ฝันไป หาวไป

พอจะรู้จัก ศุ บุญเลี้ยง ใช่มั้ยครับ
คนเดียวกับ พี่จุ้ย วงเฉลียง
คนที่แต่งเนื้อเพลง อิ่มอุ่น
แต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม, ปลายฟ้า
พี่แกเป็นทั้งนักเขียนและนักอยากเขียน อดีตเจ้าสำนักศิษย์สะดือ

image

ได้หนังสือที่แกเขียนมาหนึ่งเล่มครับ
บางๆ แค่ 96 หน้าเอง
เราไม่บังอาจมารีวงรีวิวอะไรหรอก
อยากบอกแค่ หนังสืออ่านสนุกดี สนุกแล้วยังให้ฉุกคิดอะไรๆ กลายเรื่อง

บางที ที่เราดำเนินชีวิตอยู่ในกระแสหลัก วันต่อวัน วันต่อวัน
สมองเราจะประหยัดพลังงานด้วยคำว่า ‘เคยชิน’ เพราะมันเองก็ขี้เกียจ (สมองเป็นอวัยวะที่ขี้เกียจที่สุดในร่างกายแล้วมั้ง?)
เราจะเคยชิน!
ความเคยชินนี้เองที่สร้างกรอบบางอย่างครอบไม่ให้ความคิดหลุดออกมา
ข้อดีคือเราสามารถดำเนินชีวิตไปอย่างอัตโนมัติได้โดยแทบที่จะไม่ต้องคิดอะไรในวันๆ ข้อเสียคือ ความคิดเราจะไม่ไปไหนไกลเพราะวิ่งชนกรอบความเคยชินนี้อยู่เนืองๆ

ถ้าเราอยากพาความคิดเราทะลุออกกรอบความเคยชินนี้ เราต้องกระตุ้นความคิดเราด้วยพลังงานแรงสูงบางอย่าง
หนีงสือบางๆ เล่มนี้บรรจุพลังงานแรงสูงอันนั้นไว้ครับ
บางทีเราๆ ก็แอบตั้งชื่อพลังงานตัวนี้ว่า “ความคิดขวางๆ”

ถ้าคุณอยากหลุดออกมาจากกรอบความเคยชินของความคิด เราแนะนำให้ไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านครับ

ด้วยวิธีการเขียนที่มีความเฉพาะตัวสูง ฉวัดเฉวียนขวางโลก เราจะเข้าใจเลยว่า นี่คือเจ้าสำนักเขียนเองจริงๆ

มาเล่มนี้ เป็นเรื่องราวของความฝัน ฝันจะเปิดร้าน เปิดร้านกาแฟ เปิดร้านหนังสือ บ้างก็ฝันแล้วลงมือ บ้างฝันแล้วก็นั่งหาว แล้วบางทีหนังสือเล่มนี้ก็ดับฝัน

ถ้าใครมีฝันอะไรๆ อยู่บ้าง เราควรได้หนังสือเล่มนี้ ไปดับอาการโลกสวยบ้าง เพื่อมองโลกอย่างที่ม้นเป็น

96 หน้านี่อ่านแป้บเดียวเองนะครับ
แต่หลังจากนั้นสิ พาเราครุ่นคิดไปเกือบทั้งวันเลย

Advertisements

จุลินทรีย์ในกรณีศึกษา

มีคนอ่านหนังสือกลุ่มใหญ่ที่ชอบอ่านหนังสือ how-to
บางช่วงชีวิตของเราก็ต้องพึ่งหนังสือ how-to อ่านกันเล่มต่อเล่มกันเลย
ปัญหาคือ ที่อ่านไปอาจหลายสิบเล่ม เหลือที่นำมาปฎิบัติจริงอยู่กี่บรรทัด จำนวนบรรทัดเหล่านั้นคือผลลัพธ์จริงๆ ที่เราได้จากหนังสือ
ส่วนอีกทางหนึ่งของการได้ประโยชน์จากหนังสือ how-to คือการให้วิธีคิด หรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติบางอย่างในตัวเรา ซึ่งผลแบบนี้ มันยั่งยืนกว่า

แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว หนังสือประเภทกรณีศึกษา ให้ผลในเชิงการให้วิธีคิดได้ดีกว่า จากตัวอย่างกรณีจริง

หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือกรณีศึกษา ไม่ใช่ how-to  (และเห็นแวบๆ ว่าขึ้นอันดับเป็นหนังสือขายดี)

image

แต่ยาขมของการอ่านกรณีศึกษา มันยาว และอ่านแล้วต้องมานั่งวิเคราะห์กันเองว่ากรณีศึกษานี้ๆ ให้บทเรียนเราเรื่องอะไร
มันใช้พลังงานในการอ่าน มากกว่าการอ่านหนังสือ how-to (นึกถึงสมัยเรียน อาจารย์มักจะสอนด้วยการให้อ่านกรณีศึกษา เป็นสิบๆ หน้า A4 และสรุป key factor ออกมา ทั้งขา success และ failure)

ความดีงามของหนังสือเล่มนี้คือ การที่นำเอากรณีศึกษามาเขียนให้เป็นบทสั้นๆ และวิเคราะห์ให้ผู้อ่านว่า Key Success Factor ของแต่ละกรณีนั้นคืออะไร โดยใช้สำนวนการเขียนช่วยให้มันอ่านสนุกด้วย
ทำให้เป็นหนังสืออ่านง่าย อ่านสนุก ทำให้เราสามารถอ่านจบเล่มหรือจบบทได้อย่างรวดเร็ว ครั้นจะหยิบมาอ่านให้จบอีกรอบ ก็ทำได้ไม่ยาก
ผู้เขียนสามารถเขียนกรณีศึกษาเหล่านี้ให้ออกมาสนุก ซึ่งหาได้ยาก

เหตุผลสำคัญที่ควรเลือกอ่านหนังสือเล่มนี้คือ กรณีศึกษาที่ค่อนข้างทันสมัย และยังไม่เคยมีใครหยิบเอาขึ้นมาเล่า
เราอาจคุ้นเคยกับกรณีศึกษาอย่าง Northwest, Dell, Wallmart, Starbucks, Apple, Steve Jobs …
แต่หนังสือเล่มนี้ พาเราไปรู้จักกับ GoPro, UNIQLO, Hallyu, และ บอนด์ เจมส์บอนด์
ใช่ครับ
น่าทึ่งมาก! กับที่หยิบยกเอา James Bond, Kim Kardashian, Adele, Ronaldo, Banksy มาเป็นกรณีศึกษาด้วย
การอ่านเรื่องเหล่านี้ ช่วยเปิดโลกเรามาก และมั้นให้วิธีคิดอะไรๆ ให้กับเราด้วย

สุดท้าย ที่เราชอบมากเป็นการส่วนตัวคือ กรณีศึกษาของร้าน Shakespeare and Company ช่างเขียนให้อ่านได้ฟิน จนเราอยากไปนอนอยู่ที่ร้านนั้นสักเดือน

มัน เจ๋ง นะ ครับ

เมื่อพ้นเมฆหมอก ดวงจันทร์กระจ่าง

บทสุดท้ายของไตรภาค ตำนานแห่งโอโตริ
เรื่องราวคลี่คลาย ประหนึ่งดวงจันทร์กระจ่างบนฟ้า
(แต่จริงๆ ยังมีอีกสองเล่ม คือเล่ม4-5) 

image

สงครามเกิดขึ้นในเล่ม3 นี้
ไม่น่าเชื่อว่า ผู้เขียนไม่ได้เป็นคนญี่ปุ่น สามารถเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์ได้งดงาม 
เราเขียนถึงนิยายเรื่องนี้มาถึงเล่ม3 แล้ว ยังคงเป็นนิยายที่สนุก ที่เราอยากเขียนถึงต่อ

ความงามของนิยายมีอยู่หลายประการครับ

ประการแรก การบันทึกเรื่องราววัฒนธรรมญี่ปุ่นโบราณไว้อย่างพอดี ย้ำว่าผู้เขียนไม่ใช่คนญี่ปุ่น แต่สามารถบันทึกเอาวัฒนธรรมญี่ปุ่นเด่นๆ ไว้ในเรื่องได้ดีมาก ทั้งศักดินาขุนนาง ธรรมเนียมของชนชั้นขุนศึก การวาดภาพเขียน ละครโบราณ แม้กระทั้งการชงชา ทั้งหมดเป็นฉากหลังของนิยายที่สอดคล้องไปกับเรื่องราว พฤติกรรม และปูมหลัง ของตัวละคร ไม่อ่อนจนถูกโครงเรื่องกลบ และก็ไม่เด่นจนกลบความสนุกของเรื่อง การได้สัมผัสวัฒนธรรมเหล่านี้ในหนังสือ ลื่นไหลไปตามการปฏิบัติตนของตัวละครที่โลดแล่น

