ของขวัญปีใหม่ 2014

ของขวัญปีใหม่ในปีนี้ …

ของขวัญที่ดีที่สุดจากบริษัท คือ ค่าตอบแทนที่สามารถนำมาดูแลครอบครัว
ของขวัญที่ดีที่สุดจากครอบครัว คือ ชีวิต
ของขวัญที่ดีที่สุดจากลูก คือ การได้เป็นพ่อ
ของขวัญที่ดีที่สุดจากเพื่อน คือ ความเป็นเพื่อนที่ยังมีอยู่เสมอ ไม่ว่าเทคโนโลยีการสื่อสารจะก้าวหน้าไปเพียงใด
ของขวัญที่ดีที่สุดจากน้องสาว คือ การเอาใจใส่ดูแลกัน (ยิ่งรู้สึกได้กับความใส่ใจที่แฝงมากับเสื้อที่น้องซื้อให้)
ของขวัญที่ดีที่สุดจากวันหยุด คือ การออกเดินทางกับครอบครัว
ของขวัญที่ดีที่สุดจากความพยายาม คือ ความเป็นพี่น้องใน teamwork ที่ไม่คิดว่าจะหาที่ไหนได้อีก
ของขวัญที่ดีที่สุดจากความล้มเหลว คือ ประสบการณ์
ของขวัญที่ดีที่สุดจากรายได้ที่เราหามา คือ การนำเงินไปบริจาคในนามบุคคลที่เรารัก
ของขวัญที่ดีที่สุดจากการค้นหา คือ ห้องสมุดใหม่ 2แห่งที่สมัครสมาชิกไปในปีนี้
ของขวัญที่ดีที่สุดจากเทคโนโลยี คือ Cloud

ของขวัญที่ดีที่สุดจากรัฐบาล คือ การยุบสภา
ของขวัญที่ดีที่สุดจากสรรพากร คือ การลดภาษีบุคคลธรรมดา (แม่ว่าอาจจะไปขึ้น VAT ในอนาคต)
ของขวัญที่ดีที่สุดจากตำรวจ คือ การตั้งด่านตรวจทุกๆ 5-10km ตลอดเส้นทางเดินทางช่วงปีใหม่

ของขวัญที่ดีที่สุดจากตัวเราเอง คือ ความอดทนที่มีมากขึ้น
ของขวัญที่ประทับใจที่สุด คือ ส.ค.ส. จากองค์กรการกุศลที่เคยบริจาคเงินไป

และของขวัญที่แอบดีใจที่สุด คือ โคมไฟอ่านหนังสือราคา 700บาท ที่ตัดสินใจซื้อมานั่งอ่านหนังสือในห้องนอนพร้อมๆ กับนั่งเหลือบดูลูกๆ หลับ

สวัสดีปีใหม่ 2014 ครับ

20140105-000041.jpg

Advertisements

Reader

“ได้ของขวัญมาเป็นหนังสือเล่มหนา… นิสัยเสียกับการเสพหนังสือก็เริ่มทำงาน อ่านตั้งแต่หน้าแรก บรรทัดแรก ตัวหนังสือตัวแรก คำนิยม คำนำสำนักพิมพ์ คำนำผู้เขียน สารบัญ … แล้วจมดิ่งลงไปอยู่ในตัวอักษร เดินทางอยู่ระหว่างบรรทัด ไม่สนใจตอนจบ ปล่อยให้จินตนาการทำงาน”
Post บน Wall ของ FB ไปแบบนั้น

เขียนถึงการอ่านหนังสืออีกแล้ว
ถือว่าเป็นภาคต่อของ Blog ที่เคยเขียนก็ได้นะ

ครั้งที่แล้ว ผมบันทึกไว้ถึงการอ่านหนังสือภายใต้แสงต่างๆ
วันนี้ ค้นพบความคิดอะไรบางอย่าง ระหว่างเดินทางไปกับตัวอักษรบนหน้าสี่เหลี่ยมมุมฉาก

