จดหมายถึงนายไข่

ไข่

งงหล่ะสิ ที่อยู่ๆ ก็ได้รับจดหมายแบบนี้กะเค้าด้วยอีกคน
นายไม่ได้บ้าหรอก เพียงแค่เราได้ Inspiration 2เรื่อง ในคืนนี้ เลยลุกขึ้น จับมันเอามาเขียนจดหมายถึงนายฉบับนี้ส่งถึงนายเลย

เราเข้าใจดีว่านายโล่งอก และรู้สึกว่าตัวเองก็เจ๋งโคตรๆ อยู่พอประมาณ ที่เอาตัวเองผ่านช่วงที่ล่อแหลมที่สุดในชีวิตมาใช้ชีวิต ม.ปลาย ต่อได้
นายตัดสินใจไม่ผิดหรอกที่เรียนต่อที่เดิม เราว่านายผ่่านมาถึง ม.5 แล้ว นายก็น่าจะพอรู้ตัวเองอยู่แล้ว
ไม่ต้องกังวลถึงอีก 4-5ปีข้างหน้ามากนักหรอก เพราะนายจะได้รู้จักความรักที่แท้จริง

ก่อนจะยาวไปมากกว่านี้ ขอเข้าประเด็นของจดหมายฉบับนี้เลยละกัน
บอกให้เลยว่า ชีวิตการเรียนมัธยมของนายจะได้เจอครูอัสสัมสองท่านที่ช่วยวางพื้นฐานวิชาคณิตศาสตร์ให้นาย
ใช่แล้ว ท่านแรกคือคนที่ปรับความเข้าใจให้นายตอนม.3
แล้วก็ นายอย่าพึ่งเซ็งไปกับครูสอนเลขที่โรงเรียนมาก ว่าสอนหน่อมแน้มเหลือเกิน เพราะอีกท่านนึงที่จะบอกก็คือครูที่จะมาสอนเลขนายในชั้น ม.6 นี่แหละ

ทำใจไว้เลยนะ นายจะรู้สึกเซ็งนิดๆ เพราะครูท่านนี้จะออกขรึมหน่อย และนายจะรู้สึกว่าไม่ค่อยจะมาละเอียดอ่อนกับนักเรียนเท่าไหร่ และถึงขั้นพูดน้อยเมื่อเทียบกับครูคนอื่นๆ
ต่อมา นายก็จะรู้สึกว่าแกจะเอา Cal พวกนี้มาสอนทำไมวะ! แ…งมันไม่ออกสอบเอ็นแน่นอน
ยังไงก็ตาม พอนายได้เจอแกสอนแบบขรึมๆ monotone นิดๆ ทำแต่โจทย์ๆๆ ตลอดเวลา บางทีก็คล้ายๆ คุยกับกระดาน
เรียนไปสักพัก นายจะรู้ได้ถึงการเตรียมการสอนมาในระดับดีกว่ามาตรฐาน (ไม่หน่อมแน้มแฮะ) แต่ต้องใส่ใจสักหน่อยจะเข้าใจ

ตอนแรกๆ จากสายตาเด็กม.4-5 ที่ยังไม่ได้เรียนกับแก จะแอบคิดว่าแกแอ๊บทำดุเกินเหตุ จะบอกว่าคิดผิดเลยนายไข่ แกเป็นครูอัสสัมอีกท่านหนึ่งที่ใจดี แต่สไตล์ บุคลิกของแกเป็นแบบนั้น

สุดท้าย ด้วยความเป็นเด็กบ้าวิชาคำนวณของนายจะทำให้นายตั้งใจเรียน Cal กับแกไปในที่สุด โดยไม่มาแคร์ว่าที่แกสอนไม่ออกสอบเอ็นหรอก เพราะมันเป็น Cal ที่เรียนกันในปี1 และสุดท้ายนายก็สามารถประยุกต์เอาสิ่งที่เรียนกับครูไปใช้ในการสอบเอ็นได้อยู่ดีแหละ

กว่านายจะรู้คุณค่าของมันทั้งหมด ก็ไอ้ตอนที่นายจบป.ตรี แล้วนั่นแหละ ไอ้สิ่งนี้ มันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของนายไปอย่างไม่รู้ตัว และมันจะเป็นส่วนที่ช่วยให้นายได้เกียรตินิยมอันดับสองวิดวะจุฬาด้วย
อ้าาาาา! ตกใจหล่ะสิ มันยังช่วยนายไว้อีกหลายเลยแหละ ไม่เล่าละกัน อีกไม่นาน นายจะเจอกับตัวเอง

