เกมอันตราย

นวนิยายสองเล่มจบ เล่มแรก 408หน้า และเล่มจบ 566หน้า ความหนาสองเล่มรวมกันเกือบสิบเซ็น

image

#Pilgrim น่าจะเป็นสายลับที่น่าเอาไปสร้างเป็นหนังฮอลลีวูดมากที่สุดเท่าที่ผมเคยอ่านมาทั้งหมด และถ้ามันไม่ถูกดัดแปลงเลย นี่น่าจะกลายเป็นหนังตำนานได้อีกหนึ่งเรื่อง (ผมเคยเห็น ที่ฮอลลีวูดทำกับนิยาย the Firm ของ John Grisham แล้ว การดัดแปลงบทแบบทำเสียของจริงๆ)

สนุกมาก
ทั้งวิธีการเดินเรื่องและรายละเอียด มันพอดี ไม่ขาด ไม่เกิน ไม่หลวม ไม่ลอย ไม่ฟุ้ง ไม่เพ้อ เนื้อหาหนักแน่นมาก

เกือบหนึ่งพันหน้าของหนังสือสองเล่มไม่ทำให้เกิดความเหนื่อยในการอ่านเลย ตรงกันข้ามมันทำให้เรากระหายความสนุกแบบนี้อีก คล้ายเสพติดมากขึ้นไป

แรกอ่าน มีอาการมึนงงกับวิธีดำเนินเรื่อง (อาจเป็นเพราะสำนวนการแปล) แล้วเมื่อเราจับรายละเอียดของแต่ละตัวละครได้ เราจะหลั่งอะดรีนาลีนไปกับการสืบสวนไล่ล่าของสายลับ-ตำรวจ-ผู้ก่อการร้าย แทบไม่ได้พักหายใจ

หลังจากอ่านเล่มหนึ่งจบ ผมบอกภรรยาว่า เหมือนได้อ่านแปดเทพอสูรมังกรฟ้าของกิมย้งเลย!

Terry Hayes ผู้เขียน เล่นใหญ่มาก เขาเล่าเรื่องราวของตัวละครหลักสามตัว ที่ละเรื่องๆ ตั้งแต่เริ่มต้น จนมาเป็นสายลับนอกราชการ ตำรวจผู้กล้าหาญที่บาดเจ็บหนัก และผู้ก่อการร้ายอดีตนักรบมูจาฮีดีน  ทั้งสามต่างดำเนินเรื่องของแต่ละคนมาตั้งแต่เริ่มฝึกหัดจนเป็นสุดยอดฝีมือในทางของตน แล้ว Terry การพาทั้งสามมาเจอกัน ด้วยอาชญากรรม การสืบสวน จบลงด้วยการก่อการร้าย

ผู้เขียนเล่าเรื่องการเติบโตของตัวละครเอกทั้งสามคนแยกกัน จนมาบรรจบกัน ทำให้เราอินไปกับตัวละครและเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร นี่เองที่พาเราดิ่งลงไปอยู่ในสถานการณ์สอบสวนตลอดทั้งเรื่องด้วย

ความสุดยอดของเรื่อง คือการที่มีฉากหลังของเรื่องเป็น กราวด์ซีโร่ ซาอุ  อัฟกานิสถาน และตุรกี

สนุก อ่านแล้วเสพติดครับ

Advertisements

เด็กชายหอยนางรม

เราชอบร้านหนังสือนอกเชน เพราะเรามักค้นพบหนังสือ จากการผจญภัยภายในร้าน
หวังว่า ร้านนอกเชนทั้งหลายนี้ จะสามารถอยู่รอดในกระแสทุนนิยมอันเกรี้ยวกราด

เราพบหนังสือเล่มนี้นอนนิ่งอยู่บนชั้นหนังสือหนึ่งในร้านนั้น ชื่อทิมบอร์ตันสะดุดใจเราจนไม่อาจหักใจ แรกก็ตัดสินใจปล่อยมันนอนนิ่งอยู่ตรงนั้นเพราะติงว่าหนังสือสั้นไปบ้าง ตัวหนังสือน้อยไปหน่อย
หากแต่ชื่อผู้แปลทำให้เราต้องตัดสินใจใหม่