เคยมีความคิดว่าหากอ่านหนังสือได้เร็วกว่านี้ก็คงดี เพราะแม้อ่านมาแล้วมาก แต่ยังมีหนังสืิอที่อยากอ่านอีกมากกว่า
และหนังสือที่ซื้อไว้เข้าคิวรออ่านแม้มีอีกน้อยกว่า แต่ก็ไม่เคยลดเหลือระดับ zero inventory – JIT (Just in Time) ซักที

วันหนึ่ง ระหว่างเดินทางระหว่างบรรทัดตามปกติ ความคิดก็กระตุกหัวใจแรงๆ ขึ้นมา …
มีหลายครั้ง กับหนังสือหลายเล่ม ที่เราอ่านไปก็ยื้อไป
ยื้ออะไร ยื้ออ่าน! ไม่อยากให้ถึงตอนจบ

จริงๆ แล้ว การอ่านช้าๆ มันก็มีความสุขของมัน
มีความสุขกับการสะกดคำ ความสุขกับการจินตนาการไปตามช่องว่างระหว่างตัวอักษร
ความสุขระหว่างการอ่านเดินไปเป็นจังหวะพร้อมๆ กับจินตนาการบนบรรทัด

คล้ายๆ กับการเดินทางกระมัง
ที่การบรรลุถึงจุดหมายปลายทางคือความสำเร็จ แต่การมีความสุขระหว่างทางก็คือความสำเร็จเช่นเดียวกัน
ดังนั้น หากเราเร่งรีบเดินทางให้ถึงจุดหมายโดยเร็ว โดยไม่สังเกต ไม่สนใจระหว่างทางเลย เมื่อถึงจุดหมายแล้ว ก็นับได้ว่าสำเร็จแค่ครึ่งเดียว เพราะทิ้งการมีความสุขระหว่างทางไป
กลับกัน หากมีความสุขระหว่างทาง แต่ไปไม่ถึงจุดหมาย ก็สำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง เพราะเรามีความสุขกับสิ่งที่เราทำ

ว่ากันว่า สุขระหว่างทาง สุขได้นานกว่าสุขเมื่อถึงจุดหมาย เพราะเรามักใช้เวลาระหว่างทางมากกว่าใช้เวลาอยู่ที่จุดหมายครับ

สุดท้าย… ผมค้นพบอีกความรู้สึกนึงครับ
แม้ว่าจะเป็นท่าทางร่างกายในการอ่านที่ดูจะเป็นท่าที่เมื่อยกว่าท่าอื่นๆ
แต่ผมว่า เวลาที่เราอ่านหนังสือไป แล้วกอดคนที่เรารักไปด้วย … มันรู้สึกดีมากนะครับ

พรุ่งนี้ วันจันทร์แล้วครับ

20131216-002506.jpg

Son of Water… … … ลูกน้ำ!

ลูกน้ำ (,) อยู่ ‘ระหว่าง’ เสมอ #นิ้วกลม
เรามักอยู่ระหว่างอะไรสักอย่างเสมอ ไม่ต่างจากลูกน้ำ #นิ้วกลม
ทุกวันที่หายใจ เรากำลังเดินเล่นอยู่ระหว่าง (ความเป็น,ความตาย) #นิ้วกลม

โดนครับ!

แท้จริง ไม่ได้มีสีขาว หรือสีดำ ที่แท้จริง
เราอยู่บนโลกสัมพัทธ์ (Relative) ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์ (Absolute) บนนี้

มีขาวกว่า,มีดำกว่า แต่อะไรคือขาวที่สุด ดำที่สุด
มีดีกว่า,มีเลวกว่า อะไรคือดีสมบูรณ์ หรือเลวสมบูรณ์

มีลูกน้ำคั่นอยู่ระหว่าง ดีกว่า กับ เลวกว่า ครับ
เรามีอะไรสักอย่างที่ดีกว่าใครบางคน และเราก็มีอะไรสักอย่างที่เลวกว่าใครบางคน
เราเองก็อยู่ระหว่าง ดีกว่า กับ เลวกว่า ครับ
เราก็เหมือนลูกน้ำ… อยู่ระหว่างอะไรสักอย่างเสมอ

และ การวัดว่าดี เราก็ต้องบอกว่าดี เทียบกับอะไรบางอย่างอยู่ ถ้าจะบอกเป็นคะแนนความดี ก็ยังต้องมีการประเมินเทียบกับอะไรสักอย่างเพื่อเป็นเกณฑ์อยู่ดี

