ครูสอนให้ผลิตเงินจากแดด

ผ่านมา 14ปีแล้ว ยังได้อาจารย์สอนอยู่เลยครับ 
จากที่อยู่ในกะลาสี่เหลี่ยมมานานเกือบทั้งชีวิต 

อ.ยุ้ย คือหนึ่งในครูที่เปิดกะลาให้เรา (รวมถึงครูที่คณะบัญชี อีกหลายๆ ท่าน ซึ่งศิษย์ยังระลึกถึงเสมอ) 

ความที่เป็นวิดวะที่แอนตี้วิชาเสดสาด เพราะอีตอนเรียนปีหนึ่ง อาจารย์วิดวะสอนแบบผ่านๆ มาก เรียนพร้อมกันที 700กว่าคน ตรูก็คือเอาผ่านๆ จริงๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรจริงจัง 

พอมาเรียนหนังสือใหม่อีกรอบ เรียนร่วมกับเพื่อนที่มาจากโลกที่กว้างกว่าเรา ซี่งส่วนใหญ่เค้าก็เข้าใจเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว นายไข่ก็แค่กบที่พึ่งถูกเปิดกะลาดีๆ นี่เอง 

ยังจำภาพตอนอาจารย์เดินเข้ามาสอนในห้องได้ เรียนกันตอนหัวค่ำ เป็นเวลาเปิดกะลาที่สุขและสนุกมาก ทั้งโดยครูและโดยเพื่อน 

ผ่านมาจนตอนจะเรียนจบ ก็ได้อาจารย์ยุ้ยมาเป็นกรรมการสอบ Present ซึ่งก็ได้ความกรุณาจากอาจารย์มาก ที่ยอมรับหัวข้อประหลาดๆ ที่เกิดจากความสนใจทางด้าน Oganizational Behavior ผสมกับ Financial Investment มารับเป็นกรรมการให้ 
ผ่านตรงนั้นมา ก็เกินกว่าสิบปีแล้ว 

ด้วยวิชาจากครูก็พาเรามาถึงจุดที่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ ส่วน อ.ยุ้ย เองก็ออกไปบริหารบริษัทของครอบครัว 

ได้แต่ตามข่าว ตามบทสัมภาษณ์ของอาจารย์อยู่เนืองๆ 

จนเมื่อได้ยินข่าวว่าอาจารย์ ผศ.ดร. Kessara Thanyalakpark หันมาสนใจเรื่อง Solar Cell  

ทีแรกเราก็ยังไม่ได้สนใจมากนัก 

กระทั่งในที่สุด ก็มีเหตุว่างานที่เราทำอยู่จะไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนี้ เลยนึกได้ว่า อาจารย์ยุ้ยเขียนหนังสือเกี่ยวกับ Solar Cell ออกมาด้วย เลยไปลองหาซื้อมาอ่าน 

ก็เลยพึ่งมาพบว่า อาจารย์เขียนไว้สองเล่มด้วยกัน 

ลองซื้อมาอ่านเล่มหนึ่งก่อน พออ่านจบ วันรุ่งขึ้นก็รีบกุลีกุจอไปร้านหนังสือ ซื้ออีกเล่มมาอ่านต่อทันที 
ตัด Bias ส่วนตัวออกก่อนนะครับ 

เทียบกับหนังสือเรื่อง Solar Cell ที่วิศวกรท่านหนึ่งเขียนไว้ หนังสือของอาจารย์ยุ้ยอ่านง่ายกว่าร้อยเท่า! แล้วเราว่าสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้จริงเสียด้วย 
ความที่เป็นอาจารย์ภาคการเงิน และเป็นนักเศรษฐศาสตร์ และเป็นกรรมการบริษัท 

หนังสือสองเล่มนี้ จึงเป็นการอธิบาย Solar Cell ในมุมมองการลงทุน ประโยชน์ในเชิงเศรษฐศาสตร์ และในมุมมองของเจ้าของกิจการ 

ตัวหนังสืออธิบายความง่ายๆ และไม่ยาวจนเกินไป ทำให้อ่านแล้วตาสว่างเรื่องไฟฟ้าจาก Solar Cell 
อาจารย์ยุ้ยยังคงมีความเป็นครูอยู่เสมอ รู้สึกได้ถึงความพยายามที่อาจารย์พยายามจะถ่ายทอดเรื่องราวที่อาจารย์ได้ศึกษามา เพื่อให้ผู้คนในวงกว้างได้รู้จักและมีความเข้าใจในการนำเอา Solar Cell มาใช้ 

ความเจ๋งคือ อาจารย์ยุ้ย เอาการวิเคราะห์ทางการเงินเช่น จุดคุ้มทุน IRR และการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์เช่น Marginal Cost มาอธิบายประกอบด้วย 

