ทำทำไม

​บางที หนังสือบางเล่ม ก็ต้องการการตกตะกอนทางความคิดอยู่บ้าง 


ซื้อเล่มนี้มาเมื่อต้นปี หยิบจับมาอ่านแล้วก็ง่วงๆ หยุดอ่านไป 

สิงหาคม หยิบมาอ่านใหม่ตั้งแต่ต้น จนมาจบเล่ม ครานี้ก็อินมาก 

ระยะห่างระหว่างมกรากับสิงหา คือตะกอนความคิดนิ่งๆ ใจนิ่งๆ ให้กับการอ่านหนังสือ 
เรามีความฝัน เธอมีความฝัน 

สำคัญคือเธอหรือเราปฏิบัติอะไร 
10คนลงมือทำ กับอีก 10คนลงมือเขียน ลงเอยเป็น #ไม่ทำทำไม 

ก็แล้วทำไมจะไม่อ่านหล่ะ 
คนลงมือทำ เล่าให้คนลงมือเขียน ได้เขียน สำคัญที่ทั้งสองต่างเป็นคนมักคุ้นกัน คนเขียนจึงเขียน บอกเล่าออกมาได้ละมุน 

นี่ยังไม่นับว่า คนที่ลงมือเขียนมิใช่อื่นไกล เป็นนักเขียนฝีมือดีในวงการนี้ 

บางบรรทัดของเขาจึงกวนตะกอนความฝันของเราขึ้นมาได้ กลายเป็นแรงบันดาลใจ! 
หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจอยู่บ้าง เล่มนี้คือสารตั้งต้นที่งดงาม 
ไม่ว่าความฝันของเราคืออะไร 

นักร้อง นักเขียน ช่างภาพ ครูสอนปักผ้า ครูสอนดนตรี คนปลูกผัก เจ้าของกิจการ 

ความฝันก็ควรได้มีโอกาสออกดอกมาเป็นการลงมือทำ มิใช่แต่ดอกอื่นๆ 
เพราะเราต่างมีเวลาจำกัด

ถูกเชิด

​เป็นนิยายสืบสวนที่มีบทสนทนาเยอะ 

เพลียกับการไล่ตามบทสนทนา เอาเป็นว่าอีตาคนอ่านนี่แหละที่โดนอีตาคนเขียนเชิดหุ่น เชิดไปเชิดมา 

หลังจากฝ่าด่านการติดตามบนสนทนาระหว่างตัวละครต่างๆ (ซึ่งจะเหนื่อยกับการอ่านอยู่พักใหญ่) จึงเห็นความดีงามของเนื้อเรื่อง 

มันไม่ได้ดีงามแบบภาษาสละสลวย 

มันไม่ได้สนุกแบบหักมุมสองชั้นสามชั้น หรือระทึกแบบวางไม่ลง คือยังไม่ทำให้เราอิน 

แต่ความดีงามอยู่ที่เนื่อเรื่อง ที่พาคนอ่านหลงทางไปด้วยกันกับตัวเอก แฮร์รี โฮล (#Harry_Hole – คนอะไรชื่อรู ฮะ) ที่ถูกฆาตกรเชิดไปเชิดมา ตามสืบมาเรื่อยๆ แล้วก็พบว่าหลักฐานต่างๆ มันพาเขาตามติดมาเป็นวงกลมย้อนกลับมาหาตัวเองที่จุดเริ่มต้น 

มีไม่มากนัก ที่นักเขียนจะสามารถเขียนเนื่อเรื่องที่จูงผู้อ่านหลงทางไปกับตัวละครด้วย 
แฮร์รี โฮล เป็นอีกหนึ่งซีรีย์นิยายสืบสวน ที่เป็น International Best Seller 

ตัวเอกนักสืบที่จะมีเรื่องราวเขียนเป็นนิยายฆาตกรรมหลายๆ ตอน เป็นซีรีย์ได้ ย่อมมีความน่าสนใจในตัวเองอะไรบางอย่าง – เชอร์ล็อก โฮม, เฮอร์คูล ปัวโรต์, ป้าเมเปิ้ล, แจ้ค รีชเชอร์, แม้กระทั้ง เล็กเซียวหง  