เราดี ก็คือเราดีกว่า เมื่อเทียบกับใครสักคน ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และที่ว่าเขาเลว ก็คือเขาเลวกว่า เมื่อเทียบกับใครอีกคน ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่นกัน

ไอน์สไตนน์ อธิบายฟิสิกส์ของการอยู่ ‘ระหว่าง’ นี้ หรือฟิสิกส์ของ ‘ลูกน้ำ’ นี้ ออกมา แล้วได้รางวัลโนเบล เลยครับ

สวัสดีครับ ‘ลูกน้ำ’
image

ปัจฉิมลิขิต:
ผลจากการเดินทาง ทั้งเดินออกไปข้างนอก เดินเข้ามาข้างใน เดินตามความจริง เดินตามความฝัน
ทำให้ มีแรงใจที่จะเขียนออกมา มากพอสมควร
เรื่องในตอนนี้ ย้อนหลังไปนิดนึง
เหตุเกิดจากหนังสือที่เจอที่ห้องสมุดเล่มหนึ่ง งานเขียนของนิ้วกลม ‘นวนิยายมีมือ
หนังสือที่คล้ายๆ ‘ลูกน้ำ’ ระหว่าง นิ้วกลม กับ มูราคามิ
อ่านไปได้เพียง 3-4บทแรก ก็เกิดแรงบันดาลใจ เลยต้องลุกขึ้นมาบันทึกไว้สักหน่อย … ก่อนจะลอยหายไปกับลมหนาวเดือนธันวา

Leader’s pitfall

(Quick Note after thinking)

Leader’s pitfall:-
1. เชื่อว่าจะสามารถตัดสินใจเด็ดขาดได้ โดยปราศจากการสร้างความเห็นพ้อง และ Motivation กับสมาชิกในทีม
2. การตัดสินใจโดยเชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง เป็นความมั่นใจในตัวเอง
3. การตัดสินใจในทุกๆ กรณี ต้องการการตัดสินใจที่เด็ดขาด รวดเร็ว กระชับ และไม่ควรเห็นทักท้วงหลังจากตัดสินใจไปแล้ว
4. เชื่อว่าตัวเองสำคัญ ตัวเองเป็นที่พึ่งของคนอื่นๆ หากไม่มีตนแล้วคนอื่นๆ จะเดือดร้อน หรือทีมจะอยู่ต่อไปไม่ได้

ออกเดินทาง…ทำไม

นั่นสิ ทำไม?
1453365_10201954244011858_1493257760_n
การออกเดินทาง ใช่ว่าจะเป็นแค่เรื่องเที่ยวสนุกไป
การออกเดินทางนั้น ต้องแลกกลับหลายๆ อย่างเหมือนกัน
1. เงิน แน่นอนครับ การเดินทางมีค่าใช้จ่าย ยิ่งมากันเป็นครอบครัว ค่าใช้จ่ายยิ่งเป็นเท่าตัวกว่าเดินทางคนเดียวหรือเดินทางเป็นคู่
2. เวลา กับการเดินทาง ด้วยรถ เรือ หรือเครื่องบิน ไม่ใช่แค่กระพริบตาก็ไปถึงที่
3. พละกำลัง เหนื่อยนะครับ ไม่ใช่ไม่เหนื่อย บางทีก็ถึงกลับอดหลับอดนอน ขับรถกันเป็นวันๆ ข้ามเขากันเป็นลูกๆ

คำตอบก็คงจะต่างกันไปครับ ไม่มีบทสรุป แต่ว่า

ถ้าไม่ออกเดินทาง เราอาจจะไม่อยากไปถึงที่หมาย
ถ้าไม่ออกเดินทาง เราอาจจะไม่อยากอยู่ระหว่างทาง

ถ้าไม่ออกเดินทาง เราอาจไม่เห็นโลกในสถานที่อื่นๆ
ถ้าไม่ออกเดินทาง เราอาจไม่เห็นโลกในสายตาอื่นๆ
ถ้าไม่ออกเดินทาง เราอาจไม่เห็นว่าโลกกลม
ถ้าไม่ออกเดินทาง เราอาจไม่เห็นว่าโลกก็ไม่กลมในบางที
ถ้าไม่ออกเดินทาง เราอาจไม่เห็นว่ามีโลกอื่นๆ อยู่อีก

