สะสมโชคดี

อ่านจบไปรอบครึ่ง พึ่งมีเวลามานั่งบันทึก (หลังติดซีรี่ย์ 13 reasons why งอมเล็กน้อย) 

ที่เขียนๆ ไว้เหล่านี้ไม่ได้เป็นการรีวิวหนังสือแต่ประการใดนะครับ 

เป็นแค่การบันทึกการอ่านหนังสือแต่ละเล่มตามใจตัวเอง เพื่ออรรถรสการเสพการอ่านหนังสือของตัวเอง และเพื่อช่วยความจำกับสิ่งที่ได้จากหนังสือ 

(เอาจริง ก็มิกล้าไปรีวิว เราเป็นแค่คนอ่านหนังสือ) 
ภาณุมาศ ทองธนากุล เป็นนักเขียนฝีมือดีมาก (ทั้งยังเป็นพิธีกร นักพูด) มีงานเขียนออกมาเยอะเลย ตั้งแต่เดิมด้วยนามปากกา #ใบพัด 

จนกระทั่งมารู้จักกันทั่วไปด้วยหนังสือ #การลาออกครั้งสุดท้าย #เราจะมีชีวิตที่ดี #นี่คือสิ่งสำคัญ 

และเล่มนี้ #คุณคือผู้โชคดี โดยใช้ชื่อตัวเต็มๆ เป็นชื่อผู้เขียน 

ตามอ่านมาทุกเล่ม และรู้สึกด้วยว่าคุณใบพัดจะเขียนดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยประสบการณ์ที่มากขี้น วิธีการคิดที่คมขึ้น และทักษะการเขียนที่มากขึ้น 

คนอ่านบ้านๆ อย่างเราก็ฟินสิครับ ได้อ่านงานเขียนที่เจ๋งขึ้นมาเรื่อยๆ และยังคล้ายกับว่าหนังสือทั้งสี่เล่มเป็นภาคต่อของกันและกัน ภาค 1-4 เล่มนี้คือภาคสี่ สินะ

ชอบมากเพราะ มีความพิถีพิถันในการเขียน ทุกเล่มมีประเด็นหลักชัดเจน มีการออกแบบโครงเรื่องดีงาม ไม่หลุดประเด็น ไม่พาคนอ่านไปล่องลอยเคว้งคว้าง คล้ายนิยายที่วางพล็อตมาอย่างดีตั้งแต่เริ่มไปจนถึงบทสรุป ไม่กระจัดกระจายในการส่งสารมาถึงคนอ่าน 

และมันคือความพยายามในการที่จะบอกเล่าในการใช้ชีวิตและหาเลี้ยงชีวิตอย่างเป็นสุข บนพื้นฐานของการค้นหาแนวทางด้วยตัวเอง 
มนุษย์เงินเดือนควรได้อ่านอย่างน้อยสักเล่มหนึ่งในสี่ภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ที่หาทางออกจากระบบก็ดี หรือผู้ที่หาทางที่จะอยู่กับระบบอย่างเป็นสุขก็ดี 

1. หนังสือเริ่มประเด็นโดยเปรียบเทียบชีวิตเหมือนการซื้อ lottery แล้วแหวะปมออกว่า หนึ่งคือเราย่อมอยากถูกรางวัล สองเมื่อถูกรางวัลเราก็ย่อมอยากถูกรางวัลซ้ำๆ แต่เราจะสามารถถูกรางวัลได้ซ้ำรึเปล่า สามถ้าเราได้รางวัลใหญ่เราคือผู้โชคดีจริงหรือ และสี่คือโชคดีอยู่ในมือเราหรือเปล่า โชคนั้นมาพร้อมกับผลกระทบเสมอ โชคดียิ่งดีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องการการจัดการที่ดีมากตามเท่านั้น โชคดีที่จัดการไม่ได้จะกลายเป็นโชคร้ายในมือเรา ได้เงินจากการถูกหวยอาจทำให้เป็นหนี้สาหัสได้ในตอนท้าย บางที อาจถึงกับต้องซ้อมการรับมือโชคดีที่จะเข้ามาไว้ก่อน แม้ว่าตอนนี้อาจจะยังซวยอยู่ แต่ถ้าเราพร้อมมากๆ เราจะโชคดี  
2. ฝนตกมากหรือน้อยไม่สำคัญเท่าว่าเราสามารถเก็บน้ำฝนไว้มากหรือน้อยเท่าไหร่ โชคดีมากหรือน้อยไม่สำคัญเท่าเราสามารถเก็บเกี่ยวผลจากโชคนั้นได้เท่าใด 

