EOY2016 Trip – ต้องรอดในฮานอย

ใครจะมาที่นี่ ควรทำใจไว้ก่อนเลยว่า ​มันเป็นเมืองที่ไร้ระเบียบและเต็มไปด้วยควันบุหรี่กับเสียงแตรรถ วันแรกที่เรามาถึง ถึงกับปวดหัวกลับมานอนที่ห้อง วันที่สองค่อยเริ่มปรับตัวได้ (คือต้องรอด!) 

แต่มันก็เป็นเมืองที่มีเสน่ห์และน่าสนใจในแบบของมันเอง  

1. การเดินทางในเมืองไม่มีปัญหา เนื่องจากมี Taxi Meter (แบบไม่มีใบเสร็จ) ไปไหนมาไหนในเมืองถ้าไม่อยากเดินก็เรียก Taxi ได้เลย แค่อย่าลืมเตือนให้คนขับกดมิเตอร์ด้วย สามล้อ (ถีบ) ก็มี แต่ถ้าไม่ได้อยาก open-air รับอากาศเย็นและควัน ก็เรียก Taxi ไป ตัดปัญหาเรื่องการต่อราคาด้วย แต่จะถ้าจะเดินระหว่างสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองก็เดินไหวนะฮะ เราเดินกันตลอด นับว่าสะดวกดี ได้สัมผัสความเป็นไปของเมืองได้เต็มที่ 

2. ที่ต้องเอาตัวรอดที่สุดในเมืองนี้ ก็คือการเอาตัวรอดจากการจราจรในเมืองฮานอย โอ้! มันเหมือนไร้ซึ่งกฏจราจรใดๆ เหมือนรถทุกคันคิดว่า “ฉันไปก่อน คันอื่นต้องหลบฉัน” ประกอบกับรถทุกคันกดแตรตลอดเวลาฮับ จับดูแล้ว ในเวลา 1 นาที เราจะได้ยินเสียงแตรประมาณ 8-15ครั้ง ในชั่วโมงแรกๆ คือหันซ้ายขวาตลอดเวลาเพราะไอ้เสียงแตรบ้าๆ นี่แหละ แต่แล้วซักพักก็จะชินเอง เพราะมันกดแบบไร้สาระ  แล้วก็จะพบว่า ที่น่ากลัวกว่าหลายเท่าคือรถแทบจะไม่มีการหยุดให้กันเลย และแยกที่ถนนตัดกันส่วนใหญ่ก็ไม่มีไฟจราจร นั่นคือทุกๆ คันต่างมุ่งกันไปเจอกันที่แยก แล้วก็ไปหาทางหลบกันเองตรงแยกที่มาเจอกันนั้น หะ! อะไร! มันเกิดอะไร มันขับรถพุ่งเข้าหากันเฉยเลย แล้วไปหลบกันเอาเองตอนที่เจอกัน คือถ้าเราเฝ้าดู มันจะหวาดเสียวมาก แล้วก็จะไม่กล้าเฉียดลงไปใกล้ถนนเลย แต่ในที่สุดมันไม่ได้ไง คือมันก็เดินบนฟุตบาทก็ไม่ได้อีก เพราะเขาเอารถทั้งสองล้อสามล้อสี่ล้อขับขึ้นมาจอดบนฟุตบาทเลยจ้า ฟุตบาทมันคือที่จอดรถนาจา รถมันไม่มีที่จอดริมฟุตบาทไง เลยขับขึ้นฟุตบาทมาจอดเลย แล้วเจอกับตัวเองคือเราเดินบนฟุตบาทอยู่ดีๆ ก็โดนมอเตอร์ไซค์กดแตรไล่เพราะว่าดันไปขวางทางมันจะขับมอไซต์บนฟุตบาท บ้าไปแล้ว ด่ามันไปเลย (เพราะมันฟังเราไม่ออก) แล้วก็อย่ากระนั้นเลย ถ้าฟุตบาทมันจอดไม่ได้ รถมันจอดตรงกลางแยกเลยเว้ย คันอื่นๆ ก็ต้องมีหน้าที่หลบกันเองสิ ตรงแยกที่รถมันวิ่งมาเจอกันปะกับคันที่จอดอยู่ด้วย นี่มันคือการจราจรบ้าอะไร การเดินริมถนนจึงกลายเป็นโรคจิตไปเลย คือตัวเกร็งตลอดเวลา สุดท้ายวิธีเอาตัวรอดของทุกคนเดินถนนในเมืองนี้คือ เดินๆ ไปเลยครับอย่าได้แคร์ เดี๋ยวรถแ…งต้องหลบเอง บนฟุตบาทเดินไม่ได้เพราะมีรถจอดหรือมีรถวิ่งอยู่บนฟุตบาท ก็ลงไปเดินถนนสิค้าบ ง่ายจะตาย