และทันทีที่อ่านจบ อดไม่ได้เลยที่จะต้องมาบรรยายถึง 

image

#ความตายอันน่าสลดใจของเด็กชายหอยนางรม
การใช้คำของคุณ #ปราย_พันแสง ทำให้จิตนาการประหลาดวิปลาสของ #Tim_Burton สำแดงตนออกมาได้เต็มที่

คุณสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้จบได้ภายในไม่กี่นาที แต่จิตนาการประหลาดวิปลาสของทิมผ่านตัวอักษรของคุณปราย จะจับจิตเราเป็นเดือน อาจบางทีตลอดไป ไม่แน่คุณอาจถึงกับไม่สามารถลืมความมืดพิกลพิการเหล่านี้ได้

แม้ตัวละครจะพิลึกพิลั่นพิกลพิการ แต่ดวงใจกลับดูจริงใจตรงไปตรงมายิ่งกว่ามนุษย์ปุถุชน การทิ้งท้ายของเรื่องทำให้เกิดคำถามที่ไม่มีคำตอบ หรือว่าจริงๆ คือสามารถมีคำตอบได้มากมายนับไม่ถ้วน กลายเป็นเรื่องของแต่ละคนจะจินตนาการมาตอบ

นี่คือรวมนิทานสั้นๆ ที่เปิดโอกาสให้จินตนาการของเราได้ทำงานหนักได้อย่างเต็มที่ จินตนาการทำงานหนักเสียจนก้าวข้ามขอบเขตของอนุรักษนิยมไปถึงแดนแห่งความคิดสร้างสรรค์ออกไป อาจบางทีปมเหล่านี้ทำให้เราเข้าใจกันและกันมากขึ้น 
เพียงแต่นี่อาจจะไม่ใช่นิทานเด็ก เพราะคุณจะพบกับเรื่องราวการข่มเหงรังแก ทุบตีทำร้าย การนอกใจ และการฆ่ากัน ในท้องเรื่อง

หนังสือดาร์คๆ อีกแล้วที่จับใจเรา
เชื่อหรือไม่ว่าในความมืดหม่นนี้กลับมีเรื่องตลกร้าย นี่คือความอัจฉริยะของทิม ไม่มีตัวละครใดๆ เลยของทิม ที่ปกติสมบูรณ์ แม้กระทั่งสมประกอบ (มนุษย์เราทุกคนก็เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ? มีใครที่สมบูรณ์) แต่ตัวละครเหล่านี้กลับงดงาม ดั่งเช่นถ้าคุณได้เคยดู Edward มือกรรไกร หรือถ้าคุณเคยดู Batman ของทิม คุณจะหลงเสน่ห์มันจนแม้กระทั่งคุณจะรู้สึกว่าบท Batman ของ Ben Affleck นั้นดูอ่อนมาก

นอกจากเนื้อหาแล้ว สำนวนของคุณปรายก็ดีงาม เนื้อเรื่องสั้นๆ ในแต่ละบทประกอบไปด้วยตัวอักษรไม่กี่ตัวเท่านั้นก็หมดบท แต่คุณปรายก็ยังทำให้เราติดใจกับการใช้คำของหนังสือเล่มนี้ได้ นี้คือการแปลระดับห้าดาว

ถ้าคุณขอบจินตนาการด้านมืด คุณควรได้อ่าน…

หนีไป

บ้านคือที่ไหนกัน แล้วเราจะหนีไปไหน
แล้วเราหนีอะไร!
#หนีไปเสียจากบ้าน

image

ซื้อหนังสือเล่มนี้มาตั้งแต่เมื่อสองเดือนที่แล้ว เราบันทึกวันที่ที่ได้หนังสือมาไว้บนหน้าปก และเน้นว่าเป็นวันหลังจากวันที่คุณอาเสียหนึ่งวัน
โดยที่ไม่ได้คิดถึงมาก่อนเลยว่าบรรยากาศของหนังสือเล่มนี้จะเป็นเช่นเดียวกับบรรยากาศแห่งความสูญเสียนั้น

หนังสือเล่มนี้ อาจจะไม่ได้เหมาะกับคนอ่านบางคน
สำหรับเราแล้ว มันเป็นหนังสือที่อ่านยากเลยทีเดียว ต้องใช้เวลากว่าสองเดือน จึงเดินทางมาจนจบเล่ม เป็นหนังสือที่เคี่ยวกรำการใช้สมาธิในการอ่านมาก…
แต่เราชอบ!

