หาย!

​เราว่าเล่มนี้ สนุกกว่า “อย่าบอกใคร (Tell No One)” 

ฮาร์ลานโคเบน เล่นกลผ่านตัวหนังสือให้คนอ่านดูซึ่งๆ หน้าเลย  

เล่มนี้พีคที่สุด ถ้าวัดด้วยการหักมุมให้คนอ่านหลง 

“คุณเคยรู้สึกอย่างนี้บ้างไหม คือนั่งฟัง พยักพเยิด ใส่ใจอยู่ดีๆ ทุกสิ่งทุกอย่างฟังดูเป็นเหตุเป็นผล เป็นเรื่องเป็นราว จากนั้น คุณก็เห็นอะไรบางอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องเล็กๆ แลดูไม่สลักสำคัญ เรื่องที่คุณเกือบมองข้ามไป และแล้วก็รู้สึกตกใจเป็นล้นพ้น เมื่อประจักษ์แก่ใจว่าเรื่องทั้งหมดฟังดูไม่ชอบมาพากลเป็นอย่างยิ่ง” 
เมื่อคุณอ่าน จะค่อยๆ ออกตัวในช่วงต้น จนเมื่อเครื่องร้อน (ผ่านไปประมาณ 20-30หน้าแรก) มันจะเหมือนคุณนั่งรถไฟเหาะตีลังกาไปจนจบ 

(ยังรู้จักรถไฟเหาะตีลังกากันใช่มะ?) 

และที่ดีงามคือมันพีคแล้วม้วนตัวตีลังกาจบลงอย่างสวยงาม 

นั่นคือเหตุที่คุณจะถูกหนังสือเล่มนี้ควบคุมให้คุณไม่สามารถวางมือจากการอ่านได้เลยจนกว่าจะจบเล่ม 
ขณะคุณอ่าน คุณอ่านใจตามวรรค หายใจตามบรรทัด แต่แล้วคุณจะแอบเว้นวรรคการหายใจระหว่างบรรทัด ด้วยความระแวง เพราะเรื่องราวมันหักมุมอยู่ตรงนั้น ทำให้คุณหายใจไม่ทั่วท้อง จนเมื่อคุณเริ่มคิดว่า คุณรับมือกับมันได้แล้ว มันก็หักมุมตรงนั้นเลยอีกที 

โห! สนุกมาก! 
นี่คือความสามารถพิเศษของโคเบนโดยแท้ 

เล่มนี้ แม้จะหลุดออกจากกรอบการฆ่ากันตายกลางป่า แต่ประเด็นความรักและครอบครัวยังคงเป็นแกนของเรื่อง 

เป็นนิยายสืบสวนโรแมนติก 
เราไว้ใจคนที่เรารักแค่ไหน 

จะอย่างไร ถ้าเราเจอว่า คนที่เรารักไม่ได้บอกความจริงกับเรา 

ถ้าเราไปรับรู้อดีตของคนที่เรารัก ว่าไม่เป็นอย่างที่เราคิด นั่นสำคัญหรือไม่ 

ความจริงที่โหดร้ายสวยงามกว่าคำหลอกลวงที่สวยงาม? 

คุณคิดอย่างไร?
โคเบนพยายามบอกอะไรบางอย่างกับเราผ่านตัวหนังสือของเขา 

#Halan_Coban 

#Gone_for_Good

วรรณกรรมเพื่อเอาชนะความเจ็บปวด 

​ชื่อหนังสือเด่นมาเลย 

ใครบ้างไม่เคยเจ็บปวด และความเจ็บปวดใดบ้างที่เราชนะมาได้ 


หนังสือว่าด้วย กรณีศึกษาของความเจ็บปวด 30 กว่าเรื่อง และการบำบัดความเจ็บปวดที่ผู้เขียนนำมาใช้ คือ วรรณกรรม! 
ผู้เขียนบันทึกเรื่องการใช้วรรณกรรม ทั้งวรรณกรรมในรูปแบบ หนังสือ, ภาพยนต์, อนิเมชั่น, กระทั่งสารคดี มาบำบัดความเจ็บปวดของคนไข้ ซึ่งส่งผลมาถึงพฤติกรรมที่บิดเบี้ยวของพวกเขาด้วย 
ในฐานะศิษย์มีครู 