ประการที่สอง การเขียนถึงความขัดแย้งและการพึ่งพาอาศัย ระหว่างขุนศึกและสายลับอย่างนินจา ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องของอำนาจ ผู้คนเปลี่ยนแปลงไปก็ด้วยอำนาจ ผู้คนเหี้ยมโหดก็ด้วยอำนาจ
หนังสือชี้ประเด็นการขึ้นสู่อำนาจ สร้างความบาดหมางเสมอ ทั้งจากการเบียดเบียน จากการอิจฉาริษยา และจากความทะเยอทะยาน และที่สุดแล้วก็เสื่อมลงทั้งนั้น ไม่ว่าใครจะเคยเป็นผู้ชนะ

ประการที่สาม
มีการสอดแทรกคติทางศาสนาในเรื่อง ทั้งพุทธและคริสต์ แม้มีอยู่ไม่มาก แต่การมีอยู่ของคติเหล่านี้ในเรื่อง กลับงดงามแบบ Minimalism คือน้อยแต่มาก ผู้เขียนมุ่งกล่าวถึงประเด็นคติในทางศาสนาเพียงไม่กี่ประเด็นตลอดมาตั้งแต่เล่มแรกจนมาถึงเล่มสาม แต่ประเด็นน้อยๆ เหล่านี้เองคือแก่น และสิ่งนี้กลายเป็นปม Conflict ของเรื่องไปในตัว คือ เราต่างก็ยึดถือศาสนาที่ถือความเท่าเทียมและความเมตตา แต่เราต่างก็ศักดินา ประหัตประหารก่อสงคราม การมุ่งสู่ความสมบูรณ์แบบอย่างสุดโต่ง สุดท้ายคือความวิปลาส

ประการที่สี่ คือจินตนาการของผู้เขียน แม้ไม่แฟนตาซีจ๋า แต่ก็ไม่เบาเลย การใช้จินตานาการของผู้เขียนเติมเรื่องลงในช่องว่างของประวัติศาสตร์ การทำศึก ความรัก ตลอดจนเรื่องราวรักร่วมเพศ การเก็บเกี่ยวปมต่างๆ ที่ปูไว้ในเล่ม 1 และ 2 ทำให้เล่ม 3 นี้พีคมาก ที่คลี่คลายปมต่างๆ เพื่อเข้าสู่ปัจฉิมบทของตำนาน จับคนอ่านเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา สร้างอรรถรสของจินตนาการได้หวืหวาเลย แต่นี่ก็กลายเป็นจุดอ่อนของเล่มสามนี้ด้วย เพราะกลายเป็นว่า ปมสำคัญบางปมถูกคลี่คลายแบบเร่งรีบเกินไป คล้ายรีบจบเพราะหน้ากระดาษจะหมดเล่มแล้ว ด้วยความรู้สึกของคนอ่านอย่างเรา อยากเห็นการเอาปมเหล่านั้นขยี้ลงบนหน้ากระดาษหนังสือหลายย่อหน้ามากกว่านี้ (ตามประสาคนอ่านซาดิสต์)
อย่างไรก็ดี ยังคงรักษาความสนุกของเรื่องได้ดีจนจบ เกิดอาการอ่านวางไม่ลง

ทั้งหมดนี้ ทำให้นิยายเรื่องนี้ควรซื้ออ่านและเก็บขึ้นชั้นหนังสือส่วนตัว
ขาดอีกสองเล่มครับ

#Otori

ความเหงา การเดินทาง และการตอบจดหมาย

ห้องสมุดมีปาฏิหาริย์ พาเอาความเหงามาพบเจอกัน

จากคนละมุม จากคนละชั้น (หนังสือ)
หนังสือสองเล่ม คนเขียนสามคน คนอ่านหนึ่งคน กับหว่องคาร์ไว มีความเหงามาเชื่อมโยง

ฮ่องกงสำเร็จรูป คือบันทึกการท่องเที่ยวตามลำพัง เราชอบการเขียนของเต๋อ (นวพล) จากที่เคยอ่านหนังสือของเขามาบ้าง
เราอ่านหนังสือ คล้ายกำลังนั่งดูหนังที่เขากำกับ

