มากขึ้น น้อยลง

​ผ่านวันมากขึ้น 

เจอคนมากขึ้น 

รู้จักคนมากขึ้น 

ฟังมากขึ้น อ่านมากขึ้น 

เข้าใจมากขึ้น 

ยอมรับได้มากขึ้น 
แต่… 

ทำตามธรรมเนียมน้อยลง 

เอาใจคนอื่นน้อยลง

ให้เวลากับคนอื่นน้อยลง 

พูดกับคนที่ไม่อยากพูดน้อยลง 

ไปในที่ไม่อยากไปน้อยลง 

อยู่ในที่ไม่อยากอยู่น้อยลง 

ติดตามสิ่งที่ไม่น่าติดตามน้อยลง 

แคร์คนอื่นน้อยลง 

คบคนน้อยลง 

วุ่นวายน้อยลง


เหลือแต่สิ่งสำคัญ 

และมีเวลามากขึ้น!

Advertisements

นรกของแดนบราวน์

​เราเห็นภาพโปสเตอร์โปรโมทหนังเรื่องนี้ ทอม แฮงค์ ยังคงมารับเล่นบทเป็น ศ.แลนดอน 

ในวันที่ร่างกายต้องการการพัก เลยได้ลงมืออ่าน #สู่นรกภูมิ หรือ #Inferno 


ประทับใจในหนังสือพอสมควร ระทึกดีครับ 
#Dan_Brown เป็นเอกอุในการนำการสมคบคิดระดับโลกมาสรรค์สร้างเป็นนิยาย แน่นอนว่ามันดูจริงมากๆ ด้วยรายละเอียดประวัติศาสตร์ศิลป์ที่อัดแน่นในเรื่อง และประกอบด้วยรายละเอียดของสถาปัตยกรรมมหัศจรรย์ในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา ที่ผู้เขียนมีความชำนาญมากเป็นพิเศษ เล่มนี้ก็อิ่ม ไม่ผิดหวัง 

ประเด็นคลาสสิคต่างๆ มนุษยวิทยา ธรรมชาติวิทยา ไล่ยาวมาตั้งแต่กรีกโรมัน-คริสตจักร-Renaissance  คือรากฐานองค์ความรู้ของมนุษย์ปัจจุบัน การได้กลับไปลงรายละเอียดอะไรๆ บางอย่างในเรื่องเหล่านี้ จึงมักให้ความคิดอะไรๆ กับคนอ่านเสมอ 

แท้จริงแล้วมนุษย์คือศูนย์กลางจักรวาล หรือเป็นเพียงแค่ปรสิตที่กำลังดูดกินทุกอย่างจากโลกใบนี้ กระทั่งที่สุดแล้วก็ได้แต่ต้องกัดกินตัวเองไปด้วย 
ยกความดีให้กับการตั้งประเด็นความขัดแย้งระหว่างศาสนจักรกับวิทยาศาสตร์ ประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นอมตะ แล้วสุดท้ายเรื่องก็ขมวดปมตรงที่ ว่า แท้จริงแล้ว ศาสนากับวิทยาศาสตร์ก็อาจจะพูดเรื่องเดียวกันแหละ เพียงต่างแค่วิธีการเล่าเรื่อง อำนาจและการเมืองต่างหาก ที่จับเอาความแตกต่างที่วิธีการเล่านี้มาสร้างความชอบธรรมให้ตนจากผู้ศรัทธา ถึงขั้นนำมาซึ่งความชอบธรรมในการกำจัดคนที่เห็นต่าง ด้วยการอัปเปหิก็ดี การสังหารหมู่ก็ดี หรือการสังหารเดี่ยวก็ดี และประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยเดิม ณ ที่ตรงเรื่องแบบนี้ ซ้ำๆ แม้ในประเทศไทยเองก็ตาม 
นั่นแหละ ความศรัทธา บ่อยครั้งนำมาซึ่งโศกนาฏกรรม การมีสติเป็นตัวกำกับเท่านั้นจึงหันเหทิศทางจากความเห็นผิดเป็นเห็นชอบ ประเด็นนี้ ทั้งทางพุทธก็ให้ความสำคัญอย่างมากในการแก้ไขมิจฉาทิฐิ ทั้งทางคริสต์เองก็นับเอาความหยิ่งผยองจองหองด้วยเพราะเห็นผิดนี่เองเป็นหนึ่งในยอดแห่งบาป 