วิชา Organizational Behavior สอนเราว่าพฤติกรรมของมนุษย์คือผลของหลายๆ อย่างของเหตุต่างๆ ที่พันกันไปมา การปรับพฤติกรรมคือการไปเข้าไปจัดการเหตุเหล่านั้น 

ซึ่งการใช้วรรณกรรมในการสางปมในจิตใจผู้คน เป็นแนวที่ถูกจริตดีทีเดียว เพราะวรรณกรรมคือสารชนิดพิเศษที่สัมผัสกับหัวใจมนุษย์ได้ 
สำหรับเราเอง ก็ไม่รู้ตั้งกี่ครั้งที่ได้หนังสือเป็นที่พึ่ง บ้างเป็นเพื่อน บ้างเป็นครู อยู่ข้างๆ เรา บนเส้นทางสับสน 
แต่ละกรณีศึกษาการเยียวยาความเจ็บปวดในหนังสือ เขียนได้กระชับ อ่านง่าย และเล่าเรื่องวรรณกรรมแต่ละเรื่องที่มาใช้ในการบำบัด 

การอ่านจึงได้ทั้ง เรื่องราวเพื่อปรับมาใช้กับชีวิตของตัว และเรื่องย่อของวรรณกรรมพร้อมบทวิเคราะห์ในมุมของผู้เขียน ซึ่งวรรณกรรมบางเรื่องก็เป็นที่รู้จักแพร่หลาย 

หนังสือนี้จึงดีงาม 
ในตลาดหนังสือบ้านเรา เริ่มมีการแปลหนังสือภาษาเกาหลีเป็นภาษาไทยมากขึ้นเรื่อยๆ 

เป็นอีกหนึ่งงานเขียนดีๆ ของผู้เขียนเกาหลี ซึ่งการอ่านเรื่องราวความเจ็บปวดของผู้ถูกบำบัดชาวเกาหลีเอง ก็เป็นเรื่องราวที่ใกล้ตัวมากกว่าเรื่องราวของฝรั่ง ในบ้านเราก็มีพบเรื่องราวความเจ็บปวดเหล่านี้อยู่ 

อีกทั้ง มุมมองแบบตะวันออกด้วยกัน การได้อ่านงานของคนเกาหลีบ้าง ช่วยปรับสมดุลตรรกะไม่ให้โน้มเอียงไปตามความคิดแบบตะวันตกได้ดี 
เรามีความเชื่อว่า จะอย่างไรก็ดี หัวใจเราเองควรได้รับการบำบัดบ้างเป็นระยะๆ เพื่อล้างพิษออกจากสมองและหัวใจ เพื่อมิให้เป็นเหตุให้เกิดพฤติกรรมเป็นพิษต่อคนรอบตัว 

หนังสือเล่มนี้เป็นทางเลือกที่ดีนะครับ ที่จะช่วยเราได้ 

โดยเฉพาะความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา ที่เราเองก็อาจไม่รู้ตัว 
เห็นด้วยมั้ยครับ? 

#ไม่มีความเจ็บปวดใดที่คุณเอาชนะไม่ได้

หนึ่งเช้า

​เช้านี้… 

แทนที่เราจะออกวิ่งไปรอบๆ 

เพื่อถนอมร่างกายไว้บ้าง 


เราจึงเลือกนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนี่งในสวน ข้างๆ สระน้ำ 

ถอดเท้าออกจากที่รองของมัน วางลงบนหญ้า 

โดนมดกัดไป สอง-สามตัว 

แผลที่มีอยู่ เริ่มเจ็บ 

แสงแดงค่อยๆ ลอดผ่านใบไม้ ทิ่มแทงแยงตา ทีละน้อยๆ 

อากาศเคลื่อนตัวพาความชื้นที่เหลืออยู่จากฝนตกเมื่อคืน มาสัมผัส กระตุ้นไข้ต่ำๆ ในร่างกายที่ยังตกค้างอยู่บ้าง กระตุ้นน้ำในโพรงจมูกบ้าง 

เราเริ่มต้นอ่านอะไรๆ จากที่วางการอ่านทิ้งไว้ตั้งแต่ออกเดินทางมา เพื่อ warming up ร่างกายช้าๆ 