ความเห็นเราคือ ความน่าสนใจของตัว แฮร์รี โฮล เอง คือความบกพร่องแบบมนุษย์ในตัวเขา และทักษะในการสืบสวนคดีฆาตกรรมของเขาที่ได้มาจากการทำซ้ำๆ เป็นตัวเอกที่มีความน่าเอ็นดูเป็นพิเศษ 
เอาเข้าแล้ว ประเด็นของเรื่องก็เล่นใหญ่น่าดู 

แปลตามชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ Nemesis คือ To Give What is Due – ล้างแค้น! (หรือเทพีแห่งการล้างแค้นของกรีก) 

มีความพยายามในการบอกเล่าเรื่องราวว่า มนุษย์มักจะมีวิธีที่จะอยู่กับความแค้นอยู่สองแบบ คือเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน หรือการเอาคืนในรูปแบบต่างๆ 

เมื่อมนุษย์เกิดปมที่ไม่สามารถหาจุดยุติในใจของตัวเองได้ มนุษย์มีกระบวนการต่างๆ เพื่อที่จะจัดการกับปมความขัดแย้งในใจดังกล่าว 

จนกว่าตนเองที่จะหาจุดยุติของปมขัดแย้งในตนเองนั้นได้ ตนจะไม่สงบสุข 
หนึ่งในการจัดการปมของมนุษย์ การล้างแค้น การเอาคืนจนสาแก่ใจ ก็คือสาแก่ใจจนตนสามารถหาจุดยุติในตนเองได้ ตอบตัวเองได้ว่าได้ข้อยุติแล้ว 
แต่ก็ยังมีคนที่สามารถหาจุดยุติของปมในตัวเอง ด้วยกระบวนการจัดการอื่นๆ การล้างแค้นจึงมิได้มีเพียงแค่การเอาคืน แต่เท่านั้น 

หรืออีกทีก็คือ อาจพบว่า ต่อให้เอาคืนไปแล้วเท่าใด ก็มิได้ทำให้อะไรดีขึ้น ท้ายที่สุดคือความว่างเปล่า กระนั้นแล้วจึงมาถึงจุดยุติ 
ที่แท้แล้ว ตัวเราต่างหากที่ถูกความแค้น เชิดไปเชิดมา 

จุดยุติที่แท้ อาจอยู่ที่เรายอมรับผลจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของตัวเราเอง 
#เชิดหุ่นเชือด

โพสต์การ์ด

​แอบอ่านครับ 
เราแอบอ่านจดหมายของใครต่อใคร ไปบ้างแล้ว 

อีคราวนี้ มาแอบอ่านโปสต์การ์ดของ #เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย บ้าง 

เธอเป็นหนึ่งยอดฝีมือสาวแห่ง #สำนักศิษย์สะดือ  

จักได้ขอบพระคุณสำนักพิมพ์วงกลมมาก ที่ช่างจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ออกมาละมุนยิ่ง 

(คราวที่แล้วก็จักได้เสพหนังสือของคุณพลอย มัลลิกะมาส จากสำนักพิมพ์นี้) 
เพลงดาบฯ มิใช่เพียงเป็นนักเขียนที่เขียนเรื่องได้สวยงาม เธอยังเขียนรูปได้สวยงามด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปเขียนสีน้ำของเธอ 

(เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กชายข้างๆ ที่ชื่อเล่นว่าหนังสือด้วย นายนี่ถึงกับเอ่ยปากว่าอยากวาดรูปให้ได้น่ารักแบบนี้บ้าง) 

