หนึ่งสัปดาห์ ในสามสิบนาที

กับการที่มีเรื่องมึนๆ มามึนเมาสัมปชัญญะ และภาวะปลดปลงกับความเป็นมนุษย์ กัดกินความอยากลงมือเขียนกับการลงมืออ่านอยู่มาก

ฟื้นฟูสภาพด้วยเล่มเล็กๆ ง่ายๆ เล่มหนึ่ง เสพจบได้ในเวลาไม่เกินสามสิบนาที
บางคนอ่านแล้วอาจจะบอกว่าไม่มีอะไรเลย
แต่เราเห็นต่างกับสามสิบนาทีนี้

มันพิเศษมาก ที่มีอะไรในความไม่มีอะไร

เนื่องจากเป็นคนอ่านหนังสือโดยเอาอารมณ์จากการอ่านเป็นที่ตั้งก่อน แล้วจับปฏิสัมพันธ์ของอารมณ์ระหว่างบรรทัดกับการปรากฏตัวของตัวหนังสือในแต่ละประโยค

หนังสือนี้อ่านแล้วให้อารมณ์บางอย่างที่พิเศษ
บางที หนังสือก็ไม่ต้องหนา เล่มไม่ต้องใหญ่ ตัวหนังสือไม่ต่องเยอะ แต่อารมณ์ดี

จะเคยหรือไม่เคยไป #Melbourne ก็ดี อยากไปหรือไม่อยากไปก็ดี
ถ้านี้เป็น Pocket Guide Book แนะนำที่แวะใน #Melbourne
หนึ่งสัปดาห์ในหนังสือเล่มนี้ บางทีอาจเปลี่ยนอารมณ์และความคิดบางอย่างของเราได้ เป็นหนึ่งสัปดาห์ที่พิเศษ
บันทึกสั้นๆ ง่ายๆ รูปสวย ให้ความหมายอะไรบางอย่าง
เราชอบรูปถ่ายในหนังสือนี้จริงๆ

หนึ่งสัปดาห์กับเมืองแห่ง Street Art, Gallery, รถไฟ, ร้านกาแฟ, และร้านหนังสือ (แว่บนึกถึงเชียงใหม่) เป็นสัปดาห์ที่ล้ำค่า

#One_Week_in_Melbourne

Advertisements

พาสิ่งของไปเข้าสังคม

เป็นหนังสือที่เปิดโลกเรื่องราวของการปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งล่าสุดที่ดีมาก

Internet of Things หรืออินเตอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง (ตามการแปลของหนังสือเล่มนี้) เป็นคลื่นลูกล่าสุดของการปฏิวัติ! 27540875_10213388461420147_8141074407490428306_n

เห็นตรงว่าจุดเริ่มต้นน่าจะอยู่ตรงที่การประดิษฐ์ Protocol TCP/IP ทำให้ Computer และเครือข่ายของอุปกรณ์ Electronic ต่างๆ เชื่อมต่อกัน คุยกันรู้เรื่อง คล้ายภาษากลางของเครือข่ายต่างๆ ในที่สุดก็เชื่อมต่อกันเป็น www เป็น Internet และปรากฎการณ์เป็นว่าดิจิตอลทำลายอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมไปสิ้นซาก หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฝ่ามือในอีกบางอุตสาหกรรม
ปลายทางมันกลายเป็น หมู่บ้านโลก Global Village ที่เกือบทุกสิ่งถูกเชื่อมต่อ หรือ Online

“สิ่งของถูกเชื่อมต่อกับ Internet เพิ่มขึ้น 100 ชิ้นทุกวินาที และจะเพิ่มขึ้นเป็น 250 ชิ้นทุกวินาที ในปี 2020

Internet of Things จะไปเป็น Internet of Everything
ไม่เพียงแต่วัตถุดิจิตอล (Digital-First) ที่สร้างข้อมูลและส่งออกข้อมูลเข้าสู่เครือข่ายได้ด้วยตัวเอง ตัววัตถุกายภาพ (Physical-First) ก็จะเข้าสู่โลกดิจิตอลได้ด้วยอุปกรณ์เปลี่ยนโลก นั่นก็คือตัวเซนเซอร์ (Sensor) ต่างๆ
หนังสือเล่มนี้ ชี้ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาการของ Sensor โดยเฉพาะ Sensor ประเภทที่ไม่ต้องใช้แหล่งพลังงาน (Passive Tag) เป็นจุดเปลี่ยนโลก
พวกมันทำให้สิ่งของต่างๆ ในโลกกายภาพส่งออกข้อมูลออกมาได้ เมื่อมีข้อมูลออกมาจากสิ่งของด้วยตัวมันเองได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาข้อมูลจากมนุษย์น้อยลงไป

