พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

image

Blog นี้ เขียนขึ้นจากการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มา Post เอาไว้รวมๆ กัน ผมไม่ได้เขีบนขึ้นมาเองทั้งหมดครับ
แรงบันดาลในนั้นเกิดจากครอบครัวนี้ไปเที่ยวทะเลบ่อย และมักจะได้เห็นศาลของกรมหลวงชุมพรฯ หรือเสด็จเตี่ย พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทยอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่อค่อยๆ ขับรถล่องลงใต้ไปเรื่อยๆ ทั้งฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามัน เลยสนใจอยากรู้พระประวัติของท่าน
นอกจากนี้ โรงเรียนนายเรือยังเป็นส่วนหนึงที่สำคัญของความก้าวหน้้าทางวิศวกรรมเครื่องกลของไทยด้วย สมัยยังเรียนเครื่องกลอยู่ที่จุฬาฯ อาจารย์บางท่านได้กล่าวถึงงานทางวิศวกรรมเครื่องกลต่างๆ ที่อยู่ที่พิพิธภัณฑ์โรงเรียนนายเรือ ในฐานะของวิศวกรเครื่องกลจึงควรแสดงความเคารพต่อการก่อตั้งโรงเรียนนายเรือนี้
จนที่สุดเมื่อได้อ่านพระประวัติ และได้แวะไปนมัสการศาลของท่านที่จังหวัดชุมพร เลยตั้งใจว่าจะรวบรวมพระประวัติของท่านเขียนเอาไว้

———

image

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงเป็นต้นราชสกุล “อาภากร” เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และองค์ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาโหมด พระองค์ทรงได้รับสมัญญานามว่า “องค์บิดาของทหารเรือไทย
พระองค์ทรงเป็นผู้วางรากฐานการบริหารงานของกองทัพเรือ ทรงได้รับการเชิดชูในหมู่ทหารเรือเรียกขานพระองค์ว่า “เสด็จเตี่ย” หรือ “หมอพร” และ “พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย” ต่อมาในปี 2536 มีประกาศกองทัพเรือขนานพระนามพระองค์ว่า “พระบิดาของกองทัพเรือไทย” และในปี 2544 แก้ไขเป็น “องค์บิดาของทหารเรือไทย”

———

พระประสูติกาล พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ (ต้นราชสกุล อาภากร) ทรงเป็น พระเจ้าลูกยาเธอ ในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ ๕ นับลำดับ ราชสกุลวงศ์เป็นพระองค์ที่ ๒๘ มีพระนามเดิมว่า “พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์” ประสูติใน พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๒๓ ตรงกับวันอาทิตย์ แรม ๓ ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง จุลศักราช ๑๒๔๒ เวลา ๑๔.๕๗ และทรงเป็น พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์ที่ ๑ ในเจ้าจอมมารดาโหมด ธิดาเจ้าพระยาสุยาสุรวงศ์ ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) พระองค์ทรงมีพระกนิษฐา และพระอนุชา ร่วมพระมารดา ๒ พระองค์ คือ พระองค์เจ้าหญิงอรองค์อรรคยุพา (สิ้นพระชนม์เมื่อทรงพระเยาว์) และพระองค์เจ้าสุริยงประยุรพันธ์

———

ทรงเข้าเป็นนักเรียนในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ เมื่อมีพระชนมายุได้ 13 พรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษพร้อมกับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้น ทรงดำรงพระอิสริยศักดิ์เป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ในปี พ.ศ. 2436 ทรงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายเรืออังกฤษ ในปี พ.ศ. 2439 ต่อจากนั้นทรงศึกษาต่อ ในมหาวิทยาลัยทหารเรือ โรงเรียนปืนใหญ่ และโรงเรียนตอร์ปิโด จนได้เลื่อนยศเป็นเรือเอก รวมเวลาที่ทรงศึกษาอยู่ในราชนาวีอังกฤษ 6 ปีเศษ
การศึกษาในโรงเรียนนายเรือของอังกฤษนั้น จะต้องฝึกหัดศึกษา หลับนอนอยู่ในเรือ เมื่อสอบความรู้ได้แล้ว จะมีฐานะเป็น นักเรียนทำการนายเรือ (Midshipman) และไปฝึกในเรือรบประจำกองเรือต่างๆ อีกประมาณ 1-2 ปี และก็จะทำการสอบเพื่อเป็นนายเรือตรี ต่อจากนั้น ศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยทหารเรือ โรงเรียนปืนใหญ่ และโรงเรียนตอร์ปิโด จนได้เลื่อนยศเป็นเรือเอก เท่ากับนายทหารรุ่นเดียวกัน เมื่อเสด็จในกรมฯ ทรงเป็นนักเรียนทำการนายเรือ ในราชนาวีอังกฤษ ทรงเล่าว่า “…เมื่อเป็นนักเรียนทำการนายเรือ ในราชนาวีอังกฤษ ได้มีโอกาสขึ้นทำการปราบจลาจลที่เกาะครีท ที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นเวลาราว 3 เดือน ต้องนอนกลางดิน กินกลางทราย หนาวก็หนาว ในสนามรบ ต้องนอนกับศพที่ตายใหม่ๆ และบางคราว ซ้ำยังอดอาหาร ต้องจับหอยทากมาเสวยกับหัวหอม ศพที่ถูกยิงที่ท้องนับว่าเหม็นร้ายกาจมาก ถึงจะเป็นศพตายใหม่ๆ ก็ตาม…” รวมเวลาที่เสด็จในกรมฯ ทรงศึกษาอยู่ในราชนาวีอังกฤษ 6 ปีเศษ
ในขณะที่เสด็จในกรมฯ ทรงเป็นนักเรียนนายเรืออยู่ที่ประเทศอังกฤษนั้น ประจวบกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2440 เสด็จในกรมฯ ทรงขอลาทางโรงเรียนมารับเสด็จสมเด็จพระบรมชนกนาถ โดยเข้าร่วมกระบวนเสด็จที่เกาะลังกา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รับตำแหน่งนักเรียนนายเรือในเรือพระที่นั่งมหาจักรี ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้บัญชาการเรือและได้ทรงถือท้าย เรือพระที่นั่งมหาจักรีด้วยพระองค์เอง เพื่อทรงแสดงความสามารถให้ปรากฏแก่พระเนตรสมเด็จพระบรมชนกนาถ

