Just in Time นี่บาปนะ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ไปนั่งกินข้าวกลางวันกับน้องสาว 

ความที่สนิทรักใคร่กันมาก คุยกันถูกคอ ตั้งวงสนทนากันทีก็ยาว ถ้าเอามาเขียนเล่าคงกลายเป็นนิยาย แต่จะขายดีรึป่าวนั้นไม่รู้ รู้แต่ว่าถูกคอกันจนหลังๆ นัดกัน Regularly จนจะกลายเป็น Weekly (Happy) Meeting อยู่แล้ว

… 

น้องสาวคนนี้ ปัจจุบันเธอผันตัวจากพนักงานสถาบันการเงินออกไปเป็นผู้ประกอบการเต็มตัว 

เป็นคนที่เราขอนับถือว่าฉลาดมากๆ และมีวิญญาณผู้ประกอบการ ตัวจริงเสียงจริง เสียจนแอบอิจฉานะจ๊ะ 

… 

เรื่องมีอยู่ว่า ทำธุรกิจไป ทำธรุกิจมา นางก็ไปลองรับเอาลูกชิ้นปลามาขาย 

อย่างที่เกริ่นไปว่า นางคือผู้ประกอบการตัวจริง ขายลูกชิ้นปลา ขายไปขายมา ก็ขายดี ขายดีจนกระทั่งต้องเพิ่มปริมาณการสั่งจองลูกชิ้นปลาจากผู้ผลิต เพื่อมาทำขายหน้าร้าน

ฟังดูแล้วก็น่าจะแฮปปี้ดี ขายดีสบายใจไป 

เรื่องราวกลับตรงข้าม เพราะนางไม่ธรรมดาจริงๆ ตามที่บอกไป 

นอนตื่นมาในคืนหนึ่ง นางก็พลันคิดขึ้นมาได้เองว่า “เฮ้ย! ไอ้ที่เราขายดีขึ้นมามากมาย แล้วเราไป Order ลูกชิ้นปลาเพิ่ม มันก็ไปทำให้ปลาต้องมาเสียชีวิตเพิ่มอีกมากมายสิ! เฮ้ย! บาป!” 

คิดไปคิดมา ก็กลับไปตั้งคำถามในแนว Business Transformation เลยทีเดียวว่า “เฮ้ย! ตกลงการขายลูกชิ้นปลานี่มันสัมมาอาชีวะ เปล่าวะ! นี่มันผิดศีลนะ!” 

เมื่อยังหาข้อสรุปที่ตัวเองจะสงบศึกกับตัวเองได้ นางเลยตัดสินใจระงับการดำเนินธุรกิจนี้ทั้งหมดทันทีในไม่กี่วันถัดมา 

ทีนี่ก็โอละพ่อ คนรอบข้างเป็นเง็งกันทีเดียว ตั้งแต่ลูกน้องของตัวว่าขายดีอยู่ดีๆ แล้วเจ้านายสั่งหยุด เลิกกันหมดเลยทำไม (เดาว่าคงขวัญเสียด้วยนะ) ไปจนถึงคนใกล้ตัวก็งงในการตัดสินใจของนาง 

หลังจากคิดหน้าคิดหลังอยู่พักหนึ่ง ด้วยเลือดวิศวกรในตัว นางเลยลงหาข้อมูลเพิ่มเติมกับผู้ผลิต 

นางไปขอสอบถามกระบวนการผลิตจากปลาเป็นๆ จนกระทั่งกลายมาเป็นลูก เพื่อแก้สมการออกมาให้ได้ว่า ตกลงมันบาปมั้ย? 

ผู้ผลิตลูกชิ้นปลาส่งให้ก็งงตามเป็นลำดับถัดไปว่าทำไมอยู่ดีๆ ก็มาซักไซร้ Site Visit กันขนาดนี้ … แล้วก็เอะใจถามกลับว่า “นี่น้องกลัวว่าจะบาป ใช่มั้ย” 

นางเลยยอมรับไปตามตรง แล้วดำเนินการตามล่าหาความจริงต่อทันที 

(เออ จริงๆ ตอนแรก Supplier เค้าคงระแวงจัดว่าจะมาแอบเรียนวิชาเพื่อไปผลิตลูกชิ้นเอง 555) 

