ยกเลิก มะเร็ง

​”ถ้าเป็นคนที่อ่านภาษาไทยแตกฉาน ควรซื้อไว้สักคนละสามเล่ม” 

คำนิยมจากหมอใหญ่ ดูจะใหญ่เกินเลยไปมั้ย? 


อ่านจบแล้วนะ 

คือบันทึกการรบระหว่างมนุษย์กับมะเร็ง 

มันอาจมีข้อสังเกตที่ น้องเบลล์อยู่ในครอบครัวที่มีทรัพยากรเพียงพออยู่ ที่จะสามารถรบติดพันกับโรคร้ายแบบผลัดแพ้ผลัดชนะ หายใจรดติดต้นคอกันเป็นปีได้ แต่อาจไม่ใช่ทุกคนที่จะมีทรัพยากรเพียงพอขนาดนั้น 

แต่นั้นก็ไม่ใช่สาระสำคัญของเรื่องนี้ 

ทรัพยากรทั้งมวลจะไม่ช่วยอะไรเลย หากไร้ซึ่งใจสู้ของมนุษย์ผู้เผชิญหน้า 
การตัดสินใจเลือกเป็น #มนุษย์คีโม ไม่ใช่แค่เรื่อง ใจสู้ร้องบอก “เอาวะ” แล้วควักเงินหลักแสนจ่ายค่ารักษาไป รักษาตัว แล้วก็หายจากโรคร้าย แต่มันคือมหากาพย์แห่งความอดทนและความมุ่งมั่น 
#คีโม มิได้ทำลายแต่เซลล์มะเร็งเท่านั้น มันยังทำลายร่างกาย เส้นผม เม็ดเลือด เกล็ดเลือด ไขกระดูก ทรัพย์สินเงินทอง ทำลายแม้กระทั่งจิตใจของเจ้าตัว กระทั่งยังบั่นทอนจิตใจของคนรอบตัวทั้งมวล มันทำลายทุกอย่างโดยไม่เลือก 

คนหนึ่งป่วยเป็นมะเร็ง พลันเสมือนป่วยไปด้วยกันทั้งครอบครัว โดนผลของคีโมไปทั้งครอบครัว 
น้องเขาผ่านเรื่องแบบนี้เป็นปีๆ มาได้อย่างไร? 
จริงอยู่ ตัวหนังสืออารมณ์ดีมากแฝงอารมณ์ฮาด้วย ทอนให้เรื่องอ่านสนุก อ่านไปยิ้มไปด้วยซ้ำ ในบางตอน 

แต่! มันรู้สึกร่วมด้วยได้ไม่ยาก ว่าเป็นเวลาที่ทรมานสาหัสเพียงใด ความทรมานของมนุษย์คีโม ความทุกข์ของครอบครัวของมนุษย์คีโม 

ทั้งยังมีของแถมด้วย ไม่ใช่มนุษย์คีโมสามัญ แต่วิสามัญด้วยการผ่าตัดหัวใจและปลูกไขกระดูก ทั้งหมดเกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนนอกปริญญาโทที่กำลังจะจบ อายุยังไม่สามสิบ ที่กำลังสนุกกะชีวิต อยู่ๆ ก็พบว่าตัวเองเป็นมะเร็งระยะท้ายๆ หมอบอกอยู่ได้อีกครึ่งปี 
แม้จะอธิบายด้วยคำเพียงไม่กี่ตัวอักษร อ่านเพียงไม่กี่อึดใจ แต่ได้ประเด็นว่า “อะไรกับการตัดสินใจทำคีโม” “มนุษย์คีโมต้องเจอกับอะไร” “ทรมานขนาดนั้นทำไมไม่เลิก ตายๆ ไปสบายกว่าไหม” “ทรุดเข้า ICU ไปแล้ว ฟื้นกลับมาได้ทำไมยังย้อนกลับมาทำคีโมต่อ” “คุ้มมั้ยกับทุกอย่างที่ต้องยอมเสียไปแลกกับการทำคีโม” “คีโมไปแล้วมะเร็งไม่ตาย แต่ตัวฉันนั่นแหละที่ร่อแร่ใกล้ตายเข้าไปทุกขณะ นี่ฉันทำอะไรอยู่วะ” 
แน่นอน เราได้ความรู้เรื่องการรักษามะเร็งจากที่น้องเบลล์ผู้เขียนเล่า เอาบันทึกที่ตัวเองบันทึกไว้ในช่วงเวลาตั้งแต่ตรวจพบตลอดจนช่วงเวลาการรักษาตัวออกมาเล่า 

แต่ความมหัศจรรย์ที่สุดคือ วิธีคิดของน้องเบลล์ 
เราอาจจะเลี่ยงมันไปก็ได้ 

เลี่ยงไม่อ่านหนังสือเล่มนี้ก็ได้ 

คือ อ่านแล้วไม่สบายใจจะอ่านทำไม? 

ยังไม่เป็นมะเร็งจะมาคิดอ่านมองโลกในแง่ร้ายเพื่ออะไร? 

จะแช่งตัวเองให้เป็นหรือไง? 

ถ้าคิดว่าไม่เป็นก็ไม่เป็นหรอก หรือว่าอยากเป็น? 
ตัวเราเอง เมื่ออ่านจบ เราได้คิดอะไรบางอย่าง และนี่คือความยอดเยี่ยมของหนังสือเล่มนี้ 

ทั้งหมดนั้น เราชนะได้ด้วยวิธีคิดที่ถูกต้อง! 

เรายังไม่พร้อมหรอก แต่เรารู้จักคิดมากขึ้น 

เราอยากคิดได้ดีกว่านี้ หากต้องปะมันอีกครั้ง 
เราไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มนี้ไปสามเล่ม 

เราซื้อแค่สองเล่ม  

สัปดาห์ที่แล้ว ไปถามหาหนังสือเล่มนี้ที่ร้าน B2S คุณพนักงานบอกว่า “หมดแล้วค่ะ” 
ขอบคุณที่เล่าให้ฟังนะครับ เรื่องจริงกะเบลล์ JingaBell
#I_Cancel_My_Cancer

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s