ถ้าไม่ออกเดินทาง เราอาจไม่เห็นชีวิตอื่นๆ ในมุมมองของเรา
ถ้าไม่ออกเดินทาง เราอาจไม่เห็นชีวิตของเรา ในมุมมองอื่นๆ
ถ้าไม่ออกเดินทาง เราอาจไม่เห็นว่าคนเราก็เป็นมนุษย์เท่าๆ กัน
ถ้าไม่ออกเดินทาง เราอาจไม่เห็นว่าคนเรานั้นไม่เหมือนกัน
ถ้าไม่ออกเดินทาง เราอาจไม่เห็นว่าคนอื่นนั้นไม่เหมือนเรา

ถ้าไม่ออกเดินทาง เราอาจไม่พบว่าการใช้ชีวิตแบบเรามีได้หลายแบบ
ถ้าไม่ออกเดินทาง เราอาจไม่พบว่าการใช้ชีวิตหลายๆ แบบ สุดท้ายก็เหมือนๆ กัน

ถ้าไม่ออกเดินทาง เราอาจไม่เห็นว่าการวางแผนสำคัญ
ถ้าไม่ออกเดินทาง เราอาจไม่เห็นว่ามีเรื่องที่วางแผนกันไม่ได้อยู่เสมอ
ถ้าไม่ออกเดินทาง เราอาจไม่เห็นว่าการวางแผนนั้นสนุก
ถ้าไม่ออกเดินทาง เราอาจไม่เห็นว่าการไม่วางแผน สนุกกว่า

บางครั้ง…การเดินทางก็ทำให้เรากล้าหาญ
และ บางครั้ง…การเดินทางก็ทำให้เรากลัว

กลัวอะไร เราก็มักจะกลัวความไม่แน่นอน แต่เราจะค้นพบว่าความไม่แน่นอนเป็นเรื่องธรรมดา แล้วความกล้าก็จะเกิดขึ้น
เพราะ… พบว่าอะไรๆ ก็ไม่แน่นอน ความกลัวก็ไม่แน่นอน

ชีวิตคือการเดินทางครับ

องค์กรแห่งการเรียนรู้ เรียนรู้อะไร แล้วมันเกี่ยวกับการติดตามผลงานพนักงานรายเดือนมั้ยอ่ะ

ไม่ได้นั่งลงมือเขียนมาเป็นเดือน วันนี้ได้แรงกระตุ้นจากน้องสาว และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวัน เลยขอนั่งลงเขียนอะไรในแนวความรู้นิดๆ หน่อย

อะไรคือ องค์กรแห่งการเรียนรู้

อะไรคือ Learning Organization

เหตุเกิดจาก ได้ยินคนอ้างถึง Technical Term คำนี้ขึ้นมา เพื่อ Support หลักการในการวัดผลการทำงานของพนักงานที่เป็นตัวเลขโดยจะติดตามวัดผลกันเป็นรายเดือนเลยทีเดียว (ใจนึกไปถึงสมัยเรียนอนุบาล เรียนประถม ที่ครูประจำชั้นวัดผล วัดส่วนสูง ช่างน้ำหนัก แล้วบันทึกในสมุดพกส่งมาให้พ่อกับแม่อ่านเป็นรายเดือนเลย)

เจ้าพ่อขององค์กรแห่งการเรียนรู้นี้ คงต้องยกให้กับ Peter Senge อาจารย์สถาบัน MIT

Peter Senge’s vision of a learning organization as a group of people who are continually enhancing their capabilities to create what they want to create has been deeply influential. 

