My own business rule ^_^

1. เริ่มงานให้เร็ว
2. คิดก่อนลงมือ
3. ประเมินเป็นระยะๆ ว่าควรจะทำแบบเดิมต่ออีกมั้ย
4. ไม่กลับบ้านดึก
5. ไม่เอางานกลับไปทำทึ่บ้าน
6. เลิกงาน…ให้เวลากับครอบครัว
7. หมั่นออกกำลัง และหมั่นออกเดินทาง

HRM Case Study: My Comments on Talent-Team Management

HRM Case Study …

  1. Talent ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แม้น้องจะเก่งมาอยู่แล้วด้วยตัวเอง แต่ขาดการสนับสนุนส่งเสริมในงานและสภาพแวดล้อม เหมือนเจตนาทำลายทิ้งให้เสียของ
  2. Team ที่เก่ง ก็ไม่ใช่เกิดขึ้นได้เอง การที่ทำแค่เอาคนเก่งๆ มารวมกัน แค่นั้นมันก็เป็นแค่กลุ่มของคนเก่ง แต่ไม่ใช่ Team ที่เก่ง
  3. Team ที่เก่ง แม้ว่าจะมี Team ที่เก่งอยู่แล้ว ใช่ว่าการปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติหรือให้ค่าตอบแทนสูงๆ โดยไม่จัดการใดๆ จะสามารถคง Teamwork นั้นไว้ได้ ตรงกันข้าม Team ที่เก่ง ยิ่งต้องมีการจัดการที่ดีมากๆ จึงจะรักษา Teamwork นั้นไว้ได้
  4. อย่าละเลยการ Recognition และการรับฟัง เพราะ 2สิ่งนี้ คือสิ่งที่ยึดเหนี่ยว Teamwork ไว้ด้วยกัน แยกให้ชัดว่าใครทำงาน ผลงานใคร รับฟังให้ชัดว่าเหตุผลของใครเป็นอย่างไร พลาดไปก็ยากจะแก้ไขกลับคืน เสียของ เสีย Team Spirit

ไม่มีคำว่าเสียเวลา กับการตามหาตัวเอง

กลับมาเปิด wordpress อีกครั้ง…
หลังจากที่พลิกไปพลิกมา กล้าๆ กลัวๆ ในช่วงชีวิตสับสนอยู่เกือบๆ 5เดือน ครับ
เขียนๆ เลิกๆ จนไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะความสันสนมันแทรกซึมผ่านนิ้วมือลงมาในทุกๆ ตัวหนังสือที่เขียนออกมาด้วย

กลับมาได้อีกครั้ง เพราะหนังสือหลายๆ เล่ม ฉุดสติในชีวิตกลับมา
กลับมาได้อีกครั้ง เพราะครอบครัวที่เป็นคำตอบของทุกคำถามในชีวิต

แน่นอน เราได้ทิ้งโอกาสและความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตไปซะแล้ว
แน่นอน เราได้หันหลังเดินจากความคุ้นเคยที่อบอุ่นออกมาแล้ว
แน่นอน เราได้ทิ้งรายได้หลายๆ บาทไปกับอาการติสท์แตก จากที่อยู่เกือบร้อย โยนทิ้งมานับหนึ่งใหม่จากเลขศูนย์

ดื้อด้านกับทุกคำตักเตือนของผู้ใหญ่หลายท่าน ดื้อที่จะออกไปตามหาอะไรบางอย่างที่ในที่สุดแล้วตัวเองก็ยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร
ดื้อด้านหันหลังจากมาด้วยความมั่นใจบ้าๆ กับอะไรบางอย่างที่ในตอนนั้น ที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจ
มันช่างเป็นการตัดสินใจด้วยอารมณ์ ที่อยู่เหนือเหตุผลทั้งปวง
พูดแบบโลกสวยก็คือ ทำตามเสียงหัวใจตัวเอง ครับ

ผล…

ผล…ก็คือเละเป็นโจ้กครับ
ผล…คือความล้มเหลว
ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงานในอุตสาหกรรมนี้ 8ปี
ผมล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเลยครับ
จากที่จะมาเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ กลายเป็นติดลบทันที
โอ้โฮ! ต่อมามันก็กลายพันธ์ุเป็นอาการตัวเองตอกย้ำตัวเอง ตำหนิตัวเอง และสมน้ำหน้าตัวเอง
อยู่ดีไม่ว่าดี ดันติสท์แตกทิ้งทุกอย่างมาเริ่มใหม่ ล้มเหลวอย่างที่สุดก็สมน้ำหน้าแล้ว

ต่อมา มันก็ตามมาติดๆ ด้วยความมั่นใจในตัวเองติดลบ เริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเองเป็นเวลาเกือบๆ ครึ่งปี
นี่เราทำอะไรอยู่? นี่เรามีความสามารถจริง?
หมดสิ้นซึ่งหัวโขนใดๆ อารมณ์ในบางวันก็มีจมดิ่งลงไปในเหวที่ไม่เห็นก้น และไม่เห็นทางที่จะปีนกลับขึ้นมาจากเหวนั้นด้วย

มองดูตัวเอง ก็เห็นเพียงว่ามีบุญเก่าติดตัวมาอยู่สองเรื่อง…
“ครอบครัว และหนังสือ”
เมื่อสับสนไม่มีคำตอบให้ตัวเอง จึงทิ้งทุกอย่างอีกครั้ง เพื่อกลับมาอยู่กับสองสิ่งนี้
เมื่อล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่ไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรพันธนาการแล้วครับ
หม่นๆ อยู่ในความมืด มีเพียงครอบครัวและหนังสือเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเท่านั้น

เมื่อมาถึงจุดที่มืดที่สุด
ที่สุด…เราก็เผชิญหน้ากับเราอีกครั้ง!