———

ถึงแม้ว่าเสด็จในกรมฯ จะทรงแก้ไข ปรับปรุง ระเบียบการศึกษา ให้มีความก้าวหน้า แต่สถานที่ตั้ง โรงเรียนนายเรือนั้น ไม่มีที่ตั้ง เป็นหลักแหล่งที่มั่นคง ต้องโยกย้าย สถานที่เรียนบ่อยๆ ซึ่งเป็นเหตุผล ประการหนึ่ง ที่ทำให้ผลการเรียน ของนักเรียนนายเรือ ไม่ดีเท่าที่ควร เสด็จในกรมฯ ทรงพยายามทุกวิถีทาง ที่จะปรับปรุงกิจการด้านนี้ ให้ก้าวหน้า จึงได้นำความขึ้น กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานที่ เพื่อตั้งเป็น โรงเรียนนายเรือ ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ที่ดินบริเวณ พระราชวังเดิม ฝั่งธนบุรี และได้ดัดแปลงเป็น โรงเรียนนายเรือ เมื่อปี พ.ศ.2448 จึงนับว่า รากฐานของทหารเรือ ได้หยั่งลงแล้ว ในการนี้ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณา เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงกระทำพิธีเปิด โรงเรียนนายเรือ ด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2449
เสด็จในกรมฯ ทรงปรับปรุง การศึกษาของ โรงเรียนนายเรือ ให้เจริญและดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสด็จในกรมฯ ได้ทรงตั้ง โรงเรียน นายช่างกลขึ้น เป็นครั้งแรก เพราะทรงเห็นว่า เมื่อมี โรงเรียนนายเรือ ขึ้นมาแล้ว ก็สมควรจะมี โรงเรียนนายช่างกล ซึ่งเป็นของคู่กันอยู่ด้วย เสด็จในกรมฯ ได้รับผู้สมัคร ที่จะเรียนทางช่างกล จากนักเรียนนายเรือนั่น และเมื่อมีโรงเรียนเพิ่มขึ้น เป็นสองโรงเรียน ทางราชการจึงได้รวมการบังคับบัญชา โรงเรียนทั้งสองแห่งเข้าด้วยกัน และตั้งเป็นกองบังคับการขึ้นใหม่ เรียกว่า “กองโรงเรียนนายเรือ” คำว่า “กองโรงเรียนนายเรือ” จึงปรากฏใน ทำเนียบทหารเรือ ตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา
เสด็จในกรมฯ ทรงเห็นว่า ควรจะได้ฝึกหัดให้ ทหารเรือไทยเดินเรือทะเล ได้อย่างชาวต่างประเทศ เพราะในสมัยนั้น คนไทยยังต้องจ้าง ชาวต่างประเทศ มาเป็นผู้บังคับการเรือ เป็นส่วนมาก สำหรับคนไทยที่มีความสามารถ เดินเรือทะเลบริเวณ อ่าวไทยได้ ก็มีแต่พวกอาสา จากบางคนที่อาศัยความชำนาญ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวด้วย หลักวิชาเลย ดังนั้นเสด็จในกรมฯ จึงได้ทรงริเริ่มที่จะ ทำการฝึกหัด และสั่งสอนนายทหารเรือ ให้มีความรู้ความชำนาญ ในการเดินเรือทะเล มากยิ่งขึ้น ซึ่งนับได้ว่า เป็นพระดำริที่ดี และสำคัญอย่างยิ่งอย่างหนึ่ง ในทางการทหารเรือ ของราชนาวีไทย และทางกองเรือ ก็ได้ยึดถือแบบฉบับ อันดีงามนี้ ดำเนินการต่อมา จนตราบเท่าทุกวันนี้