ไม่สามารถรักษาผลดีจากโชคดีไว้ได้…จากดีๆ ก็เป็นโชคร้าย สามารถหาเรื่องดีจากโชคร้ายได้…อ้าวก็คือโชคดี โชคดีหรือโชคร้าย…ใครจะรู้ครับ? 
3. เวลาคือเงินสกุลหนึ่ง ที่มีอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นอยู่กับความสามารถและทักษะของเจ้าของเวลา และถ้าค่าเงินนี้แข็งมากๆ ก็อาจเรียกได้บ้างว่าโชคดี แต่แล้วถ้าคุณเอาเวลาไปแลกเป็นเงินมาจนหมด แลกกระทั่งไม่เหลือเวลาอีกแล้ว ยังโชคดีอยู่ไหม? 
4  ทั้งหมดนี้ก็อาจเป็นเรื่องของการสะสมโชค เมื่อใช้โชคฟุ่มเฟือย โชคก็หมดไป เราจึงน่าจะประหยัดโชคดีของเราไว้ให้กับสิ่งที่สำคัญจริงๆ ทั้งเรายังหาโชคมาสะสมเพิ่มเติมได้ ด้วยสร้างความรู้สึกดีๆ ทั้งกับตัวเราและผู้อื่น ส่งต่อความรู้สึกดีๆ นั้นออกไป ความรู้สึกดีๆ จะพาเรื่องดีๆ เข้ามาหา มาให้เราสะสมเป็นโชค 
5. ประสบการณ์ดีมีค่าเท่ากับเงิน ไม่สิ แอบแย้งต่อว่ามีค่ามากกว่าเงิน การมีประสบการณ์ที่ดี แม้อาจเพียงเพื่อแค่ให้หวนกลับมาระลึกถึง แต่นั่นก็คือการเขียนความโชคดีลงในชีวิตของเรา ใช่หรือไม่ 
ขอบันทึกเอาไว้มากหน่อยนะครับ เพราะอยากเอาไว้เตือนสติบ้าง สรุปว่า คือโชคดีหรือร้ายนั้น คงอยู่ในมือของเรา 
ด้วยตัวหนังสือของคุณใบพัด ทำให้เนื้อความเหล่านี้จับใจ 

แม้อาจเป็นการ share  ความคิดเห็นส่วนตัวก็ตามที แต่การอ่านตัวอักษรเหล่านี้ ทำให้เราได้คิดอะไรๆ ตามต่อมา 

และนี่มักเป็นปรากฎการณ์พิเศษ จากการอ่านหนังสือของเขา เช่นเดียวกับสามภาคก่อนหน้านี้  เจ๋งจริงๆ ครับ 

คุณคือผู้โชคดี แล้ววันนี้ คุณโชคดีรึยังครับ

Advertisements

รู้แล้วไม่ทำ คือไม่รู้

ดูคล้ายหนังสือ How2 นะครับ 

แต่ว่าหนังสือมันไปได้ไกลกว่านั้นมากๆ 

“must discover before you die” 

