รุ่นน้อง ก็สยอง

​สนุกดี 

มีพัฒนาการขึ้น คือเป็นขั้นกว่าของภาคแรก และคงติดตามต่อ เพราะคาดว่าจะมีขั้นสุดเป็นภาคถัดไปตามมาในที่สุด 

ยังคงเป็นเรื่องราวสืบสวนรายการฆาตกรรมต่อเนื่องในอดีต ระทึกขวัญใช้ได้ ยังคงความพอดีของการเขียน เป็นสไตล์เฉพาะตัวของผู้เขียน #วิศิษฏ์_ศาสนเที่ยง ไปแล้ว

ขอติก่อน 3จุด 

จุดแรกที่ตอนท้ายเรื่อง มีการกระชั้นเรื่องช่วงไคล์แมกซ์ เข้าใจว่าอาศัยการกระชับความเพื่อเร่งความเร้าใจในตอนจบ แต่ความรู้สึกเราคือคุมการเปลี่ยนจังหวะไม่เนียน จังหวะมีกระตุกเล็กน้อย เฉลยง่ายไป 

จุดที่สองคือมีการผูกปมในเรื่องไว้ได้ดีเลยหลายๆ ปม แต่ก็ไม่ได้เอาปมพวกนั้นมาขยี้ต่อ เสียดายของฮะ ถ้าเป็นงานเขียนเทพๆ จะมีการขยี้ปมเหล่านี้มาต่อๆ กัน ผูกกันแล้วจับหักมุม เลยทำให้เรื่องมันยังไม่ถึงจุดพีค 

และจุดที่สามคือ การสืบสวนดูจะพึ่งพาคุณวิญญาณต่างๆ จนน้ำหนักในการสืบสวนโดยอาศัยการพิจารณาตรรกะเพื่อปะติดปะต่อหลักฐานต่างๆ ดูด้อยไป อันนี้จะขัดใจนักอ่านจำพวกตรรกะนิยมอยู่มาก ถ้าให้น้ำหนักในการสืบสวนตามข้อเท็จจริงที่พบมากขึ้น จะทำให้การถ่วงน้ำหนักระหว่างโลกของความเชื่อเรื่องผีกับโลกแห่งเหตุผลในเรื่องดูสมดุล ดูพอดีมากขึ้น แต่ก็เถอะนะนี่มันนิยายผีนี่นา (รึป่าว?) 
แต่ ไม่แย่นะ เรายังอยู่ข้างเชียร์นิยายเรื่องนี่อยู่ดี 

เพราะแม้ว่าจะติติงไปถึง 3 ประเด็น แต่มันก็เป็นจากความคิดส่วนตัวของเรา นิยายนี้ก็ยังสนุกอยู่ดี 

ถ้าเทียบ เราให้คะแนนความสนุกในภาคนี้ #รุ่นน้อง สนุกมากกว่าภาคที่แล้ว #รุ่นพี่ อีก

การดำเนินเรื่องไม่มีว่าน่าเบื่อเลย  
ยังคงดีงามกับการเลือกใช้กลิ่นของวิญญาณมาใช้ดำเนินเรื่อง เขียนได้ดีเลย เข้าใจคิดมาก ยิ่งการค่อยๆ แยกแยะ Layer ของกลิ่นแต่ละกลิ่นออกเพื่อ Focus เข้าหากลิ่นของวิญญาณเป้าหมาย โหย! เป็นไอเดียที่น่าทึ่ง 

และยังคงความรู้สึกเป็น Theme เดิม คือ ความรู้สึกที่คล้ายอยู่ตรงนั้นและไม่คล้ายอยู่ตรงนั้นในเวลาเดียวกัน มีความหลอนตรงนั้นโดยพลัน แม้ไม่ต้องหลอนเต็มสิบ ความหลอนโดยใช้ตัวหนังสือสร้างกลิ่นแบบนี้เอาแค่เจ็ดเต็มสิบ ขนก็ลุกแล้ว 

สำหรับเรา นี่คือความพอดีๆ ในการสร้างความหลอนโดยไม่พยายามไปขยี้มันเยอะ เพื่อให้ไม่ให้ความหลอนนี้ไปเด่นเกินความซับซ้อนของรูปคดีในเรื่อง 
ขยายจากประเด็นเรื่องกลิ่นของวิญญาณ ภาคนี้มีเพิ่มเติมประเด็นว่า วิญญาณคือพลังงานเข้มข้นที่พยายามจะคงสภาพสุดท้ายของการมีชีวิตอยู่ ผูกประเด็นโดยการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้วย จริงไม่จริงเป็นเรื่องไม่ต้องคิดมากนัก (เพราะมันคือนิยาย) แต่นี่คือไอเดียที่เจ๋งดี และวิธีการเพิ่มประเด็นเรื่องสภาพของวิญญาณตามสภาพสุดท้ายของการมีชีวิตอยู่นี้ ดูเนียนดี และน่าคิดตามมากครับ 
นี่คือความเป็นมืออาชีพของการเป็นผู้กำกับของนักเขียน เขียนนิยายโดยใช้การกำกับตัวหนังสือออกมาเป็นนิยาย แทนที่จะเลือกใช้ถ้อยคำพรรณาบรรยายเป็นร้อยแก้วยาวๆ  

ผลคือความกระชับ ความน่าสนใจ และความเนียนของประเด็น จับลงมาแต่งเป็นนิยายนักสืบสายสัมผัสวิญญาณ 

แม้โครงเรื่องไม่ซับซ้อนมากนัก แต่การวางโครงเรื่องดีมาก การกำกับการตัดต่อฉากต่างๆ ของเรื่องลงตัว โครงเรื่องจึงเด่นและไม่ย้วยยืดเยื้อ 

อ่านสนุกครับ

รัก 6ปี ยังไม่ 7ปี

​ถ้าคุณรักใครสักคน คุณจะลืมเขาใน 6ปี มั้ยครับ 

เหมือนโคเบน พยายามเล่นกับเลข 6ปี หรือยังไง 

หรือเพราะว่ามัน 6 มันยังไม่ถึง 7ปี 

not 7 years itch yet! 