ทั้งยังให้ View ภาพในอนาคตของ Solar Cell ที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยเช่น โทรศัพท์มือถือที่จะมี Touchscreen เป็นแผง Solar Cell 
เป็นการสอดแทรกวิชาไว้ในตัวหนังสือง่ายๆ ที่ไม่ได้เป็นตำราวิชาการ อ่านทั้งสองเล่มแล้วได้ความรู้เรื่องนี้เกือบครบในทุกด้านครับ 
ด้วยข้อมูลล่าสุดที่อาจารย์เขียนไว้ด้วยต้นทุนของ Solar Cell ที่ 80บาทต่อ Watt จ่ายครั้งเดียว มีแต่ Fixed Cost ผลิตไฟฟ้าไปได้ทุกวัน วันละ 4-5ชั่วโมงที่มีแดด ติดต่อกันไปได้ 25ปี คิดแลัวตกเป็นค่าไฟ unit ละ 1บาท 75สตางค์ คงที่ไป 25ปี 

ถ้าคิดในมุมว่า ค่าไฟที่การไฟฟ้าคิดกับเรานั้น จะแพงขึ้นทุกๆ ปี และชุด Solar Cell กลับจะมีราคาถูกลงเรื่อยๆ ด้วยเทคโนโลยีที่ดีขึ้นเรื่อยๆ 

ดังนั้น Solar Cell นี้เป็นคำตอบของหลายๆ ปัญหาเลยครับ 
ขอบคุณอาจารย์ยุ้ย ที่ถ่ายทอดความรู้เรื่องนี้ออกมาเป็นหนังสือนะครับ 
#ได้ดีเพราะมีครูดี 

#Kessara_Thanyalakpark

อีกด้านหนึ่งของโปสการ์ด

ได้หนังสือเล่มนี้กลับมาที่บ้าน ก็ถามภรรยาว่า รู้จักเรื่องนี้ไหม? 

เธอหยุดคิดไปสักห้าวินาที พลันตอบว่า คุ้นๆ นะ เหมือนเคยเห็นผ่านตา น่าจะอยู่ในนิตยาสารสักเล่ม แต่มันนานแล้วนะ 

… 

สมกับที่คบกันมาอยู่ด้วยกันมานานกว่าสองทศวรรษ 

… 

หาคนรู้จักยากมากแล้ว 

#ข้างหลังโปสการ์ด ไม่ใช่ข้างหลังภาพ ไม่ใช่นิยาย แต่เป็นคอลัมน์เชิงสารคดี ตีพิมพ์ลงในนิตยาสารลลนา เมื่อสามสิบปีมาแล้ว 

เราได้เจอกันเพราะการก่อตัวของ “สันดานอ่านทุกอย่าง” ของเราในสมัยนั้น แต่กระนั้น เราก็ยังมิได้ลงตั้งใจอ่านคอลัมน์นี้เป็นจริงเป็นจังเพราะก็ยังไม่เข้ากับจริตหรือความสนใจของตัวเมื่ออายุตอนนั้น 
นี่ถือว่าเป็นหนังสือในตำนานอีกเล่มหนึ่ง นับเป็นงานหัวขบถมากถึงขั้นก้าวร้าว ในยุคสมัยนั้น เราได้มาจากห้องสมุดแสงอรุณ 

เป็นงานเขียนเชิงสารคดีของ #หลานเสรีไทย 

ใช้เวลาอ่านนานหนักโข เมื่อเทียบกับเล่มอื่นๆ 

ถ้าว่ากันแค่ชื่อ ก็โดนใจมากแล้ว 

สำหรับคนเขียนโปสการ์ด พื้นที่ของเธอเขานั้นคือที่ว่างอันจำกัดหลังโปสการ์ดนั้น ที่ต้องการเปิดเผยระบายเรื่องราวที่มี ส่งไปถึงคนปลายทาง แม้เป็นการส่งเรื่องราวให้ แต่ก็เป็นการเปิดผนึก ให้ความเป็นสาธารณะกับสิ่งที่เขียน มิได้ผนึกใส่ไว้ในซอง  หากแต่ให้ตัวอักษรอาบแดดและผ่านแสงจันทร์ ให้ผ่านทั้งสายลมและสายตาของผู้คน ประหนึ่งเขาและเธอพูดคุยกันในที่สาธารณะ
หนังสือเล่มนี้แบ่งออกได้สองภาค 
ภาคแรก ว่าด้วยการเดินทางของแบ็คแพ็กเกอร์หญิงไทย รอนแรมหลายเดือนในต่างประเทศ เริ่มต้นจากในยุโรป – กรีก – เนปาล – อินเดีย ดูน่าสนุก แต่นี่คือการออกเดินทางรอนแรมเร่ร่อนในต่างแดนเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน โลกเต็มไปด้วยความขัดแย้ง (สมัยนี้ก็ยังนะ) การเหยียดผิว ดูถูกเชื้อชาติ ชนชั้นจากเพศสภาพ การระแวงภัยคอมมิวนิสต์ การต้องสงสัยเป็นจารชน ระบบราชการพิกลพิการเนื้อร้าย 

