ฝุ่นรอคอย

ภายในบ้านที่อยู่
ฝุ่นเม็ดเล็กในมุมหนึ่งเฝ้ารอเวลาที่แสงแดดใหม่จะลอดเข้ามาในบ้าน ลอดเข้ามาถึงขอบมุมที่มันอาศัยอยู่

กลางคืนหมดไปแล้ว กลางวันกำลังเดินเข้ามา
และเมื่อมาถึง จะมีสิ่งใดฉุดรั้งให้กลางวันคงอยู่ มันยังคงเดินจากเราไป เพื่อหลีกทางให้กลางคืนอีกครั้ง
จะยังเป็นเช่นนี้ต่อไปหรือไม่
การเกิดของสิ่งหนึ่งตามมาจากการจากของอีกสิ่งหนึ่ง
เช่น อิเล็กตรอนที่เกิดดับเป็นหลายล้านครั้งในชั่วพริบตาที่เราพยายามสังเกตมัน มิได้เป็นทั้งคลื่นหรืออนุภาค
เช่นเดียวกับแสงและเม็ดฝุ่นเม็ดเล็กเม็ดนั้น
ถ้ามีฝุ่นไม่มีแสง เราคงมองไม่เห็นฝุ่น ไม่มีอะไรจะกระทบกับฝุ่น แล้วสะท้อนส่งภาพมาที่ตา
แต่ถ้ามีแสงไม่มีฝุ่น เราก็อาจไม่เห็นอะไรนัก เมื่อปราศจากการกระเจิงของแสงกับอนุภาคของฝุ่น

การรอคอยของฝุ่นเม็ดเล็กหามีความหมายใดๆ แท้จริงไม่
สุดท้ายแล้วทั้งตัวมันและแสงต่างเป็นเพียงอนุภาคในเวลาเพียงเศษเสี้ยววินาทีเช่นกัน เพียงพบกันเพื่อจากกันไป
#ชีวิตยังคงเปราะบาง
เมื่อวินาทีนั้นไม่ได้เป็นของเราอีกต่อไป

Advertisements

เด็ก44

เนื้อเรื่องประมาณ 580หน้า หน้าละประมาณ 26บรรทัด
15,000 บรรทัด กับความโหดร้ายระหว่างมนุษย์กับมนุษย์

image

สมัยที่เรียนเรื่องระบอบสังคมนิยมของโซเวียต-สตาลิน เราพยายามจินตนาการว่า ผู้คนในระบอบนี้ ใช้ชีวิตกันอย่างไร ถ้ามีโอกาสอ่านเรื่องนี้ในตอนนั้น มันจะเติมคำในช่องว่างของจินตนาการนั้นได้พอดี ภาพการดำรงชีพของผู้คนในระบอบก่อนการล่มสลายของสหภาพสังคมนิยม
แต่นิยายเรื่องนี้อาจไม่เหมาะกับเด็ก

โศกนาฏกรรมหนึ่งนำไปสู่อีกโศกนาฏกรรมหนึ่ง
การตัดสินใจทำหรือละไม่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ส่งผลให้เกิดเรื่องอีกเรื่องหนึ่งตามมา
เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้นแล้ว มันฝังบางอย่างลงในหัวใจของเราแล้ว เราจะยุติมันได้ทันหรือไม่ ก่อนมันจะพาเราไปสู่ความรุนแรงอื่นๆ ต่อไป แล้วจบลงที่โศกนาฏกรรมอะไรๆ สักอย่าง
เรามีอำนาจที่จะยุติมันได้เสมอ เพียงแต่เราได้ลงมือหรือไม่

ที่สุดแล้วสถาบันต่างๆ เรียงไปตั้งแต่ ผัวเมีย พ่อแม่ลูก ครอบครัว เพื่อนบ้าน ชุมชม อำเภอ รัฐ และระบอบการปกครอง
อะไรที่ค้ำชูให้มันดำรงอยู่ได้นานกว่ากัน 
ความหวาดกลัว หรือความไว้ใจ
ความเกลียดชัง หรือความรัก
การเอาชีวิตรอด หรือการเสียสละ
ดำรงชีวิต ต้องมีความหมายในการดำรงชีวิตมั้ย ถ้าไม่ต้องมี สิ่งที่เราต้องทำคือเพียงแค่เลี้ยงดูตนและครอบครัวให้อยู่รอดปลอดภัยในระบอบ ใช่หรือไม่