———

พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้พระองค์ออกจากราชการอยู่ชั่วระยะหนึ่ง สาเหตุที่ออก ก็เพราะว่ามีพวกทหารเรือไปเที่ยว พบกับทหารมหาดเล็ก เกิดเรื่องวิวาท กันขึ้น เรื่องทราบไปถึง พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เข้า ทรงไม่พอพระทัย รับสั่งให้ไปทูลเสด็จในกรมฯ ให้ส่งทหารเรือที่วิวาทกับ ทหารมหาดเล็กไปให้ ท่านไม่ยอมส่งให้ ได้ให้ทูลพระเจ้าอยู่หัวว่า เป็นเรื่องของคนวิวาทกัน ซึ่งจะว่าข้างใดเป็นผู้ผิดไม่ได้ และท่านก็รักทหารเรือ ของท่านเหมือนกับลูก ท่านไม่เคยส่งลูกไปให้ใครเขาเฆี่ยนตี ถ้าจะตีก็จะตีเสียเอง พระเจ้าอยู่หัวทรงกริ้วรับสั่งว่า ถ้าท่านไม่ส่งไปให้ก็ต้องให้ออก เพราะว่าทำงานร่วมกันไม่ได้ เสด็จในกรมฯ จึงต้องออกจากราชการในคราวนั้น

———

ระหว่างที่ทรงออกจากประจำการ ได้ทรงศึกษาวิชาแพทย์ แผนโบราณ จากตำราไทย ทรงเขียนตำราสมุดข่อยด้วยฝีพระหัตถ์ ของพระองค์เอง ซึ่งกล่าวกันว่า ปัจจุบันสมุดข่อย ตำรายานี้ได้เคยเก็บรักษาอยู่ ณ ศาลกรมหลวงชุมพร นางเลิ้ง
เมื่อผู้คนพากันรู้ว่า เจ้าพ่อรักษาโรคได้ฉมังนัก จึงทำให้ร่ำลือ และแตกตื่นกันทั้งบ้าน ทั้งเมือง ไม่ทรงให้ใครเรียกพระองค์ว่า เสด็จในกรมฯ หรือยกย่อง เป็นเจ้านาย แต่ทรงเรียกพระองค์เองว่า “หมอพร” เมื่อมีประชาชน มาหาพระองค์ให้รักษา ก็ทรงต้อนรับ ด้วยไมตรีจิต และรักษาให้เป็นการฟรี ไม่คิดค่ารักษา แต่ประการใด นอกจากจะเชิญไปรักษาตามบ้าน ซึ่งเจ้าของไข้จะต้องหารถรา ให้พระองค์เสด็จไป และนำเสด็จกลับ โดยมากเป็นรถม้าเท่านั้น
เมื่อกิตติศัพท์ร่ำลือกันว่า หมอพรรักษาโรคได้ฉมังนัก และไม่คิดมูลค่าเป็นเงินทองด้วย ประชาชนก็พาเลื่อมใสทั้งกรุงเทพฯ และระบือลือลั่นไปทั้งกรุง เป็นเหตุให้ ความนิยมพระองค์ ได้กว้างขวาง และกิตติศัพท์นี้ ก็ไปถึงพระกรรณ ในหลวง ร.๖ ซึ่งทำให้ทรงพิศวงไม่ใช่น้อย เหมือนกับว่า อนุชาของพระองค์เป็นผู้ที่แปลกประหลาดอย่างยิ่งทีเดียว ทั้งๆ ที่ยังหนุ่มแน่น ทหารก็รักใคร่และเรียกเป็น “เจ้าพ่อ” เดี๋ยวนี้ประชาชนทั้งเมือง เลื่องลือกันว่าเป็นผู้วิเศษกันอีก ที่สำคัญคือไม่คิดเงินคิดทองผู้ไปรักษา จึงทำให้สภาวะของวังพระองค์ท่าน กลายเป็นโรงพยาบาลเล็ก ๆ ที่ต้อนรับผู้คนอย่างแน่นขนัดขึ้นมา ทุกวันจะมีคนไปที่วังแน่นขนัด และทรงต้อนรับด้วยดีทุกคน เมื่อไปถึงก็พากันกราบกราน ที่พระบาท ขอให้ “หมอพร” ช่วยชุบชีวิต คนเจ็บคนป่วย ก็ทรงเต็มพระทัยรักษาให้ จนหายโดยทั่วกัน