นั่นแหละ ที่เขียนจดหมายฉบับนี้มา ก็เพื่อจะมาแอบบอกนายไว้หน่อยว่า ตั้งใจๆ เรียนเลขม.6 กับที่โรงเรียนไว้หน่อยนะ อย่าจองหองมาก แม้ว่านายจะอ่่านเลขจบล่วงหน้าไปหมดแล้วก็เหอะ

และยิ่งครูท่านนี้ถ้ามองผิวเผิน หยาบๆ จะไม่รู้เลยว่ามีความตั้งใจที่จะถ่ายทอด แต่แกไม่ได้คิดแค่เรื่องเตรียมเอ็นเท่านั้น แต่แกยังพยายามเตรียมเราให้พร้อมกับการเข้าไปเรียนเลขในปี1 อีก

อย่าคิดสั้นๆ นะ
และขอบใจที่นายเป็นนาย เราได้ดีเพราะครูบาอาจารย์ และหนังสือจริงๆ
ไข่

ป.ล. ช่วยเก็บรูปถ่ายไว้บ้างนะ จะได้ไม่ต้องมาหา Load เอาตอนอายุมากๆ

20130730-022031.jpg

20130730-022107.jpg

Advertisements

Dream Team

You are my achievement!
image

บันทึกไว้ในคืนวันศุกร์ที่ 26/7/2013 วันที่เรายังอยู่ตรงนี้

เขียนไป ก็แนวจะ #Drama เกินไปรึเปล่าไม่แน่ใจ
แต่อันที่จะนับเป็นความสำเร็จจริงๆ จังๆ ในชีวิตทำงานที่ผ่านมาได้ และภูมิใจจริงจังที่จะได้เล่าออกมา
ก็คือความสำเร็จในการตั้งทีมงานนี้ขึ้นมา
แม้อาจจะไม่สมบูรณ์แบบ 100% บางคนก็อยู่มาก่อน บางคนก็พึ่งเข้ามา บางคนก็จากไปแล้ว (ให้เราได้คิดถึง)

Teamwork ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องเหมือนกัน และก็ไม่ได้ใกล้เคียงเลยกับการที่คนหนึ่งๆ จะต้องชอบอีกคน หรือชอบทุกๆ คนในทีม

แต่ละคนมีความแตกต่าง! ทุกคนล้วนเป็นตัวของตัวเอง มีความสามารถเฉพาะตัวที่อาจจะบอกได้เลยว่าไม่เหมือนกันเลยสักคน
บางคนก็ชอบในเรื่องที่อีกคนเฉยๆ และอีกคนถัดไปอาจถึงขั้นเกลียดสิ่งนั้นเลย ก็เป็นเรื่องปกติ

คนเราแตกต่างกันโดยธรรมชาติ จึงไม่ใช่ประเด็นที่ต้องพยามยามทำให้ทุกคนเหมือนกัน ยังไงๆ ก็เป็นการฝืนธรรมชาติ เป็นการบังคับให้ผิดธรรมชาติไป
ซ้ำเข้าไปอีก เมื่อทำงานด้วยกัน อยู่ด้วยกัน ใกล้ชิดกัน ความแตกต่างนี้ยังอาจก่อให้เกิดเรื่องกระทบจิตใจระหว่างกันได้บ่อยครั้ง การพยายามทำให้คนหนึ่งชอบทุกๆ คน ในทุกๆ เรื่อง ก็เป็นเรื่องผิดธรรมชาติด้วยเช่นกัน

การสร้างทีมที่ประกอบด้วยยอดฝีมือที่เก่งในแต่ละด้าน เก่งแต่ละเรื่องต่างๆ กันไป ดูจะเป็นเรื่องที่ลงตัวที่สุด คนหนึ่งเก่งในเรื่องที่อีกคนทำไม่ได้ คนหนึ่งห่วยในเรื่องที่อีกคนที่อยู่ด้วยกันนั้นทำได้ดีมากมาย พอประกอบกันเข้าเป็นทีม ก็จะช่วยเสริมซึ่งกันและกัน และทำให้เกิดการแบ่งงานกันทำตามธรมชาติของคนที่เก่ง/ถนัดกันไปคนละเรื่อง การอาศัยความหลากหลายในทีมจึงเป็นเรื่องที่ไม่ฝืนธรรมชาติ แต่เป็นการพยายามอาศัยการจัดการธรรมชาติตามที่มันเป็นไปโดยไม่ฝืนทำให้เกิดผลออกมาเจ๋งที่สุด
ถ้าเรียกตามทฤษฎีวิชา MBA ก็คือ Synergy นั่นเอง

