สภาพคล่องของตราสารหนี้ไทย

เที่ยวนี้มาหนักวิชาการหน่อยครับ

ได้ไปร่วมงานประชุมวิชาการ “ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ด้านตลาดการเงินไทย” ครั้งที่ 22 ประจำปี 2557 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา ณ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

หัวข้อที่ อ.อัญญา นำเสนอเพื่อเปิดการประชุม “เรื่องที่ควรเชื่อและไม่ควรเชื่อเกี่ยวกับสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้ไทย” มันเจ๋งมากจนอยากบันทึกเอาไว้

ที่ผมรู้สึกว่ามันยอดเยี่ยมมากในหัวข้อนี้มีอยู่ 2 ประเด็น

1. คุณคิดว่า…เมื่อเปรียบเทียบระหว่างตราสารทุนกับตราสารหนี้ อันไหนมันมีสภาพคล่องมากกว่า
อันนี้สำหรับผมมันเป็นเรื่องน่าสนใจมากครับ สำหรับคนที่เรียน MBA ในช่วงที่ประเทศไทยพึ่งจะผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งไปไม่นานอย่างผมเนี่ย กรณีศึกษาส่วนใหญ่ก็มักจะถกเรื่องวิกฤตนี้ครับ และว่ากันว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้วิกฤตนี้รุนแรงก็เพราะบริษัทในประเทศไทยพึ่งพิงเงินจากการกู้ยืมสถาบันการเงินเป็นหลัก (โดยเฉพาะตอนนั้นเป็นการกู้จากสถาบันการเงินในต่างประเทศ) เนื่องจากตลาดตราสารหนี้ของไทยนั้นยังไม่สามารถทำงานได้ดี มีสภาพคล่องน้อย ทำให้บริษัทห้างร้านต่างๆ มีปัญหาติดขัดในการหาทุนด้วยการออกหุ้นกู้ (ตราสารหนี้) ได้แต่กู้ยืมเงินจากธนาคารต่างๆ (ทีนี้พอสถาบันการเงินมีปัญหา ไม่มีเงินมาให้หมุนกันต่อ ก็จบกันทั้งหมด) ผมก็มีความเชื่อเหมือนคนส่วนใหญ่ครับว่า ตราสารหนี้ ซึ่งได้แก่พวกหุ้นกู้หรือพันธบัตรต่างๆ เนี่ยมันไม่ค่อยคล่อง มีการซื้อขายกันไม่มากนัก โดยเฉพาะยิ่งเมื่อเราเอามาเทียบกับความคล่องของหุ้นหรือตราสารทุนครับ

ก็คุยกันตรงๆ เลยนะครับ ถ้าผมถามคุณว่า “คุณคิดว่า…เปรียบเทียบระหว่างหุ้นกับหุ้นกู้ อันไหนมันคล่องกว่ากัน” คุณจะตอบว่าอะไรครับ?
เก็บคำตอบไว้ในใจก่อนนะครับ

ทีนี้มาดูที่ อ.อัญญา บรรยายไว้ในวันนั้นครับ
เห็นอะไรในตัวเลขพวกนี้บ้างมั้ยครับ
IMG_0341.PNG

IMG_0342.PNG
ตราสารหนี้ (บอนด์/Bond) มีมูลค่าการซื้อขายสูงกว่าหุ้น หรือคิดเป็นประมาณ 2เท่า, Turnover Ratio ของตราสารหนี้ก็เป็นประมาณสองเท่าด้วย
ถ้ามาดูตารางชุดล่างก็จะเห็นว่าจำนวนรายการซื้อขาย (จำนวน Trasaction) ของตราสารหนี้ในปี 2556 มีปริมาณเป็นเกือบๆ 800 เท่า ของจำนวนรายการซื้อขายหุ้น