“ปัญหาคือมนุษย์มีเวลา ความสนใจ และความแม่นยำ ที่จำกัด นี่หมายความว่าพวกเขาจับข้อมูลที่เกิดขึ้นบนโลกจริงๆ ได้ไม่ดีเท่าไรหรอก … พวกเราต้องทำให้ Computer รวบรวมข้อมูลได้ด้วยวิธีของตนเอง เพื่อให้พวกมันได้เห็น ฟังเสียง และสูดกลิ่นของโลกใบนี้ได้เอง”

ทั้งหมด พาเราไปทำความเข้าใจว่า ที่สุดแล้วการใช้งานสิ่งเหล่านี้ถูกจำกัดไว้ด้วยแค่ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเท่านั้น!
Cloud จะกระจายแจกจ่ายทรัพยากรและข้อมูลต่างๆ ให้ผู้ใช้งาน มันได้ทั้งประสิทธิภาพและพละกำลังการประมวลผล เรากำลังพาสิ่งของไปเข้าสังคม สิ่งของกำลังจะพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน และข้อมูลคือ Asset หรือสินทรัพย์ที่มีค่า
เส้นทางเดินของข้อมูลจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทั้งหมดคือการเชื่อมต่อกันในรูปแบบใหม่ เกิดจุดตัดใหม่บนถนนสายข้อมูลเต็มไปหมด เราแทบจะจินตนาการเห็นภาพเส้นทางของข้อมูลหลังการปฏิวัตินี้ไม่ได้

ยังมีประเด็นที่น่ากังวลอย่างมากอีกสองประเด็น
หนึ่งคือ ช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยี มันจะกลายเป็นปัจจัยกำหนดช่องว่างของฐานะระหว่างคนกับคนในสังคม
ประโยคในหนังสือ “บางคนอาจเข้าไม่ถึงเครื่องมือและการใช้งานพื้นฐานในการดำรงชีวิต พวกเขาอาจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อเอาชีวิตรอดในแต่ละวันหรือเพื่อให้ได้ค่าแรงพอกิน” ช่างกระตุกความคิดเรา “แรงงานส่วหนึ่งจะถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง?”

อีกหนึ่งคือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลและการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของเรา มันอาจไม่ใช่แค่แอบเอา ID เราไปใช้ แต่… “ถ้าใครสักคนข้างนอกนั้นเข้ามาควบคุมสั่งการอุปกรณ์ภายในบ้านของเราโดยเราไม่รู้เรื่อง” หรือ “คนแปลกหน้าสักคนแอบติดต่อเข้ามาคุยกับลูกของเรา?”

อ่านสนุก และเปิดโลกครับ

ก่อนการปฏิวัติครั้งนี้จะสิ้นสุด
ในที่สุดแล้ว จะมีผู้แพ้ และผู้ชนะ ในการปฏิวัติ
เรายืนอยู่ตรงไหน?

#Internet_of_Things
#อินเตอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง

11 ขวบ

ปีนี้ นายปัณณ์ 11ขวบแล้ว
ในปีที่นายเกิด พ่อย้ายมาทำงานในสายสถาบันการเงิน ดังนั้น อายุงานพ่อในวงการนี้ ก็อายุเท่านายนี่พอดี

พ่อกะแม่เลี้ยงนายมา ไม่เคยมีเรื่องง่ายสักเรื่อง การมีนายออกมาเป็นสมาชิกใหม่ของบ้าน และเลี้ยงนายมาจนโตนี่เป็น Coming of Age ของพ่อกะแม่นายโดยแท้จริง ข้อดีคือ เลี้ยงน้องสาวเลยเป็นเรื่องง่ายไปเลย

เกิดมา ดันรับเอาความมึนของพ่อกับแม่ไปทั้งคู่ นายเลยซุปเปอร์มึน ซึ่งก็โทษนายทั้งหมดคงไม่ได้ มันมีส่วนความมึนจากยีนส์ที่ได้ไป แต่ช่วยมึนให้น้อยๆ ลงหน่อยจะดีมากๆ

เกิดมาก็ดันมีแม่เป็นหมอสัตว์ มีพ่อเป็นวิดวะ มีอาแท้ๆ สองคน คนหนึ่งก็เป็น Physiotherapist อีกคนก็ดันเป็นนักคณิตศาสตร์สถิติ วันๆ ก็ถูกสั่งสอนด้วย Logic มีแต่มนุษย์ Logic มันก็จะอยู่ยากนิดนึง แถมเรียนหนังสือก็ยังเรียนที่เดียวกับพ่อและอา เจอครูที่โรงเรียนก็ไม่รู้จักพ่อก็รู้จักอา บางคนสอนทั้งพ่อทั้งอา ก็ซวยอยู่บ้าง กระดิกอะไรนิดหน่อยเรื่องแ…งถึงพ่อเลย ซวยไป
แถมเพื่อนสนิทพ่อ รตอ.หมอเอ กะ อาชาร์ป แ…งก็หัวหกก้นขวิดกันในโรงเรียนนี้แหละ หมดสิทธิ์มาอำพ่อเรื่องโรงเรียน