การอ่านหนังสือเล่มนี้จึง มิได้เพียงแค่จรรโลงหัวใจเราด้วยตัวอักษรบนโพสต์การ์ด (ที่เธอเขียนถึงใครต่อใคร) แต่ยังยกระดับความสุขของเราด้วยรูปประกอบบนโพสต์การ์ด บ้างจากการวาดเขียนของเธอ บ้างจากที่ระลึกของสถานที่ต่างๆ 
เรื่องราวบอกให้เรารู้ว่า เรามิได้โดดเดี่ยวบนสายนี้ ยังมีผู้คนมากหลายที่นิยมการบันทึกถึงกันด้วยไปรณียบัตร 

ทั้งนี้ รวมถึง บินหลา สันกาลาคีรี และ นิรมล เมธีสุวกุล ที่เธอเขียนไปรษณียบัตรถึงด้วย  

เหล่านี้คือนักเลงโพสต์การ์ดทั้งนั้น 

(กรี้ดดดดดดดด!) 
เมื่อแรกสอยเล่มนี้ลงมาจากชั้นหนังสือ ก็มิได้คาดหวังอะไร เพียงแค่คิดถึงตัวหนังสือของเพลงดาบฯ เท่านั้น 

แต่เมือลงมืออ่านจนจบ ถึงกับต้องลอบร้องกรี้ดดดดด ดังๆ (ในใจ) อีกครั้ง 

ช่างเป็นบันทึกการเดินทางที่น่ารักยิ่ง เดินทางทั้งคนเขียนบันทึก และเดินทางทั้งตัวหนังสือที่บันทึก 

เก๋เหอะ! 
คนที่เขียนโพสต์การ์ดอย่างเรา พบความยากในการเขียนอยู่สองประการ 

ประการแรกคืออยากส่งจากสถานที่ระหว่างการเดินทางมากแต่ไม่รู้จะเขียนอะไร 

อีกประการคือ มีเรื่องที่อยากจะเขียนลงไปมากพอสมควรแต่พื้นที่บนกระดาษกลับมีจำกัดยิ่ง 

ดังนั้น เราจึงขอยกย่องว่า การเขียนเล่าเรื่องให้ผู้รับสารผ่านไปรษณียบัตร ควรเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง การเขียนที่ไม่มากไปไม่น้อยไป จับใจพอดีๆ ให้ผู้รับได้เก็บเป็นที่ระลึกบ้างตามสมควร จึงเป็นอารยธรรมอันงดงามของมุษย์ (ว่าไปนั่น) 
การแอบอ่านโพสต์การ์ดของเธอเช้านี้ ทำให้เช้าวันเสาร์ธรรมดาๆ กลายเป็นเช้าที่ไม่ธรรมดา 

เราคิดถึงการเดินทางอีกแล้ว 
จนกว่าจะ #เขียนโพสต์การ์ด อีก

ตอนต่อของสองเรา 

​สนุกมาก ฮามาก 

ชอบหนังสือของคุณ NidNok มาก 

มันเหมือนมีมวลพลังงานบางอย่างขับเสียงหัวเราะเราออกมาตลอด 555 


คือชีวิตเจนวายแท้ ไม่มีแต่งเติมให้ดูดีเกินงาม 

คนจะตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันในยุคสมัยแห่งความดราม่านี้ ควรได้อ่านเลย 
ขอคารวะให้กับการจับประเด็นของชีวิตคู่ข้าวใหม่ปลามัน และการมองโลกอย่างอารมณ์ขันของ #นิดนก เลย 

ขอปวารณาตนเป็นแฟนคลับของตัวหนังสือของเธอนับแต่นี้ไปเบื้องหน้า 
เหมือนไร้สาระ เอาฮาเข้าว่า 

แต่ เฮ้ย! มันมีสาระของชีวิตช่วงสองปีแรกหลังแต่งงานอย่างเหลือเชื่อ ซื้ออ่านพิสูจน์เลย 

ภาษาของเธอดิบๆ สุกๆ ประหนึ่งฟังเพื่อนเล่าชีวิตหลังแต่งงานให้ฟ้ง 

คือมันใช่มาก 
โดยส่วนมากแล้ว เรื่องความรักทั่วๆ ไปมัก Happy Ending กันที่สองคนแต่งงานกัน นั่นมันแค่เสี้ยวเดียวของความรักต่างหาก เรื่องจริงคือส่วนที่ต่อจากนั้น 

