บันทึกในเดือนมีนา

บันทึกที่ 1 #บันทึกเด็กป1 

1. ความสม่ำเสมอในการปรับเวลา การแต่งตัวนั่งทำผม และการกินข้าวเช้า ทำให้ตัวยุ่งสามารถจัดการกับกิจกรรมก่อนไปโรงเรียนและพร้อมออกจากบ้านไปโรงเรียนได้ตามกำหนดเวลาที่วางไว้ #ผลงานของแม่หมอ

2. แม้ว่าจะต้องตื่นเช้าออกจากบ้านแต่เช้า แต่ตัวยุ่งไม่ค่อยยอมนอนหลับบนรถระหว่างทาง กิจกรรมของนางคือนั่งฟังเพลงที่พ่อเปิดตลอดทาง “พ่อ…เปิดเพลง” คือ order ของนาง (นอกเสียจากเหนื่อยจากการเดินทางที่พ่อลากไปมาก่อนหน้าจึงจะหลับ) 

3. ทันทีที่พ่อจอดรถเมื่อถึง ประโยคแรกของนางคือ “พ่อ…ซื้อหนม” 

4. เมื่อพ่อมาส่งถึงหน้าประตู  สวัสดีคุณครูแล้ว ตัวยุ่งจะวิ่งเข้าโรงเรียนไปที่ตึก ทั้งๆ ที่เกือบทั้งหมดค่อยๆ เดินเข้าโรงเรียน นางจะวิ่งผ่านทุกคนไป  #จะวิ่งทำมาย #พ่อไม่ถาม #วันนึงลูกคงบอก 

5. แม้จะต้องปรับตัวกับเพื่อนใหม่ ที่ส่วนใหญ่เค้าก็มาจากโรงเรียนเดียวกัน แต่โรงเรียนนางมีนางมาคนเดียว แต่นางก็ทำได้ สามารถมีเพื่อนสนิทเล่นด้วยได้ใน 1week ทั้งๆ ที่มีเพื่อนที่เขม่นนางมาตั้งแต่วันแรก แต่เมื่อวางนางก็ลากหล่อนมาวิ่งเล่นด้วยเป็นก๊วนเดียวกันเรียบร้อย #วิ่งเล่นชนะอคติ 

6. พ่อไม่ชินอย่างมาก เมื่อได้ยินครูเรียกตัวยุ่งว่าหัวหน้าห้อง “หัวหน้าห้อง ครูฝากของไปให้เพื่อนด้วย” ยิ่งไม่ชินเข้าไปอีกตอนเพื่อนมาเรียกนางว่า หัวหน้าห้อง #เสียงดังนั้นมีประโยชน์ #จริงแล้วคือนางพูดมาก 

7. หลังเลิกเรียน นางจะกลับมาเล่าให้ฟังได้ว่าวันนี้ไปเล่นอะไรกะเพื่อนคนไหน แต่ถ้าถามว่าวันนี้เรียนอะไรไปบ้าง คำตอบของนางคือ “จำไม่ได้” 

8. ความจำเป็นในการตื่นเช้ามาเรียนโรงเรียนของนาง เป็นเหตุให้ทุกคนมาพร้อมหน้ากันในตอนเช้า ทุกคนได้ใช้เวลาด้วยกันตอนเช้ามืด (อย่างงัวเงีย) ก่อนจะแยกย้ายไปปฏิบัติกิจประจำวันของตน 

 

บันทึกที่ 2 

เดือนนี้ เจ้านายสอนอยู่สองเรื่อง 

เรื่องแรก “มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ นะไข่” 
เรื่องที่สอง “ไข่ เราไม่ต้องทำอะไรมาก เอาแค่สามอย่าง… คิดดี ทำดี พูดดี แค่นี้พอ” 

 

บันทึกที่ 3 
เมื่อกลับไปเริ่มต้นใหม่… 

ใช้เวลาสามปีจึงกลับมาถึง level ที่ใกล้เคียงจุดเดิม 

แต่… สิ่งที่เรียนรู้ มันทวีคูณตั้งแต่วันที่กลับไปเริ่มต้นใหม่ 
 

#บันทึก

Advertisements

ความคิดมีขั้ว

หายไปพักหนึ่งด้วยความรู้สึกอยากเขียนลดลง แต่ความกระสันในการอ่านมิอาจดับให้สิ้นลงได้ในแต่ละวัน จึงตระเวณกับตัวอักษรไปเรื่อยๆ เปื่อยๆ เพื่อดับไฟหมกมุ่นลงในแต่ละวันแต่ละคืน 