คุณ Tomorn Sookprecha เป็นนักเขียน นักแปล และอดีตบรรณาธิการนิตยสาร GM งานเขียนของเขามีชั้นเชิง และพาเราไปในดินแดนที่เราคาดไม่ถึง

งานเขียนเล่มนี้ดาร์คครับ ตลอดการอ่าน คล้ายๆ เดินลงบันไดไปในถ้ำที่ลึกลงไปเรื่อยๆ ค่อยๆ ดาร์คไปทีละบท แม้มีบางหน้าคล้ายเป็นขั้นพัก บางหน้าก็พาเราเดินชึ้นบ้าง แต่ก็มืดหม่นโดยตลอด

ที่ดีงามมากถึงมากที่สุดคือการผสมปนเประหว่างเรื่องแต่งกับเรื่องจริง ปนเประหว่างการเดินทางกับนิทาน
ในระหว่างเดินทาง หนังสือพาเราไปเจอกับหญิงหัวแม่มือ ลิตเติ้ลเมอร์เมด และเจ้าชายน้อย ด้วย

ในช่วงแรกของการอ่าน เราพยายามแยกแยะระหว่างเรื่องจริง เรื่องราวในนิทาน และเรื่องแต่งของผู้เขียน ผลคือเหนื่อยมากกว่าจะผ่านไปแต่ละหน้า

ในที่สุดแล้ว
เมื่อเราก้าวพ้นจิตสำนึกนั้น แล้วดื่มด่ำไปกับตัวอักษร โดยเลิกใส่ใจว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง ในที่สุดแล้วเราจะสัมผัสกับความงามของงานเขียน ยิ่งอ่านยิ่งสนุก

ที่ชอบคือสำนวนการเขียนที่พาเราจินตนาการไปตามการเดินทาง ภาพในจินตนาการนั้น เป็นสีแปลกๆ เป็นแสงหม่นๆ หาได้ยากจากการอ่านหนังสือเล่มอื่นๆ

มันคงเหมาะกับคนอ่านบางกลุ่มเท่านั้น มั้งครับ
แต่เราชอบ

สิ่งเล็กๆ คือความสุข

คนเรา มักถามหาความสุขเสมอ
บ้างสุขมาก บ้างสุขน้อย สุขนาน สุขสั้น
แต่ในที่สุดแล้ว ความสุขก็มักจะอยู่กับเราไม่นาน ความทุกข์ก็เหมือนกัน

image

“ทำอะไรเล็กๆ ง่ายๆ ก็มีความสุขได้”
หนังสือชื่อเรื่องแบบนี้ กับคนเขียนที่ชื่อวงศ์ทนง สร้างความคาดหวังบางอย่างจากผู้อ่านตั้งแต่หน้าปก

อย่างแรกที่ตัดสินใจซื้อคือ หนังสือมีรูปสวย แน่นอนหนังสือโลกสวยรูปต้องสวยครับ ถัดมาคือพลิกดูเนื้อหาข้างใน เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่นในเขตชนบท ส่วนมากเป็นคนที่ตัดสินใจเดินออกจากเมืองกลับไปอยู่ในชนบท
หนังสือที่เขียนเรื่องแบบนี้ของคนไทยนั้นพอมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่กับชีวิตของคนญี่ปุ่นในชนบทจากการสัมภาษณ์โดยตรงโดยโหน่ง a day ทำให้ความน่าสนใจของหนังสืออยู่ในระดับพีค

การนำการสัมภาษณ์คนญี่ปุ่น มาเขียนรวมเป็นหนังสือ ประกอบกับเรื่องราวของเมืองซากะ กลายเป็นงานเขียนกึ่งสารคดีกึ่งบันทึกการเดินทาง ประกอบกับสไตล์การเขียนที่ทำให้ตัวหนังสือมีอารมณ์ดีตลอดตั้งแต่ตัวแรกจนถึงตัวสุดท้าย คนอ่านจึงอารมณ์ดีตามไปด้วย