หนังสือเริ่มต้นจากประโยคทำนองว่า “มึงจะไปทำหอกอะไร” กะ “ฮ่องกงแม่งไม่มีเ..ยอะไรเลยครับพี่” แต่เต๋อก็พาเราไปเที่ยวฮ่องกงอยู่ดี 555 ไปแบบของเขา แล้วเต๋อพาเราเที่ยว พาเราตามรอยฉากในหนังของหว่องคาร์ไวในฮ่องกง

image

บันทึกเล่าการเดินทางในสถานที่วุ่นวาย ในเมืองที่เป็นป่าของตึก ป่าคอนกรีต
เราบุกป่าคอนกรีตตามหาสถานที่ในหนัง
เหมือนการเที่ยวเล่น แวะกินติ่มซำ เกี้ยวกุ้ง และโจ้กฮ่องกง กินอยู่เพลินๆ แล้วพลันจู่โจมเราด้วยความเหงา ความเหงาของเมืองผ่านการเล่า เต๋อเล่าด้วยภาษาของคนที่มีประสบการณ์ร่วมกันในยุคปี’80 (ยุคของเกมส์แฟมิคอม และหนังฮ่องกงก่อนส่งคืนเกาะ)

หนังสือตัดเอาฉากจากในหนัง ‘In the Mood of Love’ หรือ ‘Chungking Express’ ของหว่องคาร์ไว เข้ามาในบันทึกการเดินทาง

ที่พีคมากคือ การที่กลับไปในสถานที่ ของฉากที่ตัวละครหนึ่ง มองลงมาจากหน้าต่างโรงแรมหนี่ง เพื่อแอบเฝ้ามองการเดินจากไปของอย่างเงียบๆ ของอีกตัวละครหนึ่ง และการตามหาร้านสะดวกซื้อในฮ่องกง ที่นายตำรวจในหนังเข้าไปหาซื้อสับปะรดกระป๋อง ที่จะหมดอายุในวันที่ 1 May 1994 เพื่อให้มันหมดอายุไปในวันเดียวกันกับความรักของเขา
มันเหงาเซอร์เรียลดีแท้
(ยิ่งถ้าก่อนหน้า ได้อ่านสมองไหวในฮ่องกงมาก่อนด้วย อาจถึงขั้น หมายเอาไปเลยว่า ฮ่องกงคืองเมืองเหงา เมืองหนึ่งของโลก)
สำหรับคนอยากเหงา ให้มาเที่ยวกับหนังสือเล่มนี้

ตัดภาพกลับมา
จากการเที่ยวตามลำพัง มาพบกับการโต้ตอบจดหมายระหว่างพิมปายกับนิ้วกลม
ระยะทางอันห่างใกล้ เชื่อมกันด้วยจดหมาย

น่าแปลกใจทีการโต้ตอบจดหมายระหว่างนักเขียนสองคน พลันมีการปรากฏตัวของหว่องคาร์ไวด้วย! 
นกไร้ขาของหว่านไจ๋ที่ต้องบินไปเรื่อยๆ พลันบินผ่านบนตัวอักษรของนิ้วกลม แล้วลมใต้ปีกมันพาความเหงามาด้วย

image

การแอบอ่านจดหมายที่เขียนตอบกันไปมา ดูจะเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่น่าอ่านเท่าไหร่ ถ้ามันธรรมดา แต่ไม่ใช่สำหรับการโต้ตอบระหว่างพิมปายกับนิ้วกลม เช่นเดียวกับระหว่างนิกกับพิม เช่นเดียวกับระหว่างยาขอบกับคนรัก
เราชอบและเฝ้าแอบอ่านจดหมายของเขา

เขาชอบคำว่าความสัมพันธ์แต่ไม่ชอบคำว่าผูกพัน เธอก็ตอบเขาว่าเธอชอบคำว่าชั่วฟ้าดินสลาย

เขาเขียนถึงเธอด้วยความอบอุ่นและจริงจัง ในขณะที่เธอตอบจดหมายเขาด้วยความเหงา!