เอ่อ! 800 เท่านะครับ
ตราสารหนี้คล่องชนะเลิศครับงานนี้
อันนี้นี่พลิกความเชื่อเดิมๆ ของผมไปมโหฬารนะครับ
ใช่ครับแม้ว่าผู้เล่นที่ซื้อๆ ขายๆ ในตราสารหนี้ในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้ารายใหญ่ บริษัท หรือสถาบันการเงิน แต่ด้วยปริมาณและมูลค่าของสินค้าที่ชื่อว่าตราสารหนี้ตัวนี้ ที่หมุนเวียนเปลี่ยนมือกันไปมาในตลาด แสดงให้เห็นชัดเจนครับว่า หุ้นกู้มีการซื้อขายกันมากกว่าหุ้นสามัญขนาดไหน

2. ตัวชี้วัดสภาพคล่องนี่ เราจะใช้ตัวเลขตัวไหนดีครับ
ผมก็ตอบเหมือนๆ กับคนส่วนใหญ่นั่นแหละ ก็คือไปดูที่ปริมาณและมูลค่าที่มีการซื้อขายในตลาดสิ

แต่ อ.อัญญา บอกไว้ว่าเราควรดูที่ส่วนต่างราคาเสนอซื้อกับราคาเสนอขาย (Bid-Ask Spread) มากกว่าตัวเลขอื่นๆ ครับ

เหตุผลคือ ตัวเลขปริมาณกับมูลค่าซื้อขายในตลาดนั้นหลอกเราได้ เช่นกรณีที่มีเยอะๆ ก็อาจเป็นปริมาณกับมูลค่าการซื้อขายหลอกๆ เช่นหุ้นปั่นได้ หรือกรณีที่ไม่มีการซื้อขายเลยก็อาจไม่ได้บอกซะทีเดียวว่าไม่คล่อง อาจเป็นเพราะความต้องการซื้อกับขายยังไม่ตรงกันพอดีก็ได้

ควรไปดูที่ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อกับราคาเสนอขายมากกว่า เพราะส่วนต่างนี้คือต้นทุนของการทำรายการซื้อขาย หรือ Transaction Cost ครับ
ยิ่งส่วนต่างนี้ต่ำก็แปลว่าต้นทุนต่อหนึ่งรายการซื้อขายต่ำ นั่นคือยิ่งซื้อง่ายขายคล่องนั่นเองครับ
ตอนนี้ถ้ายังไม่อยากซื้อหรือขาย ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าความอยากคู่นี้ตรงกันเมื่อไหร่ ก็ซื้อขายกันได้ง่ายเลย เพราะต้นทุนต่อรายการถูก

ยิ่งถ้าเราเชื่อว่าราคาสะท้อนข้อมูลทุกๆ อย่างแล้ว
ต้นทุนที่เกิดจากส่วนต่างนี้ ต้นทุน Transaction Cost ที่มีค่าน้อยก็จะบอกเราว่าตลาดมีสภาพคล่องครับ
ซื้อง่ายขายคล่องเพราะต้นทุนการทำรายการซื้อขายต่ำนั่นแหละ

ผมเองก็พึ่งจะนึกได้ว่าเคยเรียนเรื่องนี้มาจาก อ.พรอนงค์ แล้วครับ แต่พอเวลาผ่านไป ความเชื่อก็ชนะความรู้ได้อีกแล้ว

ความเชื่อที่ว่าตัวเลขชี้วัดสภาพคล่องคือปริมาณและมูลค่าการซื้อขาย แต่จริงๆ แล้วยังมีค่าส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อกับเสนอขายเป็นพระเอกอีกคน

เขียนมาตั้งยาว
เรื่องนี้สอนใหรู้ว่า

ความเชื่อชนะความรู้ครับ

และ

ความรู้ก็อาจเป็นแค่ความเชื่อเมื่อเวลามันผ่านไป

IMG_0344.PNG

Advertisements

เข้าใจผิด

บางที เราก็เข้าใจผิด
ที่เราไม่มี ‘ความคิด’ อะไรใหม่ๆ ออกมานั้น
ไม่ได้เพราะว่า สมองของเราว่างเปล่า