———

พ.ศ. 2460 ประเทศไทยได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 และกองทัพเรือยังขาดผู้มีความรู้ความสามารถ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นชุมพรเขตร์อุดมศักดิ์ เสด็จกลับเข้ารับราชการในตำแหน่ง เจ้ากรมจเรทหารเรือ
ครั้นวันที่ 25 มกราคม พุ.ศ. 2461 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จในกรมฯ พ้นจากตำแหน่งจเรทหารเรือ เข้าทรงดำรงตำแหน่ง เสนาธิการทหารเรือ และเมื่อ พ.ศ. 2462 ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงพิเศษออกไปจัดหาซื้อเรือในภาคพื้นยุโรป เรือที่จะจัดซื้อนี้ได้รับพระราชทานนามว่า “เรือหลวงพระร่วง” ทรงเป็นผู้บังคับการเรือ นำเรือหลวงพระร่วงเดินเรือข้ามทวีปจากประเทศอังกฤษ เข้ามายังกรุงเทพมหานคร ด้วยพระองค์เอง
พ.ศ. 2463 มีพระบรมราชโองการให้เลื่อนพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตร์อุดมศักดิ์ ขึ้นเป็นกรมหลวงมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สิงหนาม (คำ “เขตร์” ในพระนามเปลี่ยนเป็น “เขต” ด้วย)
ในปี พ.ศ. 2463 นี้เอง เนื่องจากผลของการสำรวจ พื้นภูมิประเทศบริเวณสัตหีบ เสด็จในกรมฯ ทรงมีความเห็น ทางด้านยุทธศาสตร์ว่า สมควรใช้พื้นที่บริเวณ ตำบลที่สัตหีบสร้างเป็น ที่มั่นสำหรับ กิจการทหารเรือขึ้น ตามชายฝั่งและเกาะต่างๆ ในอ่าวสัตหีบ เพราะทำเลเหมาะแก่การ สร้างเป็นฐานทัพเรือ ตามพระราชประสงค์ ในด้านการป้องกันฐานทัพ ได้ทรงให้ความเห็นไว้ว่า ควรสร้างป้อมปืนใหญ่ และปืนยิงเครื่องบินด้วย โดยพร้อมขึ้นไว้ บนยอดเกาะต่างๆ ในอ่าวสัตหีบ นอกจากนี้ ควรสร้างป้อมวางปืนใหญ่ชนิดต่างๆ เพื่อป้องกันการส่งทหารยกพลขึ้นบก ของข้าศึกด้วย ส่วนสถานที่ทำการ จะต้องที่สร้างสิ่งต่างๆ เช่น โรงพยาบาล โรงทหาร โรงงาน สถานีเรือบินทะเล การประปา การคมนาคม การสุขาภิบาล ฯลฯ ดังนั้นในวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๔ เสด็จในกรมฯ ในฐานะเสนาบดี กระทรวงทหารเรือ ได้มีลายพระหัตถ์ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานที่ดิน ที่สัตหีบ เพื่อเป็นกรรมสิทธิ์ แก่กองทัพเรือ สร้างเป็นฐานทัพเรือ เมื่อ พ.ศ. 2465 เนื่องจากทรงเห็นว่า อ่าวสัตหีบเป็นอ่าวที่มีขนาดใหญ่ น้ำลึกเหมาะแก่การฝึกซ้อมยิงตอร์ปิโด มีเกาะน้อยใหญ่รายล้อม สามารถบังคับคลื่นลมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เมื่อเรือภายนอกแล่นผ่านบริเวณนี้จะไม่สามารถมองเห็นฐานทัพได้เลย

———

เสด็จในกรมฯ ได้ทรงปฏิบัติราชการสืบมา จนได้รับพระราชทานเลื่อนยศจาก พลเรือโท ขึ้นเป็น พลเรือเอก เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ.2467 และ ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2466 ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เสด็จในกรมฯ ทรงดำรงตำแหน่ง เสนาบดี กระทรวงทหารเรือ ทรงบัญชาการทหารเรือเต็ม ตามตำแหน่ง

———

เสด็จในกรมฯ ทรงดำรงตำแหน่ง เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ก็ได้กราบบังคม ลาออกจากราชการ ไปตากอากาศ เพื่อพักผ่อน รักษาพระองค์ เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2466 ทั้งนี้ก็เพราะ เสด็จในกรมฯ ทรงมีสุขภาพ ไม่สมบูรณ์ และประชวร พระโรค ภายใน อยู่ด้วย
ทางกระทรวง ทหารเรือ ได้สั่งให้กระบวนเรือที่ 2 จัด ร.ล.เจนทะเล ถวายเป็นพาหนะ และกรมแพทย์ทหารเรือ ได้จัดนายแพทย์ประจำพระองค์ ๑ นาย พร้อมด้วยพยาบาลตามเสด็จไปด้วย เสด็จในกรมฯ ได้เสด็จออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2466 เสด็จในกรมฯ ได้เสด็จไปประทับ อยู่ที่ด้านใต้ปากน้ำ เมืองชุมพร ซึ่งเป็นที่เสด็จในกรมฯ ทรงจองไว้จะทำสวน ขณะที่เสด็จในกรมฯ ประทับอยู่ที่จังหวัดชุมพรนี้ ก็เกิดเป็นพระโรคหวัดใหญ่ เนื่องจากถูกฝน ทรงประชวรอยู่เพียง 3 วัน ก็สิ้นพระชนม์ที่ ตำบลทรายรี ในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 สิริพระชนมายุได้ 44 พรรษา
กองทัพเรือไทยถือเอาวันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์ เป็น “วันอาภากร”

