Quick Win

คือ… อยากบอกเล่าว่า การ Run Project ที่เคยถูกดูแคลนว่าเป็นแค่ Quick Win ใครๆ ก็ทำได้ ไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร คุณมันก็ทำเป็นแต่ Quick Win วันนี้ได้พิสูจน์แล้ว

1. Process Improvement แบบไทยๆ ไม่แพ้ชาติอื่น! อย่างน้อยๆ ก็ในชาติ Asian ด้วยกันเอง ใครที่กล่าวดูถูกคนไทยด้วยกันเอง น่าจะเป็นคนที่มีปมในใจ
2. Quick Win Project กระจอกๆ พอมาเป็น Show Case หน้าเวที กลายเป็นที่ตื่นเต้นของชาติอื่น เขาขอเอาไปทำเป็น Best Practice เลย
3. เราสามารถทำ Transformation องค์กรได้จากการทำ Quick Win ที่สำเร็จ ไปทีละ Project ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องทำ Transformation ด้วยการทำอภิมหา Project แบบพลิกองค์กร เพียงแต่การทำ Transformation ด้วย Quick Win นั้นไม่น่าตื่นเต้นเวลาไปบอกต่อฝูงธารกำนัน และใช้เวลาแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่มีความเสี่ยงน้อยกว่า ใช้ต้นทุนน้อยกว่า และมี Impact กับการเปลี่ยนแปลง Organizational Culture มากกว่า

เวลาผ่านมา 2ปี กับการค้นหาคำตอบของอะไรสักอย่าง
คำตอบคือ ทุกๆ อย่างนั้นมันก็เป็นเพียงแค่ tool เป็นแค่ Thinking Framework
สุดท้ายทุกอย่างอยู่ที่คน เพราะคนคือผู้ลงมือทำ
มีเครื่องมือเลิศแต่คนเฮงซวยสุดท้ายที่ได้คือขยะ
แต่แม้เป็นเครื่องมือธรรมดาเพียงมีทีมแข็งแกร่งผลลัพธ์ก็จักปรากฎ เพียงแต่จะได้รับการ Recognition หรือไม่ ก็เท่านั้น

สุดท้ายหากจักไร้ที่ยืนในที่ที่เราอยู่
โลกใบนี้กว้างใหญ่พอที่เราจะออกหาที่ยืนที่เหมาะสมสำหรับเราได้เสมอ เพียงเราจะก้าวขาออกไปค้นหาหรือไม่ เท่านั้น

#เวิ่นเว้อ #howstupidiam

บนรถไฟฟ้า ตอนเช้า ในเมืองเทพ

เช้าวันศุกร์ครับ
ความที่อาศัยรถไฟฟ้า BTS เป็นพาหนะมาทำงานเกือบทุกวัน (มีวินัยบ้าง เสียบ้าง บริหารคิวรถถูกผิดบ้าง ธรรมดากรุงเทพ ไม่ว่ากัน)

เช้าวันนี้ได้ข้อสรุปอีกประมาณหนึ่ง
รถไฟฟ้าเดี๋ยวนี้ คนก็เกือบเต็มตั้งแต่สถานีต้นๆ ตั้งแต่ 6โมงเช้า แม้จะไม่แน่นเท่าช่วง 7-8โมง

อย่างหนึ่งที่สังเกตพบเห็นความแตกต่างคือ
ผู้โดยสารรถรอบเวลาราวๆ 6โมงเช้า แลดูจะมีน้ำใจมนุษย์มากว่าช่วงสายๆ ลงมา เช่นเมื่อเปรียบกับผู้โดยสารช่วง 8โมง

เรามักเห็นการเอื้อเฟื้อ ลุกให้เด็ก ให้คนแก่นั่ง หลบทาง ชิดใน ช่วยถือของให้กับคนแปลกหน้าร่วมทาง คล้ายกับการโดยสารรถเมล์ในยุค ’80

ในขณะที่ ถ้าเราขึ้น BTS ช่วงสายๆ เราจะเห็นประมาณว่า ก็นั่งหลับ/นั่งอ่าน/นั่งเล่นมือถืออยู่ เลยไม่เห็นว่ามีคนท้องยืนโหน ไม่ก็ประมาณต้องขึ้นคันนี้ให้ได้ต้องเบียดต้องอัดเข้าไปยังไงก็จะไปประหนึ่งว่าเป็นเครื่องมืออัดกระป๋อง