แต่ มันเป็นเพราะ สมองของเราเต็ม เต็มจนไม่เหลือที่ว่างใดๆ เลย ต่างหาก

My 15 Facts

ได้เวลาชดใช้คำท้าแล้วสินะ…

IMG_0308-1.JPG
จริงๆ เค้าท้ามาให้เขียน 20 ข้อ แต่ถ้าไม่ขบถสักหน่อยก็ไม่ใช่แระ เอาไป 15 พอ

1. เกิดวันอาทิตย์ เที่ยงวัน ในหน้าร้อน ในปีที่แม่เล่าว่าร้อนมากกว่าหลายๆ ปีรอบๆ ตัวมัน … คงอธิบายตัวมันเองได้กระมัง ว่าเป็นคนใจร้อนถึงร้อนมาก เข้ากับอากาศร้อนมากได้ดี แต่ก็เข้ากับอากาศหนาวได้ดีเช่นกัน ดูได้จากเวลาขึ้นเขาเข้าป่า อากาศเย็นจัด คนอื่นหนาว แต่เราร้อนรุ่มอยู่คนเดียว ตลอดเวลา จนได้เข้าใจศาสนาพุทธนี่แหละจึงดีขึ้น

2. เป็นลูกชายคนโตของบ้าน หลานชายคนโตของตระกูล มีเมีย เมียก็เป็นลูกคนโตของบ้านอีก … เอิ่ม! อีทีนี้ก็เลยชินกับการเป็นพี่มากกว่าเป็นน้อง เลยทำให้มีนิสัยชอบดูแลคนอื่นมากกว่าชอบให้คนอื่นดูแล แล้วก็ ชินกับการเป็นคนจัดการมากกว่าการเป็นคนถูกจัดการ … อีแบบนี้ก็เลยก็เลยทำให้ตัวเองมีภาวะความอดทนต่ำ ที่มักจะทนกับสภาพอะไรบางอย่างที่ตัวเองรู้สึกว่ามันงี่เง่าๆ ไม่ได้แล้วก็แพ้ภัยตัวเอง ต้องลุกขึ้นมาอาละวาดเปลี่ยนแปลงมันทุกครั้งไป รวมทั้งครั้งล่าสุดนี้ด้วย ซึ่งหลายๆ ครั้ง พออาละวาดทีก็เจ็บตัวที เป็นเช่นนี้ร่ำไป

3. ตอนเด็ก เป็นเด็กขี้เกียจเรียน ขี้เกียจทำการบ้านมาก มือไม้อ่อน เรียนอ่อนมาก โดนครูทำโทษหนักด้วยเหตุที่ไม่ได้ทำการบ้านไปส่ง เวลาเรียนอยู่ในห้องก็ตามเพื่อนๆ ไม่ทัน ไม่เข้าใจว่าเค้าทำอะไรกันในโรงเรียน โรงเรียนประถมต้นเป็นโรงเรียนเอกชนมีชื่ออยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา วันๆ อยู่ในห้องเรียน ก็เอาแต่เหม่อมองเรือที่วิ่งบนแม่น้ำทั้งวัน แล้วมันจะมีตัวหนังสืออะไรเดินเข้าไปในหัวมันได้ (เรื่องนี้ยังเป็น Fact ที่แม่เองก็อาจยังไม่รู้นะเนี่ย ว่าลูกชายตัวดีเข้าห้องเรียนไปนั่งดูแม่น้ำทั้งวัน) ในตอนนั้น เราเข้าใจว่าตัวเราเองเป็นเด็กหัวไม่ดี เรียนไม่เก่ง