การจัดการความเชื่อของตนนี้ คือทักษะสำคัญยิ่งในการหันเหชีวิตไปในทางที่ถูกที่ควร 
โดยรวมแล้ว เรื่องสนุกมากครับ มีประเด็นฉุกให้เรากลับมานั่งคิดดี โครงเรื่องดี มีความระทึกระดับ Best Seller และเล่าเรื่องแต่ละองก์ๆ ออกมาได้ตื่นเต้น 

ออกมาเป็นหนังฮอลลีวูดนี่น่าจะฟอร์มใหญ่แน่นอน แต่อย่างไรก็ดี ด้วยข้อจำกัดของการทำหนัง มันคงไม่สามารถเก่บได้ทุกๆ รายละเอียดที่ผู้เขียนใส่ไว้ในหนังสือ การอ่านหนังสือเล่มนี้จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมาก 

ความเห็นส่วนตัวคือ ตัวละครชุดนี้ของผู้เขียนดูจะมีความลึกเป็นพิเศษ ทำให้ได้อรรถรสความมีมิติของเนื้อหาจากการอ่าน 
ถ้าสนใจ ก็ลองสู่นรกภูมิของ #แดน_บราวน์ เค้าดูครับ

บันทึกนี้หัวใจสบาย 

หลังจากเดินส่องตามชั้นหนังสือในห้องหมุด ไปเจอกับหนังสือของ #เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย อีกหนึ่ง 

ดีใจสิครับ มีเฮเลย 

ความบังเอิญแบบนี้เรียกว่าเป็นโชคดียิ่งของคนอ่านธรรมดาๆ  แบบเรา 


นักเขียนคนโปรดเลย ว่าแต่เธอเป็นนักเขียนรุ่นไหนเหรอ 

อืมม ก็แค่ ตำแหน่งที่เพลงดาบฯ เคยเขียนในมติชนคือ “คอลัมน์ด้านซ้าย เป็น สมจุ้ย เจตนาฯ   คอลัมน์ด้านขวา เป็น ปราะภาส ชลศรานนท์   ด้านบน เป็น ปราย พันแสง”

โอ้ว! นี่มันใจกลางของยุทธภพชัดๆ 

มิเพียงแค่นั้น เธอยังเป็นเพื่อนเชิงน้ำหมึกกับ นิรมล เมธีสุวกุล และ บินหลา สันกาลาคีรี ดังที่มีการโต้ตอบกันในชั้นเชิงนักเลงโปสการ์ด (กรี๊ดดดดด) 

สรรพคุณจะอย่างไร มาอ่านกันที่ฝีปากกา ดีกว่า 
นัยว่าคือบันทึกเล่มหนึ่ง #บันทึกของคนเดินช้า 

เมื่อช้าลง เราจึงมีเวลามากขึ้น เวลามากขึ้นจึงละเลียดละเอียดละออ ละเอียดละออจึงดื่มด่ำ 

การเดินทางเอย…การบันทึกเอย…บทกลอนเอย…โปสการ์ดเอย…วาดสีน้ำเอย ดื่มด่ำได้ด้วยตัวหนังสือ 
ตัวหนังสือของเพลงดาบฯ มีความพิเศษอยู่ 

ป่าวเลยนะ มันมิได้พิเศษแบบบาดคมกริบด้วยคมคายคำที่เขียน หากสิ่งที่คมคำของเพลงดาบฯ บาดเชือดทิ้ง มีเพียงอย่างเดียวคือ ความกระด้างของใจคนอ่านต่างหาก 

ขนาดข้อความที่เธอเขียนเสียดสีประชดประชัน น้ำเสียงยังช่างอ่อนโยน จนแอบน่าหมั่นไส้นะ 