ทีนี้มันคืออะไรหล่ะ รถอยู่บนฟุตบาทแล้วคนกลับลงไปเดินอยู่บนถนนแทน ขั้นสุดยอดของมันคือ เราต้อง Develop Skill การข้ามถนน เพราะมันจะไม่เคยมี Moment รถหยุดกันพร้อมหน้าเพื่อให้คนข้าม รถบนถนนจะไม่เคยหยุดพร้อมกับกดแตรสม่ำเสมอ หน้าที่ของคนข้ามถนนคือ ถ้าจะข้ามก็ต้องหาจังหวะ หา Gap ระหว่างที่รถวิ่งข้ามได้เอง แล้วที่มัน Advance มากคือ ทันทีที่เราก้าวลงไป รถแ…งจะสามารถมาได้จากทุกทิศทุกทาง ทางไหนก็ได้ คือมันพร้อมที่จะข้ามจากเลนของมันเองที่มีรถขวางมันอยู่ ข้ามมาเลนที่รถแล่นสวนทันทีที่ว่าง คนเดินต้องเหลือบตาไปดูกันเอง แต่สุดท้ายถ้าคุณมัวแต่หาจังหวะคุณอาจจะไม่ได้ข้ามเลย ดังนั้น Skill ที่ Advance ของคนข้ามถนนที่นี่คืออยากข้ามตรงไหนเวลาไหนก็ก้าวข้าวถนนมันไปเล้ยเพื่อความเท่าเทียมกัน รถก็ต้องหาทางหลบคนเอาเองเหมือนกัน อั๊ยย่ะ! มันก็คือเกมวัดใจดีๆ นี่เองว่า ใครจะหลบใคร เอาวะเดินๆ ไปเหอะไม่งั้นก็ยืนจดๆ จ้องๆ ไม่ได้ไปไหนพอดี เดินๆ มันลงไป เดี๋ยวมันต้องหลบเราจนได้ หรือไม่เดี๋ยวเราก็หลบมัน สุดท้ายแล้วคือมันจะเครียดเลย เพราะเราจูงลูกเดินตลอดทาง แล้วเราสงสัยมากว่า เฮ้ย! มันเคยชนกันบ้างมั้ยวะ? เลยนั่งตั้งใจเฝ้ามองลงมาจากห้องพักเลย เฝ้าดูที่สี่แยก เฮ้ย มันก็มีชนกันจริงๆ ด้วย  ชนกันเองแล้วก็แยกย้ายกันไปเอง อารมณ์มันคล้ายๆ กับพลาดหลบไม่ทันกันเองนี่หว่า โอเคๆ ผ่านๆ ไป แยกย้ายกันไป อ้าวแล้วไง แล้วถ้าคนที่ถูกชนเป็นเราหล่ะ สุดท้ายก็กลับมาเกร็งกันต่อสิ มันเลยเป็นการเดินในเมืองที่ลุ้นตลอดเวลา เร้าใจอย่างยิ่ง จัดเป็นที่สุดในชีวิตอย่างหนึ่งไป ข้อแนะนำในการเอาตัวรอดจากการจราจรที่นี่ก็คือ เดินๆ ไปเถอะครับ ไม่งั้นไม่ได้เดินไม่ได้ข้ามกันพอดี แต่ให้พึงระวังไว้ว่ารถมันสามารถพุ่งมาหาเราจากทางไหนก็ได้ และการฟังเสียงแตรไม่ได้ช่วยอะไรเลย เหอๆ (เที่ยงคืนตีหนึ่ง มันยังกดแตรอยู่เลย โผล่หน้าออกไปดู ปรากฏว่าทั้งถนนมีรถมอเตอร์ไซค์ขับอยู่คนเดียวแต่กดแตรรัวๆ ทุกๆ 2-3 วินาที) ถึงจะยาวมากแล้วเรื่องนี้คือ ขอเล่าต่ออีกนิดคือ มันมีที่พีคที่สุดคือ เราไปเดินผ่านแยกหนึ่งกลางเมืองฮานอย ปรากฏว่ามียานพาหนะดังนี้คือ จักรยาน สามล้อถีบ มอเตอร์ไซค์ รถยนต์เก๋งเล็ก รถยนต์ใหญ่ รถเมล์ และรถไฟ ทั้งหมดมาเจอกันที่แยกนั้นโดยไม่มีสัญญานไฟจราจรใดๆ แล้วอีคนเดินถนนก็ลงไปแจมในแยกนั้นด้วย เพราะเดินกันอยู่ดีๆ ฟุตบาทมันก็หายไปเฉยๆ เหมือนละลายไปในอากาศสิ ที่นี่ก็สุดจะมันส์เลย เพราะทุกๆ คน ทุกๆ คันพยายามจะเดินหน้า แล้วมันก็สามารถขยับกันได้ด้วยความเร็วประมาณ ครึ่งเมตรต่อวินาที อีรถไฟก็ค่อยๆ กระดึ๊บๆ ไป เร้าใจหาใดเปรียบ ขอเรียกว่าแยกนรกรถไฟผ่าน! 