เราตกหลุมรักตัวอักษรของพิมปายทันที มันเหงา จับหัวใจ เธอพาเราเลยหว่องคาร์ไวไปหามุราคามิ!
แล้วเค้าก็ให้ฉายาเธอว่า หญิงสาวนัยน์ตามุราคามิ ความคมคายของตัวหนังสือของเขามิอาจบาดความเหงาของเธอได้เลย
ผลคือ เราเผลอต้องหยิบอ่านหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านซ้ำ  ทนอ่านแค่รอบเดียวไม่ได้

เอากับความบังเอิญสิ ในห้องสมุด คนละมุม คนละชั้น
หนังสือสองเล่ม คนเขียนสามคน
หนึ่งคนไปเที่ยว สองคนโต้ตอบจดหมาย
ทั้งหมดกลับเชื่อมโยงกัน ด้วยความเหงา…

ตำนานโอโตริ ภาค2

ภาค2 ต้องมา Grass for his Pillow (วิหคหลงรัง).

image

การเติบโตของตัวละคร

ความเจ็บปวด ได้กัดกินและหล่อเลี้ยงการเติบโตของมนุษย์ไปพร้อมกัน
แท้จริงแล้วความเจ็บปวดคือส่วนหนึ่งของความงามในชีวิต ใช่หรือไม่
การตัดสินใจเพียงแค่ชั่วอึดใจว่าจะปล่อยให้ไหลต่อไปตามสายน้ำแห่งยถากรรม หรือจักลุกขี้นเพื่อกบฏต่อขนบทั้งหลาย ที่เป็นตัวชี้นำอนาคตของเรา

ภาคนี้ ฉาก Action น้อยลง
เรื่องตื่นเต้นระทึกใจ ผ่อนลง
เปิดทางให้เรื่องราวความเป็นไปของขนบต่างๆ รุมกระหน่ำเรา ซ้ำๆ ด้วยประเด็นที่ต้องคิดต่อ

ถ้าอ่านแล้วคาดหวังจะได้ติดตามการปะทะกันระหว่างขุนศึก นินจา จากภาคนี้ คงผิดหวังอยู่บ้าง เพราะมีน้อยลง 
ในภาคนี้ ผู้เขียนเน้นที่จะเคี่ยวกรำเราให้ได้คิดตามประเด็นต่างๆ ตามสถานการณ์ที่พลิกผันของตัวละคร

แต่สนุกมากนะครับ
สนุกตรงที่เราจะได้เฝ้าติดตามความรู้สึกนึกคิดของตัวละครทั้งหลายอย่างใกล้ชิด
การเขียนที่ทรงพลังทำให้เราอินไปกับการตัดสินใจสำคัญๆ ของตัวเอกนั้น ทุกการตัดใจนั้น ล้วนมีที่มาที่ไป อ่านแล้ว ก็ยังคงหลงรักตัวละครเกือบทุกตัว

Shirakawa Kaeda ทำให้เรานึกถึง Daenerys Targaryrn ใน GOT ขึ้นมา

นับเป็นงานเขียนมหัศจรรย์อีกหนึ่งเล่ม เรื่องแบบดราม่าลึกๆ และโรแมนติก

ความดีงามอยู่ที่ การตีแผ่เรื่องราวด้านมืด และปล่อยให้ด้านมืดทำให้ความสว่างที่ยังมีอยู่ เด่นชัดขึ้นมา
ยิ่งมืด ความสว่างก็ยิ่งเด่นชัด
ถ้าคุณอยากเห็นดาว คุณอาจต้องปิดไฟ

“มันคือความเปราะบางที่ทำให้ชีวิตมีค่าเหลือเกิน ความสุขของเรายิ่งเข้มข้นเมื่อเราตระหนักว่ามันอาจไม่ยืนยาว”

สงครามใกล้จะเริ่มแล้ว
พบกันอีก…ภาค3

ล้มกระดาน เพราะ ไม่มีอะไรจะเสีย

Jack Reacher ใน Nothing to Lose ก็ยังนึกถึงหน้า Tom Cruise 

image

อาจเพราะความโดนเด่นของ Tom Cruise ที่รับบทเป็น Jack Reacher ในปี 2012

แต่ในส่วนสูงของ Jack Reacher ตามที่ Lee Child เขียนไว้ในหนังสือคือ 196 cm ในขณะที่ Tom Cruise สูง 172 cm ดังนั้นในแง่ของจินตนาการภาพของ Tom ขึ้นมาระหว่างอ่านดูขัดๆ กันอยู่บ้าง

เป็นเล่มแรกของ Jack Reacher ที่ซื้อหามาอ่าน โดยตามคำบอกเล่าในคำนำ Series ของ Jack Reacher นั้นมีทั้งหมด 12 เล่ม จับไปจับมา ก็หยิบเข้าเอา “Nothing to Lose” ซึ่งเป็นเล่มสุดท้ายของ Series กลับบ้านมาอ่านโดยไม่ได้ตั้งใจ