#Halan_Coban คือยอดนักเขียนนิยายสืบสวน ในแนวทางของตัวเองที่มีพล็อตเรื่องหักมุม เคยมีคนเรียกเค้าเป็น the master of twist 

เป็นผู้เขียนนิยายเรื่อง“tell no one” หรือ #อย่าบอกใคร
ยังคง Signature ของโคเบน แบบไว้ลายเลยเล่มนี้ ซึ่งเราเห็นพัฒนาการด้านความลึกของความคิดของตัวละคร ช่างเป็นนิยายสืบสวนที่ขยี้ถึงปูมหลังของตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม 

เรายังไม่เคยอ่านนิยายสืบสวนเล่มไหนที่ขยี้ไปยังปูมหลังของแต่ละตัวละครได้ขนาดนี้มาก่อน และมันคือนิยายสืบสวนที่ดีงาม เพราะใส่ใจถึงที่มาที่ไปของพฤติกรรมของตัวละคร ทำให้หลักของนิยายสืบสวนคือตรรกะของเรื่องนั้น มันหนักแน่นและดูจริงมาก 

นี่ยังไม่นับพล็อตหักมุมตามความถนัดของโคเบน ขนาดเรื่องนี้ ลดการพาเอาผู้อ่านไปหักเหลี่ยมหักมุมทิ้งซึ่งๆ หน้าแล้ว ความระทึกระหว่างการอ่านไม่มีลดเลย คืออ่านแล้ววางไม่ลงเหมือนเดิม 

ของคารวะครับ โคเบนเขียนนิยายออกมาได้ระทึกจนอ่านวางไม่ลงได้ทุกเล่ม ระทึกมากหรือน้อยอย่างไร ก็ไม่มีตกมาตรฐานนี้เลย 

เราก็เตือนตัวเองไว้แล้ว เอาเข้าจริง พอพลิกอ่านหน้าแรก มันก็เริ่มแล้วระทึกรัวๆ จนไม่สามารถวางหนังสือลงได้ จนไปจบเอาที่ตัวอักษรตัวสุดท้าย 
น่าจะเรียกว่านิยายรักได้เช่นกัน 

เพราะมันเป็นเรื่องราวสืบสวนที่มีความรักเป็นแกน ซึ่งโคเบนลงน้ำหนักได้พอดีๆ อย่างสวยงามมาก คือไม่ว่าเรื่องจะระทึกยังไง แต่ความโรแมนติกของเรื่องจะมีมากกว่าความระทึกนั้นอยู่เล็กน้อยเสมอ 

เฮ้ย! เจ๋งมากครับ 
ความรักกับความหลงนั้น คลุมเครือกันเสมอในจักรวาลเบี้ยวๆ นี้ แม้เส้นบางๆ ระหว่างทั้งสองที่มีอยู่นั้น ก็บิดเบี้ยวอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ บางทีมันก็คล้ายว่า ไอ้เส้นบางๆ ที่เป็นเส้นเขตแดนของความหลงไม่ใช่รักนั้น มันละลายจมหายไปในความหลงหรือความรักไปแล้ว 

โคเบนใช้ระยะเวลานานหลายปีตามที่เขาถนัด และในเรื่องนี้คือเวลา 6ปี มาเป็นเขตแดนที่นิยามว่านี่คือรักแท้ มิใช่หลงหรือแค่กามตัณหานะจ๊ะ 

แต่เราเองก็ตะหงิดๆ ว่าทำไม 6ปีวะ ถ้ามากกว่า 7ปี เหมือนที่เคยใช้กับเล่มอื่น มันจะดูอินเลิฟจริงกว่านี้นะ 

ก็ทึกทักเอาเองว่า ก็มัน not 7 years itch yet ไง 

โอย! เราก็ตีความเอาเองว่า นี่เป็นการฉีกเรื่องออกมาอีกหน่อย ให้มันมีความคลุมเครือระหว่างความรักกับความหลงอยู่บ้าง ซึ่งมันก็เจ๋ง เพราะมันทำให้อ่านแล้วรู้สึกกับตัวเอกว่า “นี่เอ็งรักเขา หรือหลงเขากันแน่วะ?” 

555 อันนี้ก็ดีงาม เพราะมันแอบย้อนแย้งเล็กๆ มึนๆ กับสภาวะโรแมนติกแบบนี้ดี 
นอกจากเรื่องความรักชายหญิงแล้ว 

ความรักของครอบครัว พ่อแม่ลูก ก็คืออีกหนึ่ง Signature ที่ดีงามของโคเบน เขาเข้าใจประเด็นนี้และเขียนออกมาได้ลึกดี ปมเรื่องความรักในครอบครัวก็คือปมสำคัญที่สุดของทุกตัวละคร เฉกเช่นกันกับพวกเราในชีวิตจริง 
นี่อาจไม่ใช่เรื่องที่มีการหักมุมมากที่สุดของโคเบน เรื่อง tell no one หักมุมมากกว่า 

แต่นี่เป็นนิยายสืบสวนที่ดีงามกว่าในแง่ที่มันเป็นนิยายสืบสวนที่มีความรักเป็นแกนดำเนินเรื่องทั้งหมด 

หรือจะพูดว่า มีความรักนำทาง 

จะดีเพียงไร หากเราใช้ความรักนำทาง 

แล้วเราจะหลงทางมั้ย หรือมันจะพาเรา #สาบสูญ ไปในความรัก 
#ขอให้ความรักคุ้มครอง

บทสนทนาในบางวันของบางคน

#Dialog #บางวันของหญิงสาวแปลกประหลาด 

รวมเรื่องสั้นเล่มบาง กะๆ เอาคงหนาประมาณสมชื่อ สำนักพิมพ์ 10 มิลลิเมตร 
คือ ประโยคสวยๆ หลายร้อยถ้อยคำของบทสนทนาในบางวัน มาต่อๆ กันเพื่อบันทึกความทรงจำบางส่วน บางวัน ของ #ไอติมตากแห้ง ผู้เขียน

อ่านไป คล้ายแต่ละย่อหน้าเป็นส่วนหนึ่งของกัน และก็คล้ายแตกแยกกัน ไปในคราเดียว แปลกดี 
อ่านยากพอสมควร หากต้องการทำความเข้าใจเพื่อดิ่งลงไปกับอารมณ์ของตัวหนังสือทั้งหมด เพราะมันมีความแปลกแยกกันระหว่างตัวหนังสือของแต่ละย่อหน้านี่แหละ 

แต่ก็ดีงามตรงที่ รอยแยกระหว่างประโยคบทสนทนาเหล่านี้ เปิดช่องว่างให้ระบบจินตนาการของคนอ่านทำงาน แล้วประจวบเหมาะกับรอยตวัดของความเหงาที่ทิ้งท้ายตามตัวหนังสือด้วย 

เป็นความหนาขนาดหนึ่งเซนติ ที่มีอารมณ์เหงา 
ย้ำว่า เป็นถ้อยคำที่แปลกดี แต่สละสลวย อ่านแล้วชอบทุกย่อหน้าในทุกตอน 

แต่ทั้งนี้ ก็เป็นเรื่องของรสนิยม 
จะบอกเล่าว่าตัวละครในแต่ละตอนดูแปลก หญิงสาวแปลกประหลาด เช่นนั้นหรือ? 