ถึงจะหมั่นหาเรื่องใส่ตัวให้โดนด่าทุกวัน แต่ก็มีเรื่องที่พ่อภูมิใจในตัวนายนะ
1. นายเป็นเด็กใจดี อ่อนโยน มีเมตตา และรักน้อง นี่เป็นความพิเศษมาแต่เกิดเลย ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้นายพิเศษ ความพิเศษนี่จะรักษาตัวนาย
2. ตอนสอบเข้า ป.1 พ่อให้ไปสอบสองโรงเรียนดัง สอบติดทั้งสองที่เลย สุดท้ายพ่อเลือกให้มาเรียนโรงเรียนเก่าพ่อกะอา เลยไม่ได้เรียนในเมืองหลวง นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของสองแม่ลูก
3. ทุกวันนี้สามารถช่วยแบ่งเบางานที่บ้านได้ ตัวก็มีการบ้านมากมาย แต่ก็มาช่วยงานบ้านด้วยตำแหน่งพี่ชายคนโตของบ้าน ทำได้ดีบ้างแย่บ้าง แต่ช่วยก็คือช่วย

ถ้าวันนึงข้างหน้า นายอาจจะได้มาเปิดอ่าน อย่างน้อยก็ให้รู้ว่า พวกเราก็มากันได้ไกลแล้วหล่ะ จากวันแรก
พ่อเพียงหวังแค่ว่า นายอย่าลืมเรื่องความรับผิดชอบ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
อย่าลืมนะ!

ดีใจที่ที่ได้ให้เล่าให้ฟัง

ชอบเที่ยว ก็ชอบหนังสือที่อ่านแล้วเหมือนได้ไปเที่ยวด้วย
หนังสือที่เล่าเรื่องประสบการณ์การอยู่และการเดินทางในที่ต่างๆ หรือในต่างประเทศ ปัจจุบันก็มีออกมาเยอะ
27072606_10213322890980927_545947782825053570_n
จุดตัดสินความชอบมักอยู่ที่ เราชอบการเล่าเรื่องของหนังสือหรือเปล่า
หรือ เราชอบนั่งฟังคนเขียนหนังสือเล่มนั้น นั่งลงเล่าเรื่องให้เราฟังมั้ย 
ถ้าชอบ แล้วถามว่าชอบเพราะอะไร คงต้องนึกหาวิธีบอก หนึ่งในเหตุผลนั้นน่าจะเป็นความสนุกในการติดตามการเล่าเรื่องประสบการณ์ของคนเขียน

เราชอบการเล่าเรื่องของ #ต้องตา หญิงสาวชื่อไพเราะ เดินทางไปใช้ชีวิตและเรียนหนังสือในประเทศอังกฤษ ที่ไม่ใช่ลอนดอน การเล่าเรื่องของเธอมีเสน่ห์
จริงอยู่ด้วยความน่าสนใจของเมือง Brighton ประเทศอังกฤษ เมืองที่มีชายทะเล สวยงามจะมีอยู่เป็นทุน แต่การเดินทางไปกับหญิงสาวชื่อต้องตานั้น ทำให้มันกลายเป็นเรื่องพิเศษ

ความเป็นธรรมชาติในการเล่าเรื่อง อารมณ์ขัน อารมณ์สนุก น่ารักๆ และความอ่อนไหวต่ออารมณ์ ทำให้หนังสือนี้พิเศษ เป็นหนังสือที่อ่านแล้วมีความสุข
ต้องตา ค่อยๆ พาเราทำความรู้จักผู้คนจากหลายชาติ ต่างภาษา ที่เธอพบเจอที่นั้น ด้วยการเล่าแบบเป็นกันเอง เสมือนว่าเราอยู่ตรงนั้นกับเธอด้วย และเรายัง สัมผัสถึงความคิดถึงของเธอได้ ความคิดถึงที่เธอมีต่อผู้คนเหล่านั้น
การเล่าเรื่องของเธอมีพลังงาน

เช่นนี้เอง
คงมีอะไรพิเศษบางอย่างข้างบน ชักนำพาผู้คน ชักนำพาเรามาพบเจอ เราต่างผ่านเข้ามาในชีวิตของกันและกัน ณ เวลานั้น ณ พื้นที่แห่งนั้น ในเวลาของมัน ไม่เร็วกว่านั้น และไม่ช้ากว่านั้น ล้วนแล้วแต่มีเวลาของกันและกัน บ้างร่วมสุข บ้างร่วมทุกข์ บ้างเข้าเพื่อให้เราได้เข้าใจ บ้างเข้ามาเพื่อจากไป และบ้างเข้ามาเพื่อให้เราคิดถึงยามถึงเวลาที่เราต้องจากกัน
ชีวิต ทั้งเป็นการพบเจอและทั้งเป็นการพลัดพราก เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน
การพบเจอทำให้ความเหงาของมนุษย์นั้นมีความหมาย
ทำให้ความคิดถึงนั้นมีคุณค่า