ผู้ผลิตเลยชี้แจงว่า การสั่ง Order ลูกชิ้นที่มากขึ้นนั้น ไม่ได้ส่งผลทำให้ไปจับปลามามากขึ้น เพราะปลานั้นจับมาตาม Capacity ของเรือประมงอยู่แล้ว จับได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ยืนยันว่าไม่ได้เพิ่มปริมาณการจับตาม Order ลูกชิ้นปลา เพียงแต่เป็นการนำเอา Order ไปเป็น Demand เพื่อกันเอาปริมาณเนื้อปลาออกมาทำเป็นลูกชิ้น ถึงแม้จะไม่ได้ Order ลูกชิ้นเลย ก็ไม่ได้หยุดการจัดหาเนื้อปลาโดยการจับปลา โดยที่เมื่อเรือประมงจับปลาขึ้นมาได้ในแต่ละครั้งนั้น ก็จะน็อคปลาที่จับมาทั้งหมดให้ตายก่อนที่จะส่งแปรรูปต่อไป 

สรุปว่า สั่งหรือไม่สั่งลูกชิ้นจากเค้า ปลาก็ตายเท่าเดิมอยู่ดี 

เรื่องนี้พอเราทั้งสองเอามานั่งถกกันใน Regular Meeting เราก็เอามาคิดเปรียบเทียบต่อ 

เหมือนกับการที่เราไปกินอาหารทะเล เช่นกุ้งเผาปูเผา ถ้าเราไปเลือกซื้อเอากุ้งกับปูที่ตายแล้วมาชั่งโลขายเพื่อเผากิน มันก็ไม่บาปหรือว่าบาปน้อยกว่า (มาก) เมื่อเทียบกับเราไปเลือกสั่งเอากุ้งเป็นหรือปูเป็นมาเผากิน เพราะเขาจะต้องนำมาฆ่าเพื่อเผาตามคำสั่งของเราโดยตรง การเลือกซื้อกุ้งหอยปูปลาที่ตายแล้วมาเป็นอาหารนั้น เราจะสั่งซื้อมาหรือไม่สั่งซื้อมา มันก็ตายอยู่แล้ว ซึ่งอันนี้ไม่นับกรณีความคิดว่าถ้าทุกๆ คนเลิกกินกันหมด เค้าก็คงเลิกฆ่ากุ้งหอยปูปลาเหล่านั้นเองในที่สุด เพราะกรณีดังกล่าวนั้น เป็น Ideal Case ที่เป็นไปได้ยากมากในความเป็นจริง 

เมื่อได้ข้อสรุป สามารถสงบศึกกับความรู้สึกผิดของตัวเองได้ ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา นางก็กลับมาเปิดดำเนินการขายลูกชิ้นปลาต่อ (เดาว่าลูค้าก็คงแอบงงกะเจ้แม่ค้านางนี้ว่าขายๆ หยุดๆ ขายๆ ทำไม) 

ทีนี้ไอ้เราก็เอาเรื่องของนางมาคิดต่อ 

อ้อ! เข้าใจแล้ว นี่แปลว่าถ้ามันลงเป็น Supply Chain แบบ Just-In-Time (JIT) ตาม Lean Concept (หรือ TPS: Toyota Production System) ที่เป็นการดำเนินการโดยไม่มี Inventory Stock วัตถุดิบ คือขายเท่าไหร่ก็ไปฆ่าปลามาทำเป็นวัตถุดิบตาม Deamand จริง มันคือบาปสินะ! เพราะมันฆ่าปลาตรงๆ ตามเรา Order เลย

แต่ถ้ามันคือ Inventory Stock วัตถุดิบเนื้อปลาที่มันมีอยู่แล้ว คือปลามันตายอยู่แล้วไง ไม่ใช่ตายเพราะเรา Order เราก็ไม่บาป ใช่ป่ะ! 

สรุป อี ผู้ผลิตตรายไหน ที่มันทำแบบ Just-In-Time เราควรเลิกซื้อกับมันไป ไม่งั้นบาปนะเออ 

นี่คือเราค้นพบข้อเสียของ Lean Concept แล้วใช่ป่ะ 555 หรือคิดอีกนัยนึงคือ ถ้าเราซื้อจากผู้ผลิตที่เค้าผลิตมาเป็น Stock ไว้รอขาย มันก็คล้ายการ Transfer บาป ของเราไปให้เค้าสินะ คล้ายๆ การทำ Risk Management โดยการทำ Risk Transfer ไปให้คนอื่นไง 555 

ว่ากันไปโน่น สรุปคือบทความนี้เกือบจะมีสาระแล้วครับ คืออันนี้เขียนเล่าแบบเอาฮานะ คนอ่านก็ไปคิดกันต่อเองละกัน -_-! 
เล่าไว้ในคืนอากาศเย็น

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s