หนังสือพาเราไปวนเวียน สำรวจประเด็นเหล่านี้ ซ้ำๆ 
ไม่ง่ายเลยที่นิยายจะมีพลัง ทำให้เราครุ่นคิดถึงประเด็น ที่บางที เราเองไม่อยากจะนึกถึง เพราะมันใช้พลังงานและดูเปล่าประโยชน์ในการหาคำตอบให้กับตัวเอง
นี่ทำให้นิยายเล่มนี้ มีอะไรๆ มากกว่านิยายฆาตกรรมบนหิ้ง Best Seller เล่มอื่นๆ ครับ

การเขียนและการแปล คือความเฉียบคม ทำให้อ่านแล้ววางไม่ลง
ถ้าคาดหวังเรื่องความระทึกตื่นเต้น จะไม่ผิดหวังเลย ความ Best Seller ของนิยายเรื่องนี้อยู่ตรงนี้เลย
อ่านไปด้วยความตื่นเต้นกับการเอาตัวรอดของตัวละคร พร้อมๆ การสำรวจผู้คนรอบตัว ใครบ้างที่ไว้ใจได้
เป็นสำนวนการเขียนและการแปลที่แปลกและอ่านสนุก ระทึกกันตั่งแต่เปิดเรื่อง

ส่วนต้ว ติงตรงตอนเฉลยของเรื่อง ดูเร่งรีบไปสักหน่อย หากอ้อยอิ่งอีกสักนิด สำรวจความเปราะบางของจิตใจอีกหน่อย จะสมบูรณ์มาก 
แต่นั่นแหละ มันเป็นเรื่องของรสนิยมครับ จบแบบนี้ก็กระชับไปอีกแบบ ไม่เยิ่นเย้อดี

เมื่อเซ็นคือบทเฉลย

ด้วยความบังเอิญ
หลังจาก #วินาทีที่เป็นอิสระ แล้วก็ตามมาเป็นเล่มนี้

image

เป็นความบังเอิญที่กลมกล่อมในการเสพหนังสือดีแท้
แนะนำนะครับ อ่านหนังสือ #วินาทีที่เป็นอิสระ เล่มนั้นก่อน แล้วอ่านเล่มนี้ของอาจารย์ #วรภัทร์ ตาม
มันคล้ายกับค้มภีร์เก้าอิมที่ถูกแยกเป็น 2 ภาค คือ ครึ่งหน้ากับครึ่งหลังเลย (ว่าไปนั่น)
คล้าย คุณหนุ่ม #โตมร กับ #นิ้วกลม ช่วยกันตั้งโจทย์จาก concept ของปราชญ์ทั้งหลาย แล้วอาจารย์ก็ตามมาเขียนเฉลยให้ด้วยกระบวนการคิดแบบ #Zen โอ้! มหัศจรรย์ของความบังเอิญ ดีงามหลาย

อาจารย์เป็นผู้รอบรู้ครับ
เกร็ดความรู้ต่างๆ ที่อาจารย์เอามาเรียบเรียงประกอบไว้นี้เพิ่มพูนสมองมาก ไล่ตั้งแต่ วิทยาศาสตร์ของนิวตัน วิทยาศาสตร์ของชโรดิงเจอร์ ศิลปะแบบปิกัสโซ่ เพลงของจอห์นเลนนอน Learning Organization ของเซงเก้ ไปจนถึงสังโยชน์10
อาจารย์คือพหูสูตของยุคนี้