มีหลากสิ่งอย่างเหลือเกิน ที่เราควรจะต้องกังวลถึง ในสิ่งที่จะตามมา 

ไม่มีคำตัดสินดอก ว่าสิ่งที่ผ่านไป ถูกหรือผิด ดีหรือไม่ 

เพียงการอ่านนั้น ปะติดปะต่อความคิดเรากลับมา อยู่กับสิ่งตรงหน้าอีกครั้ง 

ครั้นแล้ว วางการอ่านลง และลุกขึ้น เดินจากมา 

แล้ววันใหม่ก็เริ่มต้น 


#ชีวิตยังคงเปราะบาง

สิ้นแสง

​ภาพแรกก่อนลงมืออ่าน เรานึกถึงภาพ เจ้าฟ้าหนุ่มที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจรัฐบาลปฏิวัติ พบรักกับสาวสวยต่างชาติ มีความดราม่า คล้าย “วันนี้ที่รอคอย” ที่อ่านเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน 
แต่มันไม่ใช่! 


นี่คือบันทึกของเจ้าหญิงไทยใหญ่ 

ชาวตะวันตกที่มาสมรสกับเจ้าฟ้าหลวงรัฐฉาน ขึ้นเป็นมหาเทวี แล้วก็สูญสิ้นอำนาจให้กับรัฐบาลทหาร 
เราไม่ใคร่สนใจประวัติศาสตร์พม่ามาก่อน จนเมื่อสองปีก่อนได้มาเรียนรู้ประวัติศาสตร์อยุธยาจริงจัง ซึ่งว่าด้วยเรื่องการเมืองและเรื่องไทยรบพม่าเป็นหลัก จึงได้อ่านเรื่องพม่าด้วย 
เรื่องราวยุคหลังสงครามเก้าทัพ (ร.1 กรุงรัตนโกสินทร์) จนพม่าเสียเมืองให้กับอังกฤษ และมาขึ้นกับญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จนมาปกครองด้วยรัฐบาลทหาร ก็ยังเป็นช่วงที่เราไม่สนใจอะไรมาก เพราะดูไม่หวือหวาเท่าตะเบ็งชเวตี้ หรือพระเจ้าบุเรงนอง 

อ่านผ่านๆ ในวิชาสังคม หรืออีกทีในวิชา Civilization 
ด้วยการแปลอย่างปราณีตของ #มนันยา ที่นำพาการเล่าเรื่องของ #Inge มหาเทวีชาวต่างชาติมาให้เราอ่าน นี่คืองานแปลที่มีคุณค่าด้านการทำความเข้าใจความเป็นอยู่ของรัฐฉานอันเป็นส่วนหนึ่งของพม่าในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง 
แม้งานเขียนไม่ดราม่าออกมาในเชิงนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ 

แต่มันให้รายละเอียดการใช้ชีวิตนะและวัฒนธรรม เรื่องราววิถีชีวิตชาวพุทธของชนไทยใหญ่ ผ่านสายตาของชาวตะวันตกที่มองชาวตะวันออก 

จึงอิ่มไปด้วยความงามของวัฒนธรรมตะวันออก ที่ดึงดูดคนอ่านเข้าไปอยู่ในฉานไลฟ์สไตล์ 

งานเขียนนี้ดีงาม 
ที่สุดแล้วบันทึกนี้ ยังบอกเล่าถึงการยืนหยัดกับความถูกต้อง จนนำมาสู่การล่มสลายของอำนาจของตนในฐานะผู้ปกครอง  

อันนี้เป็นปม ที่ยังถกเถียงกันต่อว่า จริยธรรมยืนหยัดหรือประนีประนอมกับอำนาจใหม่ อะไรที่ควรเลือก 
กระนั้นเอง การตั้งอยู่ความไม่ประมาทคือคำตอบของความอยู่รอด

หลังจากวันนั้น ก็มาใกล้ตา

​#ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เราก็คิดถึงตัวหนังสือของเธอ คิดถึงความสุขและแรงบันดาลใจที่ถูกเก็บอยู่ในตัวหนังสือของ #กมลเนตร 