อีกแนวหนึ่ง คือพยายามสร้างทีมงานจากคนที่ความคิด-ความชอบ-ความถนัด คล้ายๆ กัน ก็เป็นไปได้ แน่นอนคนที่มีนิสัยและความคิดจิตใจเหมือนๆ กัน มาอยู่ด้วยกัน โอกาสที่จะมืเรื่องขัดแย้งผิดใจกันก็จะน้อยลงไปมาก อย่างไรก็ดี ไม่มีใครเหมือนกับใคร ไม่มีคนที่คิดอ่านชอบเหมือนกับเราเป๊ะๆ 100% สุดท้ายก็ไม่ได้ถึงกับจะบอกได้ว่าจะเป็นทีมที่รักกันล้นจนไม่มีเรื่อผิดใจกันเลย ซ้ำร้าย ความเหมือนกันหรือคล้ายกัน คนในทีมมีความเก่ง/ถนัดในแนวเดียวกัน ในอีกมุมก็คือมีจุดอ่อนเหมือนๆ กันอีก ก็จะเกิดช่องว่างของความสามารถของทีม ส่วนในเรื่องการแบ่งงานกันทำ ถ้าจัดการไม่ดี สมาชิกก็จะเลือกทำที่ตัวเองชอบ ที่ไม่ชอบก็จะไม่ชอบเหมือนๆ กันไปอีก กลายเป็น Concentration Risk ของทีมขึ้นมา

ทำอย่างไร คนเก่งสุดๆ ในด้านที่ต่างๆ กัน จึงจะมาอยู่ร่วมกัน ทำงานกันเป็นทีมที่สุดยอดได้ ย้ำอีกครั้งว่า ไม่ได้อยู่ที่ความพยายามฝืนให้คนใดๆ รักชอบคนอื่นๆ ในทีมทุกๆ คน
หัวใจสำคัญของเรื่องราวนี้อยู่ตรงไหน… มันมีอยู่แค่
1. การเคารพในความแตกต่าง การที่เราเข้าใจว่าเค้าต่างจากเรา เราไม่จำเป็นต้องชอบเค้า แต่เราเคารพในความเป็นตัวของเค้า เรายอมรับและเข้าใจว่า เค้าต่างจากเราแน่นอน และเราเข้าใจและเคารพในความต่างนี้ และเค้าก็เคารพความแตกต่างจากการที่เราเป็นเราเช่นกัน
2. การเปิดใจ เข้าใจซึ่งกันว่าเค้าต่างจากเรา เค้าอาจไม่ได้คิดเหมือนเรา แต่นั้นไม่แปลก และการคิดต่างไปก็ไม่ได้แปลว่าใคาทำผิด
3. ความรับผิดชอบ เมื่อตนได้รับมอบหมายจากทีม ตนก็ต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุด แม้เราจะแตกต่าง แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่เราจะมักง่าย ทิ้งความรับผิดชอบไปได้ มันเป็นคนละเรื่องกัน แกนของเรื่องนี้คือ หากใครสักคนในทีมไม่รับผิดชอบ งานไม่เสร็จ งานห่วย งานช้า งานเสร็จไม่ทัน จะกระทบกันคนอื่นในทีมด้วย แย่ไปด้วยกันทั้งหมด

แล้ววันนี้ ก็ใด้เห็น Teamwork นี้
มันมีความหมายมาก นี่คือความสำเร็จของความฝันที่เป็นจริงชิ้นหนึ่ง และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เรายังคงอยู่ที่นี่ ยังมีความสุขในการทำงานด้วยกัน

มาจนถึงตรงนี้ Teamwork ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยกับการที่เราจะต้องอยู่ด้วยกันไปอย่างนี้ตลอด
แน่นอน แต่ละคนมีเส้นทาง มีเป้าหมาย มีความฝันของตนเอง วันหนึ่งๆ เราอาจจะต้องจากกันไป แยกตัวไป ไปร่วมทีมใหม่ ไปเดินตามเส้นทางของตน ทุกคนมีอิสระที่จะเลือก
เพียงแต่ในวันนี้ เส้นทางของคนเหล่านี้ ลากมาเจอกันพอดี และลากไปด้วยกัน ลากไปถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น วันใดวันหนึ่งก็กลายเป็นทางแยกออกจากกัน
ความทรงจำนี้ จะกลายเป็นความสุข ความคิดถึง ความภูมิใจ ในทุกๆ ครั้งที่หลับตากลับมานึกถึงมัน