เรื่องราวของผู้เขียนที่ถูกกักตัวที่ ตม. ด้วยเหตุเพียงแค่เป็นหญิงถือ passport ไทย เจ้าหน้าที่เมืองศิวิไลซ์ระแวงว่าเธอจะปลอมมาในคราบนักท่องเที่ยวเพื่อมาหากินด้วยอาชีพโสเภณีในประเทศของเขา 

ผู้หญิงที่มาจากประเทศไทยเป็น watchlist 

ท้ายที่สุดอนุญาตให้เข้าประเทศเขาได้ แต่ต้องไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจ เพื่อต่อวีซ่า ทุกสิบห้าวัน 

ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือแบบราชการไทยในสถานฑูตไทยในต่างประเทศ อันน่าประจานเพื่อร้องขอภาษีคืน 
และยังมีเรื่องการปะทะกับคลื่นความศรัทธาในศาสนา ด้วยปัญญาบ้างขาดปัญญาบ้าง ทั้งศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และฮินดู แต่ก็แปลกดี ที่มันก็ทำให้เราเข้าใจหลักการของทั้งสามมากขึ้น ว่าต่างพูดถึงสิ่งเดียวกัน แต่ต่างก็ถูกบิดเบือนมากมายด้วยคนตีความเข้าข้างตัวเอง 
การระกำลำบากในการเดินไต่เขาในเนปาลกับความเสี่ยงในการการจมน้ำเหนือระดับน้ำทะเลระดับหลังคาโลก ขึ้นมาสูงขนาดนี้ สุดท้ายคือแค่จมน้ำในปอดตัวเองตาย 
เธอลำบากขนาดนี้ทำไม? 
คำตอบต่างๆ กันออกไป คำตอบก็มีมากมาย แต่คำตอบทุกอย่าง ก็คล้ายเกิดขึ้น ณ เพียงเสี้ยววินาทีที่นั่งถูกกักตัวที่ตม. ระหว่างเดินสั่นหน้าบวมกลางหิมะ ระหว่างยืนดูเข้าเผาศพบนแม่น้ำคงคา เพียงเสี้ยวนาทีระหว่างการเดินทาง ที่เราพบเจอบางสิ่ง เราพลันได้คิด 

พลันได้คิด! 
ภาคสอง ว่าด้วยเรื่องการปะทะกับการท่องเที่ยวไทย ความไร้เดียงสาของตัวฤทธิ์ (Tourist) หรือว่าเจตนา? ที่ขืนใจย่ำยีความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ 
การเข้ารุกรานอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา 

การเข้ายึดพื้นที่อุทยานฯ บนหาดพระนางมาเป็นที่ของรีสอรต์ระดับไฮเอนด์ 
เราไม่มีข้อมูลพอหรอกที่จะบอกว่าถูกหรือผิด หรือพิสูจน์ได้ว่ากลุ่มทุนทั้งหลายเข้าบุกรุกพื้นที่เขตอุทยานฯ จริง แต่สิ่งที่เห็นได้คือแผนการพัฒนาที่ขัดแย้งกันระหว่างอุทยานแห่งชาติ กับ ททท 

สิ่งที่เห็นได้ แผนการส่องเสริมการท่องเที่ยวของ ททท ในสมัยนั้น ขัดขากับการดูแลรักษาพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติของกรมอุทยานฯ ซ้ำยังมีการปะทะกันเนืองๆ และพอจะเห็นได้ว่า แผนส่งเสริมการท่องเที่ยวมุ่งแต่ผลสำเร็จในรูปตัวเงินในระยะสั้น ความยั่งยืนในระยะยาว มิได้อยู่การคิดคำนึงของผู้มีอำนาจเลย  ทั้งหมดจึงล้วนคล้ายการปลุกปั้นเพื่อเอาทรัพยากรชาติออกขายให้นักท่องเที่ยวเข้ามารุมบริโภค กอบโกยให้มากที่สุด กินดื่มเที่ยวแล้วก็หมดไป เหลือแต่ความโทรมทิ้งไว้ให้แก่คนพื้นที่ ซึ่งก็อาจจะพอมี Pocket Money ติดไม้ติดมือ ตั้งตัวได้อยู่บ้าง ถ้าคนพื้นที่เหล่านั้นไม่เอาไปเสียให้กับอบายมุขที่เกิดขึ้นในพื้นที่มาพร้อมๆ กับการเติบโตของการท่องเที่ยวในท้องถิ่นนั้น 
ตัวฤทธิ์ (Tourist) พวกนี้แหละ ตัวดีนักที่ทำลายธรรมชาติและความเป็นอยู่ดั้งเดิมของพื้นที่ 