บันทึกของ
เสด็จในกรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ

“เจอบันทึกนี้ ให้เอาคำต่อไปนี้ของกูไปประกาศให้คนรับรู้ว่า
กู กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
ผู้เป็นโอรสของพระปิยะมหาราช
ขอประกาศให้พวกมึงรับรู้ไว้ว่า
แผ่นดินสยามนี้ บรรพบุรุษได้เอาเนื้อเอาชีวิตเข้าแลกไว้
ไอ้อีผู้ใด มันคิดบังอาจทำลายแผ่นดิน
ทำลายชาติ ทำลายศาสนา พระมหากษัตริย์
ฤากระทำการทุจริต ก่อให้เกิดความเดือนร้อนต่อส่วนรวม
จงหยุดคิดการกระทำนั้นเสียโดยเร็ว
ก่อนที่กูจะสั่งทหารผลาญสิ้นทั้งโคตรให้หมดเสนียดของแผ่นดินสยาม
อันเป็นที่รักของกู ตราบใดที่คำว่าอาภากร
ยังยืนหยัดอยู่ในโลก กูจะรักษาแผ่นดินสยามของกู
ลูกหลานทั้งหลาย
แผ่นดินใดให้กำเนิดเรามา แผ่นดินใดให้ที่ซุกหัวนอน
ให้ความร่มเย็นเป็นสุข มิให้อนาทรร้อนใจ
จงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนั้น”

———-

ศาลกรมหลวงชุมพรฯ หาดทรายรี ชุมพร
image

อยู่ห่างจากเขตเทศบาลเมืองชุมพรไปตามทางหลวงหมายเลข 4119 และ 4098 ประมาณ 20 กิโลเมตร มีรถโดยสารวิ่งจากตัวเมืองถึงชายหาด เป็นหาดทรายยาวสีขาวสะอาดตา บริเวณหาดมีที่พักและร้านอาหารบริการ ใกล้ๆ ชายหาดเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานของพลเรือเอกพระบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผู้ทรงสถาปนากองทัพเรืออันทันสมัยให้กับประเทศไทย และเป็นที่เคารพสักการะของประชาชน
อนุสรณ์สถานประกอบด้วย ศาลกรมหลวงชุมพรฯ หลังเก่าและที่สร้างขึ้นใหม่บนเนินเขา สวนสมุนไพรหมอพร อยู่บริเวณเชิงเขา เป็นโครงการของกระทรวงสาธารณสุข เพื่ออนุรักษ์สมุนไพรที่มีคุณค่า สืบทอดเจตนารมณ์ของ “กรมหลวงชุมพรฯ” หรือ “หมอพร” ของชาวบ้าน
เรือรบหลวงชุมพร เป็นเรือตอร์ปิโดขนาดใหญ่ มีความยาว 68 เมตร กว้าง 6.55 เมตร เรือลำนี้ปลดประจำการเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2518 ต่อมาในปี พ.ศ.2522 กองทัพเรือได้มอบเรือนี้ให้มาตั้ง ณ หาดทรายรี เพื่อเป็นอนุสรณ์ของกรมหลวงชุมพรฯ เปิดตั้งแต่เวลา 06.30-20.00น.
ผมและครอบครัวได้ไปนมัสการมาแล้วครับ หาดทรายรี เป็นหาดทรายที่สวยงามมาก บรรยากาศโดยรอบยังไม่วุ่นวาย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่แนะนำให้ลองมากันครับ
image image
image image

และก็อย่าลืม ผ้าบาติกฝีมือดีมาก ของชุมพรครับ
image image

———-

ศาลกรมหลวงชุมพรฯ ปราณบุรี

การเดินทางไปชุมพร อาจจะไกลอยู่พอสมควร
แต่ถ้าใครที่มาเที่ยวหัวหิน ขับรถต่อออกมาอีกหน่อยถึงปราณบุรี ก็จะมีศาลเสด็จเตี่ยริมทะเลที่สวยงามอีกที่หนึ่งครับ
จากสามแยกชายหาดปราณบุรี จ.ประจวบฯ แล้วเลี้ยวซ้ายขึ้นทางเหนือไปตามถนนเลียบชายทะเล ปากน้ำปราณ ที่สวนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ที่กว้างขวางครับ
image

———-

พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ
สถานที่: Naval Museum
ที่ตั้ง: ทางเหนือของศาลากลางจังหวัด บนถนนสุขุมวิท, ตรงข้ามโรงเรียนนายเรือ
เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ 8.30น. – 15.30น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ
ค่าเข้าชม: ฟรี
เป็นสถานที่รวบรวมและอนุรักษ์วัตถุสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ และรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกองทัพเรือไทยและยุทธนาวีครั้ง สำคัญ แบ่งเป็น 2 อาคาร คือ อาคาร 1 จัดแสดงประวัติบุคคลสำคัญที่เกี่ยวกับกองทัพเรือ อาทิ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ องค์พระบิดาของทหารเรือไทย และห้องจัดแสดงเครื่องแบบต่างๆ ของทหารเรือไทย อาคาร 2 ชั้นล่างจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ชั้น 2 จัดแสดงเกี่ยวกับเรือพระราชพิธี ชั้น 3 เป็นการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ หมุนเวียนตามช่วงเวลาและเหตุการณ์สำคัญ เช่น ยุทธนาวีที่เกาะช้าง สงครามเอเชียมหาบูรพา วีรกรรมที่ดอนน้อย เรือดำน้ำแห่งราชนาวี และการปฏิบัติการของทหารนาวิกโยธิน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงวัตถุอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ในบริเวณโดยรอบ อาทิ เรือดำน้ำ รถสะเทินน้ำสะเทินบก รวมทั้งยังสามารถชมประภาคารแห่งแรกของประเทศไทยได้ ณ ที่แห่งนี้
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2394 1997 หรือ 0 2475 3808