Jack Reacher เป็นที่สุดของวงการในทางของตัวเองจริงดังคำร่ำลือ เป็นตัวละครที่มีความเฉพาะตัวสูงมาก

คนอะไร เกลียดการถอยหลังกลับมากซะจนกระทั่งยอมพาตัวเองกลับเข้าไปพัวพันกับเรื่องคอขาดบาดตาย

ทักษะทางทหารของ Jack คือที่สุด มันคือทักษะที่ทำให้เขากลายเป็นนักสืบอัจฉริยะ ที่สามารถพาตัวเองรอดจากเรื่องอันตรายต่างๆ จนกระทั่งค้นพบเฉลยของเรื่องราวต่างๆ
นี่คือความสนุกของการอ่านเรื่องนี้ครับ เป็นพระเอกที่เก่งโคตรๆ อีกคน

เรื่องในหนังสืออ่านง่าย ตรงไปตรงมา ไม่ค่อยมีการตัดฉากหวือหวามากนัก
ยิ่งถ้าเทียบกับงานของ Halan Coban แล้ว การเขียนเรื่องนี้ของ Lee Child นั้นค่อนข้างตรงไปตรงมาแบบ Classic ซึ่งทำให้ดูไม่พีคมาก เพราะเรื่องราวดูเดาง่ายเกินไป

ดังนั้น ถ้าใครหวังความซับซ้อนของคดีที่สืบสวน อาจผิดหวังอยู่บ้าง (คดีที่สืบสวนในหน้งที่ Tom Cruise เล่น ดูจะซับซ้อนกว่าคดีในเล่มนี้) แต่อย่างว่าแหละ ที่เราอ่านเรื่องของ Jack Reacher ก็เพราะเราอยากติดตามการแก้ปัญหาในแบบของ Jack ซึ่งมันก็โดดเด่นจริงจัง และสนุกดี

Nothing to Lose เล่นกันปมใหญ่ปมเดียว ซึ่งเป็นแกนปริศนาของเรื่องทั้งหมด เราชอบการที่ผู้เขียนสามารถบอกเล่าความเสียหายของสงครามต่อครอบครัวของผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายผ่านตัวหนังสือของนิยายสืบสวนได้เนียนๆ เรายังได้เห็นการตัดสินใจต่อความผิดชอบชั่วดีของตัวละคร ซึ่งแม้จะไม่ใช่ประเด็นหลักของเรื่องเลย แต่มันก็กระตุกหัวใจเราได้เป็นระยะ

ที่ดีงามคือ การเขียนที่มีการใช้สัญลักษณ์ในเรื่อง – ชื่อเมือง Hope, เมือง Despair, และเมือง Halfway และผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้น บ้างก็ข้ามเขตเมืองจากเมือง Hope ไป Despair, บ้างก็ข้ามจากเมือง Despair มาเมือง Hope, บ้างก็พยายามจะข้ามเมืองแต่ก็ข้ามไม่ได้ เอาเป็นว่าถ้าอ่านไปด้วยคิดตามไปด้วย จะเป็นที่สนุกสนาน กระตุกความคิดบ้าง สลดใจบ้าง ตามจะคิดได้ 

นี่คืองานสร้างสรรค์ของผู้เขียน ที่สามารถแฝงสารความคิดอะไรบางอย่างถึงผู้อ่านในนิยายสืบสวน

หรือว่า จริงๆ แล้ว การสืบสวนคดี ไม่ใช่ประเด็นหลักที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ

สนุกดีนะครับ ไม่แน่ว่าต้องไปหา Jack Reacher เล่มอื่นๆ มาอ่านอีก

วิ่งไปดวงจันทร์กัน

วิ่งกันมั้ย วิ่งไปดวงจันทร์กัน

image

ก่อนหน้านี้ ได้ลองอ่านบางส่วนจากใน Blog ที่คุณ Tomorn Sookprecha เขียนไว้ จนกระทั่งเห็นว่ารวมเล่มพิมพ์ออกมา เราก็ยังไม่ได้สนใจมาก จนกระทั่งน้องสาวเอามายั่ว ก็ตกลงใจเดินไปซื้อมาอ่าน