แต่ พวกเราก็อาจล้วนเป็นเช่นนี้ เอาเข้าจริง ตัวเรานั่นแหละที่แปลก ตัวละครเหล่านี้คล้ายเป็นภาพสะท้อนบางอย่างของพวกเรา 
เป็นเหล่าเรื่องสั้น ที่ทำให้เวลาที่ใช้ไปกับการอ่าน เป็นเวลาที่ดี 

อ่านแล้ว เรารู้สึกไปเองว่า อารมณ์ที่สะเปะสะปะอยู่ คล้ายเรียงตัวเป็นระเบียบ กลับเข้าสู่ห้วงอะไรบางอย่าง อย่างเหงาๆ 
อีกหนึ่งก็คือ รูปประกอบในเล่มดีงามมาก พลันรู้สึกว่า แค่เปิดดูรูปในเล่มก็เพลินมากแล้ว ชอบจริงๆ

ตำนาน โบกไปบ่นไป

​ทะเล เป็นฉากหลังที่ดีที่สุดสำหรับหนังสือที่เป็นตำนานเล่มนี้ 


#สมจุ้ย #ตุ้มพุทรา และ #วายร้ายสีแดง ได้บันทึกวีรกรรมหนุ่มสาว #นักโบก อันลือลั่น ประกอบขึ้นเป็นหนังสือสารคดีบ้างไม่ดีบ้าง ตามที่เขาเรียกขานกันเองไว้ 
ปลื้มปริ่มเปรมปรีดิ์ดี๊ด๊ามากมาย 

อ่านด้วยความฟินเอนโดรฟินหลั่งไหล 

แม้จะเล่มบางไปบ้าง แต่ก็พยายามละเลียดอย่างที่สุดเพื่อซื้อเวลา 

ซื้อเวลาอ่านให้นานที่สุด 
เด็กนิเทศจุฬาฯ รวมตัวกันกว่า 4คนขึ้นไป มิได้ไปก่อม็อบ 

แต่ประกอบพิธีกรรมโบกรถเดินทางไปกลับ round trip จากแหล่งสามย่านไปสมุย 
สำนวนภาษาของ #สมจุ้ยเจตนาน่าสนุก ยังคงสนุกสมชื่อ และสำนวนแบบเฉลียงปรากฎตัวขึ้นบ่อยครั้งในหนังสือ (ยังไม่ลองลำดับเหตุการณ์ดูว่า เพลงของเฉลียง เกิดก่อน หรือตัวอักษรในหนังสือเล่มนี้คลอดก่อน) 

ทำเอาเราเกิดอุปทานส่วนตัวเป็นตุตะว่า อ่านหนังสือไปก็เหมือนนั่งแกะเนื้อเพลงเฉลียงไป 
ตัวหนังสือของนักเขียนอีกสองท่านก็ใช่สมัครเล่น ต่างก็เป็นนักเขียนมือดีของวงการ พอนำมารวมกันสามส่วน จึงพีคแบบละไม 
เรื่องเล่าการเดินทางของพวกเขานี่สิตำนาน เป็นแบบอย่างให้กับหนุ่มสาวเอาอย่าง อ่านไปก็อดอิจฉาไม่ได้ เสียดายที่เราผ่านเวลาแบบนั้นมาโดยไม่ได้ลองเอาอย่างเขา 

แต่การที่เราเคยล่องลงใต้ด้วยเส้นทางเดียวกัน กรุงเทพ หัวหิน ประจวบฯ ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ สมุย ขนอม ไชยา วังมะนาว ราชบุรี นครปฐม และถึงกรุงเทพอีกครา มันอินไม่น้อยเลย 

ตัวหนังสือทีเล่นทีจริงทำเอาเราฝันถึงการเดินทางกว่า 2,000km ครั้งนั้นอีกครั้ง 

แม้เราจะเดินทางโดยขับรถเอา เรายังได้พบเรื่องราวมากมายเพียงนั้น  

แต่นี่ถึงกับโบกรถเอา เรื่องราวน่าจะเล่าขานได้ไม่จบ แต่ก็เลือกมาเขียนเป็นหนังสือเพียงเล่มบาง แต่ละบรรทัดจึงแฝงด้วยบรรยากาศการเดินทางของผองเพื่อนที่อิ่มล้น ชื่นชมผองผู้เขียนกับการเลือกหยิบเรื่องราว เลือกหยิบถ้อยคำ มาเขียน 

แล้วยังอุตส่าห์ปรากฏเกร็ดเรื่องราวของสวนโมกข์กับท่านพุทธทาสในเล่มด้วย 
หากไม่มองข้ามรายละเอียดต่างๆ จนเกินไปนัก เราจะพบความประทับใจในทุกการเดินทาง สั้นหรือยาว สะดวกหรือลำบาก มีวัตถุประสงค์หรือไม่มี ไม่เกี่ยง ล้วนมีความทรงจำมีค่า 

นี่เองที่เราท่าน ต่างใฝ่หาการเดินทางเสมอๆ 
ในวันที่ภาคใต้ประสบภัยน้ำท่วม หวังให้ทุกคนมีกำลัง และช่วยเหลือกันเพื่อผ่านภัยนี้ไป 
แล้วเราจะออกเดินทางอีกครั้ง 