ระหว่างทางอ่าน และที่ปลายทางการอ่าน เรารู้สึกได้ว่าหัวใจเราเบาสบาย ถึงกับปรากฎรอยยิ้มบางๆ ที่มุมหัวใจ ดูเว่อร์ดีนะ แต่มันก็อธิบายได้แบบนี้  

ตัวหนังสือแบบนี้ ที่ทำเอามนุษย์อ่านแบบเราเสพติดการอ่าน กระหายหาอักขระที่ร้อยเรียงเป็นคำ-ประโยค-ข้อความมาเสพต่อๆ มิหยุดหย่อน 
ลองดูสิ ขนาดวันที่เราคนอ่านเจ็บป่วย อ่านแล้วยังรู้สึกสบายหัวใจ มีอารมณ์ลุกขึ้นมาเขียนอะไรๆ ออกมาได้ทำนองนี้… 

“เบื่อหน่าย ป่วยไข้ หัวใจฟุ้ง     หลับตีพุง จิบชา หวังปวดหาย     น้ำมูกยืด ไหลย้อย บ่สบาย     แล้วตาลาย ลุกนั่ง กลับตีลังกา 

ไม่กินยา แต่ขอวิชาอูฐ     ให้ตีตูด ดีกว่าเสพ ยาเตียรอย     ขาลอยๆ กินน้ำกัน     เอ้า! ยกมา ถังถัดไป 

ตกค่ำแล้ว แคล้วคลาด น้ำมูกแห้ง     ตาแดงๆ หัวยังมึน ลูกมาหา      โอ้ท้ายนี้ มิมีอะไร หรอกแก้วตา     ดิ้นรนหา สุดท้าย แค่กอดลูกเอย” 

ก็ทำนองนี้อ่ะนะ 

บันทึกการเดินทางฉบับอินดี้

​เคยเขียนไปก่อนหน้านี้แล้ว ว่าเราชอบอ่านหนังสือที่เต๋อ Nawapol Thamrongrattanarit เขียน 

อ่านหนังสือของเขา ก็มีส่วนคล้ายดูหนังที่เขากำกับ 


กำกับตัวอักษรออกเป็นหนังสืออินดี้หนึ่งเล่ม 

อินดี้ก็เพราะ มันไม่แมสนะครับ เพราะไม่ได้ออกวางขายตามร้านหนังสือทั่วไป 

เราไปตามชิงมาเป็นเจ้าของได้หนึ่งเล่ม มีความเป็นปลื้มบ้าง 
ความเป็นหนังสืออินดี้ มันเลยมีความเป็นพิเศษบางอย่าง เพราะนอกจากการกำกับตัวหนังสือแล้ว ยังมีการกำกับองค์ประกอบเล่มหนังสือด้วย 

หนังสือพิมพ์บนกระดาษสีชมพู หรือสีโอลโรส (สี Old Rose นะครับ ไม่ใช่เรียกสีโอรส ตามที่พึ่งไปอ่านที่ Search เจอจาก Google ^^) สีโอลโรสทั้งเล่ม สลับกับหน้ากระดาษสีขาวบ้าง บางหน้าที่ต้องการเน้นบางย่อหน้าเพื่อทำหน้าที่คั่นบท เพื่อขึ้นบทใหม่ อืม มันช่วยให้การอ่านมันสมูทต่อเนื่องระหว่างบทต่อบทนะ อันนี้เราก็ไม่รู้ว่าตั้งใจรึป่าว แต่มันดีครับ 

การเย็บสันหนังสือด้วยด้ายเป็นช่วงๆ แบบนี้ (ถ้าจำไม่ผิด มันคือการเข้าเล่มหนังสือแบบเย็บกี่ ซึ่งเป็นการเข้าเล่มที่แข็งแรงมาก หน้ากระดาษไม่หลุดเป็นแผ่นๆ จากการพลิกกางหนังสือ) และกับการวางพลาสติกรองด้านในของปกหน้าด้วย 

เหล่านี้ เป็นดีเทลที่แสดงความใส่ใจในการกำกับหนังสือเล่มนี้ออกมา 

ชอบมากๆ 

ชื่อหนังสือว่า #เวิร์คแอนด์ทราเวล ก็เดาไปก่อนว่า จะคล้ายๆ บันทึกการเดินทางไปที่เก๋ๆ ในประเทศ/ต่างประเทศ คล้ายๆ เล่ม #ฮ่องกงสำเร็จรูป ที่พาเราไปเหงาอยู่ในฮ่องกง 

แต่มันคือไม่ใช่นะ! 

