กลางโซลมี(อาชีพ)อิสระ

​การผ่านช่วงเวลาที่ไม่ดี 

หรือเวลาที่เราไม่สบายใจ เราต้องได้อ่านหนังสือ 

ยิ่งไม่สบายใจ ยิ่งมากเล่ม 

กลิ่นกระดาษ สัมผัสกระดาษ ตัวหนังสือบนกระดาษ มีพลังงานคนละชนิดกับหน้าจอ 


ประเด็นเรื่องการหาทางออกจากชีวิตลูกจ้าง มิใช่แค่กระแสของคน Generation นี้ในประเทศไทย 

หันไปดูประเทศเกาหลีใต้ ก็มีไม่น้อยเลยที่ออกจากงานประจำมาเป็นอาชีพอิสระ หรือผู้ประกอบการตามฝันของตน คิดๆ ไป นี่อาจเป็นกระแสสากลของยุคสมัย เมื่อมีคนพยายามหาทางออกให้ชีวิต 
การนั่งลงพูดคุยกับหนุ่มสาวเกาหลีใต้ที่เลือกออกมาประกอบอาชีพอิสระหลายสิบชีวิตในหนังสือเล่มนี้ เป็นการพูดจากันด้วยภาษาง่ายๆ ของพวกเขาเอง โดยเขาพยายามเล่าให้ฟังว่า อะไรคือแรงบันดาลใจ อะไรคือที่มาของการประกอบกิจการของเขา 

ตัวหนังสือกลุ่มนี้ กระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจ เลือดสูบฉีดไปหล่อเลี้ยงความฝันที่แอบตัวอยู่ในมุมข้อพับต่างๆ ให้มีชีวิตชีวา 
จริงๆ แล้ว เราก็มีข้อติงอยู่ 

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ด้วยตัวอักษรที่มีขนาดเล็กกว่าปกติ ทำให้ต้องใช้พลังสายตาของคนอ่านมาก นี่อาจไม่เป็นมิตรกับสายตาหรือการอ่านนัก 

และอีกอย่าง การเล่าเรื่องอาชีพอิสระของแต่ละคน ดูขาดความลึก คล้ายเกิดจากบทสัมภาษณ์หรือบทสนทนากันเพียงผิวเผิน ซึ่งอ่านแล้วก็แอบผิดหวังบ้าง เพราะไม่พอดีกับความคาดหวังของเรา เมื่อพลิกดูพบว่าคนสัมภาษณ์เป็นคนเกาหลีใต้พูดคุยกับคนเกาหลีใต้กันเอง ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นสไตล์ในการพูดคุยก็ได้ เราอาจเคยชินกับการสัมภาษณ์แบบนิตยสารไทยๆ อย่าง GM หรือ A Day มากไป 
ตัวหนังสือที่พิมพ์ด้วยตัวเล็กกว่าหนังสืออื่นๆ เราไม่แน่ใจว่าเป็นเจตนาของคนทำหนังสือนี้หรือไม่ แม้ทำให้เกิดความหงุดหงิดอยู่บ้างกับคนอ่านที่อ่านนู่นอ่านนี้ในปริมาณมากกว่าหนึ่งเล่มต่อสัปดาห์ เพราะจะมาอ่านสะดุดกับตรงตัวหนังสือที่เล็กลงในเล่มนี้ทุกครั้ง 
แต่มันดี! ความหงุดหงิดนี้คือดี? 
1. เรื่องขนาดของตัวหนังสือที่เล็กลงนี้ ดูคล้ายเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็เป็นการบ้งคับให้คนอ่านออกจากความเคยชินในขนาดตัวหนังสือ ความเคยชินนี้ก็อันตราย ดูคล้ายพยายามจะสื่อว่า การออกมาประกอบอาชีพอิสระ ก็คล้ายตัวหนังสือที่เล็กลง ไม่สบาย ต้องเพ่ง ไม่ใช่ดังผู้คนส่วนใหญ่เคยชิน ชีวิตก็อาจดูเล็กลง แต่ยังคงสาระสำคัญไว้ ยังอ่านได้ ยังเข้าใจ แต่เล็กลง 
2. การที่ตัวหนังสือเล็กลง ทำให้ ด้วยปริมาณเนื้อความเท่าเดิม แต่ใช้พื้นที่น้อยลง มีพื้นที่ให้รูปประกอบสวยๆ มากขึ้น ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ จะเพิ่มบางอย่าง ก็ต้องลดบางอย่าง รูปประกอบในหนังสือนี้จึงโดดเด่นเป็นพิเศษ ทั้งในแง่พาเราเยี่ยมชมเมืองโซลในมุมพิเศษๆ และทั้งในแง่การหล่อเลี่ยงจินตนาการความฝันของเรา อันนี้แล้ว บางทีเราก็หลงไปอยู่มากเหมือนกัน เวลาที่เราอยากมีอะไรๆ เราก็พยายามไขว่ขว้าแสวงหาให้มากขึ้นๆ ไป ทะเยอทะยานให้มากขึ้น ลืมกลับมาดูว่า จะมีบางอย่างมากขึ้น ต้องลดบางอย่างลง จะได้บางอย่างมา ต้องเสียบางอย่างไป 
3. การที่ตัวหนังสือเล็กลง การใช้พลังในการอ่านมากขึ้น นั่นคือทำให้เราต้องใช้สมาธิในการอ่านมากขึ้น ผลก็คือ เราอินกับเรื่องราวของเขาเหล่านี้ เลยเกิดความรู้สึกเข้าอกเข้าใจอยู่บ้าง การเป็นเรื่องน้อยแต่มาก ไม่ลึกในรายละเอียด แต่ลึกในความรู้สึก ดีงามไม่น้อย 
แม้ว่าการพูดคุยจะไม่ลงลึกในรายละเอียดมากนัก แต่มันก็จุดประกายความคิดให้กับคนอ่านได้มาก ประมาณว่า เอ๊ะ! อันนี้ แบบนี้ก็หาเลี้ยงชีพได้พอเหรอ? 

เราว่ามันมีเรื่องราวที่เป็นจุดร่วมกันอยู่ คือ… 

บางทีการคิดมากก็ไม่ทำให้เราได้เริ่มต้นสักที 

การอยู่รอดจึงขึ้นอยู่กับ การตัดใจยอมลดทอนสิ่งต่างๆ ในชีวิต 

เขาไม่ค่อยกังวลกับฐานะมากนัก สิ่งที่น่ากังวลยิ่งคือ การที่พวกเขาไม่ได้ใช้ชีวิตต่างหาก 

ดูผิวเผิน คล้ายเขาคิดน้อยไป 

ดูผิวเผิน คล้ายพวกเขาง่ายๆ กับชีวิต แต่พวกเขาไม่มักง่ายกับชีวิต หรือไม่มักง่ายกับการเลี้ยงชีพเลย 
เรื่องเหล่านี้จึงตรงดิ่งเข้าสู่กลางหัวใจของเราโดยแท้ 
#กลางใจโซลสู่กลางใจเรา #Seoul_to_Soul

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s