้างแรงดึงดูดที่ทรงพลังมาก เธอจจะดึงดูดคนที่ดีที่สุด สิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด แรงดึงดูดไม่ใช่เหตุ แต่มันคือผล

10. มันไม่ใช่ความรู้หรอกที่จะทำให้มั่งคั่ง แต่มันคือการที่ทำอะไรกับความรู้นั้นต่างหาก

11. ฉันยกระดับมาตรฐานของฉัน ฉันเลิกพอใจกับแค่การใช้เวลา ฉันเลิกพอใจกับการมีคุณภาพชีวิตในระดับปานกลาง ฉันไม่พอใจตัวเองที่มีจิตใจอ่อนแอและวิสัยทัศน์ที่เลือนลาง เมื่อเธอไม่พอใจพฤติกรรมบางอย่าง เธอจะไม่มีทางเลือกอื่น นอกเสียจากลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงมัน แล้วเธอจะกลายเป็นสิ่งที่เธอเลือก

12. พวกเขาเดินมาหาฉันแล้วก็บอกแค่ว่าพวกเขากระหายน้ำ สำหรับคนเหล่านั้น ฉันก็ให้น้ำแก้วนี้ไป พอพวกเขาดับกระหายแล้ว พวกเขาก็ไม่คิดจะไปทางไหนต่อ เพียงแค่หันหลังเดินกลับบ้าน ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือแค่ประคองตัวเองให้มีชีวิตรอด ทั้งหมดเป็นเรื่องของการเลือก

หนังสือถูกเขียนไว้อย่างแยบคายมาก ดีงามทั้งผู้เขียน และการถอดความของผูแปล เนื้อเรื่องถูกวางมาให้คนอ่านอ่านแล้วเปรียบเทียบกับวิธีคิดในปัจจุบันของตัวเอง 

ขอคารวะให้การเข้ารหัสประเด็นท้าทายกรอบความคิดของคนอ่าน ไม่ว่าคนอ่านจะมีประสบการณ์ใดๆ แต่ยิ่งคนอ่านมากประสบการณ์ น่าจะยิ่งอ่านแล้วสนุก และใดๆ ทั้งปวงนี้ หากไม่ได้พี่หนุ่ม #the_Money_Coach เป็นผู้มาถอดความเป็นภาษาไทย มันคงไม่สลวยและย่อยละมุนในเชิงการเงินส่วนบุคคลได้ขนาดนี้ 

นับเป็นประสบการณ์ระดับห้าดาวในการอ่านหนังสือ

ก่อนจบ ขอสรุปบันทึกที่ตัวเอกของเรื่องบันทึก (29 ข้อ) ไว้ในสมุดบันทึกของเขาออกเดินทางพบปะผู้คนต่างๆ จนพบกับความมั่งคั่งในแบบของตนเอง
1. Think it, ink it, do it, review it.

2. Choose the level you want to play at.

3. What you see is always what you get. 

4.  Ask and you shall receive. 

5. Learning is a game. 

6. Invest more of your time, spend less of it. 

7. Invest more of your money, spend less of it. 

8. Your well is in your words. 

9. Wealth is the beginning., not the end. 

10. Sow, nurture, reap. 

11. Your passion is your compass. 

12. To know and not to do, is not yet know. 

13. Value is the river in which wealth flow. 

14. Become an inspired work-in-progress. 

15. Plan to fail. 

16.  See wood from the trees 

17. Opportunities lie in every moment. 

18. The key to leverage is how you use it. 

19. Sustainable wealth follows a rhythm.

20. Time is your most precious asset. 

21. Harmony is the foundation of wealth. 

22. Time has seasons. 

23. It’s not just what you do, it’s when you do it. 

24. When you resonate, you accumulate. 

25. You settle for your standard. 

28. A five star life is easier than a two star life. 

27.  Your environment is your playground. 

28. You are the result of your choices. 

29. Water always finds its level.
มั่งคั่งกันถ้วนทั่วนะขอรับ 

#Wink #มั่งคั่งกว่าที่ตาเห็น #Roger_Hamilton #The_Money_Coach #จักรพงษ์_เมษพันธุ์ 