อ่านไป เราจะเจอประมาณ ตึกแถว ตึกร้าง สนามม้านางเลิ้ง ม่านรูด ห้องพักผู้เข้าร่วมงานเกี่ยวกับหนังในต่างประเทศ ออฟฟิศตัดต่อหนัง หรือแม้กระทั่งในตึกเรียน 

แรกๆ อ่านก็ อ่า! มันทราเวลอะไรกันวะ 
ทำใจร่มๆ อ่านไปๆ 

จริงๆ ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ 555 

หนังสืออ่านสนุกมาก เหมือนกำลังนั่งฟังเพื่อนเล่าเรื่องสนุกๆ ให้ฟัง ตัวหนังสือมีความเป็นกันเองสูง สลับกับอารมณ์ขันบ้างแบบเพลินๆ 
เต๋อกำลังเล่าเรื่องการเดินทางให้เราฟังจริงๆ ครับ

เพราะเราไม่ควรนิยามการเดินทางเพียงด้วยแค่สถานที่ปลายทาง แต่มันควรถูกนิยามจากเรื่องราวระหว่างทางมากกว่า เรื่องราวระหว่างทางที่ให้โอกาสเราได้เติบโตไปด้วย 

ดังนี้ แค่จากบ้านไปออฟฟิศก็คือการเดินทางได้ เพราะมันมีเรื่องราว เรื่องราวที่ให้อะไรบางอย่างกับเรา 
จากเด็กฝึกงานเดินทางมาจนถึงผู้กำกับหนังเรื่องฟรีแลนซ์ มีเรื่องราวดีๆ ไม่น้อยเลย 
ชอบใจมุมเล็กๆ ต่างๆ ที่ปรากฎขึ้นในบันทึกการเดินทางเหล่านี้ เพราะมันบอกเล่าดีเทลอะไรๆ บางอย่าง ที่บางครั้งความเป็นแมสแบบป้อปๆ มันไม่มีพื้นที่เหลือพอจะพูดถึง 

ดีเทลบางอย่าง ที่มันมีความทรงจำดีๆ อยู่ด้วย และมีความสวยงามแบบแปลกแยกอยู่ด้วย  

(แล้วก็อินด้วย เพราะเราคือหนึ่งในคนที่เคยใช้ชีวิตประจำวันในสยาม นั่งหายใจทิ้งรอรถเมล์กลับบ้านเป็นชั่วโมงๆ ที่ขั้นบันไดหน้าสยามเซ็นเตอร์ และก็เป็นคนที่เคยนั่งหลับในห้อง Lecture อาคารบรมฯ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ – ก็แอร์มันช่างเย็นสบายอ่ะ) 
ครั้นแล้ว การเดินทางที่เจ๋งที่สุด อาจคือการเดินทางเข้าไปในตัวเราเอง เดินทางเข้าไปในความคิดของเรา เดินทางเข้าไปในความทรงจำของเรา

คลาสสิกฆาตกรรม 

​มันเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ดี ที่ได้กลับมาอ่านนิยายเรื่องเดียวกันแต่สำนวนการแปลต่างสไตล์กันคนละขั้วเลย 
เริ่มต้นอ่านงานของ #Agatha_Christie ครั้งแรกเมื่อมัธยม ด้วยความไม่ตั้งใจหรือความบังเอิญบางอย่าง หลังจากนั้นก็ติดงอมครับ 

ตั้งแต่ยังไม่ได้มีสตางค์ซื้อหานิยายมาอ่าน ก็หยิบยืมจากห้องสมุดบ้าง ร้านเช่าบ้าง อ่านกันเข้าไป เล่มต่อเล่ม 
งานของป้าอากาธา คือมารดาของนิยายสืบสวนแนวหักมุม แม้ว่าผ่านเวลามาหลายสิบปีแล้ว พัฒนาการของนิยายสืบสวนก็ล้ำไปหลาย 

