เมื่อพ้นเมฆหมอก ดวงจันทร์กระจ่าง

บทสุดท้ายของไตรภาค ตำนานแห่งโอโตริ
เรื่องราวคลี่คลาย ประหนึ่งดวงจันทร์กระจ่างบนฟ้า
(แต่จริงๆ ยังมีอีกสองเล่ม คือเล่ม4-5) 

image

สงครามเกิดขึ้นในเล่ม3 นี้
ไม่น่าเชื่อว่า ผู้เขียนไม่ได้เป็นคนญี่ปุ่น สามารถเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์ได้งดงาม 
เราเขียนถึงนิยายเรื่องนี้มาถึงเล่ม3 แล้ว ยังคงเป็นนิยายที่สนุก ที่เราอยากเขียนถึงต่อ

ความงามของนิยายมีอยู่หลายประการครับ

ประการแรก การบันทึกเรื่องราววัฒนธรรมญี่ปุ่นโบราณไว้อย่างพอดี ย้ำว่าผู้เขียนไม่ใช่คนญี่ปุ่น แต่สามารถบันทึกเอาวัฒนธรรมญี่ปุ่นเด่นๆ ไว้ในเรื่องได้ดีมาก ทั้งศักดินาขุนนาง ธรรมเนียมของชนชั้นขุนศึก การวาดภาพเขียน ละครโบราณ แม้กระทั้งการชงชา ทั้งหมดเป็นฉากหลังของนิยายที่สอดคล้องไปกับเรื่องราว พฤติกรรม และปูมหลัง ของตัวละคร ไม่อ่อนจนถูกโครงเรื่องกลบ และก็ไม่เด่นจนกลบความสนุกของเรื่อง การได้สัมผัสวัฒนธรรมเหล่านี้ในหนังสือ ลื่นไหลไปตามการปฏิบัติตนของตัวละครที่โลดแล่น

ประการที่สอง การเขียนถึงความขัดแย้งและการพึ่งพาอาศัย ระหว่างขุนศึกและสายลับอย่างนินจา ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องของอำนาจ ผู้คนเปลี่ยนแปลงไปก็ด้วยอำนาจ ผู้คนเหี้ยมโหดก็ด้วยอำนาจ
หนังสือชี้ประเด็นการขึ้นสู่อำนาจ สร้างความบาดหมางเสมอ ทั้งจากการเบียดเบียน จากการอิจฉาริษยา และจากความทะเยอทะยาน และที่สุดแล้วก็เสื่อมลงทั้งนั้น ไม่ว่าใครจะเคยเป็นผู้ชนะ

ประการที่สาม
มีการสอดแทรกคติทางศาสนาในเรื่อง ทั้งพุทธและคริสต์ แม้มีอยู่ไม่มาก แต่การมีอยู่ของคติเหล่านี้ในเรื่อง กลับงดงามแบบ Minimalism คือน้อยแต่มาก ผู้เขียนมุ่งกล่าวถึงประเด็นคติในทางศาสนาเพียงไม่กี่ประเด็นตลอดมาตั้งแต่เล่มแรกจนมาถึงเล่มสาม แต่ประเด็นน้อยๆ เหล่านี้เองคือแก่น และสิ่งนี้กลายเป็นปม Conflict ของเรื่องไปในตัว คือ เราต่างก็ยึดถือศาสนาที่ถือความเท่าเทียมและความเมตตา แต่เราต่างก็ศักดินา ประหัตประหารก่อสงคราม การมุ่งสู่ความสมบูรณ์แบบอย่างสุดโต่ง สุดท้ายคือความวิปลาส

ประการที่สี่ คือจินตนาการของผู้เขียน แม้ไม่แฟนตาซีจ๋า แต่ก็ไม่เบาเลย การใช้จินตานาการของผู้เขียนเติมเรื่องลงในช่องว่างของประวัติศาสตร์ การทำศึก ความรัก ตลอดจนเรื่องราวรักร่วมเพศ การเก็บเกี่ยวปมต่างๆ ที่ปูไว้ในเล่ม 1 และ 2 ทำให้เล่ม 3 นี้พีคมาก ที่คลี่คลายปมต่างๆ เพื่อเข้าสู่ปัจฉิมบทของตำนาน จับคนอ่านเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา สร้างอรรถรสของจินตนาการได้หวืหวาเลย แต่นี่ก็กลายเป็นจุดอ่อนของเล่มสามนี้ด้วย เพราะกลายเป็นว่า ปมสำคัญบางปมถูกคลี่คลายแบบเร่งรีบเกินไป คล้ายรีบจบเพราะหน้ากระดาษจะหมดเล่มแล้ว ด้วยความรู้สึกของคนอ่านอย่างเรา อยากเห็นการเอาปมเหล่านั้นขยี้ลงบนหน้ากระดาษหนังสือหลายย่อหน้ามากกว่านี้ (ตามประสาคนอ่านซาดิสต์)
อย่างไรก็ดี ยังคงรักษาความสนุกของเรื่องได้ดีจนจบ เกิดอาการอ่านวางไม่ลง

ทั้งหมดนี้ ทำให้นิยายเรื่องนี้ควรซื้ออ่านและเก็บขึ้นชั้นหนังสือส่วนตัว
ขาดอีกสองเล่มครับ

#Otori

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s