อธิยายง่ายๆ องค์กรแห่งการเรียนรู้ คือกลุ่มคนหรือองค์กรที่มีการพัฒนาความสามารถ หรือศักยภาพของหมู่คณะอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยการขยายผลจากการสะสมองค์ความรู้และการแลกเปลี่ยนความรู้กันภายในกลุ่ม

ว่าไปก็คือการที่องคร์กรมีการเติบโตไปเรื่อยๆ จากการเรียนรู้โดยอาศัยการจัดการความรู้ ที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า KM (Knowledge Management)

ในอีกด้านหนึ่งคือการเปรียบเทียบองค์กรว่าเป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่อาศัยอยู่กับสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ สิ่งมีชีวิตที่จะมีชีวิตอยู่ได้จะต้องมีการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถปรับตัวได้ก็ต้องสูญพันธ์ไป องค์กรก็เช่นกัน (ว่าไปก็คล้ายกับหลักการของ ชาลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน)

องค์กรเองก็ต้องมีการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม เพื่อให้อยู่รอด โดยการปรับตัวขององค์กรนี้จะเกิดขึ้นได้จากการเรียนรู้จากองค์ความรู้ที่สะสมกันมา และพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้นี้ต่อยอดออกไปโดยอาศัยการจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพ

ซึ่งมีการระบุลักษณะขององค์กรที่เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อยู่ 5 ประการคือ

  1. มีการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ไม่มั่ว ไม่ด่วนสรุป
  2. มีการทดลองปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นทดลองแก้ปัญหา หรือทดลองปฏิบัติการตามองค์ความรู้ต่างๆ ที่มี เพื่อพิสูจน์ เรียนรู้ และทำความเข้าใจ ไม่ใช่คิดเดาผลกันไปเรื่อย
  3. มีการเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต เพื่อไม่ให้ผิดพลาดซ้ำ เดินย้ำซ้ำรอยเดิม ดังนั้น ตัวองค์กรเองจะต้องมีการเก็บบันทึกความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นทั้งใหญ่ทั้งเล็กเป็นอย่างดี เพื่อให้สมาชิกได้สามารถหยิบกลับมาเรียนรู้ได้โดยสะดวก และมีการหยิบยกมาทบทวนสม่ำเสมอถึงเหตุที่เคยผิดพลาดมาทั้งหลาย บทเรียนความผิดพลาดมีความจำเป็นต้องจดบันทึกไว้มากกว่าเรื่องราวแห่งความสำเร็จ ดังนั้นองค์กรที่ตั้งหน้าตั้งตาเอาแต่หยิบยกความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำีอีก ดูเหมือนจะออกห่างจากคุณสมบัติข้อนี้
  4. เรียนรู้จากผู้อื่น เรียนรู้จากองค์กรอื่น นอกจากองค์ความรู้ภายใน องค์กรจะต้องเปิดรับฟัง เรียนรู้จากภายนอกด้วย ไม่ถือมั่นว่าเรานี้ดี ดีกว่าคนอื่นๆ
  5. มีการถ่ายทอดความรู้ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดแบบเป็นทางการ หรือไม่เป็นทางการ ถ่ายทอดกันภายในรุ่นเดียวกัน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ และถ่ายทอดจากรุ่นถึงรุ่นถัดไป เพื่อคงองค์ความรู้ไว้และพัฒนาต่อๆ ไป

ลงลึกในรายละเอียดกันอีกสักนิดครับ

Peter Senge เสนอไว้ว่า การพัฒนาให้กลายเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้นั้น ต้องมีวินัยครับ! ซึ่งเขาก็ได้เสนอวินัยทั้ง 5 (The five disciplines) ไว้ดังนี้ครับ

  1. การเรียนรู้ของสมาชิกในองค์กร (Personal Mastery) สมาชิกต้องสนใจและใฝ่หาที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอมีความปรารถนาที่จะเรียนรู้เพื่อเพิ่ม ศักยภาพ
  2. ความมีสติ (Mental Model) สมาชิกมีแบบแผนทางจิตสำนึกหรือความมีสติมุ่งจะปรับปรุงความถูกต้องในการมองโลกและปรกกฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เปิดใจรับความจริง
  3. การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันของคนในองค์การ (Shared Vision) สมาชิกทุกคนมีวิสัยทัศน์ของตนสอดคล้องกับวิสัยทัศน์รวมขององค์การซึ่งจะร่วมกันผลักดันองค์กรไปสู่ทิศทางเดียวกัน
  4. การเรียนรู้เป็นทีม ( Team Learning ) อาศัยความสามารถของสมาชิก องค์การแห่งการเรียนรู้จะเกิดได้เมื่อมีการรวมพลังของสมาชิก โดยสมาชิกในทีมมีการเรียนรู้ร่วมกันมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์กันอย่างต่อเนื่องและ สม่ำเสมอ
  5. ระบบการคิดของคนในองค์การ (Systems Thinking) มีกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการในการหาความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเห็นแบบแผน