ทะเลใต้ทั้งสองฝั่ง คือทะเลธรรมชาติที่งดงามหาใดเปรียบเสมอมา

อ่านในปี 2016

​เสาร์แรกของมกรา 
สรุปบันทึกการอ่านของปี 2016 

บันทึกไว้แล้วทั้งสิ้นบน FB 64 เล่ม 

เล่มแรกของปีคือ หนังสือ #Lots_of_Love #7300วันที่เรารักกัน ของคุณหมวย 

เล่มสุดท้ายของปีคือ นิยายแฟนตาซีเรื่อง #Red_Queen #ราชินีสีแดง 

เฉลี่ยแล้ว เดือนละ 5เล่มกว่า 

สิ่งที่ได้จากการบันทึก 
1. สามารถจำสิ่งที่เราอ่านผ่านไปแล้วได้มากขึ้น 

2. สามารถกลับมาทบทวนสิ่งที่อ่านไปแล้วได้ด้วย 

3. อ่านสนุกขึ้น (มาก) … แต่เอ๊ะ! ดูหนังสนุกขึ้น เดินทางสนุกขึ้น ด้วยนะ ไม่รู้ว่าเกี่ยวมั่ย

4. เหลือเล่มที่ค้างรออ่าน หรือเล่มที่อ่านค้างไว้ยังอ่านไม่จบ น้อยลงมาก 

5. ได้พูดคุยกับเพื่อนที่อ่านหนังสือด้วยกันมากขึ้น 

6. ได้มีโอกาสพูดคุยโดยตรงกับนักเขียนด้วย 

7. ทั้งหมดนี้ ทำให้เราเติบโตจากการอ่านในปี 2016 ความคิดแจ่มใสขึ้น และด่วนสรุปน้อยลง 

8. รู้ตัวมากขึ้น ชีวิตคือการเลือก อย่าลังเลที่จะตัดสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต ตัดกิจกรรมที่ไม่ใช่ ตัดหนังสือที่ไม่ใช่ แม้กระทั่ง ตัดคนที่ไม่ใช่ออกไป แล้วเราจะมีเวลาอยู่กับสิ่งที่ใช่มากขึ้น สามารถจัดสรรเวลาไปทำในสิ่งที่เราอยากทำได้เกือบหมด ได้มาซึ่งประสิทธิภาพในการบริหารเวลา 

9. ได้เขียนๆ มากขึ้น บันทึกมากขึ้น มันขยายผลไปถึงทักษะในการเรียงความคิดด้วย และทักษะในการเลือกใช้หรือไม่ใช้คำ 

10. ใส่ใจน้อยลงมาก ว่าคนจะชอบหรือไม่ชอบอ่านที่เขียนไป เอาเป็นว่ามีความสุขกับการเขียน อยากเขียนก็เขียนเลย ใครไม่อยากอ่าน ข้ามไปได้ unfollow ได้ unfriend ได้ หรือจะ Block ทิ้งก็ได้ เข้าใจได้ 

11. พบว่าในสาระบบนี้ มีคนชอบอ่านชอบเขียนอยู่มาก ในที่สุดแล้ว เราต่างโคจรรอบกันและกัน บ้างเราหมุนไปรอบๆ เขา บ้างเขาก็มาหมุนรอบเรา ไม่มีใครเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่เราต่างก็มีตัวหนังสือเป็นแรงดึงดูดระหว่างกัน 
ขอบคุณทุกคนที่แวะมาติดตาม 

ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง เกลียดบ้าง หมั่นไส้บ้าง เข้าใจได้ ไม่ว่ากัน 

เราต่างเลือกทำในสิ่งที่รักในสิ่งที่ชอบ ไม่ด่วนสรุป รับฟังได้ 

แต่เราก็เลือกเช่นกัน ว่าอะไรที่จะได้ไปต่อ หรือไม่ได้ไปต่อ กับเรา 
ขอบคุณ ขอบใจ และขออภัย

แสงสว่างของเรา

​มาเป็นบันทึกแรกถึงหนังสือที่อ่านในปีนี้ครับ 
ช่วงปีใหม่นี้ เราอ่านหนังสือติดพันอยู่ประมาณ 3 เล่ม หนังสือทางพุทธ 1เล่ม หนังสือเรื่องความรักที่ได้มาจากเวียดนาม 1เล่ม และหนังสือเรื่องความรักของนิ้วกลมอีก 1เล่ม ก็ว่าจะบันทึกการอ่านในเล่มใดเล่มหนึ่งนี้เป็นบันทึกแรกของปี 2017 นี้ แต่พออ่านๆ ผลัดไปสลับมาสักพัก เราพลันรู้สึกไปเองว่ามันรู้สึกเบาๆ จนเกินไป แม้ว่าจะได้อ่านบางเล่มจบไปแล้ว ยังรู้สึกโหยหาอะไรบางอย่างที่ดูจริงจังกว่า กระแทกความรู้สึกนึกคิดกว่านี้อีก พอจังหวะได้มีโอกาสแวะไปห้องสมุด จึงขอหยิบยืมเล่มที่เคยเล็งไว้แล้วก่อนหน้า แต่ยังไม่ประจวบกันสักที 


#วรพจน์ เป็นนักเขียนมือดี เราเสพตัวหนังสือของเขามาแล้วหลายครั้งหลายครา 

ความถนัดในการเขียนเชิงสารคดีของเขา ตีแผ่บางด้านบางมุมที่น่าสนใจมากในสังคมนี้ แต่น้อยคนนักจะกล้านำมาพูดคุยกันในที่แจ้ง รังแต่ถนัดจะถกกันสนุกปากในที่รโหฐาน จนเลยเถิดไปเป็นการติฉินเสียมากกว่า 

ผู้เขียนได้นำเรื่องราวออกมาบอกเล่า ด้วยข้อมูลในเชิงลึกกว่า เพราะได้สัมภาษณ์มาจากปากของเจ้าของเรื่องเอง และเขาเองก็ได้พาตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่ ในเหตุการณ์ ในสถานการณ์นั้น มาด้วย นี่จึงเป็นงานเขียนเชิงสารคดีน้ำดีที่มิได้เกิดจากการทึกทักเอาเองตามเรื่องตามราวจากข้อมูลมือสอง กลับยังสามารถอ้างอิงถึงแหล่งข้อมูลมือหนึ่งได้ด้วย ประกอบกับน้ำหมึกเข้มปาดด้วยคมคำตัวอักษรของเขา งานเขียนชุดนี้จึงกล่มกล่อม 

บอกได้เลยว่า เมื่อบทความเหล่านี้เคยถูกตีพิมพ์อยู่ในนิตยาสาร #GM นี่คือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราเป็นแฟนนิตยาสารนี้ติดต่อกันมาอีกหลายปี 
เราต่างมีแสง มาเปล่งแสงกันตั้งแต่จุดเริ่มต้นของปี ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีมิน้อย 
แน่นอน ในที่มืดเราจึงแห่งแสงสว่างนั้นชัดเจนกว่า 