มันก็ตั้งข้อสังเกตได้หลายอย่าง

คือ กรูรีบไง! หรือว่า รถแน่นแล้วทำให้ต้นทุนในการลุกสละที่ให้คนแปลกหน้า(หรือเด็กหน้าแปลก) จะมันสูงเกินกว่า Marginal Benefit ที่ได้รับจากการลุกสละให้เด็ก/หญิงท้อง/คนชรา แต่นั่นก็แลดูว่าการเสียสละนั้นพ่ายแพ้ให้แก่เหตุผลอะไรบางอย่าง

แต่น่าคิดในอีกมุมหนึ่งว่า หรือว่าคนมี่ออกเดินทางโดยสาร BTS ช่วงเวลา 6โมงต้นๆ นั้นคือคนกลุ่มเดียวกันที่โหนรถเมล์ในช่วงปี’80 (แปลว่า…คนแก่ -_-) นั่นแหละ

ในแง่หนึ่ง มันบอกเป็นนัยๆ ได้ว่า ที่สุดแล้วเป็นเรื่อง Segmentation ของคนที่มีทัศนคติต่างกัน คนที่มีทัศนคติแบบหนึ่งออกเดินทาง 6โมงเช้า ในขณะที่คนทัศนคติอีกอย่างหนึ่งออกเดินทางตอน 8-9โมง ผลคือพฤติกรรมที่สังเกตได้บนรถไฟฟ้า

#อื่นๆอีกมากมาย #ที่ไม่รู้
#อาจจะจริงเราเห็นอยู่
#เผื่อใจไว้ที่ยังไม่เห็น

#TGIF

ใกล้ครบรอบแห่งการเดินออกมา

เมล็ดพันธุ์ดีเลิศเลอแต่ถ้าตกลงบนก้อนหินโล้นแห้ง
ดีเลิศเพียงใดก็มิอาจงอกงาม แม้เพียงหยั่งรากแก้วยังแทบเป็นไปไม่ได้

ไม่ก้าวออกจากกับดักและภาพลวงตาด้วยตัวเอง ไยมานั่งบ่นปรับทุกข์ปัญหาแห่งตน

ชื่อตำแหน่ง-ยศถาคือกับดัก หัวโขนคือภาพลวงตา ชื่อเสียงและคำติชมก็เช่นกัน หลงยึดติดคืออบายมุข

จริงอยู่ การก้าวออกมาอาจเป็นเช่นหนีเสือปะจรเข้ แต่การทนไม่หนีเสืออาจเป็นเพียงการหลอกตัวเองไปวันๆ ว่าอยู่โดนเสือตัวเดิมฆ่าตายดีกว่าหนีออกไปเสี่ยงสู้กับจรเข้ตัวใหม่

จริงอยู่เรามีคติสอนใจเรื่องกบเลือกนาย แต่เราก็กลับกลายเป็นกบในกะลา!

เรามีเพียงชีวิตเดียว เราผ่านนาทีนี้เพียงครั้งเดียวในชีวิต
แล้วคุณใช้เวลานาทีนี้อยู่กับใคร

วันนี้เรารู้ตัวว่า ตัวเราช่างโง่เขลานัก
เขลาเสียยิ่งกว่าเมื่อสองปีที่แล้ว
แต่ความรู้ตัวนี้ก็ช่วยทำลายอัตตาของเราทิ้ง เทน้ำออกจากแก้วไปเกือบทั้งหมด

#ตัดสินใจถูกต้องแล้วที่เดินออกมา
#เมื่อมองกลับไปเราจะเห็นว่าใครเป็นใคร
#ดวงตากระจ่างเมื่อใจสันโดษ

Lots of Love ความรักคือความเศร้าที่สุข

หนังสือเล่มนี้ทำผมเสียน้ำตาครับ
และกลายเป็นหนังสือที่ผมหลงรักมากที่สุดเล่มหนี่ง

image

ตอนแรกตั้งใจว่าจะอ่านรวดเดียวให้จบ กลับกลายเป็นตั้งใจอ่านช้าๆ ไปทีละประโยค ทีละตัวหนังสือ สัมผัสอากาศที่อยู่ในช่องว่างระหว่างบรรทัด ทีละบรรทัดๆ กลัวจะอ่านจบเร็วเกินไป