สงกรานต์ทริป 2018

ชะอำ-ขุมพร-ระนอง-พังงา-ภูเก็ต-กระบี่-สุราษฎร์-ประจวบ-หัวหิน 10วัน 8จังหวัด 


   

ที่เอ็นจอยสุดการเอ็กซ์พลอรายละเอียดรอบๆ เกาะภูเก็ต 

 

เลี้ยงลูกว่าเหนื่อยแล้ว พาเด็กสามคนพร้อมขนบ้านออกเดินทางยิ่งกว่าเหนื่อย 

สองเด็กเริ่มโต หนึ่งเด็กทารก 

เคยเลี้ยงแล้วสองคน ใช่ว่าอีกคนจะสบาย แค่เป็นงานมากขึ้น

ผลจากการเดินทางคือ ติดมือมากขึ้นจร้าาา แย่แล้ววว 

พ่อแม่ผลัดเวรกันทั้งวันทั้งคืน 

เทคนิคเอาตัวรอดคือ ทริปนี้ใส่ space ลงไปในระหว่างวันให้มากไว้หน่อย และงดเข้าป่า ก็สามารถ complete ที่ตั้งใจไว้ได้ ที่เหลือคือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเป็นเรื่องๆ 

 

#จนกว่าจะพบกันใหม่ 

แก่แล้วสบายๆ 

ข้อดีของการอายุเยอะแล้ว…  

1. แต่งตัวไป อยากใส่อะไรก็ใส่ไป ใส่ตามใจตัวเองได้เต็มที่ เอาที่สบายเลย เพราะไม่ค่อยรู้สึกรู้สากับความคิดเห็นใดๆ ของใครๆ กางเกงยีนส์ เสื้อแจ็คเก็ต ใส่ซ้ำไม่ซักติดต่อกันไปเดือนๆ ก็ไม่รู้สึกอะไร (เมียก็บ่นจนเลิกบ่นไปแล้ว) 

 

2. วันๆ นึงจะกินกาแฟสักกี่แก้ว ก็กินๆ ไป ไม่ต้องไปขออนุญาตใคร และกินไปเท่าไหร่ๆ กรูก็หลับได้อยู่ดี 

 

3. ดูหนัง อ่านหนังสือ จะเอาสักเท่าไหร่ ก็ซัดไปได้เต็มที่เท่าที่จะไหวเลยจ้า จะดูน็อครอบ อ่านยันเช้า ก็ทำไปเท่าที่จะถึงพีคของร่างกาย หรือถึงมันจะเลยพีค มันก็แค่ป่วย อันนี้ลูกเมียก็ระอาจนเลิกบ่นไปแล้วเช่นกัน 

 

4. บางวันก็เป็นคนเรียนหนังสือ บางวันก็เป็นคนสอนหนังสือ บางวันก็เป็นคนสอบคนมาสอนหนังสือ วนๆ ไปได้เนียนๆ ไม่รู้สึกสะดุด หรือแปลกอะไร เพราะวนไปวนมาเป็นสิบปี เลยกลายเป็นชีวิตปกติ 

  

5. พออีตอนสอนหนังสือ ลูกศิษย์แอบเอาไปนินทาว่า “He’s so old-fashioned!” ก็ไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร เออเพราะกรูแก่พอแล้วไง 555 รับได้ แล้วจัดวิธีแสดงวิธีทำแบบยุค ’80 ให้กะลูกศิษย์เพิ่มเติมไปอีก มันส์โคตร จัดไปเลยจ้าทำโจทย์เลข-ฟิสิกส์ แสดงวิธีทำไป 4-5หน้ากระดาน 

 

6. มีคอนเสิร์ต ReUnion สารพัด ให้ดูตรึมเลยจร้า ถ้าไม่มีจริง ก็กดดู โลกดนตรีหรือเจ็ดสีคอนเสิร์ตในยูทูปสิจ๊ะ 

 

7.  เลอะๆ เลือนๆ บ้าง ขับรถแตะกำแพง เกยฟุตบาท สะกิดมอไซต์ คนโดยสารในรถ ก็มีหน้าตาเลิ่กลั่ก อีไข่คนขับก็… ใจร่มๆ เอ่ยออกไปเสียงดังฟังชัดว่า “กันชนก็มีไว้กันชนไง” 

 

#อายุเยอะแล้วดียังไง #ยกมือตอบ