ก็เป็นอย่างที่น้องแป้ง (นามสมมุติ) ว่า อ่านแล้วทำให้เราอยากออกไปวิ่งทันทีเลย หนังสือมันมีพลังมากขนาดนั้น พลังผลักดันบางอย่างออกมาจากตัวหนังสือ

เราเริ่มต้นวิ่งครั้งแรกเมื่อหลายปีมาแล้ว เอาจริงๆ คือจำไม่ได้ว่าเริ่มเมื่อไหร่ แต่น่าจะประมาณ3-4ปี เริ่มต้นจากการวิ่งบนลู่ใน Fitness. แล้วก็เสียความบริสุทธิ?ให้กับการวิ่ง Outdoor เพราะคำบอกเล่าของน้องโน้ต (นามสมมุติ) บอกมาว่าพี่ต้องลอง มันต่างจากการวิ่งบนลู่มาก แล้วก็เลยเถิดมาเรื่อย จนกระทั่งมาเสียความบริสุทธิ์ให้ App เพราะเข้าร่วม Event งานวิ่งของบริษัทเมื่อ 1-2ปีมานี่เอง

ที่เล่ามาคือสื่อว่า ปกติก็ออกวิ่งสม่ำเสมอมาหลายปีแล้ว เพียงแต่ยังมิอาจเอื้อมไปฮาฟหรือฟูลเลย นั่นคือ Perception แรกกับหนังสือเริ่มนี้เลยรู้สึกเฉยๆ มาก

แต่พอลงอ่านจริง บอกเลยว่ามันดีงามมาก คุณ #โตมร เขียนออกมาได้สนุก และมีพลังผลักดันแฝงในบรรทัดหนังสือด้วย หลังอ่านจบ ต้องลุกขึ้นใส่ลองเท้านันยาง (ชื่อสมมุติ) เพราะมิได้มิรองเท้าวิ่งราคาเกิน 500บาทมากว่า 5ปีแล้ว คือนันยางโคตรทน แล้ววันนั้นก็วิ่งไป 11 กิโลกว่า

ถ้าคุณยังไม่เคยออกวิ่ง หนังสือเล่มนี้จะให้แรงบันดาลใจครับ

ถ้าคุณวิ่งแล้วแต่ไม่หม่ำเหมอ หนังสือเล่มนี้ก็จจะปลุกความตั้งใจให้เริ่มมีวินัยกับมันอีก

ถ้าคุณวิ่งอยู่แล้วแบบสมัครมาเล่น หนังสือเล่มนี้จะพาคุณก้ามข้ามกำแพงบางอย่าง คุณจะวิ่งได้ดีขึ้น เว่อร์ป่าว? ต้องลองดู

ถ้าคุณเป็นขาวิ่งมาราธอนอยู่แล้ว หนังสือเล่มนี้จะให้ความเพลิดเพลินไปถึงดวงจันทร์เลย

แต่ถ้าคุณไม่คิดจะวิ่งใดๆ ทั้งอดีตปัจจุบัน อนาคต หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณเข้าใจว่า ไมวะ? เพื่อนๆ คุณจึงลุกออกมาวิ่งกัน

สิ่งดีงามของงานเขียนนี้ คือการเขียนด้วยภาษาสนุกๆ ทำให้อ่านแล้วเพลิน ทั้งๆ ที่ผู้เขียนอัดสารวิชาการ-วิทยาศาสตร์ไว้ในเรื่อง เปรียบได้กับการฟังเพลงระหว่างวิ่งไปด้วย มันวิ่งเพลินลืมเหนื่อยเลย บางครั้งเรื่องก็พาเราอมยิ้มไปด้วยระหว่างวิ่ง (ซึ่งก็คือระหว่างการอ่านนะ 555 งงมะ?)

เราว่า การวิ่งไปดวงจันทร์ครั้งนี้ไม่ธรรมดาและไม่น่าเบื่อเลย วิ่งเพลินจนเผลอจะเลยไปถึงดวงอาทิตย์ด้วยซ้ำ!

ยังไม่ต้องเชื่อนะครับ ลองอ่านลองวิ่งกันดูเอง

แต่การที่ลากตัวเองออกจากที่นอนออกมาวิ่งทุกเช้าก่อนไปทำงาน มันคือการเอาชนะตัวเองในทุกๆ วันครับ เราจะทำได้กี่มากน้อย แต่อย่างน้อย หนังสือเล่มนี้ดีงามครับ