3. มหันตภัยควัน มันคือเมืองที่คนสูบบุหรี่กันตลอดเวลา บางคนก็อาจเห็นว่าปกติ แต่สำหรับพวกเราที่ไม่ถูกกับควันประเภทนี้อย่างแรง มันเป็นสิ่งที่ทารุณมาก แล้วเค้าไม่มีการห้ามสูบในร้านค้าหรือร้านอาหารใดๆ ด้วย นั่นคือระหว่างที่นั่งกินข้าวกันอยู่ในร้าน โต๊ะติดกันข้างๆ ก็ควักบุหรี่ขึ้นมาสูบได้ พอมันสูบในร้าน ควันมันก็วนๆ อยู่ในนั้นแหละ การเอาตัวรอดก็คือ ต้องส่องให้ชัวร์เลยว่าไม่น่าจะมีคนสูบในร้าน ถ้าเดินเข้าร้านไปแล้วได้กลิ่นบุหรี่ปุ๊บเดินออกเลย กลายเป็นว่าการเลือกเข้าร้านอาหาร เราให้ความสำคัญกับการพิจารณาเรื่องกลิ่นบุหรี่กับคนที่นั่งทานอยู่มากกว่าการเลือกอาหาร เคยเข้าไปนั่งแล้วเจอว่าเจ้าของร้านสูบ อันนี้ก็เดินออกเลยเช่นกัน ดังนั้นการเลือกนั่งร้านที่ Open-air จึงดีกว่าการเข้าไปนั่งในร้านปิด อย่างน้อยยังมีทางหนีทีไล่ครับ ถัดไปก็เป็นเรื่องคนที่ยืนสูบตามถนนหนทาง อันนี้ก็ต้องสังเกตและหาทางเดินเลี่ยงเอา แล้วก็หาซื้อผ้าปิดจมูกมาใส่เดินก็ช่วยได้บ้าง (เลยจะเห็นบางรูปที่เด็กๆ ถ่ายมาจะปิดผ้าปิดจมูกและปากด้วย อันนี้ไม่ได้เป็นหวัดนะ) อ้า ก็เอาตัวรอดได้ แต่พอเดินไปสักพัก เฮ้ย! คราวนี้เจอเค้ายกขึ้นมาสูบกันเป็นบ้องเลยครับ! บ้องจริงๆ ยาวเกือบเมตร ไม่ใช่แค่มวนบุหรี่แล้ว มีทั้งบ้องที่เป็นไม้, เป็นท่อ PVC, หรือกระทั่งเป็นบ้องเหล็ก สูบอัดเข้าปอดกันเป็นกิจลักษณะเลย ไม่รู้ว่ากัญชารึป่าวนะที่นั่งสูบบ้องกันตามถนน แต่มันพ้นจากความสนใจส่วนตัวที่จะเข้าไปหาคำตอบแล้วหล่ะ ขอแค่ได้แต่หลีกให้ห่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

4. เวียดนามมีภาษาเป็นของตัวเอง และมันฟังแล้วเพลินมากเลย ลองนึกภาพตามว่า กลับมาถึงโรงแรม เด็กๆ เปิดการ์ตูนวอลต์ดิสนีย์ดู เจอเอลซ่ากับแอนนาเม้าท์กันเป็นภาษาเวียดนาม เพลินสุดๆ อาจเพราะเขามีภาษาของตัวเอง คนเวียดนามที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดูแล้วน่าจะไม่เกิน 50% ส่วนใหญ่คือคนที่ทำงานบริการอยู่ตามโรงแรม พ่อค้าแม่ค้าตามแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ และคนขับรถ Taxi นอกจากนั้นไป ให้คิดไปก่อนเลยว่าเค้าสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ ดังนั้นการเข้าไปสั่งอาหารตามร้านข้างถนนต่างๆ จะสนุกมาก เค้าจะไม่เข้าใจสิ่งที่เราพูดเลย