image003

ดังนี้แล้ว จะเห็นว่า Learning Organization หรือองค์กรแห่งการเรียนรู้นั้น เน้นที่การจัดการองค์ความรู้ และปรับทัศนคติของสมาชิก ไปในแนวทางที่สนับสนุนต่อการปรับตัวขององค์กรให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมแห่งการแข่งขัน และสามารถพัฒนาตัวเอง ปรับตัวไปได้เรื่่่อยๆ ไม่สุญพันธ์ไปตามกาลเวลาครับ

การเป็น Learning Organization นี้ มีความเกี่ยวข้องน้อยมากกับการคอยจับตาดู Performance หรือผลการทำงานของสมาชิกหรือพนักงานในองค์กรครับ

การอ้างว่า การที่เราคอยติดตาม เฝ้าดูผลการทำงานของพนักงานกันเป็นรายเดือน เพื่อจะได้มั่นใจได้ว่าผลงานของพนักงานรวมทั้งองค์กรจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ และสามารถติดตามพัฒนาการของพนักงานได้อย่างต่อเนื่องทุกๆ เดือน เป็นการสร้างองค์กรแห่้งการเรียนรู้นั้น ดูจะเป็นคนละเรื่องกับหลักการของ Learning Organization จริงๆ หากไม่มีการพูดถึงเรื่องการจัดการองค์ความรู้ และไม่ได้มีการเอาใจใส่ในประเด็นเรื่องการปรับทัศนคติของพนักงาน

และอาจจะดูเป็นการเดินไปคนละทางด้วยซ้ำครับ หากเราจะพูดว่าเราสนใจเฉพาะผลการทำงานของพนักงานเฉาะที่วััดค่าเป็นตัวเลขได้้เท่านั้น (Quantitative KPI) เพราะของที่วัดค่าไม่ได้ เราก็ประ้เมินเป็นตัวเลขเทียบกับเป้าหมายไม่ได้
ตระหนักหรือเปล่า ไม่รู้ได้ครับ เรื่องเกี่ยวกับความมีวินัยและการมีทัศนคติที่ดีนั้น โดยเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องของการวัดผลเชิงคุณภาำพทั้งนั้น (Qualitative KPI)

การเน้นน้ำหนักที่การวัดผลงานเชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว จะยิ่งทำให้องค์กรไกลห่างออกจากสภาพการมีชีวิต กลายเป็นหุ่นยนต์ กลายเป็นซอมบี้ นั่งจ้องแต่ตัวเลข มีสภาพแข็งเปราะบาง ห่างไกลจากสภาพความยืดหยุ่น
แล้วอย่างนี้จะปรับตัวเปลี่ยนแปลงเข้ากับสภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาได้อย่างไร ผิดที่ผิดทางไปหมดครับ

หากอ่านที่ผมเขียนแล้วยังรู้สึกติดใจ ยังไม่ต้องเห็นด้วยก็ได้ครับ แต่อยากจะขอให้ไปอ่านงานของกูรูเรื่ององค์กรแห่งการเรียนรู้ของเมืองไทย อ.วรภัทร์ ภู่เจริญท่านเขียนบันทึกอธิบายเรื่องนี้ไว้เยอะ อ่านง่าย และลึกซึ้งมากครับ ลองเข้าไปอ่านที่ Blog ของท่านดูครับ แล้วจะเข้าใจว่า Learning Organization แท้จริงแล้วคือองค์กรมีชีวิต ไม่ใช่หุ่นยนต์หรือซอมบี้แน่นอน

การเขียนนี้ ต้องการพื้นที่ในการระบายเล็กๆ เท่านั้นครับ