อ่านแล้วก็สะอึกมาก ยิ่งเราเที่ยว เราก็ยิ่งทำลาย ท้องถิ่นวิวัฒน์ตัวเองมาเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวฤทธิ์ 
แท้จริง การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เราพูดกันอยู่ในวันนี้ ยังตื้นยิ่งนัก เพียงเพื่อแค่ให้ไม่รู้สึกผิดกับการเป็นต้นเหตุของความเสียหาย หรือมิเช่นนั้นก็อาจเป็นเพียงตรายางประทับเพื่อให้ขายของฝากได้ราคาแพงขึ้น
เราตอบไม่ได้ดอกว่าจริงเพียงใด เราไม่รู้ลึกเพียงพอ เพียงแต่ความรู้สึกลึกๆ จากการเดินทางไปเห็นก็ส่งเสียงออกมาคล้ายคลึงกัน 

จะมีหนังสือกี่เล่มที่พูดจากันจริงจังเท่านี้ 
ทั้งหมดนี้ อยู่ข้างหลังโปสการ์ด

คลั่งพระจันทร์ 

งานเขียนของ #ฉัตรรวี ช่วยเตือนเรา ว่าเรา ชอบเรื่องสั้นเพียงใด 

เรื่องสั้นระดับไมโคร เป็น “ฉากหนึ่งในเรื่องราวอันยืดยาวของใครบางคน” 

ตอนได้รับหนังสือมาถึงมือก็ตกใจเหมือนกัน ว่าหนังสือช่างบางเบา คล้ายเลื่อนลอย คล้ายปราศจากกระทั่งอัตตาของตัวอักษร 

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หนังสือมีแรงโน้มถ่วงบางประการ 

ดึงดูดให้หลงใหลตามหามันมาอยู่ในมือ 
ดวงจันทร์คือสิ่งดึงดูดใจเสมอ 

แม้เป็นเพียงแสงสะท้อน ที่ปรากฎ 

แม้จะหันเพียงด้านกระจ่างเข้าหาเราเสมอ 

แม้จะซ่อนด้านหลังที่เป็นด้านมืดมิดพ้นจากสายตาเราเสมอ 

ยังคงมีความปรารถนาลึกๆ ถึงจันทร์ดวงนั้น 
ความบ้าปริมาณหนึ่งคำ กับความคลั่งปริมาณหนึ่งดื่ม ประกอบด้วยความหลงอันมิอาจนับได้ 

มิรู้ว่า เป็นเรากลืนกินมันลงไป หรือเราเองที่ถูกกิน 
เราถูกความหลงในดวงจันทร์ดวงนั้นกลืนกินไป 
เรื่องสั้นระดับสั้นมากเล่มนี้ เราขอนับเป็นงานระดับพีคของผู้เขียน #ฉัตรรวี_เสนธนิสศักดิ์ แม้ผู้เขียนเล่าว่าเป็นเรื่องสั้นที่เกิดขึ้นในช่วงอายุ 25-26ปี ในรูปแบบของหนังสือทำมือ แล้วรวบรวมออกมาจัดพิมพ์เป็น Pocket Book ในโอกาสนี้
เมื่ออีกฝ่ายเป็นดวงจันทร์ อีกฝ่ายที่เฝ้าถวิลหานั้นจะเป็นอะไรไปได้ นอกจากคนบ้า 

มันก็คงเป็นซึ่งอีกรูปแบบหนึ่งของความรักกระมัง เพียงแต่ข้างในนั้นมันดำมืดไปด้วยความหลง 
เธอจ้องมองจันทร์ 

เธอกระอักเลือด 

ร่ำลาอย่างประดักประเดิด 

จากมาด้วยความรู้สึกอยากกินจันทร์ดวงนั้น อย่างบ้าคลั่ง 
#Lunar_Lunatic 

#คุณคือดวงจันทร์ฉันสิคนบ้า

ตะกละหนังสือ 

​ไม่ว่าศักยภาพในการบริโภคตัวหนังสือจะเพิ่มขึ้นเพียงใด 

กลับพบว่าหนังสือที่สนใจใคร่อยากอ่าน กลับมีจำนวนมากเท่าทวี 

บางทีถึงกับเผลอตัว ลงมือเสพหนังสือเหล่านั้นอย่างตะกละตะกราม เร่งอัดกลุ่มตัวอักษรผ่านเข้าทางประตูสายตาอย่างมูมมาม! 