20130907-190757.jpg

เศรษฐกิจไม่ดี

25/8/2013 จุดเริ่มต้นอยู่ตรงที่ ระหว่างนั่งกินข้าวเหนียวลาบหมู
ร้านส้มตำเปิดทีวีรายการทีวีการเมืองช่องหนึ่ง พิธีกรกำลังโจมตีนโยบายหนึ่ง ของพรรคการเมืองหนึ่ง แล้วโจมตีว่า มันเป็นสาเหตุของเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของประเทศไทยทุกวันนี้

เอิ่ม… ไม่ใช่จะมาชวนนั่งถกเรื่องการเมืองครับ แล้วก็ไม่มาชวนถกเรื่องนโยบายด้วย
เรื่องมันอยู่ที่ เศรษฐกิจไทยมันแย่จริงเหรอ?
วันที่เขียนนี้คือวันที่ 28/8/2013 ครับ งั้นเรามาว่ากันที่ Time Span ของปี 2013

ดูที่ตลาดหุ้นก่อนเลยครับ SET Index บอกอะไรบ้าง
ข้อมูลจาก Bloomberg เทียบกันระหว่าง SET Index ของไทยเส้นสีขาว กับ Down Jones Index เส้นสีเขียว

20130829-001655.jpg
น่าจะชัดเจนอยู่ว่า ดัชนีหลักทรัพย์ SET Index ของไทยเราในช่วงตั้งแต่เดือน มี.ค. มาจนถึง ส.ค. 2013 หุ้นตกครับ!
ว่ากันตามหลักการ มูลค่าของหลักทรัพย์ที่ลดลง ก็แสดงว่ามูลค่าของบริษัทใหญ่ๆ ของไทยมีมูลค่าลดลง คนถือหุ้นเหล่านี้ ก็น่าจะจนลง (แต่เหตุที่หุ้นตกในช่วงนี้ น่าจะเกิดจากความกังวลเรื่องเงินนอกไหลออกจากตลาดไทย มากกว่าเรื่องนโยบายนะครับ ^^!)
อย่างไรก็ดี หุ้นตกก็น่าจะบอกได้ว่าเศรษฐกิจไม่ดี แต่ไม่ชัด นักเศรษฐศาสตร์ก็คงไม่เห็นด้วย

มาดูต่อครับ ดูกันที่ GDP ประเทศไทยเลยดีมั้ย
ข้อมูลจาก www.tradingeconomics.com ครับ

20130829-010230.jpg
ที่เห็นเป็นลบเยอะๆ ต้นๆ ปี 2012 คือเหตุการณ์น้ำท่วม 2011-2012 ครับ
ดูช่วงปี 2013 Annual GDP Growth Rate ในช่วงครึ่งปีแรกเป็นบวกครับ ตีความคร่าวๆ ว่าเศรษฐกิจของไทยยังมีการเติบโตครับ อ้า! เริ่มดูดีขึ้น

ไปกันต่อนะครับ เรามาดูข้อมูลรายปีจากกระทรวงการต่างประเทศครับ

20130829-011714.jpg
การคาดการณ์ของปี 2013 ยังดีอยู่ ดูที่การเติบโตของการส่งออก กับการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวก็ยังเป็นบวกพอสมควรครับ
อันนี้อาจบอกยังไม่ได้ว่ามันดีแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ไม่ได้บอกเราว่าเศรษฐกิจไทยแย่ครับ

ต่อไปขอแวะดู GDP per Capita ข้อมูลจาก www.tradingeconomics.com อีกครั้ง

20130829-012902.jpg
ดูดีครับ ครึ่งแรกของปี 2013 GDP per Capita เพิ่มขึ้นมาจากก่อนหน้าครับ ซึ่งถ้าว่ากันตามนิยาม โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยน่าจะมีรายได้มากขึ้น