บทเขียนเหล่านี้จึงมิได้เป็นสารคดีในที่สว่างเท่าไร หากแต่กลับเป็นแสงสว่างที่มองเห็นในมุมมืดของมหานคร 

ในที่นั้น ที่ๆ มีการมั่วสุมเป็นอโคจรบ้าง ที่ๆ ขับเร้าการเสพบ้าง ที่ๆ ขับดันแรงขับทางเพศบ้าง ที่ๆ ต่างคนต่างดิ้นรนแสดงออกเพื่อความอิสระจากที่เคยถูกกักไว้โดยขนบของสังคมบ้าง ย่อมมิใช่ที่สว่างปกติในสายตาผู้คนทั่วไป ยังถึงกับมืดมิดในสายตาผู้หลักผู้ใหญ่ (แต่ก็เถอะ ใช่ว่าเราๆ ท่านๆ จะไม่เคยเอาร่างกายหรือจิตใจไปผลาญเพื่อหาทางออกอะไรสักอย่างในที่ๆ เหล่านี้ แต่เราก็มักเลี่ยงที่จะพูดถึงเมื่อเรากลับออกมาอยู่ท่ามกลางตัวตนในที่สว่าง) 
อาบอบนวด สยามแสควร์ นักร้องนักดนตรีเพลงร็อค เกย์เฟสติวัล เซ็กส์บนถนน นัดวาดรูปอีโรติค แบ็คแพคตรอกข้าวสาร แฟนคลับทีมฟุตบอล และนางแบบแคตวอล์ค ถูกถ่ายทำออกมาเป็นสารคดีบนตัวหนังสือ 
ท่ามกลางความหมกมุ่นที่หลากหลายนี้ มีส่วนหนึ่งที่คล้ายกันคือการแสวงหาด้วยการเสพ 

คล้ายต่างก็กำลังตามหาอะไรบางอย่างที่ยังหาไม่พบ แต่ขอใช้ชั่วจังหวะเวลาของชีวิตช่วงนี้เสพอะไรบางอย่างบำบัดความโหยหาของตนไปก่อน 

ซึ่งก็มิน่าใช่ความผิดปกติอะไร เราล้วนเคยมีภาวะเช่นนี้อยู่บ้าง ซึ่งก็มิสามารถบอกได้เต็มปากเช่นกันว่า เราอับจนหรือตกอับ แต่เราต่างล้วนมีสิทธิ์ที่จะเลือก เรื่องเหล่านี้จึงน่าสนใจไม่น้อย 
เพียงเราเปิดใจ เพียงเราไม่ด่วนสรุป เราจะเห็นแสงสว่าง แม้จะริบหรี่เพียงใด 

เพราะเราต่างก็ #เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง 

เราจึงได้เรียนรู้ไม่น้อยจากเรื่องเหล่านี้ ขอเพียงไม่ด่วนสรุป เราจะพร้อมรับฟัง 
เห็นด้วยกับผู้เขียน 

หากเรามีโอกาสพูดคุยกันมากกว่านี้ สังคมน่าจะดีขึ้น และความรักเป็นสิ่งมีค่า 

อ้าว! นี่ก็เป็นหนังสือเรื่องความรักอีกเล่มเหรอนี่

EOY2016 Trip – ต้องรอดในฮานอย

ใครจะมาที่นี่ ควรทำใจไว้ก่อนเลยว่า ​มันเป็นเมืองที่ไร้ระเบียบและเต็มไปด้วยควันบุหรี่กับเสียงแตรรถ วันแรกที่เรามาถึง ถึงกับปวดหัวกลับมานอนที่ห้อง วันที่สองค่อยเริ่มปรับตัวได้ (คือต้องรอด!) 

แต่มันก็เป็นเมืองที่มีเสน่ห์และน่าสนใจในแบบของมันเอง  

1. การเดินทางในเมืองไม่มีปัญหา เนื่องจากมี Taxi Meter (แบบไม่มีใบเสร็จ) ไปไหนมาไหนในเมืองถ้าไม่อยากเดินก็เรียก Taxi ได้เลย แค่อย่าลืมเตือนให้คนขับกดมิเตอร์ด้วย สามล้อ (ถีบ) ก็มี แต่ถ้าไม่ได้อยาก open-air รับอากาศเย็นและควัน ก็เรียก Taxi ไป ตัดปัญหาเรื่องการต่อราคาด้วย แต่จะถ้าจะเดินระหว่างสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองก็เดินไหวนะฮะ เราเดินกันตลอด นับว่าสะดวกดี ได้สัมผัสความเป็นไปของเมืองได้เต็มที่ 