จะหาประโยชน์อะไร หากไม่มีเหลือเนื้อความอยู่ในทรงจำ กระทั่งกลิ่นหน้ากระดาษก็มิเหลือติดอยู่ในลมหายใจออกแม้แต่น้อย 

… 

จึงตระหนัก 

การอ่านจึงใช้เวลาเท่าที่มันจะต้องใช้ มีสมาธิเท่าที่จำเป็นจะต้องมี 

ให้สายตาได้สัมผัสกับ เส้น-มุม-โค้ง ของตัวหนังสือแต่ละตัว สัมผัสได้กระทั่งอากาศที่อยู่ในช่องว่างระหว่างตัวอักษร 

จึงได้พบ ความงามเหล่านั้น

ยกเลิก มะเร็ง

​”ถ้าเป็นคนที่อ่านภาษาไทยแตกฉาน ควรซื้อไว้สักคนละสามเล่ม” 

คำนิยมจากหมอใหญ่ ดูจะใหญ่เกินเลยไปมั้ย? 


อ่านจบแล้วนะ 

คือบันทึกการรบระหว่างมนุษย์กับมะเร็ง 

มันอาจมีข้อสังเกตที่ น้องเบลล์อยู่ในครอบครัวที่มีทรัพยากรเพียงพออยู่ ที่จะสามารถรบติดพันกับโรคร้ายแบบผลัดแพ้ผลัดชนะ หายใจรดติดต้นคอกันเป็นปีได้ แต่อาจไม่ใช่ทุกคนที่จะมีทรัพยากรเพียงพอขนาดนั้น 

แต่นั้นก็ไม่ใช่สาระสำคัญของเรื่องนี้ 

ทรัพยากรทั้งมวลจะไม่ช่วยอะไรเลย หากไร้ซึ่งใจสู้ของมนุษย์ผู้เผชิญหน้า 
การตัดสินใจเลือกเป็น #มนุษย์คีโม ไม่ใช่แค่เรื่อง ใจสู้ร้องบอก “เอาวะ” แล้วควักเงินหลักแสนจ่ายค่ารักษาไป รักษาตัว แล้วก็หายจากโรคร้าย แต่มันคือมหากาพย์แห่งความอดทนและความมุ่งมั่น 
#คีโม มิได้ทำลายแต่เซลล์มะเร็งเท่านั้น มันยังทำลายร่างกาย เส้นผม เม็ดเลือด เกล็ดเลือด ไขกระดูก ทรัพย์สินเงินทอง ทำลายแม้กระทั่งจิตใจของเจ้าตัว กระทั่งยังบั่นทอนจิตใจของคนรอบตัวทั้งมวล มันทำลายทุกอย่างโดยไม่เลือก 

คนหนึ่งป่วยเป็นมะเร็ง พลันเสมือนป่วยไปด้วยกันทั้งครอบครัว โดนผลของคีโมไปทั้งครอบครัว 
น้องเขาผ่านเรื่องแบบนี้เป็นปีๆ มาได้อย่างไร? 
จริงอยู่ ตัวหนังสืออารมณ์ดีมากแฝงอารมณ์ฮาด้วย ทอนให้เรื่องอ่านสนุก อ่านไปยิ้มไปด้วยซ้ำ ในบางตอน 

แต่! มันรู้สึกร่วมด้วยได้ไม่ยาก ว่าเป็นเวลาที่ทรมานสาหัสเพียงใด ความทรมานของมนุษย์คีโม ความทุกข์ของครอบครัวของมนุษย์คีโม 

ทั้งยังมีของแถมด้วย ไม่ใช่มนุษย์คีโมสามัญ แต่วิสามัญด้วยการผ่าตัดหัวใจและปลูกไขกระดูก ทั้งหมดเกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนนอกปริญญาโทที่กำลังจะจบ อายุยังไม่สามสิบ ที่กำลังสนุกกะชีวิต อยู่ๆ ก็พบว่าตัวเองเป็นมะเร็งระยะท้ายๆ หมอบอกอยู่ได้อีกครึ่งปี 
แม้จะอธิบายด้วยคำเพียงไม่กี่ตัวอักษร อ่านเพียงไม่กี่อึดใจ แต่ได้ประเด็นว่า “อะไรกับการตัดสินใจทำคีโม” “มนุษย์คีโมต้องเจอกับอะไร” “ทรมานขนาดนั้นทำไมไม่เลิก ตายๆ ไปสบายกว่าไหม” “ทรุดเข้า ICU ไปแล้ว ฟื้นกลับมาได้ทำไมยังย้อนกลับมาทำคีโมต่อ” “คุ้มมั้ยกับทุกอย่างที่ต้องยอมเสียไปแลกกับการทำคีโม” “คีโมไปแล้วมะเร็งไม่ตาย แต่ตัวฉันนั่นแหละที่ร่อแร่ใกล้ตายเข้าไปทุกขณะ นี่ฉันทำอะไรอยู่วะ” 
แน่นอน เราได้ความรู้เรื่องการรักษามะเร็งจากที่น้องเบลล์ผู้เขียนเล่า เอาบันทึกที่ตัวเองบันทึกไว้ในช่วงเวลาตั้งแต่ตรวจพบตลอดจนช่วงเวลาการรักษาตัวออกมาเล่า 

แต่ความมหัศจรรย์ที่สุดคือ วิธีคิดของน้องเบลล์ 
เราอาจจะเลี่ยงมันไปก็ได้ 

เลี่ยงไม่อ่านหนังสือเล่มนี้ก็ได้ 

คือ อ่านแล้วไม่สบายใจจะอ่านทำไม? 