แล้วก็มีเล่มนี้ออกมาใกล้ตา #กมลเนตร พานาริตะมาใกล้ตาเรา 

ตัดสินใจอยู่บ้าง ที่จะซื้อเล่มนี้กลับมาอ่าน 

ไม่ใช่เพราะกลัวว่ามันไม่ดี แต่เพราะในเล่มนี้มีตัวอักษรของเธออยู่น้อยไปหน่อย ซื้อมาอ่าน อาจทุรนทุรายเพราะกระหายหาตัวหนังสือของเธอเพิ่มเติม 

แล้วก็ซื้อมา 
หนังสือเล่มนี้ ทำให้เราอารมณ์ดี 

วิธีที่เธอบรรยายทำให้เราอมยิ้ม เป็นเพราะมุมมองของเธอที่มีต่อสิ่งต่างๆ เป็นมุมมองด้วยความสุข 

เหมาะมากที่จะเหน็บเล่มนี้ไว้ใกล้ตัว เพราะมันเป็นยาฆ่าความเศร้าแบบฉุกเฉินได้ 
นี่ยังไม่นับองค์ประกอบส่วนมากของเล่มนี้ 

รูปภาพสวยมากนะครับ 

ทั้งนาริตะ และทั้งเธอ

ชีวิตไม่สั้นเกินกว่าความเหงา

​เราเคยมีอาจารย์วิศวะคนหนึ่ง แกจบมาจากเยอรมัน 

ยอมรับว่าเป็นแก ที่ทำให้เราสนใจประเทศนี้ขึ้นมา เพราะว่าเราต้องใช้ความพยายามอย่างมากมายแสนเข็ญกว่าจะฝ่าด่านการสอนและการวัดผลของแก หลักสูตรของประเทศนี้คล้ายกลับเป็นอีกขั้วของหลักสูตรมาตรฐาน 
แล้วเรื่องราวนั้นก็เลยผ่านมา 

แต่นั้นก็มากพอที่ทำให้เราสนใจหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ในครั้งแรก 


หนังสืออะไรกัน แค่ชื่อหนังสือก็เหงาแล้ว 

ฉันคือเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน!

แม้ชีวิตจะสั้นเกินกว่าจะเรียนที่เยอรมันคนเดียว 

แต่มันก็ยาวนานพอที่จะทำให้เราตกหลุมรักกับความเหงา 
นี่ไม่ใช่ความเรียงว่าด้วยเรื่องราวสถานที่ในเยอรมัน 

นี่คือความเรียงของความเหงา 

#พวงสร้อย เลือกหยิบเอาความเหงามาเรียงเป็นตัวหนังสือให้เราเสพ 
ช่วยไม่ได้เลย ที่เราเห็นหว่องคาร์ไว ในบางบรรทัด 
ต้องเป็นมนุษย์ซี่งรู้สึกว่าตนแตกแยก ไม่รู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่อยู่รอบตัว จึงส่งสารความเหงาออกมาระดับนี้ได้ 

แล้วเราก็อินไปกับสารความเหงาของ #พวงสร้อย 
เทียบกันแล้ว นี้คล้ายเป็นด้านตรงข้ามของหนังสือ Lost and Found ของ ฐิตวินน์ คำเจริญ 

เล่มหนึ่งว่าด้วยความรู้สึกว่าตนแตกแยก แต่อีกเล่มหนึ่งกลับเล่าเรื่องการพบว่าส่วนหนึ่งของตนเป็นส่วนหนึ่งของอะไรๆ 
ผู้เขียนมีความเข้าใจเรื่องการสื่อสารอารมณ์ออกมาผ่านทางสื่อดีมาก นี่เองที่ทำให้งานเขียนของเธอพลุ่งพล่านไปด้วยอารมณ์ 

แม้ไม่ต้องเขียนคำว่า ‘ความเหงา’ ลงในหนังสือ เราก็รู้สึกถึงมวลอบอวลของเหงาได้ 
ทึกทักเอาว่าการได้ดื่มด่ำกับมวลความเหงาระดับนี้ เราจะได้กลั่นสารความสุขจากการที่รู้จักยินดีกับสิ่งที่เรามีอยู่ 

ในโลก ที่เราพึ่งนั่งสนทนากับเพื่อนจบ (ก่อนลงมือพิมพ์ตัวอักษรชุดนี้) 