หนังสือเล่มนี้ทำให้มีอารมณ์… อารมณ์อยากเขียน 
ชื่อ #คำผกา ไม่ใช่ชนแปลกหน้าในวงการหนังสือ (อีกนามหนึ่งในวงการนี้ของเธอคือ ฮิมิโตะ ณ โตเกียว) และชื่อเสียงในเรื่องหัวขบถของเธอก็เป็นที่พูดถึงอยู่มาก 

เธอบอกเราว่า #ผู้หญิงขั้วบวก มิใช่ ผู้หญิงคิดบวก 

กระนั้น เรายังคงให้คารวะแก่ใครก็ตามที่มีความผู้หญิงขั้วบวกตามที่เธออรรถาธิบายไว้ 
หนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะกับบุคคลใดๆ ก็ตามที่ยังมีหัวอนุรักษ์นิยม ยิ่งใครก็ตามที่ยังยึดกับความกุลสตรีไทยในบริบทเดิมๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่มีตรรกะวิบัติในเรื่องเกณฑ์ทางศีลธรรม เพราะอ่านแล้วคงจะแทบเผาหนังสือทิ้งด้วยอุจาดในความคิดความอ่านของเธอ 

และแม้ว่าเราเองก็อาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับเธอถึง 100% (แต่ก็เห็นด้วยไม่ต่ำกว่า 80%) เราก็ยังต้องขอยกให้ว่า นี่น่าจะเป็น Survival Guide ของคนในยุคสมัยนี้ไปถึงสมัยหน้า หากต้องการอยู่อย่างมีความสุข แม้อาจจะต้องตกเป็นทาสอารมณ์อยู่บ้าง แต่ช่วยให้ไม่ตกเป็นทาสความงมงายของค่านิยมแห่งชาติได้โดยง่าย 
ด้วยสำนวนหญิงเปิดเผยใจกว้างมากกว่าผู้ชายหลายๆ คน 

คนอ่านได้สะอึกหรือสะดุ้งกับหลายๆ ตัวหนังสือของเธอ 

“อ้าว! ก็ถ้ามีเงินแล้ว เราก็ซื้อผู้ชายมากินเป็นครั้งๆ ไปก็ยังได้ จะมีไปทำไมผัวน่ะ!” 

“บางครั้งคู่รักที่แต่งงานกันโดยไม่ได้รักกันมาก อาจจะมีชีวิตคู่ที่ราบรื่นกว่าคู่รักที่รักกันจี๋จ๋า” 

“…หรือไม่ยอมเปิดโอกาสให้ตัวเองมีเซ็กซ์กับผู้หญิงด้วยกัน ทั้งที่เป็นวิธีการป้องกันการตั้งครรภ์อันไม่พึงปรารถนาได้ชะงัดที่สุด” 
หากแต่เราเปิดใจพอ เราจะพบกับการตั้งคำถามมากมายในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ 

คำถามเหล่านี้ เปิดเราออกไปสู่โลกทางความคิดที่กว้างขี้น ใจกว้างขึ้น 

เป็นยาแก้โรคใจแคบได้ดีทีเดียว 
ติดใจมากกับประเด็นที่เธอแยกเรื่อง ชีวิตคู่กับความรักออกจากกัน อ่านและขบคิดแล้ว รู้สึกกับตัวเองว่าฉลาดขึ้นแฮะ! 
สำหรับพ่อที่มีลูกสาว ที่จะต้องเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ในโลกยุคที่เราอาจจะไม่รู้จักมันมากนัก นี่น่าจะเป็นหนังสือที่ต้องลงมืออ่านจริงจัง 

แต่ แน่นอน ไม่เหมาะอย่างยิ่งกับสังคม Conservative 

ว่าแต่ เราจะ Conservative กันไปได้อีกสักเท่าไหร่ใน Digital Era นี้ครับ?