จะเรื่องเล่า เรื่องบันทึก ก็ทำให้เราคิดถึงเรื่องราวเมื่อครั้นวันก่อน เรื่องเล่ายิ่งมีพลัง ความรู้สึกยิ่งพลุ่งพล่าน
บางเรื่องที่ลืมไปแล้ว บางเรื่องที่ไม่เคยลืม ทั้งหมดให้เวลาเราได้ทบทวนถึงมันอีกครั้ง
และเรามักได้พบแสงสว่างบางอย่าง จากการทบทวนเรื่องข้างใน

เผลอปล่อยใจไปกับตัวอักษรในหนังสือ พาเราล่องลอยไปกับเรื่องของเธอก่อน จากนั้นก็พาเราไปยังเรื่องอดีตของเรา ละเมียดไปกับการอ่านสักพักใหญ่ ปล่อยใจไปกับมัน จากนั้น ปล่อยให้สติได้ทำหน้าที่
สติจะเตือนเราว่า วันนี้เองก็ดี ในที่สุดแล้ว มันจะกลายเป็นอดีตของวันพรุ่งนี้ เช่นกัน
คนที่เราพบเจอกันในวันนี้ จะกลายเป็นคนที่จากไปในวันพรุ่งนี้ พรุ่งๆ นี้ เช่นกัน
หรือก็อาจเป็นเราเองที่ต้องจากไป
แล้วเราจะนึกขึ้นได้ว่า เราควรจะอยู่กับวันนี้อย่างไร เพราะอดีตที่ผ่านมาบอกกับเราไว้แล้ว

ขอบคุณ การเล่าเรื่องแบบเป็นกันเองน่ารักๆ ของต้องตา เราจะตามอ่านงานเขียนของเธออีก เราชอบการเล่าเรื่องของเธอ ขอให้มันได้เป็นพลังงานบางอย่างส่งต่อให้กับคนที่ได้อ่านหนังสือของเธอต่อไป

#nice_to_meet_me #ต้องตา_จิตดี

 

หลักการง่ายๆ ของชาวบาบิโลนผู้มั่งคั่ง

“ดวงตะวันที่ส่องสว่างในวันนี้ ก็คือตะวันดวงเดียวกับที่เคยส่องสว่างเมื่อบิดาของเจ้าเกิด และจะยังคงส่องสว่างต่อไปเมื่อหลานคนสุดท้ายของเจ้าจากไปสู่ความมืด” 

นี่บอกความเป็นสากลของหนังสือเล่มนี้ได้เป็นอย่างดี หนังสือต้นฉบับที่เขียนโดย #George_S_Clason ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1926 ฉบับแปลเป็นไทยโดยคุณ #วรรธนา_วงษ์ฉัตร ฉบับนี้เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 19 

ด้วยอายุของหนังสือ กับจำนวนครั้งที่พิมพ์ น่าจะบอกอะไรได้บ้างว่านี่ไม่ธรรมดา 

อย่าพึ่งเหมารวมไปว่า นี่คือตระกูลเดียวกับหนังสือพ่อรวยสอนลูก เพราะชื่อภาษาไทย กับสีและธีมปกที่ซีเอ็ดทำออกมา หนังสือนี้มันสากลกว่า เรียบง่ายกว่า เรียบง่ายเสียจนเป็นเรื่องมหัศจรรย์ และทุนนิยมน้อยกว่ากันมาก 

 

ความจริงเป็นสิ่งเรียบง่าย 

 

บาบิโลน อาณาจักรโบราณที่มั่งคั่ง เพราะกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง กลุ่มคนที่มั่งคั่ง เศรษฐี พ่อค้า หรือบุรุษผู้โชคดี มันมีองค์ความรู้เรื่องความมั่งคั่งชุดหนึ่ง องค์ความรู้ที่เรียบง่าย แต่ทรงพลัง 

แม้คนขนชั้นทาส รับเอาองค์ความรู้นั้นมาใช้ เขากลับได้เป็นผู้มั่งคั่งในเวลาต่อมา 

นี่ไม่ใช่เทพนิยาย ไม่ใช่การขายฝัน หรือหนังสือ How-To แบบเก๋ๆ แต่เป็นการบอกเล่าหลักการแห่งความมั่งคั่งด้วยการเล่าเรื่อง เมื่อเราเข้าใจ เราจะพบว่า ความมั่งคั่งนั้นไม่ซับซ้อน และไม่มีทางลัด มีบ้างบางคนที่โชคดีแต่เบื้องหลังความโชคดีนั้นก็ไม่ใช่ทางลัด 

 

บันทึกหลักการพื้นฐานทิ้งไว้บ้าง เพื่อได้กลับมาอ่านในภายหลัง 

 

การเยียวยาถุงเงินที่ว่างเปล่า 

1. ทุกๆ สิบเหรียญที่ท่านใส่เข้าไปในถุงเงิน ท่านจงหยิบออกมาใช้เพียงเก้าเหรียญ 

2. “ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น” จะเพิ่มขึ้นจนเท่ากับรายได้ของเราเสมอ – มนุษย์ล้วนมีความต้องการมากเกินกว่าที่พวกเขาจะสนองมันได้ จงไตร่ตรองให้ดี ท่านจะพบรายจ่ายที่ลดให้น้อยลงได้ 