มาดูเงินเฟ้อกันต่อครับ รายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย

20130829-013529.jpg
เงินเฟ้อของปี 2013 (พ.ศ.2556) ไม่ได้สูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับปีก่อน แปลว่าโดยรวมแล้วของไม่ได้แพงขึ้นในอัตราที่มากไปกว่าปีก่อน ถ้าดูประกอบกับ GDP per Capita ที่เพิ่มขึ้น ก็เชื่อได้ว่าโดยภาพรวมๆ แล้ว เรายังไม่มีปัญหากับราคาของที่แพงขึ้นในปี 2013 นีครับ ้เนื่องจากรายไดที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้น นอกจาก SET Index ที่ดิ่งลง ดัชนีทางเศรษฐกิจทั่วๆ ไปตัวอื่น ไม่ได้ชี้ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยโดนรวมแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญนะครับ
แต่ดูแค่นี้ คงบอกไม่ได้ว่าเศรษฐกิจไทยดี หรือดีมาก หรือดีน้อยนะครับ ยังต้องไปดูข้อมูลในรายละเอียดอีกมาก
เพียงแต่การที่บอกเหมารวมๆ ว่าเศรษฐกิจไทยย่ำแย่นั้น ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือนะครับ ภายใต้สมมุติฐานว่าข้อมูลที่ผมเอามาจากแหล่งต่างๆ นี้ถูกต้อง
พิธีกรท่านนั้น กล่าวอ้างลอยๆ เกินไปครับ

ก่อนจบก็ขอออกตัวไว้สักนิดครับ เดี๋ยวจะโดนต่อว่า
1.อันนี้เป็นการดูในภาพรวม ไม่ได้เจาะจงในรายละเอียดของหน่วยเศรษฐกิจไหนเป็นพิเศษ เป็นไปได้ครับที่บางหน่วยเศรษฐกิจหรือบางอุตสาหกรรมจะแย่อยู่ แต่โดยภาพรวมไม่ได้ดูแย่
2.ยังไม่ได้ดูดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ UTCC ครับ เลยยังไม่แน่ในว่าผู้คนในสังคมเชื่อมั่นกันมั้ย เรายังไม่ได้ดูอารมณ์ของผู้บริโภค
3.ยังไม่ได้ดูถึงเรื่องการขาดดุลงบประมาณนะครับ ถ้าขาดดุลงบประมาณมากๆ มันอาจจะตามมาด้วยหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นครับ… เฮ้อ!

เสื้อเก่า

25/8/2013 นานๆ ทีจะได้มีเวลาอยู่บ้าน เต็มๆ
คุณหมอที่รัก จึงได้ดำเนินการขนเสื้อผ้าเก่าในกรุ ออกมาทำ 5ส
ซึ่งกระบวนการนี้ ก็เป็นไปตามกฏ “1 ปี” (ขอตั้งชื่อเองอ่ะนะ)
“ของอะไรก็ตาม ที่เก็บขึ้นพ้นจากมือ (เข้ากรุ) แล้วตลอดเวลา 1 ปีจากนั้น ไม่ได้เดือดร้อนต้องกลับไปรื้อค้นเอาออกมา หรือถึงขั้นว่าลืมไปแล้วว่าเคยมีด้วย ของเหล่านั้นสามารถกำจัดทิ้งได้เลย”

จริงๆ ก็ไม่ใช่แค่ปีเดียว กรุที่คุณหมอรื้อออกมารอบนี้น่าจะอายุอานามสัก 3ปีเป็นอย่างน้อย
ก็นับเป็นกิจกรรมส่งเสริมความรักได้ เพราะช่วยให้เรานั่งจามเป็นคู่ นั่งจามพร้อมกัน กลายเป็นลมหายใจของเราพ้องกันในชั่วขณะนั้น เกือบๆ จะกลายเป็นปรากฎการณ์ Resonance โชคดีที่ไม่ไปตรงกับความถี่ธรรมชาติของอะไรเข้า
(ไม่สงวนสิทธิ์ที่ใครจะเอาไปใช้ครับ แต่ผมแนะนำว่าให้ ให้เตรียมยาแก้แพ้หรือยาพ่นจมูกไว้เผื่อฉุกเฉินด้วย จะดีมาก)

ก็ตามนั้นครับ เสื้อผ้าเกือบ 98-99% เอาไปบริจาคได้เลย
ที่จะเอามาบันทึกไว้ตรงนี้คือ เรื่องของความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้นระหว่างที่เสื้อเก่า-กางเกงเก่า มันได้กลับมาสัมผัสผิวของเราอีกครั้ง ผ่านมือเราอีกครั้ง บางตัวก็หนักถึงขั้นหยิบขึ้นมาลองกันเลยทีเดียว