มีสองสามประเด็นกระชากสติ อยู่ในหนังสือ 

เรื่องราวควรเริ่มต้นจากประโยคของ Theodore Roosevelt ที่ว่า “เก้าในสิบของปัญญานั่นเกิดขึ้นเมื่อสาย”  
คณะทำงานของผู้เขียนทำงานนี้โดยการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุ อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ทั้งหมด 235 คน หลายเชื้อชาติ ต่างศาสนา ผู้สูงอายุที่ได้รับการแนะนำจากใครบางคนว่าเป็นผู้เก็บรักษาประสบการณ์ทองคำจากการได้พบความหมายของชีวิตของท่านเหล่านั้น

สัมภาษณ์ด้วยการสนทนาด้วยประเด็นคำถามง่ายๆ ชุดเดียวกัน “อะไรทำให้คุณมีความสุขที่สุด” “คุณเสียใจกับเรื่องอะไรบ้าง” “อะไรคือเรื่องที่เราควรจะรู้ได้เร็วกว่านี้” “คุณคิดยังไงกับความตายที่กำลังจะมาถึง” “ขอให้คุณช่วยให้คำแนะนำกับผู้ที่มีอายุเยาว์กว่า” 
นี่มันคือทางลัดในการเรียนรู้ที่จะรับมือกับชีวิต 

ว่ากันด้วยภาษาหรูๆ คือเป็นงานที่พยายามสกัดหา Best Practice แห่งการใช้ชีวิตจากปู่ย่าตายายที่อาบน้ำร้อนมาก่อนจนล่วงอายุมาสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิต 
จริงๆ คือ แค่การที่เราได้นั่งลงคุยกับผู้สูงอายุ นั่งฟังท่านเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง ก็น่าสนุกมากแล้ว 

นี่กลับคล้ายเป็นอีกขั้นหนึ่ง เป็นงานวิจัย ที่พยายามสกัดหาแก่นจากประสบการณ์ของ “ผู้ผ่านโลกมามาก” 

สาระสำคัญอยู่ตรงที่ จากการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุทั้ง 235 ท่านนี้ กลับได้สาระที่เป็นสาระสามัญร่วมกันอยู่ ทั้งที่แต่ละท่าน ต่างกันด้วยเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ อาชีพ และทักษะ และแน่นอนประสบการณ์ใครก็ประสบการณ์คนนั้น 

แต่กลับมีคำแนะนำให้กับผู้มาทีหลัง คล้ายๆ กัน จนน่าตกใจ ซึ่งผู้เขียนรวบรวมแยกแยะออกได้เป็น 5 หัวข้อ 

ประสบการณ์รวม 235 ท่าน รวมทั้งสิ้นประมาณ 16,000-18,000 ปี สรุปลงมาได้เป็น 5 ประเด็น 

อย่างนี้แล้ว จะไม่อ่านได้ยังไง! 

คนที่มีประสบการณ์ต่างกันแต่มาบอกเราเหมือนๆ กันว่า อะไรที่เราควรรู้เร็วกว่าที่ท่านเคยรู้มาก่อน 
หนังสือจึงออกมาเป็นชื่อเรื่อง #ความลับ5ข้อที่คุณต้องค้นให้พบก่อนตาย #The5Secrets_You_Must_Discover_Before_You_Die 
เลยฟังดู How2 มากๆ 

แต่ที่เจ๋งคือ ดร.จอห์น ไอโซ ผู้เขียน เขียนไว้ข้างในว่า ทั้งหมด 5 ข้อนี้ จริงๆ ก็ไม่ใช่ Secret อะไร เป็นเรื่องที่บางคนก็รู้ดีอยู่แล้ว เป็นความรู้ที่คนทั่วไปก็รู้กัน แต่ปัญญานั้นต่างจากความรู้ 

ความรู้คือการสะสมข้อเท็จจริง เราอาจมีความความรู้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกๆ หกเดือน แต่ปัญญาอาจขาดแคลน เพราะปัญญาคือการเข้าใจได้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่แท้จริง 

ใช่ครับ “โศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่ คือการใช้เวลาทั้งชีวิตตกปลา เพียงเพื่อจะพบว่า นั่นมันไม่ใช่ปลาตัวที่คุณต้องการ”  – Henry David Thoreau
1. จงซื้อสัตย์กับตนเอง – เดินตามหัวใจตัวเองอยู่หรือเปล่า?  