แตกต่างนั้นไม่ผิดนะครับ แต่ผิดที่ไม่ยอมรับความแตกต่าง และผิดที่ไม่รับผิดชอบครับ

image

image

ท่าอากาศยาน – Airport

24/7/2013, 21:00-22:30
บันทึกไว้ว่า โดนน้องสาวหลอกไปนั่งเล่นอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิอยู่ชั่วโมงครึ่ง
จริงๆ ชั่วโมงครึ่งนี้ ก็เหมือนนั่งเล่นฆ่าเวลาอยู่ไม่นาน
image

แต่ในความรู้สึกข้องมนุษย์เงินเดือนพ่อบ้านลูกสอง ที่ 7×24 วิ่งวุ่นเรื่องงาน-เรื่องครอบครัวตลอด แทบไม่มีเวลาได้หยุดคิดอะไร และมีองค์ประกอบร่วมคือ Smart Phone ทั้งสองเครื่องของตัวเอง (ชัดเจน! ว่า 2เครื่อง จัดประเภทตัวเองเป็นพวกติด Social Network ได้เลย) กำลังจะหมดไฟเพราะไม่ได้ประจุมันเผื่อสภานการณ์นี้ ทำให้ไม่สามารถหยิบมันมาจิ้มไปจิ้มมาให้เวลาผ่านไปได้

แล้วก็ต้องมานั่งรออยู่เฉยๆ เป็นเวลา 90นาที ถือเป็นเวลาที่นานพอที่จะได้หยุดคิด เกิดเป็นปัญญาในระดับต้นๆ ได้ (ซึ่งส่วนหนึ่งของการคิดนี้ ก็คิดว่าจะเตะมัน พอเจอมันดีมั้ย)

แล้วใจก็สะกิด สะกิดไปถึง
หน่วยความจำก่อนหนึ่งในชีวิต ที่เราเคยต้องมาฆ่าเวลาอยู่ในสนามบินแห่งหนึ่งเหมือนๆ ครั้งนี้
สมัยเป็นวิศวกรไม่อาวุโสของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง แล้วถูกส่งตัวไปจัดการปัญหาที่ต่างประเทศตัวคนเดียว
image
image

ความที่ไม่เคยบินข้ามประเทศคนเดียวมาก่อน แล้วถูกผู้ใหญ่สั่งให้บินด่วนข้ามฟ้าไป ก็อดที่จะกลัวตกเครื่องไม่ได้ ถ้าตกเครื่องแล้ว ตัวคนเดียวในสมัยนั้น จะเอาปัญญาที่ไหนจัดการตั๋วอีกเที่ยวเพื่อบินกลับบ้าน เลยไปถึงสนามบิน รอก่อนเวลาเครื่องออกหลายชั่วโมง ผลก็คือได้สำรวจซอกมุมต่างๆ ในสนามบิน และปัญญาเล็กๆ อีกกลุ่มก้อนหนึ่งติดตัวกลับมา ก็คล้ายๆ กับวันนี้

ก็ดูแล้ว คล้ายๆ เป็นอะไรสักอย่าง 3-4ทุ่มขับรถออกจากบ้าน มานั่งเล่นที่สุวรรณภูมิ เป็นชั่วโมง เสร็จแล้วก็ขับรถกลับบ้านนอน

ด้วยประสบการณ์ที่มากขึ้น อายุที่มากขึ้น ทำให้แม้ในช่วงความกว้างของเวลาที่อาจจะเท่ากันหรือน้อยกว่า แต่กลับได้ความคิดที่ลึกกว่าครั้งนั้น

1. เมื่อเราต้องการคำตอบ ส่วนหนึ่งของคำตอบฝังตัวอยู่ในซอกความคิดของเรานี่เอง ซึ่งเราจะขุดมันออกมาได้ก็ด้วยการใช้เวลานั่งคุยกับตัวเองเหมือนนั่งคุยกับเพื่อนสนิท
2. การที่จะมานั่งคุยกับตัวเองแบบนี้ บางทีถึงกับต้องใช้สถานการณ์บางอย่างเข้าบังคับตัวเองเลยทีเดียว
3. ถามตัวเองว่า ‘แล้วมันดียังไง’ อันนี้มัน work สุดๆ
4. ที่สุดแล้ว ‘ความสุข’ มันเกิดจาก Thinking Management

จากที่จะเตะ ก็เลยต้องกลายเป็นขอบคุณมันไปซะ

โชคดี-ปลอดภัย นะน้องรัก