ยังไม่เป็นมะเร็งจะมาคิดอ่านมองโลกในแง่ร้ายเพื่ออะไร? 

จะแช่งตัวเองให้เป็นหรือไง? 

ถ้าคิดว่าไม่เป็นก็ไม่เป็นหรอก หรือว่าอยากเป็น? 
ตัวเราเอง เมื่ออ่านจบ เราได้คิดอะไรบางอย่าง และนี่คือความยอดเยี่ยมของหนังสือเล่มนี้ 

ทั้งหมดนั้น เราชนะได้ด้วยวิธีคิดที่ถูกต้อง! 

เรายังไม่พร้อมหรอก แต่เรารู้จักคิดมากขึ้น 

เราอยากคิดได้ดีกว่านี้ หากต้องปะมันอีกครั้ง 
เราไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มนี้ไปสามเล่ม 

เราซื้อแค่สองเล่ม  

สัปดาห์ที่แล้ว ไปถามหาหนังสือเล่มนี้ที่ร้าน B2S คุณพนักงานบอกว่า “หมดแล้วค่ะ” 
ขอบคุณที่เล่าให้ฟังนะครับ เรื่องจริงกะเบลล์ JingaBell
#I_Cancel_My_Cancer

บ่น ระบาย บันทึก สัปดาห์แรกของเดือนกุมภา

​หมดสัปดาห์ โชคดีที่มันจบลงด้วย long weekend 

เป็นสัปดาห์แห่งการพบสารพันมากมาย 
1. โชคมากับคน ไม่ได้มาจากหมาแมว ยิ่งพบปะคนมากยิ่งมีโอกาสมาก โอกาสมากับผู้คน โชคมากับคน แต่จะเป็นโชคดีหรือโชคร้ายกลับอยู่ที่ตัวเราเอง 
2. การบริหารโครงการที่มีประสิทธิภาพ กลับไม่ได้ขึ้นอยู่กับการวางแผนแบบสุดยอดรัดกุม หรือการคิดวิเคราะห์ถ้วนถี่ยิบ หรือการเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด หรือการป้องกันความเสี่ยงให้สามารถปิดความเสี่ยงทุกสิ่งอย่าง แต่กลับอยู่ที่การบริหารความพอดีและจัดลำดับความสำคัญ ลงมือทำงานตามลำดับความสำคัญ และทำแต่พอดีก็พอ ไม่ต้องทำให้มันมากเกินไปแต่ให้มันมากพอ ไม่ต้องเผื่อให้เหลือนักแต่ต้องไม่ให้ขาด ความพอดีนำมาซึ่งประสิทธิภาพสูงสุดของการใช้ทรัพยากร ตำราวิศวะเกือบทุกวิชาก็ว่าด้วยความพยายามหาความพอดีนี้ ไม่ต้องทำเยอะแต่ทำให้พอดีตามลำดับ งานเสร็จเวลาเหลือทรัพยากรเหลือ เอาไปทำอย่างอื่นต่อได้ ไม่ชุ่ย แต่ก็ไม่ใช่ทุ่มสุดตัวทำดีที่สุด เสร็จแล้วหมดสิ้นไม่เหลือทำอะไรต่อได้ ชีวิตไม่ได้จบสิ้นที่ตรงนี้ งานอื่นๆ โครงการอื่นยังมีต้องทำอีก และไม่แน่ว่าจะสำคัญน้อยกว่าที่ทุ่มทำอยู่นี้ 
3. มนุษย์สนใจผลประโยชน์ที่ตนต้องการก่อน การจัดการจึงไม่ได้อยู่ที่เราต้องการอะไรจากเขา แต่อยู่ที่เขาต้องการอะไร ให้เขาได้ก่อนแล้วเราจึงได้บ้าง ไม่ใช่พ่อแม่เราใครจะมาสนใจว่าเราอยากได้อะไร เขาคิดแต่สิ่งที่เขาอยากจะได้ก่อน การจัดการเขาจึงต้องกลับวิธีคิด ให้เขาได้ก่อน เขาไม่ได้เราก็ไม่ได้ การงานโครงการฉิบหายกันหมด 
4. คนทำงานร่วมกันที่เข้าใจกันและเชื่อมั่นกัน มีเพียงหนี่งคน จะมีศักยภาพมากกว่าทีมงานสิบคนที่คิดแค่ว่า “ฉันทำตามหน้าที่ของฉันได้ดีที่สุดตามที่ได้รับมอบหมายแล้วคือพอ” 