แต่งานของป้าอากาธาคือคลาสสิก 

โครงเรื่องอาชญากรรมของป้านี่คือคลาสสิก ไม่มีตกยุค 


อ่านเรื่องฆาตกรรมบนรถด่วนของป้าแกไปแล้วเมื่อประมาณ 20ปีก่อน มาคราวนี้ด้วยอภินันทนาการจากคุณเพื่อน Pirada Tle หยิบใส่มาให้อ่าน 

เรื่องเดิมแต่เป็นฉบับพิมพ์ปี 2558 (ฉบับ 125th Anniversary Agatha Christie) คนแปลก็คนใหม่ สำนวนแปลอีกขั้วหนึ่งแตกต่างจากฉบับก่อนที่อ่านด้วยช่องว่างของเวลากว่า 20ปี 
สนุกมากนะครับ 

แม้จะเดาๆ เรื่องได้จากความทรงจำ แต่ก็สนุกกับสำนวนแปลใหม่ๆ ไม่น่าเบื่อเลย 

เก๋มากที่ผู้แปล แบ่งเรื่องออกมาเป็นสามองก์ 

ข้อเท็จจริง, คำให้การ, และการใช้ความคิดของ #ปัวโรต์ 

อันนี้ช่วยขับให้การใช้สมองไขคดีของปัวโรต์โดดเด่นขึ้นอีก 
ความดีงามของนิยายชุดปัวโรต์คือ ป้าอากาธาแกให้ข้อมูลข้อเท็จจริงและคำให้การต่างๆ กับคนอ่านเท่าๆ กับที่ปัวโรต์รู้เลย 

คือ คนอ่านกับปัวโรต์นั้น รู้ข้อมูลทั้งหมดของอาชญากรรมพอๆ กันเลย และสืบสวนไปพร้อมๆ กัน รับทราบข้อมูลไปพร้อมๆ กัน แฟร์ๆ ไปเลยครับ 

เอ้า! จากนั้นคุณก็ใช้สมองของคุณไป พร้อมๆ กับปัวโรต์ก็ใช้สมองไป 

(แล้วคุณก็เลือกด้วยตรรกะไปได้เลยว่าใครคือฆาตกร) 

แล้วในที่สุด พอปัวโรต์วิเคราะห์ และเฉลยเงื่อนงำทั้งหมดให้ฟัง คุณจะอึ้งกับเซลล์สมองสีเทาที่ป้าแกสร้างไว้ให้กับปัวโรต์ 

ถ้าคุณอ่านปัวโรต์ไปหลายๆ ตอน คุณจะรู้สึกหมั่นไส้เขา และอยากเรียนรู้วิธีการจัดระเบียบการคิดของเขา 
สวนตัวคือ นิยายชุดนี้คือส่วนหนึ่งในชีวิตเรา ที่ทำให้เรามีความเชื่อมั่นเป็นพิเศษในการใช้สมองให้มากเข้าไว้ 
ส่วนตอน #Murder_on_the_Orient_Express นี้ก็พิเศษมาก ตรงที่จับเอาคนแปลกหน้าต่างชาติต่างภาษามาอยู่ในที่เกิดเหตุฆาตกรรม ในที่ที่เป็นรถด่วนขบวนเดียวกัน ในระหว่างกำลังวิ่งข้ามจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง 

อยู่ด้วยกันหมด ทั้งศพ ฆาตกร พยาน หมอชันสูตร นักสืบ และคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 

นับเป็นสถานการณ์ที่กล้ำกลืนดี แต่ทั้งหมดนั้นก็อยู่ภายใต้โครงเรื่องที่ป้าอากาธาแกวางไว้อย่างดี 
เท่าที่เรารู้ ยังมีงานของป้าอากาธาอีกหลายตอนที่ยังไม่ได้ถูกเอามาแปลเป็นภาษาไทย ก็หวังว่าจะได้อ่านตัวหนังสือดีๆจากนักแปลเก่งๆ อีก 
#อากาธา_คริสตี้ 

แปลโดย #โสภณา

นิทานซีไรต์

​รางวัล #ซีไรต์ ปี 2548 

นิทานได้รางวัลซีไรต์ฮะ! 