4. ชีวิตนี้ได้ดีเพราะเป็นศิษย์มีครู ตั้งแต่ครูคนแรกของชีวิตคือคุณพ่อคุณแม่ ครูในโรงเรียน ครูในมหา’ลัย ครูในที่ทำงาน และครูในชีวิตจริง … นี่คือเรื่องที่โชคดีที่สุดในชีวิต การได้ครูดี ทำให้ศิษย์ประคับประคองชีวิตตัวเองมาจนถึงวันนี้ได้ … ตอนเรียนก็ไม่รู้หรอก แต่พอออกมาในชีวิตทำงานจึงพบว่า ที่เราเข้าใจแล้วสามารถประยุกต์มาใช้ได้เยอะนี้ ก็เพราะได้รับการสอนมาดีมาก ความดีทั้งหมดของเราคือคุณความดีของครูทั้งหลายที่ได้กล่าวมาแล้ว … ที่อยากเล่า ก็คือ ครั้งหนึ่งเคยได้รับความเมตตาจากครูสอนให้เรารู้จักคำว่า ‘ชุ่ย’ โดยที่ครูตำหนิเราว่า ‘ชุ่ย’ ตั้งแต่นั้นความ ‘ชุ่ย’ ของเราหายไปจากตัวอย่างน้อยๆ 60-70% มันเป็นเรื่องลึกซึ้งของเจตนาดีของครูที่มีต่อศิษย์ ท่านสอนให้เรารู้ว่าจงอย่าชุ่ย ในโลกนี้จะมีครูสักกี่คนที่ตำหนิด้วยเจตนาดีที่ลึกซึ้งได้เพียงนี้ บุญสักเพียงใดที่ได้ครูแบบนี้ วันนี้อยากจะกลับไปไหว้ท่าน ท่านก็ไม่อยู่แล้ว ได้แต่อาศัยผลผลิตความดีที่ท่านทิ้งไว้ในตัวเรา ประกาศว่าเป็นคุณความดีของคุณครูทั้งหลายเหล่านั้น

5. กล่าวถึงสถาบันบ้าง … นอกจากสถาบันครอบครัวแล้ว ชีวิตนี้เป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้ก็เพราะสถาบันการศึกษาอันเป็นที่รักยิ่งทั้งสองแห่ง ทั้งอัสสัมชัญ และ จุฬาฯ ทุกวันนี้ที่มีปัญญาหาเลี้ยงครอบครัวได้ ก็เพราะกำลังที่ได้มาจากทั้งสองแห่งนี้ทั้งนั้น ทั้งนี้ก็เพราะได้แม่และพ่อเป็นผู้สนับสนุนที่สำคัญที่สุดจึงได้มาพึ่งใบบุญของทั้งสองแห่งนี้

6. เริ่มจากหนังสือการ์ตูน อ่านจนไม่มีปัญญาซื้ออ่าน ก็เปลี่ยนไปเช่าอ่าน เช่าอ่านไปจนอ่านเกือบทุกเรื่องในร้าน ก็ขยับไปอ่านเทพนิยาย นิยาย นิยายไทยร่วมสมัย นิยายไทยย้อนยุค นิยายแปล นิยายฆาตกรรม มาจนนิยายกำลังภายใน พุทธประวัติ งานเขียนท่านพุทธทาส อ่านสามก็กครบสามรอบตั้งแต่มัธยม ห้องสมุดคือหลุมหลบภัยของชีวิตเลย สนิทกับครูบรรณารักษ์มากจนกระทั้งวันนี้ก็ฝากท่านช่วยดูลูกชายตัวดี เราได้อ่านหนังสือในห้องสมุดเยอะมาก มากซะจนกระทั่งได้รับรางวัลนักอ่านดีเด่นของโรงเรียน ซึ่งถ้าจำไม่ผิดน่าจะมีจัดอยู่ปีเดียวแล้วเราก็ได้มาเป็นรางวัลที่1 รางวัลที่ได้หนึ่งในนั้นคือนิยายเรื่องจักรยานสีแดง ซึ่งเราอ่านจบไปก่อนมอสทาทาจะมาเล่นในอีกเกือบจะสิบปีถัดมา ทั้งหมดที่อ่านมานี้มันก็ตกผลึกอยู่ในนี้แหละ บางทีที่มันออกมาช่วยชีวิตเราเอาไว้ มันก็มาจากไอ้ที่อ่านเอาไว้ตอน ป.6 อะไรประมาณนั้น สุดท้ายมันก็คืออาการเสพติดการอ่านที่เป็นมาตลอดทั้งชีวิต อ่านหนังสือจำเป็นต่อชีวิตพอๆ กับการกินข้าวเลย