สองปีแรกของการใช้ชีวิตแชร์เตียงนอนเดียวกันคือความมันส์แห่งการปรับตัว แม้ว่าก่อนมาอยู่ด้วยกัน เราจะคบกันมานานหลายปี 

เราอ่านด้วยความรู้สึกของมนุษย์พ่อลูกสอง (ใจกล้าบ้างบางเวลาที่เมียเผลอ) ใช้ชีวิตคู่ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว ทำให้อินมากกับเรื่องที่นิดนกเล่า 
เป็นหนังสือที่อ่านแล้วอารมณ์ดี หัวเราะเสียงดัง และสะกิดเราเบาๆ ให้กลับมาทบทวนอะไรๆ ในชีวิตคู่ของเรา 

นี่คือความสามารถพิเศษในการใช้ตัวอักษรถ่ายทอดเรื่องของผู้เขียนแท้ๆ 
ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน แต่การใช้ชีวิตคู่กลับไม่ใช่แค่คนสองคนอีกต่อไป 

“น้ำผึ้งหวานๆ ช่วยให้เราสดชื่นได้เป็นครั้งคราว แต่น้ำเปล่าจืดๆ ต่างหากที่ทำให้เราอยู่ได้” นิดนกกล่าว 
#คนอวดเมีย ฮะ

ช่วยปลุกที เมื่อปัจจุบันได้ผ่านไป 

​เราถูกปลุกให้ตื่น 

พอลืมตาขึ้นมา… ปัจจุบันก็ผ่านไปแล้ว 

หากการอ่านหนังสือทำให้เราฉลาด 

หนังสือเล่มนี้เป็นปฏิปักษ์กับความเขลาอย่างออกหน้าออกตา 
สำหรับนักเขียนที่เป็นนักอนาคต หรือ Futurist ของไทย เราจะนึกถึงนักเขียนอยู่สามคนในเกือบจะทันที คนแรกคือ #ชัยคุปต์ คนที่สองคือ #ทีปกร ที่เขียนเล่มนี้เอง 
เมื่อยี่สิบปีก่อน เราเสพติดนิตยสารรู้รอบตัว ขั้นเกาะติดแผงหนังสือนับวันวางแผงขายฉบับต่อฉบับ (จนกระทั่งซีเอ็ดไม่สามารถคงคุณภาพของมันไว้ได้ในอีกเกือบสิบปีถัดมา จึงถึงคราวต้องแยกทางกัน) 

คอลัมนิสต์และนักเขียนคนโปรดของเราในนิตยสารรู้รอบตัวก็คือ #ชัยคุปต์ นี่เอง 

อ่านหนังสือของ #ทีปกร ทำให้เราหวนนึกถึงบทความของ #ชัยคุปต์ ในนิตยสารรู้รอบตัว  
เนื้อหามิเพียงบอกเล่าเรื่องราว ให้เปิดหูเปิดตาเปิดสมองเปิดใจ แต่ยังกระตุกความคิดให้เราตระหนักถึงผลกระทบของเทคโนโลยี มันมิใช่เรื่องไกลตัวเกินกว่าจะมองข้าม กลับใกล้ตัวจนน่าระแวง 

เทคโนโลยีการประมวลผลและการสื่อสาร กำลังหมุนโลกเราด้วยอัตราเร่งที่สูงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษย์ 

และคล้ายเราก็กำลังพยายามกระโดดเกาะรถขบวนนี้ ขอเป็นส่วนหนึ่งของมันโดยที่ไม่แน่ใจเลย ว่ามันจะพาเราไปไหน 
WAKE ME UP WHEN NOW ENDS เล่มนี้มีความหนักแน่นในการตั้งคำถามยิ่งกว่า Mostly Cloudy เล่มก่อนหน้า 
เนื้อหาในบทที่ว่าด้วยวันสุดท้ายของพวกเรา กับบทที่ว่าด้วยเรื่องทำไมเทคโนโลยีจึงไม่ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นสักที เป็นสองบทที่พีคมากในเล่ม 