รวม #นิทาน 8 เรื่องของ #บินหลา อ่านแล้วยิ้มได้ทุกเรื่อง อ่านแล้วฝันดี 
อย่ากังวลกับความเป็นผู้ใหญ่ หรือแอบถอนใจว่ามีความเป็นเด็กอยู่แต่น้อย แล้วรังเกียจรังงอนการอ่านนิทาน  
อ่านนิทานเถอะครับ มันนำความสดชื่นบางอย่างสู่หัวใจของเรา 

จะ ใจใหญ่ ใจน้อย ใจแตก ใจแหลกเหลว ใจหาย ใจบางๆ 

ก็อย่าได้ใจแคบกับนิทานเลย 

รุ้งเจ็ดสี ดอกไม้สวย พญางูร้าย อัศวินอาสา พระราชา พระราชินี เจ้าชาย เจ้าหญิง และเจ้าหงิญ 

สนุกสุขแสน เพลิดเพลิน  
สำหรับคนที่รักภาษาไทยเป็นพิเศษ นี่คือวรรณกรรมที่ต้องอ่าน  

แล้วจะยิ่งพบว่า ภาษาไทยเป็นภาษาที่วิจิตรมาก 

เห็นด้วยกับบทวิจารณ์ด้านหน้าเลย เล่นแต่งกันขนาดนี้ แล้วจะแปลความนิทานนี้เป็นภาษาอื่นๆ ให้ได้อรรถรสเทียบกับภาษาไทย คือเป็นไปไม่ได้ 

แม้นเป็นนิทาน แต่ก็สมกับรางวัลซีไรต์แล้วครับ 
ซีไรต์แบบที่ไม่ต้องไต่บันไดอ่าน หรือเอียงคอครุ่นคิดขมวดคิ้วอ่าน 

เล่ากันด้วยภาษาง่ายๆ เลย เล่มนี้คือใช้ภาษานิทานเด็กเลย  

กอไก่ ขอไข่ คอควาย งองู … แบบนี้แหละ มันค่อยๆ โอบอุ้มจรรโลงหัวใจคนอ่าน 
และแน่นอนนะครับ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… 

จะก่อนนอนก็ดี ก่อนตื่นก็ดี อ่านนิทานกันเถอะครับ 
#เจ้าหงิญ

ความคิด และอารมณ์ 

​หนึ่งเล่มบทความ กับหนึ่งเล่มบทกวี ของ นิ้วกลม Roundfinger 

คู่ฉบับที่พิมพ์ออกมาไล่เลี่ยกัน มีความเป็นปกธีมเดียวกัน 

เรียงเป็น “หากความเข้าใจมีอยู่ ก็ ปล่อยให้ความเศร้าเคลื่อนผ่าน” 

   1. ร้อยแก้วเรื่องความเข้าใจ เป็นงานเขียนกระตุ้นต่อมฉลาดในการอยู่ร่วมกัน 

และในการจะพาสังคมเราไปต่อจากหล่มความขัดแย้ง-ย้อนแย้งที่ติดอยู่ ในสภาวะครึ่งๆ กลางๆ ของสังคม ในภาวะกลับไม่ได้ไปไม่ถึง 

เราเข้าใจจริง เห็นใจจริง ใส่ใจจริง หรือแค่ดราม่า 

ดราม่าน้ำท่วม ดราม่าม็อบ ดราม่าข่าวข่มขืน ดราม่าตู้ATM ดราม่าพร้อมจะเพย์ ดราม่ารถชนจักรยาน ดราม่าเด็กปั้มท์ ดราม่าแป๊ะเจี๊ยะโรงเรียน ดราม่าแอดมิชชัน ดราม่ารับน้อง … 

ดราม่าผ่านมา…แล้วดราม่าก็ผ่านไป…รอดราม่าใหม่ๆ ผ่านเข้ามาอีก 

ดังที่ ก็มีนักเขียนอีกท่าน comment อยู่เนืองๆ ว่า วันนี้ก็ไม่มีเรื่องนั้นอยู่บนฟีดส์แล้ว พรุ่งนี้เรื่องนี้ก็หายไปจากหน้าไทม์ไลน์เราแล้ว 