ในโลก ที่เรามีเพื่อนที่ดี นอกไปจากตัวเราเอง 
ในโลกที่เราแอบชอบความเหงาของ Puangsoi Rose Aksornsawang 
และในโลก ที่เราควรมีความเหงาเป็นของตัวเองบ้าง 

เพราะ #พวงสร้อย เล่าให้เราฟังว่า ความเหงาทำให้เราเติบโต

นิยายของครู 

​”…ด้วยทะเลเป็นถิ่นของเรา 

เราต่างห่างกันด้วยหน้าที่ หากทะเลเชื่อมหัวใจเราไว้ด้วยกัน 

ถ้าวันไหนเรือใต้น้ำ ‘กัลปังหา’ มาจอดเหนืออ่าวปัตตานี 

ยามนั้น จะเป็นวันเดียวกัน ที่ดอกประดู่หน้าบ้านของเราบานเต็มต้น 

จะเป็นวันที่ผมกลับมาหา…ตามสัญญา 

ขอให้รอคอยผมที่ริมหาดหน้าบ้าน 

ยามจาก… กัลปังหากิ่งนี้ จะเตือนรำลึก 

ผู้ชายที่คุณรักนั้น มิได้อยู่ไกลจากหัวใจคุณเลย” 


เราอาจได้อ่าน ‘เพชรพระอุมา’ ‘ศิวาราตรี’ ‘เล็บครุฑ’ ‘จุฬาตรีคูณ’ 

เราอาจหลงรักมนุษย์ อย่าง รพินทร์ ไพรวัลย์, แงซาย, ชีพ ชูชัย, และเราจะรัก นายใหม่ รักหมู่ 

นี่คือแนวของนักเขียนชั้นครู #พนมเทียน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ 
จะตุหรัดตุเหร่ ตระเวนอ่านนิยายไปกี่เรื่อง งานเขียนของครู คือที่สุด 

การใช้ภาษาที่งดงาม ที่หาไม่ได้อีกในงานเขียนสมัยนี้ แม้บางคำจะสิ้นอายุขัยไปแล้วเช่นคำว่า ‘ตาปีตาชาติ’  ‘ตะวันผ่อนแสง’ ‘ม้วนคลื่นในทะเล’ 

เมื่อเราได้อ่านในงานเขียนของครู เราจะถวิลหาถ้อยคำเหล่านี้ 

และพาลคิดถึงครูภาษาไทย ที่สอนให้เรารู้จักความงดงามของวรรณกรรมไทย รู้จักที่จะรักภาษาไทย 
กัลปังหา มีฉากหลังเป็นทะเลปัตตานี บ้านเกิดของครู 

เราได้ยินเสียงคลื่น บ้างไพเราะ บ้างลึกลับ บ้างน่ากลัว แต่เสียงคลื่นมักเรียกให้เราหวนกลับคืนสู่ทะเล 
เป็นนิยายขนาดสั้น สมบูรณ์ไปด้วยความโรแมนติกและอารมณ์ขันแบบพนมเทียน 

บ้างบางวรรคทำหัวใจเราสั่น บ้างบางวรรคก็ทำเราหัวร่องอหาย 

แม้ว่าจะตัดตอนมาแค่บางตอน ปิดชื่อคนแต่งไว้ ก็ยังรู้ว่านี่คือสำเนียงของพนมเทียน 
ที่เรียกครูว่าครู 

เพราะงานเขียนของครู มิได้ให้แต่ความบันเทิง แต่ยังสอดแทรกคุณธรรมตามคติทางตะวันออกโดยตลอด ลายเซ็นของพนมเทียนคือ การยึดถือเอาความสันโดษเป็นเรือน และคุณค่าที่ว่า ศักดิ์ศรีของคนนั้นมิได้ยึดถือแต่ตามชาติกำเนิดของคน แต่ยึดถือกันที่การรักษาสัตย์และความกตัญญู 

การอ่านงานเขียนของพนมเทียน ทิ้งคติธรรมไว้ในใจคนอ่านเสมอ 

เมื่อครูสอน ครูจึงเป็นครู 
การศึกษาผ่านโลกที่เจริญสุดมากี่ประเทศก็ตาม หัวใจที่สันโดษเท่านั้นจึงเป็นสุข