คุยกันไม่รู้เรื่องเลย ภาษาชี้และภาษามือเท่านั้น และเราก็อ่านไม่ออกด้วยเช่นกันว่ารายการอาหารที่เขียนอยู่มันคืออะไร แต่บางร้านที่เดินเข้าไปก็ไม่มีรายการอาหารใดๆ ทั้งสิ้น เดินตรงไปที่แม่ครัวเลย เห็นอะไรตั้งอยู่ที่พอกินได้ อย่าได้อายเอานิ้วชี้ๆ เอา แล้วกลับไปนั่งลุ้นรอเลยว่ามันจะออกมาเป็นอะไร ก็โอเคนะ เอาตัวรอดได้ทุกครั้ง ปัญหาหนักที่สุดที่เจอคือ อาหารมันออกมาเยอะเกินกว่าจะกินหมดได้ เพราะดันตะกละอยากรู้อยากเห็นเองว่ามันจะมีอะไรคลอดออกมาจากครัวให้กินบ้างจากการชี้ๆ ของเรา  บางร้านเห็นว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ นางก็ออกมาเชียร์ประหนึ่งเด็กเชียร์เบียร์เลยจ้า สาธิตวิธีการกินอันศิวิไลให้ดูด้วย  ให้เอามือหยิบไอ้นั่นจิ้มไอ้นี่กินกะไอ้นั่น อร่อยนะแต่ล้นกระเพาะกันไป เรื่องสั่งอาหารนี่รอดแน่นอนอร่อยด้วย แต่เรื่องถามทางอย่าดีกว่า พึ่ง Google เหอะ  คุยกันแล้วออกทะเล  

5. ระหว่างที่เราเดินอยู่ในเมือง นอกจากที่เราจะถูกจู่โจมด้วยเหล่าบรรดาสามล้อแล้ว (ซึ่งหลังจากที่ผ่านเวียงจันทน์กับหลวงพระบางมา ย่อมมี Skill ในการปฏิเสธสามล้อ ชิลๆ) แต่ในเมืองฮานอยนี้ เราจะเจอผู้คนอีกกลุ่มพุ่งเข้ามาจู่โจม พยายามเข้ามาตะครุบรองเท้าที่ขาเรา เฮ้ย! ยกขาหนีแทบไม่ทัน อะไรวะ! คืออะไรอ่ะ! เขาเข้ามาพร้อมกับหลอดน้ำยาอะไรสักอย่าง พยายามเข้ามาตะครุบเอารองเท้าผ้าใบที่ขาเราไป ตอนแรกก็ตกใจมาก นึกว่าเราไปเหยียบถูกอะไรของเขาเข้า ยกเท้าหนีแล้วแทบกระโดด ไม่จบ! ยังตามมาอีกจะตะครุบอีกไม่ลดละเลิก พูดภาษาเวียดนามโล้งเล้งแล้วชี้มาที่รองเท้าเราเป็นการใหญ่ เฮ้ย! อะไร เราก็เข้าใจไปต่อว่า หรือสงสัยเห็นว่ารองเท้าของเราขาด เลยจะมาหยอดกาวซ่อมให้ แต่อย่าเลย อย่าเถอะขอร้อง หลบหลีบเท้าซ้ายขวา ประหนึ่งเมื่อก่อนที่เล่นบอลลูนเหยียบกับเพื่อนเลย (ถ้าใครเกิดทัน) ปฏิเสธเป็นพลันวัน จึงเอารองเท้าขอตัว รอดออกมาได้ คืออะไรอ่ะ แม้แต่รองเท้าก็มีภัย เฮ้ย! ก็ไม่ขาดนี่หว่า กลับออกมาสังเกตดูห่างๆ อีกที อ๋อ! คือเขารับจ้างเช็ดขัดทำความสะอาดรองเท้า มันทำไมน่ากลัวเกิ้น  ไล่ตะครุบเท้าเราประหนี่งไปเหยียบถูกอะไรของเขาเข้า เป็นอีกหนึ่งบริการที่น่าสนใจ แต่ขอบายนะครับ ไม่มีประสบการณ์การทดลองใช้บริการมาเล่าต่อ 