เอ่อ! ทำไมครับ?
ทำไมครับ ทำไมอีตอนสุขสบายดี ก็ไม่ยักเดินออกมาคุยกันให้รู้เรื่อง ให้คำตอบกันและกัน เราและเรา
ต้องรอให้ล้มซะจนหมดแรงลุก แผลลึกฝากรอยอยู่บนหัวใจ จึงจะยอมออกมาเผชิญหน้าคุยกัน

เพราะอะไร…
ตัวเราข้างในพึ่งจะส่งเสียงออกมาในวันที่ล้มเหลวนี้ ถ้าไม่เจ็บ เอ็งก็จะไม่ร้องออกมาใช่มั้ยวะ?
ด่าทอ ไปพร้อมๆ กับการพยายามทำความเข้าใจกันอยู่นาน
จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยว่าถ้ามันไม่เจ็บแล้วเราจะไม่ยอมคุยกับเรา
จริงๆ แล้วเราก็ส่งเสียงออกมาตลอด บางครั้งเราก็ถึงกับตะโกนออกมาจากข้างในด้วยซ้ำ
เพียงแต่เราที่เป็นเรา เราที่ไม่ได้ฟัง เราจึงไม่ได้ยิน!

เมื่อล้มเหลวที่สุด ความหม่นหมองที่สุดเข้าบดบัง ตัวเราเองจึงได้แต่หยุดสำลักความล้มเหลวเงียบๆ อยู่ในความมืด
เราในความมืด เราในความเงียบ เราจึงพลันได้ยินเสียงของเราเอง

แล้วกลับกลายว่า ชีวิตเริ่มต้นใหม่จากจุดนี้เองครับ เริ่มต้นจากการได้ยินเสียง เริ่มต้นจากการตามหาตัวเราเองเจอในความมืด
การเผชิญหน้ากับตัวเราเองนี้ มันกลับกลายเป็นคำตอบของทุกความสับสนอย่างมหัศจรรย์
กลายเป็นแสงสว่างที่ปลายทาง

จากที่เล่ามานี้ มันเสียเวลาในชีวิตไปน่าดูเลยใช่มั้ยครับ
แถมอดไม่ได้เงินโบนัสด้วย
มันไม่คุ้มกับที่ยอมแลกมาใช่มั้ยครับ?

ตรงข้ามครับ มันคุ้มมากเลย!
จุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งนี้หักความอหังการของตัวเราจนย่อยยับ
และ… เราก็ได้เจอตัวเราเองแบบตัวเป็นๆ อีกครั้ง
นั่งปรับทุกข์กัน อภัยให้กันและกัน
ยอมรับตัวตนที่แท้ของเราและเราอีกครั้ง
แล้วเราก็เติบโตขึ้นจากอัตตาที่ย่อยยับอันนั้นเลยครับ

ล่วงมาจนวันนี้ได้แต่ขอบคุณตัวเองที่ยอมก้าวออกมาในวันนั้น
ใน comfort zone อันนั้น เราจะไม่ได้เรียนรู้บทเรียนนี้ และจะไม่ได้เติบโตแบบนี้เลย
มัวแต่หมกมุ่นกับอหังการในความสำเร็จในกะลาแคบๆ
บทเรียนราคาแพงแลกมาซึ่งความเจ็บปวด แต่เป็นความสำเร็จในการต่อ S Curve ให้กับตัวเอง
ถ้าไม่ผ่านตรงนี้ออกมา ก็ไม่มีอะไรจะทุบทัศนคติของเราได้เช่นนี้อีกแล้ว

ตรงกับงานเขียนในหนังสือเล่มหนึ่งครับว่า “ไม่มีคำว่าเสียเวลากับการตามหาตัวเอง”
และอาจบางที เราจำเป็นจะต้องยอมพาตัวเราเองไปสู่จุดที่ล้มเหลวที่สุดก่อนด้วยซ้ำ ไม่งั้นจิตวิญญาณของเราก็จะไม่ได้เติบโตต่อไป

ขอบคุณ…ครอบครัวที่รักยิ่งที่เป็นคำตอบของทุกๆ คำถามในชีวิต
ขอบคุณ…หนังสือที่เป็นเพื่อนที่ไว้ใจได้ตลอดในเส้นทางสายนี้
ขอบคุณ…ความล้มเหลวที่ยังไม่ละทิ้งเรา
ขอบคุณ…ตัวเราที่ไม่เคยหยุดส่งเสียงออกมาถึงตัวเราทั้งๆ ที่ตัวเราละเลยเสียงของตัวเรานี้มาตลอด