7. ร่วมสมัยมากับ Computer แม้ว่าจะไม่ค่อยทันกระดาษเจาะรู แต่จากนั้นก็เหมือนโตมาด้วยกัน แม้จะไม่ได้ตั้งใจจะแบบนั้นก็เหอะ ใช้จอ Monior มาครบทุกแบบ ตั้งแต่ Monochrome จอเขียว มา VGA ขาวดำ มา VGA จอสี แล้วก็เรื่อยมาจนถึงตอนนี้ เอิ่ม ยังจะเหลือใครรู้จัก Monochrome Monitor จอเขียวบ้างมั้ยเนี่ย ตอนนั้นขั้าพเจ้าก็ใช้มันเรียน dBase 3+ กับ Lotus123 แล้ว ไม่อยากจะเล่าเลยว่านั่นมันคือก่อนจะมี CU Writer (สุดยอด Word Processor ของประเทศไทย ก่อนที่จะล่มสลายไปเพราะการเกิดขึ้นของ MsOffice) ตั้ง 2-3 ปี เอ่อ… คือยังไม่ได้แก่มากนะครับ แต่ว่าได้เรียน Computer เร็ว ได้เรียนมาตั้งแต่ประถมเท่านั้นเอง ก็อย่าที่เขียนไว้ในข้อ4 ครับ ว่าเราได้ครูดี ถ้าวันนี้เปิด dBase มา ข้าพเจ้าก็ยังสามารถสร้างฐานข้อมูลให้ได้นะ 555 ถ้ายังหาได้ ทั้งหมดนี้ก็ด้วยความรู้ที่ครูสอนมา .. ต่อมาพอคณะวิศวะฯ คอมฯ จุฬาฯ พยายามวางมาตรฐานวิชา Computer ในการเรียนในระดับก่อนอุดมศึกษา เราก็เป็นเด็กอัสสัมที่มาสอบผ่านได้ Certificate ความรู้ Computer เป็นรุ่นแรกๆ ทุกวันนี้ก็ยังเก็บไว้เลย แต่ตั้งแต่ได้ Certificate นี้มาก็ไม่เคยได้เอาไปใช้อะไรที่ไหนเลย เพราะสมัยนั้น Computer เป็นเรื่องใหม่มากๆ สำหรับโรงเรียนระดับประถมศึกษาในประเทศไทย ต่อมาพออยู่ ม.ปลาย ก็สอบผ่านคอมพิวเตอร์โอลิมปิครอบคัดตัวรอบแรก แต่ก็ตัดสินใจเปลี่ยนแนวเพราะไม่อยากจมอยู่หน้าคอม แล้วยังไงต่อ … แล้วก็มาได้รางวัลรองชนะเลิศเขียนโปรแกรมภาษา Pascal ตอนชั้น ม.5-6 … แล้วก็พยามยามเบี่ยงออกไปอีก ไปเรียนเครื่องกล สุดท้ายเป็นไงหล่ะ … พอมาทำงานแบงค์ก็ต้องมาเขียนโปรแกรมให้ User ใช้อีก เพราะดันมาทนระบบเฮงซวยของ IT ไม่ได้ ไล่ไปไล่มา ชีวิตมันก็ตลกดีนะ

8. ขออีกทีเหอะ ยกย่อง กิมย้ง, โกวเล้ง, อาการ์ธา คริสตี้, พนมเทียน มากอ่ะ ทำได้ไงอ่ะ แต่งนิยายได้ขนาดนี้ อ่านซ้ำไปซ้ำมา มากกว่า 3รอบแล้ว ก็ยังหยิบมาอ่านได้อีก สนุกทุกครั้ง ได้ความคิดจากการอ่านทุกครั้ง

9. มีวงบอยแบนด์ที่ชื่นชอบอยู่วงหนึ่ง วงนั้นคือ … NKOTB หรือ New Kids on the Box (อ๊าย!!! เขียนมาถึงตรงนี้รู้สึกว่าตัวเองเป็นเกย์เฒ่ายังไงก็ไม่รู้) ไม่รู้จักกันแน่เลย Single ที่ฮิตๆ ก็มี “Step by Step” “Cover Girl” อะไรประมาณนี้ มีเทปครบนะ (แม้ว่าจะเป็นของปลอมก็เหอะ) ร้องได้เกือบหมดเหมือนกัน ต้องโทษไอ้เพื่อนรักที่ดันมา Build ให้ชอบวงนี้! “Please don’t go, girl….”