เป็นเรื่องของความสุขที่เศร้ายิ่งและความเศร้าที่สุขยิ่ง

ขอบคุณคุณหมวย Muay Tangcharoenmankong ที่เขียนเรื่องราวนี้ออกมาได้งดงาม
ผมอ่านหนังสือมาไม่น้อย แต่ผมไม่เคยได้สัมผัสความรักจากตัวอักษรได้อย่างใกล้ชิดเท่านี้มาก่อนครับ
ขอบคุณ และขอเป็นกำลังใจให้นะครับ

#Lots_of_Love #7300วันที่เรารักกัน 
============ 

ครบรอบปี 

เราเห็น Post หลายๆ อันขึ้นมาบน Wall 

โดยเฉพาะ Post ของคุณหมวย 
พาเป็นแรงบันดาลใจให้หยิบกลับมาอ่าน 

อยากทดลองตรวจจับความรู้สึก ความคิดของหัวใจ ที่ได้สัมผัสกลุ่มตัวหนังสือเหล่านี้อีกครั้ง 
เผื่อจะแบ่งเบาความทุกข์ แล้วความทุกข์ก็ลดลง 

เผื่อจะแบ่งปันความสุข แล้วความสุขก็ทวีตัว 

ตามคำของคุณโหน่งบนคำนำ 
แน่หล่ะ ความรัก+ความห่างไกล เท่ากับ ความคิดถึง และนี่คือความรู้สึกในระหว่างบรรทัด ตลอดจนในช่องว่างระหว่างคำของหนังสือ 

ยังคงเห็นด้วยกับคุณหมวย ว่าการแต่งงานไม่ใช่ปลายทาง 

“ครึ่งหนึ่งของความสุข ครึ่งหนึ่งของความเศร้า เรียกว่าความรักและการอยู่ร่วมกัน” ประโยคนี้ในหนังสือยังคงสะกิดหัวใจ 

จะอย่างไรก็ดี ในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน หรือขยายเป็นชีวิตครอบครัว มันมีรายละเอียดมากมายจริงๆ 

แม้ว่าบางวัน หรือหลายๆ วัน เราลืมจะใส่ใจนึกถึง 

แม้เป็นเพียงวันธรรมดาๆ ของเรา เมื่อเราต้องห่างกัน วันธรรมดาๆ นี้ที่เราอยู่ด้วยกันคือแหล่งพลังงานของความคิดถึงมหาศาล 
ความสุขอันแสนเศร้าตามตัวหนังสือ ยังคงสะกิดเตือนให้เราคิดตามว่าเราประมาทกับอะไรๆ อยู่หรือเปล่า 

และความรักจะนำทางเราเสมอ ใช่มั้ย? 

อย่างน้อย เราจะไม่ลืมที่จะบอกรักกัน แม่อาจไม่ใช่ด้วยคำพูด แต่ก็อาจบอกด้วยการปฏิบัติ 

ขอให้เราไม่หยาบกร้านกับความรู้สึกมากนัก เราจะรู้สึกได้ถึงรักที่อยู่รอบๆ ตัวเรา และแน่ละ นิยามของความรักนั้น ก็ไม่ควรจะคับแคบจนเกินไป 
การจับความคิดและอารมณ์ระหว่างการอ่านอีกครั้ง ยืนยันว่า นี่คือหนังสือที่ทรงพลังด้วยความรักและความคิดถึงอย่างแท้จริง 

ขอบคุณคุณหมวย ที่บอกเล่ามันออกมาอย่างสวยงาม 
วันนี้คุณสัมผัสความรักหรือยัง แล้วคุณได้โอบกอดมันไว้หรือเปล่าครับ 

รุ่นพี่ สืบ สยอง ดราม่า ภาพยนตร์บนตัวหนังสือ

อ่านจบเที่ยงคืนแป๊ะ!