แต่นั่นก็แค่เกร็ดในหนังสือนะครับ

กลับมาที่เนื้อหาหนังสือ
นี่คือหนังสือที่อธิบายเรื่องเซ็นได้ดีงามเล่มหนึ่ง อาจารย์สามารถอธิบายเรื่องที่เข้าใจยากด้วยภาษาง่ายๆ ได้ โดยเฉพาะสำหรับเด็กวิทย์แล้ว การติดตามสารที่อาจารย์ส่งผ่านตัวหนังสือมานี้ ทำได้ชิลล์ๆ เลย
จะถูกหรือผิดนั้น เป็นเรื่องปัจจัตตัง คือต้องลองเองถึงจะรู้นะ เราไม่ขอก้าวล่วง
แต่เราว่า การอธิบายเรื่องเซ็นกับพุทธ เล่มนี้เป็นเล่มที่พีคมากของอาจารย์เลย
ใช้เวลาอ่านไม่มากเลย (อ่านจบไปสองรอบในวันได้สบายๆ) พอจะชี้แนะความเข้าใจประเด็นแบบเซ็นขึ้นมาบ้าง
ถ้าสนใจศึกษาเรื่องนี้ ควรลองอ่านเล่มนี้ดู

บทที่ชอบเป็นพิเศษคือ ที่อาจารย์เขียนว่า “เราไม่จำเป็นต้องรู้ไปหมดทุกเรื่อง” มันกระแทกทัศนคติ-ความเชื่อบางอย่างในตัวมากจริงๆ
และมันช่างเข้ากับที่ #นิ้วกลม ถอดรหัสมาจากเขมานันทะ ในคีมภีร์เก้าอิมภาคแรก (ฮา)
ที่ตรงนี้ก็ไม่บังเอิญหรอก อาจเป็นเพราะ จริงๆ แล้วนี่คือกระบวนการทำความเข้าใจแบบเซ็น นั่นเอง

วินาทีนี้

วินาทีต่อวินาที
จากกลางคืนถึงกลางวัน จากกลางวันกลับคืนสู่กลางคืน
จากจวงจื่อถึงชิโยโนะ จากโทลเลถึงโอโช
ระหว่าง #โตมร กับ #นิ้วกลม
การผลัดกันเขียนถึงปราชญ์ทั้งหลาย พาเราไปสำรวจบาปของการคิด และบุญของการรู้สึกตัว

image

หน้าที่การงานมนุษย์เงินเดือนที่มุ่งอยู่ที่ผล พาเราเสพติดการหมกมุ่นอยู่กับผลลัพธ์ ยึดถืออยู่กับผล โดยอาจไม่คำนึงถึงวิธีที่จะได้มา
หนังสือฉุดลากเรากลับมาพิจารณากระบวนการมุ่งทำเหตุให้ถูกแต่วางเฉยในผล
จัดเป็นแนวทางพุทธใช่หรือไม่? 
แล้ว #นิ้วกลม ก็นำคำของเขมานันทะมาบอกเราว่า “บางคำถามไม่ได้ร้องการคำตอบ”

การผลัดกันเขียนคนละบทสองบท คล้ายการผลัดกันรุกผลัดกันรับของตัวหนังสือ โดยตั้งใจหรือไม่ เราไม่รู้หรอก แต่นี้คือความไพเราะ
หนังสือเล่มนี้ไพเราะ และถ้าเราอ่านมันในความเงียบ มันจะเป็นความเงียบที่ไพเราะ
ทั้งหมดล้วนเกิดจากความละไมในตัวหนังสือของนักเขียนทั้งสอง ที่เขียนต่อกันบทต่อบทด้วยภาษาของแต่ละคน

จัดเป็นหนังสือที่อ่านยากเล่มหนึ่ง
อ่านแล้วต้องไตร่ตรองกันบรรทัดต่อบรรทัด
แต่แล้วก็พลันฉุกคิดได้ว่า ยิ่งคิดมากเท่าไหร่ยิ่งไม่พบวินาทีนั้น วินาทีที่เป็นอิสระ
ครั้นเมื่อลดการคิด แล้วเติมช่องว่างของการคิดนั้นด้วยการรับรู้ การอ่านก็เริ่มลื่นไหล