5. เอาเข้าจริงๆ คนเขาไม่ได้อยากพ้นออกจากทางตันในชีวิตของเขาจริงๆ เขาอาจพูดว่า เขาอยากเปลี่ยนแปลง เขาเบื่อปัจจุบัน เขาอยากไปลองทำอะไรใหม่ๆ แต่นั้นเป็นเพียงแค่การพูดหรือการคิดเพื่อประนีประนอมกับสำนึกของตัวเขาเองเพื่อผ่านสภาวะนั้นไป เพราะในที่สุดแล้ว เขาก็จะพูดว่า มันไม่แน่นอนมากเกินไป มันไม่คุ้นเคย ไม่รู้จะทำได้มั้ย คงลำบากน่าจะทำไม่ได้ แล้วก็จะวนกลับไปพูดใหม่อีกทีว่าอยากเปลี่ยนแปลงอีก วนๆ ไป ความแน่นอนจริงๆ นั้นไม่มี การเปลี่ยนแปลงไม่มีว่าไม่ลำบาก ของที่ไม่เคยทำมาก็ต้องไม่คุ้นเคยสิ ไม่มีใครตอบได้หรอกว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่ เรื่องที่กังวลไปนั้นไม่มีคำตอบหรอก จนกว่าจะลงมือ แต่นั่นแหละ ก็ไม่ลงมือ ไม่ตัดสินหรอกนะ เพราะว่ากลัวว่าจะพลาด กลับเข้าไปอยู่ใน Comfort Zone เดิมของตัวเองสบายกว่า สรุปคืออยากพูดอยากคิดเฉยๆ แหละ ไม่ได้อยากเปลี่ยนแปลงจริง 
6. เวลาเราช่วยเหลือใคร สิ่งที่เราได้รับกลับมา มันจบอยู่ตรงที่ความรู้สึกดีที่เราได้ทำได้ช่วย เพราะคนส่วนมากก็อาจไม่ได้คิดขอบคุณอะไรจริงจังนัก เขาอาจบอกขอบคุณ แต่พอผ่าน ผู้คนจะลืม หรือเขาก็อาจจะจำได้แค่ว่าเขาก็สมควรได้รับความช่วยเหลือนั้นอยู่ก่อนแล้ว แย่ที่สุดอาจย้อนกลับมาทำร้ายกันได้อีกด้วยซ้ำ แต่ไม่เป็นไรหรอกนะ เพราะเราเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากความรู้สึกดีที่เกิดนั้นไปแล้ว และ อย่างไรก็ตาม ก็จะมีคนพิเศษจริงๆ ที่เขาจะจำมันได้เสมอ คนเหล่านั้นคือคนที่เราจะรักษาเอาไว้ในชีวิตของเรา แม้ไม่ได้พบปะกันเป็นปี แต่เสมือนพี่น้อง เรายังคงติดต่อ ยังคงช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่ ที่ใช่ก็จะไม่เคยหายไปไหน ที่ไม่ใช่ก็จะหล่นหายไปในกาลเวลา ทั้งหมดล้วนถูกคัดกรองด้วยเวลาเอง แล้วก็จงอย่าลืม อย่าลืมว่าเราก็เคยได้รับการช่วยเหลือไว้เช่นกัน ไม่มีผู้ใหญ่มีน้ำใจเมตตา ก็ไม่มีวันนี้  
7. ความเป็นมนุษย์อยู่ที่ตรงมีน้ำใจ และความสมบูรณ์อยู่ที่ตรงใส่ใจ 
8. สุดท้าย อย่าไปคาดหวังอะไรมากกับระบบการศึกษา มันเป็นเพียงปลายทางของการจัดระเบียบอะไรๆ หลายอย่าง มันให้ความสำคัญกับการจัดการมากกว่าการพัฒนา เรายังหลงทางในความพยายามที่จะคงการจัดการนี้มาเป็นสิบๆ ปีแล้ว มันคล้ายเป็นระบบที่เป็นมรดกของระบบการจัดสรรกำลังคนของรัฐ มันจึงอาจได้แค่นั้น การแบ่ง Segment ของนักเรียนให้สามารถจัดสรรกำลังได้โดยง่าย มันสวนทางกับการคงความหลากหลายทางชีวภาพของธรรมชาติ