10. สมัย ม.ปลาย เป็นเด็กที่เก่งวิชาในสายคำนวณ (แหงแหละ วิดวะนิ) แต่เราชอบวิชาชีวะมากนะ ทุกวันยังติวชีวะให้เด็กได้อยู่นะ ลองมะ? หรือใครจะชวนถกเรื่องวัฏจักรเครปส์ หรือ Cellular Respiration ก็ได้นะ (แต่ชอบถกเรื่อง Reproduction มากกว่า) เคยสอบได้ท็อปชีวะด้วย แต่รู้สึกผิดเพราะเหมือนไปทำให้เพื่อนรักผิดหวัง จากนั้นเลยเอาดีเฉพาะที่จำเป็นก็พอ

11. ทุกวันนี้ที่ชอบวรรณกรรม และการเขียนหนังสือ นอกจากความเป็นหนอนหนังสือส่วนตัวแล้ว เป็นเพราะได้ครูดีตอนมัธยมด้วย ได้เคยอยู่ชมรมวารสาร ได้เคยฝึกเขียนบทความลงวารสาร ฝึกเขียนบทความสั้นๆ ในสมัยเรียน ทักษะนี้เองกลายเป็นทักษะในการเขียนรายงานและทักษะในการสื่อสารทุกวันนี้ ขอบคุณคุณครู (อีกแล้วครับ)

12. เคยไปเรียนพิเศษที่ PEP สยามด้วยนะ โอ้ว! ใครเกิดทันบ้าง 555 ตอนหลังก็มาพบว่าเรียนที่เดียวและรุ่นเดียวกับคุณภรรยาด้วย แต่ตอนนั้นยังไม่รู้จักกัน

13. เด็กๆ เป็นเด็กขี้อายมาก … แล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรมาดลใจทำให้เปลี่ยนไปอีกแบบเลย กลายมาเป็นคนที่ใจร้อนมาก ตอนเป็นวิศวกรโรงงาน ก็เคยเตะเก้าอี้ใส่ผู้จัดการโรงงานชาวญี่ปุ่นมาแล้ว ทุกวันนี้ได้อายุที่มากขึ้นช่วยชีวิตไว้ เพราะฉะนั้น ไอ้วันนั้นที่ไปตบโต๊ะในห้องประชุมตอนที่รำคาญพวก IT ที่งี่เง่าๆ นะ แล้วอาละวาดออกไปนั้นอ่ะ เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ถ้าเทียบกับวีรกรรมสมัยรุ่นๆ หน่ะ … แหลกเหอะ

14. เป็นคนที่โชคดีที่ได้รู้จักการเดินทางมาตั้งแต่เด็ก คุณพ่อคุณแม่พาเดินทางทั่วประเทศไทยมาแล้วตั้งแต่ยังเดินไม่ได้ครับ ดังนั้นบ้านนี้จึงเป็นเช่นนี้ เรามีความสุขกับการอยู่ห่างจากเมืองมากกว่าอยู่ในเมือง ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเลย

15. ไม่เคยเชื่อในเรื่องการมีความสุขในการทำงานประจำเลย จนกระทั่งได้มาทำงานที่ทิสโก้นี่แหละ มันเกิดขึ้นกับตัวเองแล้วจริงๆ กับความรู้สึกที่อยากมาทำงานทุกวัน รีบมาแต่เช้า เสาร์อาทิตย์ ก็มาได้ทุกวัน มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ทำงานเลย เหมือนได้อยู่กับครอบครัวตลอด ขอบคุณครับ ขอบคุณมากๆ เลยจริงๆ แต่อย่างว่าแหละ ทุกสิ่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

พอแค่นี้ละกันนะ ^_^