หนังสือเล่มนี้ดีครับ

ชีวิตเปราะบาง

ชีวิตช่างเปราะบางนัก ยิ่งดูแลจึงพบว่ามันเปราะบางยิ่ง
หรือ นั่นเพราะเราดูแล จึงพบว่าเปราะบาง
หรือ ยิ่งดูแล จึงยิ่งเปราะบาง
หรือ หากดูแลแล้วมันยังเปราะบางเยี่ยงนี้ หากไม่ดูแลแล้วจะปวกเปียกกว่านี้
ไม่ว่าตรรกะจะเป็นเช่นไร

เหตุการณ์เมื่อต้นปี ปักหมุดในความตั้งใจ
จะไม่นำน้ำพักน้าแรงทั้งชีวิตที่ผ่านมา ไปจ่ายเป็นผลกำไรของอุตสาหกรรมโรงพยาบาล

แล้วจะจบลงอย่างไร เป็นสิ่งเหนือพ้นมิตินี้ที่จะตอบได้
เพียงมุ่งมั่นกับชีวิตอันเปราะบาง ในวันนี้ เวลานี้ ด้วยความตั้งใจอย่างดีที่สุด
ดังคำคติบางสำนักที่ว่า ส่วนที่เหลือแล้วแต่สวรรค์

เพียงยังคงเดินต่อไป ตามที่ตั้งใจ
ใช้เวลาจากความเปราะบางที่มีอยู่อย่างดียิ่ง กับครอบครัว เพื่อน และสิ่งที่รัก ทุกๆ วินาทีของห้วงเวลาที่เรายังคงเป็นเจ้าของ
แต่เพียงชั่วพริบตา วินาทีที่เราเคยเป็นเจ้าของอยู่ก็พลันตกไปอยู่ในมือผู้อื่น
ใครจะบอกได้ว่าผลในท้ายสุดจะเป็นอย่างไร
หากแต่เราบอกได้ เราได้ใช้เวลาที่เคยเป็นของเราอย่างดีที่สุดแล้ว เมื่อเวลายังเป็นของเรา

เวลายังคงเดินต่อไป ชีวิตยังคงเปราะบาง
เรายังคงตั้งใจ เราสัญญากับเธอ เพียงวินาทีนี้เท่านั้นที่ยังเป็นของเราอยู่
หายใจจบหนึ่งคำ พลันหยิบยื่นส่งต่อวินาทีนี้ถึงมือผู้อื่นทันที ไม่ได้เป็นของเราอีกต่อไป

ชีวิตยังคงเปราะบาง

#บันทึกไว้ก่อนลงมือเปิดอ่านหนังสือBeingMortal(ตายเป็น)

ตาป้อปๆ

หลังจากที่เราได้อ่านที่เขาสกัดจุลินทรีย์มาทิ้งให้สมองเรามีริ้วรอยหยักย่นเพิ่มขึ้น รู้สึกตัวอีกที เราก็ชอบภาษาของคุณเคน มาตามเจอหนังสือนี้อีกเล่ม

image

จริงด้วยครับ
ไม่ว่าเราจะเป็นคนที่ตามน้ำ หรือทวนน้ำ แต่เรามักจะเป็นคนที่ลืมที่จะลืมตามองน้ำที่เราว่ายอยู่

หนังสือเล่มนี้สะกิดเตือนให้เราลืมตากว้างๆ มองดูกระแสต่างๆ ที่ไหลผ่านชีวิตประจำวัน กระแสวัฒนธรรม pop โดยการชี้ประเด็นต่างๆ ที่คมคายให้เราเห็น

เรายอมรับว่า การอ่านเล่มนี้เป็นการอ่านหนังสือที่ใช้เวลาพอสมควรเลย เพราะหลายๆ เรื่องในหนังสือเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับเรา (ทั้งที่มัน pop นะ) ระหว่างมือหนึ่งที่เปิดอ่านหนังสือ อีกมือหนึ่งก็ Google ตามไปด้วย โดยเฉพาะดูการเต้น #Twerk บน YouTube และ #Snatchly (อิอิ)
ข้อความในบรรทัดทำให้เราอยากเห็นของจริง มาเทียบกับจินตนาการที่เราเติมลงในช่องว่างระหว่างบรรทัดเอาไว้