3. ให้เงินแต่ละเหรียญเป็นข้าทาสของท่าน ให้มันทำงานให้ท่าน ให้มันออกลูกออกหลาน และลูกหลานของมันก็ต่างทำงานให้ท่านด้วย 

4. ความโชคร้ายชอบสิ่งสว่างเรืองรอง มันย่อมหมายปองทองและเหรียญในถุงเงินของท่าน จึงศึกษาอันตรายต่างๆ อย่ามั่นใจในปัญญาของตนเองจนเกินไป 

5. จงเป็นเจ้าของบ้าน 

6. ไตร่ตรองให้รอบคอบเพื่อให้สามารถจัดหาเงินทองไว้ล่วงหน้า สำหรับความต้องการในวัยชรา และเพื่อปกป้องครอบครัวของท่าน 

7. คนฉลาด ย่อมแสวงหาความชำนาญมากขึ้น แสวงหาความเข้าใจในหลักการต่างๆ มากขึ้น นั่นคือการเพิ่มพูนความสามารถในการหารายได้เพิ่ม 

 

การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ นับได้ว่าเป็นโชคลาภหนึ่ง โชคลาภจะเข้าหาคนที่ยอมรับโอกาส และถ้าใครปรารถนาก็ต้อมพร้อมจะฉกฉวยไว้ทันที 

 

กฎ 5ข้อของทองคำ 

1. ทองคำย่อมหลั่งไหลมาเรื่อยๆ มาสู่คนที่เก็บออมทองไว้ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของรายได้ ยิ่งสะสมไว้มากก็พร้อมจะหลั่งไหลมามากขึ้น 

2. ทองคำคือทาสที่เต็มใจทำงานอย่างขยันขันแข็งให้กับนายผู้รู้จักใช้มันให้ทำงาน 

3. ทองคำย่อมภักดีต่อผู้ที่รอบคอบ และจะหนีจากเจ้าของที่เลินเล่อเพื้อไปหานายใหม่ 

4. ทองคำย่อมหลบหนีไปจากนายที่ใช้ให้มันทำงานที่เขาไม่รู้ หรือไม่คุ้นเคย 

5. ทองคำย่อมหลบหนีไปจากนายที่ใช้ให้มันทำงานแบบเป็นไปไม่ได้ 

 

ท้ายสุดนี้ ประโยคที่ติดใจสุดจากเล่มนี้คือ “ถ้าคนมีวิญญาณแห่งความเป็นทาส เขาจะต้องกลายเป็นทาส ไม่ว่าชาติกำเนิดจะเป็นเช่นไร แต่ถ้าเขามีวิญญาณของเสรีชนอยู่ในตัว เขาเป็นเสรีชนที่มีเกียรติ ไม่ว่าเขาจะอับโชคแค่ไหน” 

 

ถ้าอยากเรียนรู้เรื่องความมั่งคั่ง เรื่องราวง่ายๆ ของชาวบาบิโลนในหนังสือเล่มนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก ดีมากๆ 

ขอให้อ่านแบบทิ้งอคติ แบบแก้วเปล่าที่พร้อมจะรับน้ำที่รินลงมา แล้วชีวิตเราจะเปลี่ยนไปครับ 

หนังสือที่อยู่มาได้ตั้งแต่ปี 1926 และตีพิมพ์ฉบับภาษาไทยมาจนถึงครั้งที่ 19 มีอะไรบางอย่างให้เราได้เรียนรู้แน่นอน 

 

#The_Richest_Man_in_Babylon 

#เศรษฐีชี้ทางรวย

ทำความเข้าใจ

มันไม่ใช่การ์ตูนอีกต่อไป มันคือวรรณกรรม 
 



การ์ตูน 12 เรื่องของ #Ghibli ถูกนำมาเล่า ทั้งเชิงลึกและเชิงกว้าง งานเขียนมหัศจรรย์ ของคุณ #อริสา_พิสิฐโสธรานนท์ เราขอเทียบเป็นการทำงานวิจัยวรรณกรรมเลย 
 
บอกก่อนว่า หนังสือเล่มนี้ เป็นการหยิบเอาการ์ตูนทั้ง 12 เรื่องของค่าย #Ghibli มาเล่าแบบวิเคราะห์ โดยเน้นอธิบายมนุษย์ด้วยวรรณกรรมในรูปแบบการ์ตูน ดังนั้น มัน Spoil เนื่อเรื่องการ์ตูนทั้ง 12 เรื่องเลย เราจะได้เจอกับ #Totoro #Ashitaka #Ponpoko #Kaonashi (#ปีศาจไร้หน้า) #Kiki #Calcifer #Kaguya #Nausicaa และอื่นๆ 
 