2. ที่ต้องเอาตัวรอดที่สุดในเมืองนี้ ก็คือการเอาตัวรอดจากการจราจรในเมืองฮานอย โอ้! มันเหมือนไร้ซึ่งกฏจราจรใดๆ เหมือนรถทุกคันคิดว่า “ฉันไปก่อน คันอื่นต้องหลบฉัน” ประกอบกับรถทุกคันกดแตรตลอดเวลาฮับ จับดูแล้ว ในเวลา 1 นาที เราจะได้ยินเสียงแตรประมาณ 8-15ครั้ง ในชั่วโมงแรกๆ คือหันซ้ายขวาตลอดเวลาเพราะไอ้เสียงแตรบ้าๆ นี่แหละ แต่แล้วซักพักก็จะชินเอง เพราะมันกดแบบไร้สาระ  แล้วก็จะพบว่า ที่น่ากลัวกว่าหลายเท่าคือรถแทบจะไม่มีการหยุดให้กันเลย และแยกที่ถนนตัดกันส่วนใหญ่ก็ไม่มีไฟจราจร นั่นคือทุกๆ คันต่างมุ่งกันไปเจอกันที่แยก แล้วก็ไปหาทางหลบกันเองตรงแยกที่มาเจอกันนั้น หะ! อะไร! มันเกิดอะไร มันขับรถพุ่งเข้าหากันเฉยเลย แล้วไปหลบกันเอาเองตอนที่เจอกัน คือถ้าเราเฝ้าดู มันจะหวาดเสียวมาก แล้วก็จะไม่กล้าเฉียดลงไปใกล้ถนนเลย แต่ในที่สุดมันไม่ได้ไง คือมันก็เดินบนฟุตบาทก็ไม่ได้อีก เพราะเขาเอารถทั้งสองล้อสามล้อสี่ล้อขับขึ้นมาจอดบนฟุตบาทเลยจ้า ฟุตบาทมันคือที่จอดรถนาจา รถมันไม่มีที่จอดริมฟุตบาทไง เลยขับขึ้นฟุตบาทมาจอดเลย แล้วเจอกับตัวเองคือเราเดินบนฟุตบาทอยู่ดีๆ ก็โดนมอเตอร์ไซค์กดแตรไล่เพราะว่าดันไปขวางทางมันจะขับมอไซต์บนฟุตบาท บ้าไปแล้ว ด่ามันไปเลย (เพราะมันฟังเราไม่ออก) แล้วก็อย่ากระนั้นเลย ถ้าฟุตบาทมันจอดไม่ได้ รถมันจอดตรงกลางแยกเลยเว้ย คันอื่นๆ ก็ต้องมีหน้าที่หลบกันเองสิ ตรงแยกที่รถมันวิ่งมาเจอกันปะกับคันที่จอดอยู่ด้วย นี่มันคือการจราจรบ้าอะไร การเดินริมถนนจึงกลายเป็นโรคจิตไปเลย คือตัวเกร็งตลอดเวลา สุดท้ายวิธีเอาตัวรอดของทุกคนเดินถนนในเมืองนี้คือ เดินๆ ไปเลยครับอย่าได้แคร์ เดี๋ยวรถแ…งต้องหลบเอง บนฟุตบาทเดินไม่ได้เพราะมีรถจอดหรือมีรถวิ่งอยู่บนฟุตบาท ก็ลงไปเดินถนนสิค้าบ ง่ายจะตาย ทีนี้มันคืออะไรหล่ะ รถอยู่บนฟุตบาทแล้วคนกลับลงไปเดินอยู่บนถนนแทน ขั้นสุดยอดของมันคือ เราต้อง Develop Skill การข้ามถนน เพราะมันจะไม่เคยมี Moment รถหยุดกันพร้อมหน้าเพื่อให้คนข้าม รถบนถนนจะไม่เคยหยุดพร้อมกับกดแตรสม่ำเสมอ หน้าที่ของคนข้ามถนนคือ ถ้าจะข้ามก็ต้องหาจังหวะ หา Gap ระหว่างที่รถวิ่งข้ามได้เอง แล้วที่มัน Advance มากคือ ทันทีที่เราก้าวลงไป รถแ…งจะสามารถมาได้จากทุกทิศทุกทาง ทางไหนก็ได้ คือมันพร้อมที่จะข้ามจากเลนของมันเองที่มีรถขวางมันอยู่ ข้ามมาเลนที่รถแล่นสวนทันทีที่ว่าง คนเดินต้องเหลือบตาไปดูกันเอง แต่สุดท้ายถ้าคุณมัวแต่หาจังหวะคุณอาจจะไม่ได้ข้ามเลย ดังนั้น Skill ที่ Advance ของคนข้ามถนนที่นี่คืออยากข้ามตรงไหนเวลาไหนก็ก้าวข้าวถนนมันไปเล้ยเพื่อความเท่าเทียมกัน รถก็ต้องหาทางหลบคนเอาเองเหมือนกัน อั๊ยย่ะ! มันก็คือเกมวัดใจดีๆ นี่เองว่า ใครจะหลบใคร เอาวะเดินๆ ไปเหอะไม่งั้นก็ยืนจดๆ จ้องๆ ไม่ได้ไปไหนพอดี เดินๆ มันลงไป เดี๋ยวมันต้องหลบเราจนได้ หรือไม่เดี๋ยวเราก็หลบมัน สุดท้ายแล้วคือมันจะเครียดเลย เพราะเราจูงลูกเดินตลอดทาง แล้วเราสงสัยมากว่า เฮ้ย! มันเคยชนกันบ้างมั้ยวะ? เลยนั่งตั้งใจเฝ้ามองลงมาจากห้องพักเลย เฝ้าดูที่สี่แยก เฮ้ย มันก็มีชนกันจริงๆ ด้วย  ชนกันเองแล้วก็แยกย้ายกันไปเอง อารมณ์มันคล้ายๆ กับพลาดหลบไม่ทันกันเองนี่หว่า โอเคๆ ผ่านๆ ไป แยกย้ายกันไป อ้าวแล้วไง แล้วถ้าคนที่ถูกชนเป็นเราหล่ะ สุดท้ายก็กลับมาเกร็งกันต่อสิ มันเลยเป็นการเดินในเมืองที่ลุ้นตลอดเวลา เร้าใจอย่างยิ่ง จัดเป็นที่สุดในชีวิตอย่างหนึ่งไป ข้อแนะนำในการเอาตัวรอดจากการจราจรที่นี่ก็คือ เดินๆ ไปเถอะครับ ไม่งั้นไม่ได้เดินไม่ได้ข้ามกันพอดี แต่ให้พึงระวังไว้ว่ารถมันสามารถพุ่งมาหาเราจากทางไหนก็ได้ และการฟังเสียงแตรไม่ได้ช่วยอะไรเลย เหอๆ (เที่ยงคืนตีหนึ่ง มันยังกดแตรอยู่เลย โผล่หน้าออกไปดู ปรากฏว่าทั้งถนนมีรถมอเตอร์ไซค์ขับอยู่คนเดียวแต่กดแตรรัวๆ ทุกๆ 2-3 วินาที) ถึงจะยาวมากแล้วเรื่องนี้คือ ขอเล่าต่ออีกนิดคือ มันมีที่พีคที่สุดคือ เราไปเดินผ่านแยกหนึ่งกลางเมืองฮานอย ปรากฏว่ามียานพาหนะดังนี้คือ จักรยาน สามล้อถีบ มอเตอร์ไซค์ รถยนต์เก๋งเล็ก รถยนต์ใหญ่ รถเมล์ และรถไฟ ทั้งหมดมาเจอกันที่แยกนั้นโดยไม่มีสัญญานไฟจราจรใดๆ แล้วอีคนเดินถนนก็ลงไปแจมในแยกนั้นด้วย เพราะเดินกันอยู่ดีๆ ฟุตบาทมันก็หายไปเฉยๆ เหมือนละลายไปในอากาศสิ ที่นี่ก็สุดจะมันส์เลย เพราะทุกๆ คน ทุกๆ คันพยายามจะเดินหน้า แล้วมันก็สามารถขยับกันได้ด้วยความเร็วประมาณ ครึ่งเมตรต่อวินาที อีรถไฟก็ค่อยๆ กระดึ๊บๆ ไป เร้าใจหาใดเปรียบ ขอเรียกว่าแยกนรกรถไฟผ่าน! 