โหน่ง a day มีสไตล์การเล่าเรื่องด้วยตัวหนังสือที่มีเอกลักษณ์ เนื้อหาตรงไปตรงมามาก แต่มีความงามบางอย่างในตัวหนังสือที่สัมผัสได้ตลอดการอ่าน

ความเป็นสารคดีของเนื้อหา ทำให้เราอิ่มไปกับสารของมัน และความเป็นบันทึกเดินทาง ทำให้เราได้เดินทางภายในไปกับหนังสือด้วย

หลังจากอ่านจบ เราได้รับสารที่ผู้เขียนต้องการจะบอก ว่าการมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ นั้น คนเมืองซากะแห่งนี้ เค้า enjoy กับมันอย่างไร ซึ่งสุดท้ายแล้ว มันก็กลับมาช่วยเราตอบคำถามเรื่องความสุข ที่เราก็ถามหาอยู่เนืองๆ นั่น

ใครจะบอกได้ว่ามันคือการทำสิ่งเล็กๆ หากแต่อาจจะเป็นการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่อยู่ก็ได้

และมันช่วยไม่ได้เลยที่ทำให้เราแอบหลงรักเมืองซากะนี้ไปด้วย แม้ว่าเราจะยังไม่เคยดูเรื่อง stay ซากะ

ขอบคุณความที่เมื่อวานต้องใช้เวลาอยู่ในรถ BTS นานกว่าปกติมาก ทำให้เรามีความสุขอยู่กับหนังสือนี้จนจบเล่ม

พะงัน ที่พระจันทร์ยังไม่เต็ม

ครึ่งหนึ่งของการเดินทางแล้ว
หัวหิน-หาดทรายรี-ระนอง-เขาหลัก-อ่าวพระนาง-ทะเลแหวก-เกาะโปดะ-เกาะพะงัน