“ความทรงจำ” ครับ แปลก! มันคล้ายเรากำลังนั่งดูรูปถ่ายในอดีตกันอยู่
ตัวนี้เราซื้อที่นั่นที่นี่ เก็บเงินกันอย่างงั้น ไปซื้อเพราะอย่างงี้
ตัวนี้เราได้มาจากคนๆ นั่น เค้าให้มาเพราะอะไร
อุ๊ย! ตัวนี้ซื้อสยาม ไปกะแกงค์ หรือไปกะสาว สมัยเค้าฮิตเสื้อแขนยาวลายสก็อต (สมชายครับ -_-“)
อ้า! เราใส่ตัวนี้ไปงานนั้น ใส่ตัวนี้ไปเดทครั้งแรก
อะแฮ่มๆ ตัวนี้เราใส่ตอนขอเทอเป็นแควน เอิ้กๆ
เราใส่เสื้อตัวนี้กับยีนส์ตัวนั้นตอนพาแฟนไปเที่ยวครั้งแรก ไปกวดวิชาที่นี่ ไปนั่งรอเธอเลิกเรียน
ตัวนี้ใส่ตอนไปซื้อเพจเจอร์ แล้วก็อีตัวนี้ตอนไปเดินมาบุญครองกับแฟนเพื่อซื้ออะไรบางอย่างมาแต่งอีเพจเจอร์เครื่องนั้นแหละ 555
ใส่ตัวนี้ไปฉลองรับปริญญา และ… ใส่กางเกงขายาวตัวนั้นไปสมัครงาน
แล้วสุดท้าย เราสองคนก็ตัดสินใจเก็บตัวพวกนี้เข้ากรุเพราะต้องเคลียร์พื้นที่สำหรับชุดคลุมท้อง แล้วต่อมาก็เก็บชุดคลุมท้องเข้ากรุเพราะต้องมีพื้นที่ให้เสื้อผ้าของลูกๆ …

Memory Flow ครับ ความทรงจำไหลบ่าต่อเนื่อง ถาโถมอยู่อย่างงั้น จนกระทั่งเราตัดสินใจวางมันลงบนกองที่จะเอาไปบริจาค
ไม่มีใครไม่ใจหายหรอกครับ!
แต่! ความสุขบางทีมันก็ต้องเริ่มต้นจากการตัดสินใจที่จะตัดอะไรบางอย่างออกจากชีวิตไป เพื่อไม่ให้ตัวเราบ้าหอบฟางจนเดินแฮกกัน

ที่เราตัดใจบริจาคไม่ลงจริงๆ และเป็นความเห็นพ้องของทั้งคู่ซะด้วย (ความเห็นพ้องนี้ นานๆ มีสักทีก็ดีเหมือนกัน เหนื่อยน้อยลงเยอะเลย >_<*) คือเสื้อผ้าลูกตอนเล็กๆ ครับ จริงๆ โอกาสจะเอามาใช้อีกน้อยมากๆๆๆๆ แต่… ขอเก็บเหอะ
มีชุดหนึ่ง ถึงขั้นว่าเป็นชุดของแม่ตอนเด็กมาก่อน อาม่าของแม่เย็บให้ คราวนี้แม่ก็เอามาให้ลูกใส่ ตอนนี้ลูกทั้งสองก็โตขึ้นใส่ไม่ได้แล้ว และเราก็เข็ดจะไม่มีคนที่สามแล้ว (อั๊ยย่ะ!) อ้าวแล้วไง? ทิ้งไม่ได้บริจาคไม่ได้ครับ มันต้องอยู่ครอบครัวเราต่อไป เก็บไว้ให้ลูกของลูก มันไม่ใช่แคชุดเด็กครับ แต่มันคือความรักของปู่ย่าตายายที่ส่งผ่านถึงลูกถึงหลานและถึงลูกของหลาน

ก่อนจบนี้ก็ขอพูดถึงเสื้ออีก 3ตัวที่ทิ้งไม่ได้ บริจากไม่ลงอีก แม้ว่าจะไม่ใช้เสื้อผ้าของลูก

20130825-233325.jpg
เสื้อ 3ตัวนี้ครับ

ไล่ตามเวลา ตัวแรกคือเสื้อกีฬาสีสมัยม.ต้น สีน้ำเงิน size 4L (สมัยนี้ก็น่าจะ XL เนอะ) เป็นช่วงชีวิตที่สนุกครับ ยังงงๆ อยู่เลยว่า สอบ Entrance คือไร (วะ) เล่นสนุกกับเพื่อน เฮฮามากมาย
ตัวที่สองคือเสื้อช้อป ตอน Freshy ก็โดนพูดกรอกหูตลอดว่าห้ามใส่นอกห้องช้อปนะ ยังแอบคิดว่าจะได้ใส่สักกี่มากน้อย (วะ)
ไม่คิดเลยว่าตอนปี 4 ถ้าไม่ได้เสื้อตัวนี้เข้าลงไม้ลงมือในช้อปเครื่องกล ก็คงไม่จบ
ส่วนตัวสุดท้ายก็ตอนเรียน MBA ครับ ไม่น่าเชื่อ และคิดไม่ถึงเลยว่า เราจะได้อะไรๆ จากการเรียนครั้งนี้มากมาย ได้เพื่อนรัก และยังได้วิชาชีพที่ให้เรายืนได้ทุกวันนี้ (เพราะครูทั้งนั้นแหละครับ)

20130825-234348.jpg

20130825-234413.jpg

20130825-234431.jpg
โอย! เรื่องราวเยอะมากครับ เขียนไปเรื่อยๆ จาก Blog มันจะกลายเป็นนิยายไป

ลองกลับไปลองเปิดกรุเสื้อเก่าๆ ของเราดูนะครับ