6. ที่แนะนำอย่างมากๆ เลยคือพิพิทธภัณฑ์ในฮานอยครับ มีอยู่หลายที่เลย แต่ละที่เขาทำได้ดีมาก และตั้งใจทำมากๆ รู้สึกน้อยใจกับพิพิทธภัณฑ์ของบ้านเราเลย แม้พิพิธภัณฑ์ของเขาจะดูมีรายละเอียดเป็นภาษาเวียดนามเยอะไปบ้าง แต่มันดี มันสวยงาม ดูน่าสนใจมาก ของเยอะ เอาจริงๆ การเข้าไปดูแต่ละที่ใช้เวลาอย่างน้อยๆ 2ชั่วโมงเลย คือควรได้แวะมาดูเพื่อเปิดหูเปิดตาเปิดใจมาก ขัดใจอยู่เรื่องเดียวเลยคือ พอถึงเวลาปิด (คือมันมีอยู่ที่หนึ่งปิดพักเที่ยง!) เจ้าหน้าสวมบททหารเดินไล่คนออกทันทีเลย ไม่สนใจว่าคุณกำลังเดินดูอยู่ตรงไหนชั้นไหนของพิพิทธภัณฑ์ คุณก็โดนไล่ออกมาโดยพร้อมเพรียง ก็มันถึงเวลาปิดแล้วไงไม่เข้าใจรึไง จะมาบ่นไรเนี่ย วิธีเอาตัวรอดก็ง่ายเลย คือว่าง่ายไง เค้าไล่ให้ออกก็ออกดิ จะไปหือกะคุณทหารเพื่ออะไร ที่ได้ดูมาก่อนหน้านั้นแล้วก็ดีแล้ว อยากดูต่อก็ไปจ่ายตังค์เข้าไปดูรอบสองสิ 
7. การส่งไปรษณีย์ไปต่างประเทศจากฮานอย ติดแสตมป์ 15,000ดองฮะ คืดเป็นเงินประมาเกือบ 25บาท นับว่าแพงถ้าเทียบกับ เมืองไทย 15บาท, มาเลย์ 5บาท แต่ถูกกว่าลาวที่อยู่ที่ 32บาท ตอนนี้คือมีโปสการ์ดติดแสตมป์ เขียนเรียบร้อยแล้วหาตู้ไปรณีย์อยู่ เดินตามท้องถนนแล้วยังหาไม่เจอเลย สงสัยจะมีแต่ที่ที่ทำการไปรษณีย์ 
8. ธนาคารในฮานอย มีสภาพเป็นตึกโทรมๆ ห้องแถวโทรมๆ สภาพเหมือตึกอาคารแถวๆ บริเวณวงเวียน 22กรกฎา ในกรุงเทพฯ เลย เครื่อง Self-Service Machine เท่าที่เห็นก็มีแต่ ATM แม่กระทั่งเครื่อง Update Passbook ก็ยังไม่เจอนะ แต่เพราะมาในช่วงปีใหม่ ธนาคารปิดกัน เลยไม่สามารถเข้าไป Observe อะไรๆ ได้มากกว่านี้ อีกอย่าง ทหารยืนกันทุกแยกใหญ่ อันนี้ยิ่งไม่กล้าเข้าไปจดๆ จ้องๆ อะไรให้มาก 
9. จริงๆ ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกมานะ ขอสรุปมาในข้อเดียวกันอีก 3 อย่างที่เราชอบมากคือหนึ่งการชักหุ่นกระบอกน้ำ สองวิหารแห่งความรู้ (Temple of Literature) และสามชุดประจำชาติของสาวเวียดนาม เราว่ามันดีงามมาก ผู้หญิงที่แต่งชุดสวยดี อาจเป็นเพราะอยู่ในเมืองอากาศเย็น กำลังคิดหาซื้อชุดประจำชาติสวยๆ นี้ให้ปริณๆ อยู่ (สุดท้ายก็หาได้ ^^)
สรุปแล้ว มาที่นี่ประทับใจนะ ได้พบได้เจอ ได้ประสบการ์ณแปลกใหม่ เป็นความทรงจำที่ดี แต่คุณต้องเอาตัวให้รอดก่อน แล้วจะสนุกกันมันนะ 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s