คืนที่สองบนเกาะพะงัน

image

เราได้ Explore มากมายจากเกาะนี้
   1. มาอยู่ที่นี่แทบจะลืมไปได้เลยว่าคือสุราษฎร์ธานี ที่นี่มีคนไทยน้อยมาก ถ้าไม่ใช่ฝรั่งที่ใส่บิกีนี่ก็เป็นคนพม่าที่ทำงานเป็น แม่บ้าน-บริกร-Cashier-Reception-กุ๊ก-พนักงานขับรถ-แม้ในเซเว่น เออ ทุกสิ่งอย่าง เราต้องสื่อสารกับผู้คนรอบตัวด้วยภาษาอังกฤษเป็นหลักก่อน เค้าฟังออกมากกว่าภาษาไทย และเราจะเห็นเค้าเหล่านั้นคุยกับฝรั่งด้วยภาษาอังกฤษเป็นปกติทั่วไป
   2. ถึงกระนั้น Dinner บนชายหาดวันนี้ (แม้วันสงกรานต์จะไม่ fullmoon) นายไข่ถามว่ามี Coke Zero มั้ย บริกรบอกว่าโอเค แล้วยกโค้กคลาสสิคมาเสริฟสี่กระป๋อง ด้วยข้อหาว่าเราสั่ง ‘โค้กสี่ลูก’ เอิ่ม!!!!
   3. ถนนที่เชื่อมแต่ละหาด ท้าทายรถมาก ชันและคดเคี้ยว แม้รถกำลังดีๆ ยังต้องขึ้นลงด้วยเกียร์ต่ำ อีกทั้งถนนกว้างเพียงแค่สองเลนวิ่งได้เลนละคัน เอาเข้าจริง วิ่งขึ้นลงภูทับเบิกง่ายกว่านะ แต่ฝรั่งถอดเสื้อร่อนมอไซค์วิ่งขึ้นลงๆ รอบเกาะกันหน้าตาเฉยเลย แต่ทำเอาขับรถยากขึ้นไปอีกเพราะนอกจากความชันระดับเครื่องสั่นแล้ว เรายังต้องคอยหลบหลีกมอไซค์เป็นระยะ และยังพีคตรงที่บางช่วงทางชันถนนอยู่ระหว่างซ่อมแซม เป็นดินเป็นหลุมเป็นบ่อ ความสุขุมระหว่างขับมันช่างเร้าใจนัก
   4. ทะเลยังบริสุทธิ์อยู่มาก ทั้งสวยทั้งดิบ น้ำใสแจ๋ว สัตว์โลกผู้น่ารักตรึม อยู่รอบๆ ตัวระหว่างลงเล่นทะเล เบๆ ก็ปลา ปู หอย ตั้งแต่ตัวเล็กจนถึงระดับน่ารับทาน advance ก็ประมาณ ปลิงทะเล เม่นทะเล กระจายอยู่ทั่วไป (แต่ยังไม่เจอปลาดาวเหมือนทะเลที่กระบี่)
   5. สีทะเล สีท้องฟ้า ไม่เหมือนกับอันดามัน แต่ก็สวยมาก เป็นอีกอารมณ์หนึ่ง และแดดไม่ร้อนจัดเท่าทะเลกระบี่ เล่นน้ำสบาย
   6. เนื่องจากเป็นเกาะแห่ง fullmoon party กิจกรรมบนชายหาดตรึม ร้องรำทำเพลงเต้นกินดื่ม on the beach ที่เก๋มากคือ yoga on the beach อ้อเป็นเกาะแห่งโยคะก็ว่าได้ มีทุกแยก มีเยอะกว่าเซเว่นบนเกาะ
   7. ข้าวผัดสัปปะรดคือดีงาม คุณสามารถเดินไปร้านผัดข้าวตามสั่งริมถนนได้เลย สั่งเค้าผัดข้าวผัดสับปะรด (จานละ 50บาท) อร่อยดีงามมากมาย
   8. ว่าด้วยร้าน 7-11 บ้าง บนเกาะมี 7-11 นะ แต่ทั้งเกาะมีไม่น่าถึงสิบร้าน และอยู่เฉพาะชุมชนหลักๆ (อีกที คือเทียบกับร้าน/ศูนย์โยคะน่าจะมีเป็นร้อย) ถ้าเจอนี้เด็กๆ ในรถออกอาการกรี๊ดเซเว่น
   9. พึ่งค้นพบว่ามีเรือวิ่งข้ามจากเกาะพะงัน ไปเกาะเต่า แล้วข้ามกลับไปขึ้นบกที่ชุมพร โอ้ ทำเราหัวใจเต้นแรง ต้องลองๆ ถ้าแบ้คแพ็คกันสองผัวเมียเนี่ย เรากลับขึ้นฝั่งอ่าวไทยทางนี้แน่ 555
   10. แถมให้สำหรับเทศกาลสงกรานต์ จริงๆ แล้วร้านอาหารบนเกาะมีอยู่เยอะ แต่วันนี้ วันนี้ 13เมษา พร้อมใจกันปิดจ้า แม้กระทั่งห้องอาหารในรีสอร์ทก็ปิดให้พนักงาน (ชาวพม่า) ไปเล่นน้ำสงกรานต์ แล้วค่อยกลับมาเปิดทำการหลังห้าโมงจ้า เดือดร้อนสิจ๊ะ จะรออะไร จะรอดเหรอ วิ่งขึ้นๆ ลงๆ ทางเขารอบเกาะหาที่กินข้าวเที่ยงจ้า หนุกหนานๆ

image

เงียบๆ แต่เหตุการณ์เพียบนะ
พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางต่อแล้ว ถามว่ารอบหน้ามาอีกมั้ยเกาะนี้ อืม! สองชั่วโมงจากท่าเรือดอนสัก ค่อยๆ คิดละกันนะ