3. มหันตภัยควัน มันคือเมืองที่คนสูบบุหรี่กันตลอดเวลา บางคนก็อาจเห็นว่าปกติ แต่สำหรับพวกเราที่ไม่ถูกกับควันประเภทนี้อย่างแรง มันเป็นสิ่งที่ทารุณมาก แล้วเค้าไม่มีการห้ามสูบในร้านค้าหรือร้านอาหารใดๆ ด้วย นั่นคือระหว่างที่นั่งกินข้าวกันอยู่ในร้าน โต๊ะติดกันข้างๆ ก็ควักบุหรี่ขึ้นมาสูบได้ พอมันสูบในร้าน ควันมันก็วนๆ อยู่ในนั้นแหละ การเอาตัวรอดก็คือ ต้องส่องให้ชัวร์เลยว่าไม่น่าจะมีคนสูบในร้าน ถ้าเดินเข้าร้านไปแล้วได้กลิ่นบุหรี่ปุ๊บเดินออกเลย กลายเป็นว่าการเลือกเข้าร้านอาหาร เราให้ความสำคัญกับการพิจารณาเรื่องกลิ่นบุหรี่กับคนที่นั่งทานอยู่มากกว่าการเลือกอาหาร เคยเข้าไปนั่งแล้วเจอว่าเจ้าของร้านสูบ อันนี้ก็เดินออกเลยเช่นกัน ดังนั้นการเลือกนั่งร้านที่ Open-air จึงดีกว่าการเข้าไปนั่งในร้านปิด อย่างน้อยยังมีทางหนีทีไล่ครับ ถัดไปก็เป็นเรื่องคนที่ยืนสูบตามถนนหนทาง อันนี้ก็ต้องสังเกตและหาทางเดินเลี่ยงเอา แล้วก็หาซื้อผ้าปิดจมูกมาใส่เดินก็ช่วยได้บ้าง (เลยจะเห็นบางรูปที่เด็กๆ ถ่ายมาจะปิดผ้าปิดจมูกและปากด้วย อันนี้ไม่ได้เป็นหวัดนะ) อ้า ก็เอาตัวรอดได้ แต่พอเดินไปสักพัก เฮ้ย! คราวนี้เจอเค้ายกขึ้นมาสูบกันเป็นบ้องเลยครับ! บ้องจริงๆ ยาวเกือบเมตร ไม่ใช่แค่มวนบุหรี่แล้ว มีทั้งบ้องที่เป็นไม้, เป็นท่อ PVC, หรือกระทั่งเป็นบ้องเหล็ก สูบอัดเข้าปอดกันเป็นกิจลักษณะเลย ไม่รู้ว่ากัญชารึป่าวนะที่นั่งสูบบ้องกันตามถนน แต่มันพ้นจากความสนใจส่วนตัวที่จะเข้าไปหาคำตอบแล้วหล่ะ ขอแค่ได้แต่หลีกให้ห่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

4. เวียดนามมีภาษาเป็นของตัวเอง และมันฟังแล้วเพลินมากเลย ลองนึกภาพตามว่า กลับมาถึงโรงแรม เด็กๆ เปิดการ์ตูนวอลต์ดิสนีย์ดู เจอเอลซ่ากับแอนนาเม้าท์กันเป็นภาษาเวียดนาม เพลินสุดๆ อาจเพราะเขามีภาษาของตัวเอง คนเวียดนามที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดูแล้วน่าจะไม่เกิน 50% ส่วนใหญ่คือคนที่ทำงานบริการอยู่ตามโรงแรม พ่อค้าแม่ค้าตามแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ และคนขับรถ Taxi นอกจากนั้นไป ให้คิดไปก่อนเลยว่าเค้าสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ ดังนั้นการเข้าไปสั่งอาหารตามร้านข้างถนนต่างๆ จะสนุกมาก เค้าจะไม่เข้าใจสิ่งที่เราพูดเลย คุยกันไม่รู้เรื่องเลย ภาษาชี้และภาษามือเท่านั้น และเราก็อ่านไม่ออกด้วยเช่นกันว่ารายการอาหารที่เขียนอยู่มันคืออะไร แต่บางร้านที่เดินเข้าไปก็ไม่มีรายการอาหารใดๆ ทั้งสิ้น เดินตรงไปที่แม่ครัวเลย เห็นอะไรตั้งอยู่ที่พอกินได้ อย่าได้อายเอานิ้วชี้ๆ เอา แล้วกลับไปนั่งลุ้นรอเลยว่ามันจะออกมาเป็นอะไร ก็โอเคนะ เอาตัวรอดได้ทุกครั้ง ปัญหาหนักที่สุดที่เจอคือ อาหารมันออกมาเยอะเกินกว่าจะกินหมดได้ เพราะดันตะกละอยากรู้อยากเห็นเองว่ามันจะมีอะไรคลอดออกมาจากครัวให้กินบ้างจากการชี้ๆ ของเรา  บางร้านเห็นว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ นางก็ออกมาเชียร์ประหนึ่งเด็กเชียร์เบียร์เลยจ้า สาธิตวิธีการกินอันศิวิไลให้ดูด้วย  ให้เอามือหยิบไอ้นั่นจิ้มไอ้นี่กินกะไอ้นั่น อร่อยนะแต่ล้นกระเพาะกันไป เรื่องสั่งอาหารนี่รอดแน่นอนอร่อยด้วย แต่เรื่องถามทางอย่าดีกว่า พึ่ง Google เหอะ  คุยกันแล้วออกทะเล  