ข้อมูลต่างๆ ที่ป้อนมาตามหนังสือ มันคือดีงาม  คุณเคนรวบรวมมาค่อนข้างลึกพอสมควรที ช่างเปิดหูเปิดตาเรามากมาย ที่ชอบมากคือบทเรื่องความ pop ของ sex toys นี่แหละ 555 มันน่าสนใจมากๆ กับกระแสความ pop ของ sex toy ที่มี design

อ่านจบ สมองมีรอยเพิ่มขึ้นครับ

ที่ดีงามอีกอย่างหนึ่ง คือการใช้ภาษาในการเขียนที่ไม่มีคำคมแต่คมคาย (แม้ว่าฆ้อนไม่ใช่มีด แต่ฆ้อนก็มีรอยคมได้) ลักษณะเขียนที่มีการเชื่อมโยงเรื่องราวจากเรื่องส่วนตัว/เรื่องครอบครัว ออกไปหาเนื้อหา และทำกลับกันอีกทีคือ พาเอาเนื้อหาเชื่อมโยงกลับมาหาเรื่องของตัวเอง ทำได้ดีเลยครับ

จากที่อ่านมาทั้งสองเล่ม ผมกลายเป็นแฟนหนังสือของคุณเคน Ken Nakarin ไปแล้ว

บันทึกการอ่าน

สถิติ…
ตั้งแต่ 28Jan มา
เขียนบันทึกถึงหนังสือที่เราอ่านไปทั้งหมด 23 เล่ม (ไม่นับที่เขียนใน Blog)
คิดเป็นเฉลี่ยเดือนละประมาณ 4-5เล่ม
คิดเป็น avg pace 1week (ฮา)

1. ความสุขกับงานอดิเรกใหม่ของปีนี้
2. ช่วยให้เราจำสิ่งต่างๆ ที่ได้จากหนังสือเล่มนั้นๆ รวมทั้งจำความรู้สึกในระหว่างที่อ่านและหลังจากที่อ่านจบได้ด้วย เมื่อมีเรื่องติดค้างในความจำมากขึ้น เท่ากับว่าเรามีโอกาสที่จะหยิบเอาสิ่งที่ได้จากหนังสือไปใช้ในชีวิตประจำได้มากขึ้น
3. บันทึกเหล่านั้น กลายเป็นบันทึกช่วยจำไปด้วยในตัวระหว่างเรากับหนังสือเล่มนั้น เราสามารถกลับไปรื้อฟื้นได้โดยใช้เวลาอ่านแค่พริบตาเดียว ความยากคือจะเขียนบันทึกอย่างไรไม่ให้สปอยคนที่เค้ายังไม่ได้อ่านเล่มนั้น แต่สามารถบันทึกสิ่งที่เราได้จากหนังสือเล่มนั้นได้
4. ตัวเองเริ่มคล้ายห้องสมุด เพราะมีคนมาขอยืมอ่านต่อพอเรื่อยๆ บางทีการต่อจุดในชีวิตมาเรื่อยๆ วันหนึ่งมันก็พาเรามาใกล้อาชีพที่เราใฝ่ฝันในวัยเด็กได้ โดยที่เราไม่ต้องลาออกจากงานประจำในปัจจุบัน
5. รู้สึกขอบคุณคนที่เข้ามาอ่าน เพราะเอาเข้าจริง ก็ไม่ได้กะเป็นจริงเป็นจังว่าจะรีวิวหนังสืออะไรๆ ปานนั้น ข้าน้อยมิกล้า ความสุขมันเกิดขึ้นตั้งแต่ลุกขึ้นมาเขียนแล้ว และอย่างที่ #ทราย ว่า   #การรีวิวหนังสือคืองานอันโดดเดี่ยว 555
7. ที่ Surprise ที่สุดจากการนี้คือ หลังจากได้เขียนบันทึกถึงหนังสือ มันได้พาเราไปรู้จักพูดคุยกับนักเขียนทั้งหลายด้วย อันนี้สิฟินจริง ถ้าเป็นสมัยก่อนคงต้องร่อน จม. ไปถึงสำนักพิมพ์ หรือกองบก.

#แค่คนอ่านหนังสือคนหนึ่ง