พราง ณ กระบี่

หอบนิยายของโคเบนอีกเล่มติดมาทะเลด้วย พึ่งมีเวลาอ่านจบเมื่อคืน มาทะเลแล้วไม่ได้อ่านหนังสือคงอึดอัดนัก โคเบนกับอันดามันทำหัวใจเต้นแรง

image

โคเบนมักจะจับเอาครอบครัว พาเข้าไปในงานฆ่ากันตายในป่า
จับเอาความรักในครอบครัว พ่อ-แม่-ลูก พี่-น้อง เป็นตัวประกัน ท้าทายความรักในครอบครัวด้วยเหตุการณ์นองเลือด แล้วจับมันยัดทิ้งไว้ในป่า ป่าของครอบครัว ป่าปิดผนึกความเจ็บปวดไว้
เวลาผ่านไป แล้วความเจ็บปวดนั้นก็สามารถกลับออกมา หรือจริงๆ แล้ว มันไม่เคยไปไหน?

แม้ว่าโครงเรื่องยังวนๆ อยู่กับปมการสูญเสีย ความลับที่คนในครอบครัวงำเอาไว้
แต่เรื่องนี้ชี้เจาะจงลงตรงที่ ความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ นี่คือคลาสสิคมาก เรายังติดใจประเด็นแบบนี้ต่อเนื่องมาจากที่อ่านหนังสือของนิ้วกลม (หยดน้ำในกองไฟ)

มนุษย์ไม่สมบูรณ์แบบ มนุษย์ย่อมมีเรื่องห่วยแตก และมนุษย์มีความลับ แต่มนุษย์ก็พยายามจะดำเนินชีวิต พยายามจะจัดการความห่วยแตกของตัวเองในแบบใดแบบหนึ่ง

การดำเนินเรื่องยังคงหักมุมไปมา ไม่ด้อยไปกว่าเรื่อง ‘Tell No One’ เลย หักมุมกันหน้าต่อหน้ากระดาษเลย อ่านแล้ววางไม่ลงเช่นกัน ใครมาสายนี้รับรองไม่ผิดหวังกับเล่มนี้ โคเบนผูกปมไว้หลายชั้นมาก เดินเรื่องมาเรื่อยแล้วจับหักมุมตรงนั้นเลย
โอ้โฮ! ได้แต่ต้องตามอ่านบรรทัดต่อบรรทัด หน้าต่อหนัา

โดยส่วนตัวแล้ว ชอบเรื่องนี้มากว่า ตรงที่การเดินเรื่องโดยการลงมือสืบสวนพร้อมๆ กันสองด้าน เรื่องเดียวกัน ต่างคนต่างสืบ แล้วมาเจอกัน การเดินเรื่องอาศัยการตัดฉากสลับไปมาไม่ให้คนอ่านได้ตั้งตัวเลย นี่คือดีงาม สนุกมาก! ฟินแบบพีค (ถ้าจะเอาเรื่องนี้ไปทำหนัง ยังไม่แน่ใจเลยว่าจะสามารถตัดต่อหนังได้คมเท่าที่โคเบนทำเอาไว้)

ที่ดีงามอีกคือ มีการเบรคอารมณ์ด้วยการปะทะคารมทนาย-โจทก์-จำเลย ในศาล โอ้งานแบบนี้มันคือ A Few Good Men ชัดๆ
ฉากที่ Tom Cruise – Jack Nicholson – Kevin Becon ซัดกันนัวๆ ในศาลลอยขึ้นมาเลย
ทั้งยังมีคู่หูนักสืบเป็นตำรวจหญิง นี่คือ Demi Moore เลย มันคือการได้ดู A Few Good Man อีกรอบในการกำกับของโคเบน

ส่วนที่อาจจะดูด้อย คือพอดำเนินเรื่องด้วยโครงเรื่องความลับของครอบครัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในป่า ทำให้เราเดาโครงเรื่องได้บ้าง แต่นี้ก็อาจต้องยอมรับ เพราะโคเบนอาจพยายามรักษาโครงแบบนึ้เป็น Signature ซึ่งไม่มีใครเหมือน

#Halan_Coban
มนุษย์เราไม่สมบูรณ์แบบครับ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจัดการการมันได้มากน้อยแค่ไหน