แต่! เรายินยอมพร้อมใจ และมีความสุขกับการถูก Spoil ด้วยการอ่านหนังสือเล่มนี้มาก ขอคารวะความทุ่มเทของคุณอริสา คือหนังสือ Masterpiece จริงๆ 
ถ้าเราพลาดไป เรานับเป็นการพลาดโอกาสในการเรียนรู้ผ่านวรรณกรรมครั้งยิ่งใหญ่ 
 
ดีใจที่ไม่พลาดเล่มนี้ไป ได้แต่ขอบคุณโชคและสัญชาตญาณที่พาเรามาเจอหนังสือเล่มนี้ 
  
ชอบมากครับ 
ผู้เขียนค่อยๆ เล่าเรื่องการ์ตูนแต่ละเรื่องด้วยวิธีการเล่าเหมือนเล่าให้เพื่อนฟัง และขยายความต่อด้วยข้อมูลทั้งในเชิงลึกและเชิงกว้าง และวิเคราะห์ต่อให้ด้วย ทำให้เห็นความลึกซึ้งของการสร้างการ์ตูนทั้ง 12 เรื่องนี้ ยอมรับเลยว่าไปหามานั่งดูเอง คงไม่สามารถตีความได้ขนาดนี้แน่นอน 
ด้วยวิธีการเล่าแบบนี้ ทำให้เราเสพได้สิ่งต่างๆ จากเรื่องราวเลยจากเขตแดนความบันเทิงล่วงไปถึงเขตแดนของความรู้ ทั้งเชิงภาษา จิตวิทยา ประวัติศาสตร์ เทววิทยา จริยธรรม เข้าใจตัวละครในการ์ตูนเลยไปจนถึงเข้าใจจิตใจมนุษย์ 
หากใครที่สนใจเรื่องจิตวิทยาอยู่แล้ว มาอ่านหนังสือเล่มนี้ จะฟินเป็นที่สุด เป็นหนังสือที่คุ้มค่ามาก มูลค่าเกินราคาไปไกลมาก 
ใครจะรู้ว่า การวิเคราะห์การ์ตูน จะให้ความเข้าใจเรื่องจิตวิทยามนุษย์ และยังได้คติทางจริยธรรมอีกชั้นหนึ่ง  
 
ใช้เวลาอ่านพอสมควรครับ ไม่ใช้เพราะความหนาของหนังสือ แต่ด้วยความกว้างและความลึกในการวิเคราะห์ ทำให้ไม่ต้องการพลาดรายละเอียดใดๆ ไป มีแต่ต้องละเลียดให้ตัวหนังสือแต่ละตัว แต่ละบรรทัด ซึมผ่านเข้าหัวใจผ่านทางสายตาของคนอ่านหนังสือ ทีละตัว ทัละบรรทัด 
ใครจะเชื่อ แต่ละตัวหนังสือที่ซึมเข้าหัวใจไป จะมีปาฏิหาริย์ทำให้หัวใจเต้นช้าลงแต่เข้มแข็งขึ้น เต้นช้าลงแต่เป็นจังหวะที่ชัดเจนขึ้น 
จะบอกเกินเลยไปไหมว่า ในอากาศหนาวๆ ที่ไม่สม่ำเสมอแบบเหวี่ยงๆ ของกรุงเทพฯ ในช่วงเวลานี้ สามารถใช้ตัวหนังสือในหนังสือนี้สร้างความอบอุ่นให้กับหัวใจของเราได้ 
 
การเคารพต่อธรรมชาติ การค้นพ้นตัวเอง และการรู้จักพอ จะมีปรัชญาการดำเนินชีวิตใดที่งดงามไปกว่านี้อีก ไม่เป็นการกล่าวเกินเลยว่า การขมวดทั้ง 12เรื่อง ตกผลึกออกมาเป็นสามประเด็นนี้ ก้าวข้ามเขตแดนของการ์ตูนบันเทิงไปไกลถึงการปลุกสำนึกมนุษย์ที่ดีงาม 
 
ไม่เกริ่นเรื่องในหนังสือนะ อยากให้อ่านเองมากกว่า ไม่ก็หาการ์ตูนมาลองดู มันอุ่นหัวใจมาก 
 
#เข้าใจจิบลิ 
#deepfilm.net

พระเจ้าพาราละแข่ง – พระมหามัยมุนี

เรื่องนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากการไปฟังการเล่าเรื่องสงครามเก้าทัพอีกรอบ 

มีการเล่าไปถึงตอนที่พระเจ้าปดุงแห่งราชวงศ์อลองพญาของพม่า (พระองค์มีพระนามเมื่อครองราชย์ว่า “ปโดงเมง” หมายถึง “พระราชาจากเมืองปโดง”) ที่สามารถสั่งให้ยกทัพไปตีชนะรัฐยะไข่ที่อยู่ทางตะวันตกได้สำเร็จ โดยรัฐยะไข่นี้นับเป็นรัฐที่แทบจะไม่มีใครเคยเข้าไปตีได้สำเร็จ เนื่องจากความเข้มแข็งประการหนึ่งคือการที่มีเทือกเขาอาระกันโยมาเป็นปราการป้องกันยากแก่การยกทัพเข้าไปโจมตี

a (ยะไข่-ตะวันตกของพม่า)