5. ระหว่างที่เราเดินอยู่ในเมือง นอกจากที่เราจะถูกจู่โจมด้วยเหล่าบรรดาสามล้อแล้ว (ซึ่งหลังจากที่ผ่านเวียงจันทน์กับหลวงพระบางมา ย่อมมี Skill ในการปฏิเสธสามล้อ ชิลๆ) แต่ในเมืองฮานอยนี้ เราจะเจอผู้คนอีกกลุ่มพุ่งเข้ามาจู่โจม พยายามเข้ามาตะครุบรองเท้าที่ขาเรา เฮ้ย! ยกขาหนีแทบไม่ทัน อะไรวะ! คืออะไรอ่ะ! เขาเข้ามาพร้อมกับหลอดน้ำยาอะไรสักอย่าง พยายามเข้ามาตะครุบเอารองเท้าผ้าใบที่ขาเราไป ตอนแรกก็ตกใจมาก นึกว่าเราไปเหยียบถูกอะไรของเขาเข้า ยกเท้าหนีแล้วแทบกระโดด ไม่จบ! ยังตามมาอีกจะตะครุบอีกไม่ลดละเลิก พูดภาษาเวียดนามโล้งเล้งแล้วชี้มาที่รองเท้าเราเป็นการใหญ่ เฮ้ย! อะไร เราก็เข้าใจไปต่อว่า หรือสงสัยเห็นว่ารองเท้าของเราขาด เลยจะมาหยอดกาวซ่อมให้ แต่อย่าเลย อย่าเถอะขอร้อง หลบหลีบเท้าซ้ายขวา ประหนึ่งเมื่อก่อนที่เล่นบอลลูนเหยียบกับเพื่อนเลย (ถ้าใครเกิดทัน) ปฏิเสธเป็นพลันวัน จึงเอารองเท้าขอตัว รอดออกมาได้ คืออะไรอ่ะ แม้แต่รองเท้าก็มีภัย เฮ้ย! ก็ไม่ขาดนี่หว่า กลับออกมาสังเกตดูห่างๆ อีกที อ๋อ! คือเขารับจ้างเช็ดขัดทำความสะอาดรองเท้า มันทำไมน่ากลัวเกิ้น  ไล่ตะครุบเท้าเราประหนี่งไปเหยียบถูกอะไรของเขาเข้า เป็นอีกหนึ่งบริการที่น่าสนใจ แต่ขอบายนะครับ ไม่มีประสบการณ์การทดลองใช้บริการมาเล่าต่อ 

6. ที่แนะนำอย่างมากๆ เลยคือพิพิทธภัณฑ์ในฮานอยครับ มีอยู่หลายที่เลย แต่ละที่เขาทำได้ดีมาก และตั้งใจทำมากๆ รู้สึกน้อยใจกับพิพิทธภัณฑ์ของบ้านเราเลย แม้พิพิธภัณฑ์ของเขาจะดูมีรายละเอียดเป็นภาษาเวียดนามเยอะไปบ้าง แต่มันดี มันสวยงาม ดูน่าสนใจมาก ของเยอะ เอาจริงๆ การเข้าไปดูแต่ละที่ใช้เวลาอย่างน้อยๆ 2ชั่วโมงเลย คือควรได้แวะมาดูเพื่อเปิดหูเปิดตาเปิดใจมาก ขัดใจอยู่เรื่องเดียวเลยคือ พอถึงเวลาปิด (คือมันมีอยู่ที่หนึ่งปิดพักเที่ยง!) เจ้าหน้าสวมบททหารเดินไล่คนออกทันทีเลย ไม่สนใจว่าคุณกำลังเดินดูอยู่ตรงไหนชั้นไหนของพิพิทธภัณฑ์ คุณก็โดนไล่ออกมาโดยพร้อมเพรียง ก็มันถึงเวลาปิดแล้วไงไม่เข้าใจรึไง จะมาบ่นไรเนี่ย วิธีเอาตัวรอดก็ง่ายเลย คือว่าง่ายไง เค้าไล่ให้ออกก็ออกดิ จะไปหือกะคุณทหารเพื่ออะไร ที่ได้ดูมาก่อนหน้านั้นแล้วก็ดีแล้ว อยากดูต่อก็ไปจ่ายตังค์เข้าไปดูรอบสองสิ 
7. การส่งไปรษณีย์ไปต่างประเทศจากฮานอย ติดแสตมป์ 15,000ดองฮะ คืดเป็นเงินประมาเกือบ 25บาท นับว่าแพงถ้าเทียบกับ เมืองไทย 15บาท, มาเลย์ 5บาท แต่ถูกกว่าลาวที่อยู่ที่ 32บาท ตอนนี้คือมีโปสการ์ดติดแสตมป์ เขียนเรียบร้อยแล้วหาตู้ไปรณีย์อยู่ เดินตามท้องถนนแล้วยังหาไม่เจอเลย สงสัยจะมีแต่ที่ที่ทำการไปรษณีย์ 
8. ธนาคารในฮานอย มีสภาพเป็นตึกโทรมๆ ห้องแถวโทรมๆ สภาพเหมือตึกอาคารแถวๆ บริเวณวงเวียน 22กรกฎา ในกรุงเทพฯ เลย เครื่อง Self-Service Machine เท่าที่เห็นก็มีแต่ ATM แม่กระทั่งเครื่อง Update Passbook ก็ยังไม่เจอนะ แต่เพราะมาในช่วงปีใหม่ ธนาคารปิดกัน เลยไม่สามารถเข้าไป Observe อะไรๆ ได้มากกว่านี้ อีกอย่าง ทหารยืนกันทุกแยกใหญ่ อันนี้ยิ่งไม่กล้าเข้าไปจดๆ จ้องๆ อะไรให้มาก 
9. จริงๆ ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกมานะ ขอสรุปมาในข้อเดียวกันอีก 3 อย่างที่เราชอบมากคือหนึ่งการชักหุ่นกระบอกน้ำ สองวิหารแห่งความรู้ (Temple of Literature) และสามชุดประจำชาติของสาวเวียดนาม เราว่ามันดีงามมาก ผู้หญิงที่แต่งชุดสวยดี อาจเป็นเพราะอยู่ในเมืองอากาศเย็น กำลังคิดหาซื้อชุดประจำชาติสวยๆ นี้ให้ปริณๆ อยู่ (สุดท้ายก็หาได้ ^^)
สรุปแล้ว มาที่นี่ประทับใจนะ ได้พบได้เจอ ได้ประสบการ์ณแปลกใหม่ เป็นความทรงจำที่ดี แต่คุณต้องเอาตัวให้รอดก่อน แล้วจะสนุกกันมันนะ