บางครั้ง เราเข้าใจว่าเราเข้าใจ แต่ใช่มีความเข้าใจ เราไม่ได้เข้าใจ เพียงเราเข้าใจไปเองว่าเราเข้าใจ เท่านั้น 

หากถ้าความเข้าใจนั้นมีอยู่จริง เราจะเข้าใจว่าเรานั้นอาจจะยังไม่เข้าใจ ปัญหาของความเข้าใจของเรานี้ ที่แท้คือการด่วนสรุปไปเอง ว่าเราเข้าใจ 

เราด่วนตัดสินไปแล้ว 

หากจะมีความเข้าใจ ต้องเรียนรู้ที่จะฟัง ที่จะยอมรับ ที่จะเคารพ มิใช่เพียงแต่เสียง หรือเรื่องในฝั่งที่เราถูกจริต แต่เคารพความแตกต่างของความเห็น ความแตกต่างของความคิด ความแตกต่างของมุมมอง ไม่ด่วนสรุป ไม่ด่วนตัดสิน ไม่ใช่ที่ตั้งที่ตัวเรา เพราะ… 

อื่นๆ อีกมากมาย อาจจะจริง เราเห็นอยู่ แต่เผื่อใจไว้ ที่ยังไม่เห็น 

หนังสือรวบรวมบทความของนิ้วกลมที่พยายามจะชี้ให้เรามองออกไปให้เห็นอะไรๆ ไกลออกไปกว่าบริบทที่เราถูกกระแสข้อมูลดราม่าพัดไปพัดมาอยู่ 

ดีงามมิใช่น้อยเลย 

#หากความเข้าใจยังมีอยู่จริง 

 
   2. ร้อยกรองเพื่อปล่อยความเศร้า อันนี้เป็นบทกวีเพื่อดื่มด่ำกับความรัก ความรักที่ #นิ้วกลม บอกเราว่า เราไม่สามารถทำความรู้จักความรักได้เพียงลำพัง 

หากเล่มแรก (หากความเข้าใจฯ) คือความคิด หนังสือเล่มสองนี้ (ปล่อยให้ความเศร้าฯ) คืออารมณ์ 

คนที่เคยรู้จักอารมณ์ของความเศร้าที่มากับความรัก อ่านแล้วจะอินกับบทกวีเหล่านี้ไม่น้อย 

บทกวีของนิ้วกลม เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ตัวอักษรจำนวนพอดีคำ เข้าไปปลดปล่อยอารมณ์ของคนอ่านออกมา อารมณ์ที่บางครั้งเราเองเคยพยายามที่จะลืมๆ มันไป 

แน่นอนการอ่านบทกวีแบบนี้ ขึ้นกับรสนิยมของคนอ่าน เราจึงไม่อาจบอกว่ามันจะไพเราะกับคนอ่านแต่ละคน 

อาจไพเราะ หรือไม่ไพเราะ แต่ถ้าเราให้เวลากับมันพอ มันจะทำให้เราสัมผัสถึงอารมณ์ของเรา 

แม้บางทีอารมณ์นั้นจะเศร้า แต่เราจะรู้สึกได้ว่ามันเคลื่อนผ่านเราไป 

และหลังจากมันผ่านไป มันมีอะไรๆ เหลืออยู่บ้าง 

อยากแนะนำว่า กลับไปดู #แฟนเดย์ อีกรอบแล้วกลับมาอ่านหนังสือเล่มนี้ต่อ จะดื่มด่ำกับอารมณ์ได้ท่วมท้นดีทีเดียว แล้วเราก็ #ปล่อยให้ความเศร้าเคลื่อนผ่านเราไป 
   

   ทั้งสองเล่มนี้ไม่ใช่แนวป้อป อ่านแล้ว อาจชอบก็ได้ อาจไม่ชอบก็ได้ 

หากแต่เราเข้าใจ และสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์อะไรๆ มันก็จะเคลื่อนผ่าน แล้วดวงตาเราจะสว่างขึ้น 
#อ่านจบจึงบันทึกไว้ #มิใช่นักรีวิว