โดยมีเรื่องเล่า เนื่องจากค้นพบเส้นทาง จึงสามารถยกทัพพม่าเข้าไปตีได้สำเร็จ 

จุดสำคัญหนึ่งคือ หลังจากที่ตียะไข่ได้ พระเจ้าปดุงได้อัญเชิญพระมหามัยมุนี อันเป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญมากประจำชาติพม่า จากยะไข่มากลับมาที่อาณาจักรพม่า โดยพระพุทธรูปพระมหามัยมุนีนี้ มีความเป็นมาที่มหัศจรรย์และได้รับการนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก และนับเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของพม่า (เช่นเดียวกับพระแก้วมรกตของไทย พระบางของลาว)

หลังจากตีได้ยะไข่และได้พระมหามัยมุนีนี้แล้ว พระเจ้าปดุงทรงพระโสมนัสยิ่งนัก และประกาศขึ้นว่าจะยกทัพมาตีสยามและโมกุล (อินเดีย) ให้ได้ เพื่อแสดงพระบารมีว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหาจักรพรรดิแห่งชมพูทวีป 

แทรกเรื่องพระมหาจักรพรรดิขึ้นนิดนึงตรงที่ ตามประวัติศาสตร์มีกล่าวถึงพระมหาจักรพรรดิอยู่สองพระองค์ พระองค์แรก คือพระมหาจักรพรรดิของไทยหรือพระเฑียรราชาพระราชอัยกาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้ที่เชื่อกันว่าเป็นผู้มีบุญบารมีมาก ทรงมีช้างเผือกคู่บารมีถึง 7 เชือก เป็นเหตุให้พระเจ้าตเบงชเวตี้และต่อมาจนถึงพระเจ้าบุเรงนองมาทูลขอแบ่งช้างเผือกไป ในที่สุดก็เกิดเป็นสงครามช้างเผือกและต่อเนื่องมาจนถึงพระเจ้าบุเรงนองสามารถตีอยุธยาได้สำเร็จเป็นการเสียกรุงครั้งที่หนึ่งของอยุธยา พระเจ้าบุเรงนองพระองค์นี้เองที่ได้รับยกย่องเป็นพระมหาจักรพรรดิอีกพระองค์หนึ่ง

ความที่พระเจ้าปดุงต้องการแสดงบุญบารมีของพระองค์ว่าทรงเป็นพระมหาจักรพรรดิเหนือดินแดนแถบนี้ด้วย จึงได้เกิดเป็นการยกทัพเข้ามาตีสยาม (กรุงเทพฯ) โดยทรงยกมาทั้งหมดถึง 9 ทัพ แยกเข้ามา 5 เส้นทาง เกิดเป็นสงครามเก้าทัพอันลือลั่นในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ามหาราช

ดังนั้นเหตุที่ พระองค์ได้ครอบครองพระมหามัยมุนีนั้น จึงนับเป็นเหตุการณ์สำคัญหนึ่งที่เป็นต้นเรื่องของสงครามเก้าทัพ จึงเห็นว่าพระพุทธรูปองค์นี้มึความสำคัญยิ่ง 

 

มาเข้าเรื่องของพระพุทธรูปพระมหามัยมุนีครับ พระมหามัยมุนีเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ทรงเครื่องกษัตริย์  ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ อดีตราชธานีของพม่าในยุคราชวงศ์คองบอง เดิมทีเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของยะไข่

b

เชื่อว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยกษัตริย์แห่งเมืองยะไข่ องค์พระทำจากทองสัมฤทธิ์ 

ประวัติย้อนไปตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงเสด็จมาแสดงธรรมที่เมืองธรรมวดี พระเจ้าจันทรสูรยะเป็นเจ้าเมืองยะไข่ ทรงต้อนรับพระองค์อย่างดี พระพุทธเจ้าแสดงธรรมอยู่ที่นี่นานถึง 1 สัปดาห์ พอจะเสด็จกลับ พระเจ้าจันทรสูรยะขอให้พระองค์ทรงฝากบางอย่างเพื่อให้เป็นที่เคารพบูชาสืบไป พระพุทธเจ้าจึงประทับเข้าสมาธิใต้ต้นโพธิ์อีก 1 สัปดาห์ ระหว่างนั้น คนเมืองยะไข่ช่วยกันหล่อพระองค์หนึ่งที่ดูเหมือนพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จออกจากสมาธิ ทรงเห็นพระพุทธรูปดังกล่าวจึงตรัสว่า พระพุทธธรรมจะคงอยู่ไปอีก 5,000 ปี เช่นเดียวกับพระพุทธรูปองค์นี้ พระมหามุนีจึงเป็นพระพุทธรูป “เหมือนจริง” ที่หล่อในสมัยพระพุทธเจ้า 