ความสุขของ ด.ญ.กะทิ

image

ชื่อเรื่องว่าความสุข แต่เรายืนยันว่าเรื่องในหนังสือเล่มนี้เศร้ามาก

เวลาที่นึกถึงรางวัลซีไรต์ เราจะนึกถึงคนสองคน
เปล่า! ไม่ใช่นักเขียนคนไหนๆ ที่ได้รางวัล แต่เป็นครูสองท่าน
ครูท่านแรกคือบรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียน ที่เป็นบุคคลแรกที่แนะนำให้เด็กอ่านหนังสือบ้านๆ อย่างเรารู้จักกับผลงานรางวัลซีไรต์ และ ครูอีกท่านคือ ครูภาษาไทยระดับมัธยม ที่หยิบเอาหนังสือรางวัลซีไรต์มาประกอบการสอนให้นักเรียนรู้จักกับคำว่า ‘วรรณกรรม’
#ด้วยความระลึกถึงครับครู

แปลกใจตัวเองเหมือนกันที่พึ่งอ่านหนังสือรางวัลซีไรต์ปี2549 ได้จบในปี2559 พอดีๆ 10ปี
อาจเป็นเพราะความเกรงในบารมีของซีไรต์ แต่ด้วยเหตุบังเอิญพบหนังสือเล่มนี้บนชั้นหนังสือของที่พักระหว่างเดินทาง การอ่านจึงเกิดขึ้นภายหลัง 10ปี หลังจากได้รางวัล

ยิ่งแปลกใจเข้าไปอีกที่ ความสุขของเด็กอย่างกะทิ เพียง 118หน้าหนังสือ สามารถฝ่าวงล้อมวรรณกรรมน้อยใหญ่ ก้าวขึ้นเป็นวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน

เรามิบังอาจ ยกตัวเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมกับรางวัลของหนังสือเล่มนี้
เราเป็นเพียงหนอนหนังสือบ้านๆ ธรรมดา ที่หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว เกิดแรงผลักดันมหาศาลอย่างหนึ่งทำให้ต้องลุกขึ้นมาบันทึกความรู้สึกระหว่างการอ่านและหลังจากที่อ่านจบ

นี่คือหนึ่งในหนังสือที่สอดคล้องกับนิยามของคำว่าวรรณกรรมอย่างยิ่ง
และน่าจะเป็นหนังสือที่ควรบรรจุไว้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา
ในเมื่อเรามี ‘เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก’ มี ‘อยู่กับก๋ง’ มี ‘นิกกับพิม’ แล้ว เราควรมีความสุขของเด็กหญิงกะทิด้วย

บทพรรณาของนิยายพาเรากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง การคุยกันของปิ่นโตในเรื่องทำเอาเราคิดถึงโรงเรียน…
บทพรรณนาโวหารคือความดีงามของวรรณกรรมนี้

และอีกครั้งครับ นี่คือนิยายที่เศร้ามาก มันเศร้า
เศร้าจน…สุขอย่างยิ่ง!
คล้ายกับเมื่ออ่านหนังสือ ‘Lots of Love’ จบ สารที่เราได้จากหนังสือคือการได้ค้นพบว่า แท้จริงแล้วความสุขและความเศร้าอาจเป็นสิ่งเดียวกัน

ความสุขไม่ได้ซับซ้อน ความเศร้าก็เช่นกัน และที่แน่ๆ คือหากซับซ้อนมากเข้า นั่นไม่ใช่ความสุขแน่นอน!

ที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก คือผู้เขียนสามารถแทรกความย้อนแย้งลงในเรื่องราวของเด็กหญิงกะทิได้อย่างงดงาม

ทั้งหมดนี้ทำให้ หลังจากที่เราอ่านจบแล้ว กริ่งเกรงบารมีของงานเขียนรางวัลซีไรต์ ขึ้นไปอีก

สุดท้ายนี้ ได้แต่บอกว่า ทุกๆ นาทีที่อ่านความสุขของกะทิ ไม่มีนาทีไหนเลยที่นับเป็นเวลาสูญเปล่าได้
แต่ผู้อ่านที่อยู่ไกลบ้านไกลครอบครัวอาจต้องอ่านด้วยความระมัดระวังบ้าง มิเช่นนั้นอาจต้องเสียน้ำตาให้กับความสุขนี้ได้