ทั้งสองตอน ดูเป็นการตั้งคำถามต่ออนาคตกับเทคโนโลยีในคนละขั้ว แต่ก็กลับดูเป็นภาคต่อ เติมเต็มกันและกัน 
สำนวนของเขาทิ้งรอยแผลเป็น เป็นหยักๆ บนสมองของเรา โดยที่บางครั้งเราก็กลับเสียเสียงหัวเราะในใจให้กับตัวหนังสือของเขาด้วยในคราวเดียวกัน 
เผื่อว่าเรา จะได้ ลืมตาและอ้าปากในอนาคต บ้าง 

#ลืมตาในอนาคต

ความตายอยู่ใกล้ๆ เรา

​เลือกซื้อมาเพราะวลีบนปกหน้า กับ 3ที่สุด 

แต่ไปไม่ถึงฝั่งนะครับ 


เมื่อปี 2013 มีหนังเรื่อง Odd Thomas 

พึ่งรู้ว่าหนังสือนี้คือภาคต่อๆ มา เป็นซีรี่ย์ของ Odd Thomas 

เราแอบดีใจ กับการค้นพบสิ่งนี้ในหน้าถัดๆ เข้ามาจากปก เพราะเราติดใจ idea ที่ตัวเอกตามสืบเรื่องเพื่อพยายามป้องกันเหตุฆาตกรรมหมู่ โดยใช้ความสามารถในการมองเห็นวิญญาณและอสูรที่ตามเสพความอาดูรจากเหตุการณ์ฆาตกรรม 
ถ้าเทียบว่า ฮาร์ลาน โคเบน หรือ อาการ์ธา คริสตี้ คือคะแนนเต็มสิบ เล่มนี้มาได้ถึงแปด มีความแอบเสียดายที่มันพาไปไม่ถึงอาการหลอน 
อย่างไรก็ดี เราทึ่งกับอารมณ์ขันแบบแปลกๆ ของ Odd และวิธีที่เขาพรรณนาถึงสิ่งต่างๆ เรื่องต่างๆ 

ต้องให้ความดีความชอบกับผู้แปลเลย ที่เลือกภาษาสวยๆ มาถ่ายทอดนิยายเรื่องนี้ ทำให้เป็นหนังสือที่อ่านเพลิน 

นับเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนอ่าน ที่จะคลายเลี่ยนจากฆาตกรรมระทึกหัวใจ เปลี่ยนมาหัวเราะกับความตาย และดื่มด่ำกับการรำพันถึงเรื่องราวรอบๆ การฆาตกรรม 

อืมมมมม จิตใช่ได้เลย 
ที่ดีงาม คือการเล่าเรื่องนักบวชของศาสนาคริสต์ การใช้ชีวิตประจำวันในโบสถ์ และการใช้ความรักเยียวยาผู้บาดเจ็บ 

ด้วยความรัก เราเยียวยาผู้อื่น และเยียวยาตัวเอง 

ความรัก คือสารหลักที่ผู้เขียนส่งผ่านผู้แปลมาถึงผู้อ่าน 
สุดท้ายนี่ก็เล่นใหญ่มากเหมือนกัน ที่แตะไปถึงการตีความตามพระคัมภีร์ ถึงการเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆ 

ประเด็นนี้คือเทพมาก เพราะสามารถเชื่อมศาสนามาหาหลักการของฟิสิกส์ได้ และยังเชื่อมมาถึงหลักทางศาสนาพุทธด้วย หากเราตีความต่อ 

อันนี้เข้าขั้นปรัชญาได้เลย เสียดายอยู่ที่หนังสือไม่ลงลึกในประเด็นนี้ต่ออีกนิด 
สรุปคือ แท้จริงแล้ว ต่างไปยังที่หมายเดียวกัน หากต่างกันเพียงแค่เส้นทางหรือวิธีการ เท่านั้น 

#ด้วยความตายอยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่เราคิดเสมอ 

#Odd_Thomas