ในอดีตแม้เมืองยะไข่จะถูกโจมตีโดยกษัตริย์เมืองอื่นที่ทรงแสนยานุภาพอย่างไร ก็ไม่อาจที่จะเคลื่อนย้ายองค์พระมหามัยมุนีนี้ออกจากเมืองได้ ต้องมีเหตุให้ขัดข้องทุกครั้งไป จนกระทั่งในที่สุด พระเจ้าปดุงสามารถตียะไข่ได้ และได้อัญเชิญพระมหามัยมุนีออกจากยะไข่ ล่องมาตามแม่น้ำอิระวดีมาถึงเมืองมัณฑะเลย์ พระมหามัยมุนีจึงได้มาประดิษฐานอยู่ที่เมืองมัณฑเลย์เป็นการถาวรนับแต่นั้นมา 

นอกจากนี้ เชื่อกันว่าพระพุทธรูปพระมหามัยมุนีนี้ ได้รับประทานลมหายใจจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย ดังนั้นจึงเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มากและถือเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของพม่า

มีบันทึกว่า ต่่อมาเมื่อปี 1988 ได้เริ่มมีประเพณีล้างพระพักต์ถวายพระมหามัยมุนี โดยพระมหาเถระและสาธุชนทั่วไปที่ศรัทธาจะมาทำพิธีล้างพระพักตร์ด้วยน้ำอบน้ำหอมผสมทานาคาอย่างดี พร้อมกับใช้แปรงทองแปรงที่พระโอษฐ์เสมือนหนึ่งแปรงพระทนต์ถวายพระพุทธเจ้า ก่อนใช้ผ้าจากศรัทธาสาธุชนที่ถวายมาเช็ดจนแห้งสนิท แล้วนำกลับคืนแก่สาธุชนผู้นั้นไปบูชาต่อ เสมือนหนึ่งได้อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนมชีพอยู่ 

ตามที่ Wikipedia เล่าเพิ่มเติมคือ องค์พระมหามัยมุนีมีการปิดทองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเป็นรอยย่นตะปุ่มตะป่ำไปทัวทั้งองค์ ซึ่งหากเอานิ้วกดลงไปจะรู้สึกได้ถึงความอ่อนนิ่มของทองคำเปลวที่ปิดทับซ้อนกันนับเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ชั้น ทำให้พระมหามัยมุนีมีอีกพระนามหนึ่งว่า “พระเนื้อนิ่ม” แต่น่าแปลกที่ว่าแม้จะมีการปิดทองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนองค์พระใหญ่ขึ้นเพียงใดก็ตาม แต่พระพักตร์ขององค์พระมหามัยมุนีก็ยังแลดูใหญ่ตามองค์พระอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งที่ไม่ได้มีการปิดทองที่องค์พระพักตร์เลย

 

ตัดกลับมาที่เมืองไทยครับ ที่เมืองไทย มีพระพุทธรูปจำลององค์พระมหามัยมุนีอยู่สององค์ องค์หนึ่งอยู่ที่ลำพูน อีกองค์อยู่ที่วัดหัวเวียงกลางเมืองแม่ฮ่องสอน

ที่แม่ฮ่องสอนนี่แหละครับ ที่นายไข่อึ้งมาก เพราะตัวเองได้ไปแวะไหว้พระที่วัดนี้ทุกครั้งที่ได้ไปแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นอีกเมืองหนึ่งที่เรารักมาก แต่ดันไม่รู้เลยว่ามีพระพุทธรูปสำคัญอยู่ที่วัดนี้ 

c.JPG

อยากเขกหัวตัวเองจริงจัง

พระพุทธรูปจำลองพระมหามัยมุนีที่วัดหัวเวียงนี้ก็คือ พระเจ้าพาราละแข่ง ที่วัดนี้เอง

โอ้ว!!! แวะไปตั้งไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง ยังคุยกันอยู่เลยว่าชื่อแปลกจัง แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเป็นพระพุทธรูปจำลองของพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่ง

d.JPG

#พาราละแข่ง เป็นภาษาไทใหญ่ แปลว่าพระพุทธรูปยะไข่ นี่เอง

พระเจ้าพาราละแข่ง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยทรงเครื่อง ฝีมือช่างชาวเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า องค์พระหล่อจากทองเหลือง พระพักต์มีส่วนผสมทองคำจึงมีความเงางาม มีบันทึกว่ามีการจำลองมาเพิ่อประดิษฐานที่แม่ฮ่องสอน และเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของแม่ฮ่องสอน และก็ได้เริ่มมีประเพณีล้างพระพักต์ที่วัดหัวเวียง แม่ฮ่องสอน นี้ด้วย

 

เชยจริงจัง รอบหน้าไม่พลาดแน่นอน ทั้งหมดนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้บันทึกเรื่องราวนี้เอาไว้ครับ

 

 

 

 

Advertisements

I read then I write