image

ออกตัวว่าไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้เลย แต่มีหลายๆ อย่างกระตุ้นให้หามาอ่าน
หนังเป็นยังไงบ้างไม่รู้ แต่หนังสือสนุกเลย
กระชับ ตัวละครไม่มากใกล้เคียงงานเขียนประเภทเรื่องสั้น โครงเรื่องดีมากซับซ้อนพองาม สามารถอ่านจบได้ภายใน 1-3ชั่วโมง

ขอคารวะประเด็นเรื่องกลิ่นที่เป็นตัวดำเนินเรื่อง จะอย่างไร ขอนับเป็น Innovation ของการเล่าเรื่องวิญญาณ
และแอบได้กลิ่นของบรูซวิลลิส (the sixth  sense) โผล่เข้ามาในฉากแวบๆ

ส่วนที่เจ๋งคือ ผู้เขียนดึงเอาความเป็นผู้กำกับมาเขียนเล่าเรื่องประหนึ่งการตัดต่อภาพยนตร์ ไม่ต้องพร่ำพรรณนาโวหารจนฟุ้ง ไม่มีคำคมกรีดหัวใจ
แต่อาศัยตัวหนังสือตัดฉากไปมาอย่างยอดเยี่ยม ร่วมกับความพยายามกำกับภาพในจินตนาการของผู้อ่านผ่านตัวหนังสือ
สมศักดิ์ศรีผู้กำกับมือรางวัลที่มาเขียนนิยาย

บรรยากาศระหว่างบรรทัด เป็นความหดหู่บางๆ ที่มีเสียงเรียกเบาๆ อยู่ไกลๆ คล้ายอยู่ตรงนั้น และคล้ายมิใช่อยู่ตรงนั้น และมีกลิ่น!

นิยายมีความดราม่าแบบเด็กมัธยม เรียกความสะเทือนใจได้ แต่ก็ไม่ขยี้ความดราม่านั้นซ้ำๆ เกินความเป็นนวนิยายสืบสวน และก็ไม่สยองขวัญจนขวัญต้องแทรกตัวหนีหายไปซุกใต้ผ้าห่ม อันนี้ก็มีทั้งดีและไม่ดี ขึ้นกับรสนิยมในการเสพของผู้อ่าน

ติงที่โครงเรื่องอาจผูกปมไว้แค่พองาม เดาว่าเป็นความพยายามที่จะรักษาสมดุล ผลคือเรื่องมี balance ที่ดีมากๆ แต่การสืบสวนฆาตกรรมยังไม่พีคไปแตะความเป็นได้เท่าอาการ์ธาคริสตี้ และก็ยังไปไม่ถึงโคนัน

สรุปคือซื้อ
เป็นนิยายเจ๋งๆ ที่อ่านแล้ววางไม่ลง … อ่านรวดเดียวไปจบเอาเที่ยงคืน

#เริ่มสนุกกับงานอดิเรกใหม่

เมื่อเมืองหนาว…ปาอุ่น

หนาวเยี่ยงเดียวกันกับสามคืนก่อนในกรุงเทพ
แต่รายละเอียดต่างกันนัก!

ลมหนาวที่เมืองกรุง บาดลึกกว่า เสียดกระดูก และแอบเข้าไปสะท้านที่หัวใจในบางวินาที
ลมหนาวในอุทยานห่างๆ กรุง แปลกที่ไม่บาด ไม่สะท้าน บางช่วงกลับเป็นมวลหนาวที่ห่อหุ้มให้ลมหายเราใจอบอุ่นขึ้นมาได้

บันทึกระหว่าง…
พ่อ นั่งเฉยๆ ในร้านค้าอุทยาน สัมผัสการเคลื่อนตัวผ่านของเวลา
แม่ ยืนคุยกับแม่ค้า ประหนึ่งคุยกับเพื่อนบ้านสนิท
ลูก วิ่งเล่นในอุทยาน คล้ายวิ่งเล่นบนสนามภายในรั้วบ้าน

Principles of Buying

Today, got something from tutoring my child with his text book of social sci (P.3) …
These are called ‘Principles of Buying’ :-
1. Good quality at a reasonable price
2. Buy only essential
3. Appropriate to income
4. Do not hurt the environment
5. Last for long time

Oh! These are great!
They’ve covered everything about the study of feasibility!
They are very essential thinking framework for project manager.

Surprisingly, we can always learn something from reading, even P.3 text book.