วันนี้ เมื่อวานนี้ พรุ่งนี้ – รู้จักความรักมั้ย 

​สวัสดีความรัก… 


ได้หนังสือเล่มนี้มาสักพักก่อนหนังจะลงโรงฉายในไทย จากการเข้าไปเห็นปกหนังสือนี้จาก Page หนึ่งบน FB แต่กว่าจะได้ฤกษ์ลงมืออ่าน หนังก็เข้าฉายวันที่ 2 ก.พ. ตามกำหนดเรียบร้อย 
ไม่ได้ดูหนัง หรือไม่ได้อ่านโครงเรื่องอะไรๆ มาก่อนอ่านเลย ตั้งใจว่าจะอ่านแบบสดๆ ไปกับหนังสือ เราจึงไม่รู้อะไรมาก่อนเลยทั้งสิ้น รู้แต่เป็นนิยายสายโรแมนติก จึงตกหลุมรักความรักของหนุ่มสาวคู่นี้เข้าแบบไม่ตั้งตัว และตกลงไปลึกมากจริงๆ 
เราตกหลุมรักกับความรักสินะ 
ดำเนินเรื่องเบาสบาย ฉากหลังสวยงามและปลอดโปร่งมาก เรื่องราวทั้งหมดดำเนินไปตามนั้น 

เพียงแต่ ความลึกซึ้งของการหลงรักซึ่งกันและกัน ของเธอและของเขา บีบอัดเอามวลอากาศรอบๆ จนเป็นความหนาแน่นสูง กดทับและบีบอัดจนเรารู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของความหนาแน่นที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ว่าบรรยากาศของฉากหลังจะปลอดโปร่งเพียงใด 

บางที ถึงกับอึดอัดจนหัวใจเราสั่น 
นิยายเรื่องนี้ พาเรากลับไปสำรวจความรักอีกครั้ง คุณรู้จักความรักไหม? 

ถ้าคุณตอบว่า “ไม่รู้” นิยายเรื่องนี้จะบอกเล่าให้คุณรู้ 

แต่ ถ้าคุณตอบว่า “รู้” นิยายเรื่องนี้จะพาให้คุณสงสัยว่า คุณไม่รู้ 
ความงดงามของเรื่องของเธอและเขา ขอคารวะให้ผู้เขียนเลย คิดได้ไงเนี่ย! 

ความขัดแย้งในความรักของพวกเขา สร้างการครุ่นคิดมวลมหึมาขึ้น 
แม้เราจะรู้ดีว่า สุดท้ายเราทุกคนต้องแยกจากกันอยู่ดี ในวันใดวันหนึ่ง ด้วยแบบใดแบบหนึ่ง ไม่มีคำว่าตลอดไปจริง 

บางทีการไม่รักเลย เราจะเจ็บปวดน้อยกว่าหรือไม่ เมื่อไม่พบรักเราอาจไม่ต้องมีการจากลา 

แท้จริง ทุกความสัมพันธ์ย่อมมีความเจ็บปวดเมื่อถึงวันที่ต้องจากกัน ดังนั้นถ้าไม่มีความสัมพันธ์เลย จะดีกว่ามั้ย 
แต่! เรายังคงเลือกที่จะรัก 

ยิมยอมจะเจ็บปวด เพื่อที่จะรัก เพื่ออยู่กับคนรัก 

แม้ไม่มีคำว่าอยู่ด้วยกันตลอดไปจริงๆ ในจักรวาลนี้ 

แต่เรา ก็ยังเลือกที่จะรัก เลือกที่จะพบรัก 

อาจเพราะ แม้จะเจ็บปวดในวันจาก แต่ก่อนวันนั้น เราได้มีเวลาที่รัก 

อย่างน้อย เรามีความรัก 

เรามีโอกาส ที่ใช้เวลากับความรัก กับคนรัก อย่างดีที่สุด ก่อนจะหมดเวลา 
อาจไม่สำคัญกว่า กับการหาคำตอบว่า เวลาของความรักของเราเป็นเท่าไหร่ หรือมันจะจบลงตรงไหน ใครจะตอบได้? 

แต่ที่สำคัญกว่า คือเราได้อยู่กับความรักของเรา ดีที่สุดหรือยัง 

เราได้ดีที่สุดกับ ความสุขที่เศร้า-ความเศร้าที่สุข หรือยัง 
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ มีประโยคๆ หนึ่งในนิยายเรื่องนี้ ที่งดงามมาก 

ประโยคที่งดงาม 

ตั้งแต่อดีตมาจนถึงวันนี้ หรือวันนี้ต่อไปถึงวันหน้า ก็ยังงดงาม 

ตั้งแต่วันพบกัน จนถึงวันลาจาก 

“ผมรักคุณ” 
#พรุ่งนี้ผมจะเดตกับเธอคนเมื่อวาน 

#tomorrow_i_will_date_with_yesterday_s_you