2. อย่าปล่อยให้เสียดาย – เราไม่เสียดายการลงมือแล้วล้มเหลว แต่เราจะเสียดายว่าเราไม่ได้พยายาม เราเสี่ยงพอรึยัง? 

3. ใช้ชีวิตด้วยความรัก – ความรักนั้นคือการเลือกของเรา ไม่ใช่อารมณ์ เราเลือกให้เวลากับความรักรึป่าว? 

4. อยู่กับปัจจุบัน – ปัจจุบันนี้เท่านั้นคือของขวัญของเรา เราขอบคุณเวลาปัจจุบันของเรานี้ บ้างรึป่าว? 

5. ให้มากกว่ารับ – เราอยู่ในโลกที่ถูกยืมมา ยืมต่อมาจากรุ่นก่อนหน้า เราเป็นผู้ดูแลของขวัญอันประเสริฐในขณะที่ยังอยู่กับเรา จนกว่าจะถึงเวลาที่เราต้องไป และส่งมอบต่อให้กับรุ่นถัดไป เรากำลังสร้างผลกระทบแบบใดอยู่? 
ต้องออกขอโทษเล็กน้อย ที่ข้อเขียนบันทึกการอ่านเล่มนี้อาจมีการเปิดเผยเนื้อความจากหนังสือมาอยู่บ้าง 

แต่เพื่อบันทึกสาระอันประเสริฐ เพื่อเตือนสติตนยามเมื่อได้กลับมาอ่านบันทึกนี้ในภายหลัง และเพื่ออาจมีผลกระตุ้นให้คนอื่นๆ ไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านบ้าง 

เนื้อหาในหนังสือได้อรรถาธิบายได้วิจิตรกว่านี้มากมายนัก 

นี้คือหนังสือเปลี่ยนชีวิตอีกเล่มหนึ่ง เพราะมันจะทำให้เราเปลี่ยน Paradigm ความคิดของเราได้ 
ขอบคุณความดีงามของการแปลของคุณ #อรวรรณ_อบรมย์ ด้วยที่ถอดความมาเป็นภาษาไทยได้อย่างน่าทึ่ง 

การใช้ภาษาที่แปลมาคือส่วนสำคัญที่ทำให้หนังสือจับใจเรานัก 
มิใช่ความลับอันใดของจักรวาลนี้ แต่เป็นเรื่องที่เรารู้อยู่แล้ว 

ที่ผ่านมาเรารู้ 

เรารู้แล้ว แต่เราเฉยๆ เท่านั้น จึงน่าเสียดายเวลาที่ผ่านมาอย่างยิ่ง 

มรดกก่อนงานรดน้ำศพ

เริ่มต้นบันทึกข้อเขียนนี้ ด้วยการประหวัดนึกถึงอดีต 
สถานการณ์ในระหว่างการสนทนาที่มีครูอาวุโสอยู่ในวงสนทนาด้วย 

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกำลังเริ่มต้นเล่าเรื่องกึ่งสอน ทันใดนั้น ก็มีผู้น้อยท่านหนึ่งพูดแทรกขึ้น 

ครูกล่าวตำหนิผู้น้อยท่านนั้นขึ้นทันทีว่า ผู้ใหญ่จะให้ความรู้เธอแทรกขึ้นทำไม บัดซบยิ่งนัก ตัวมีความคิดอ่านประมาณใดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การหยุดเพื่อที่จะฟังไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้เราโง่ลง การรับฟังมีแต่ทำให้เราดีขึ้น 

เป็นความโชคดี สำหรับเด็กที่เติบโตมาในยุคปี 80-90 ได้รับการอบรมจากรุ่น Baby Boomers 
อยู่กับปู่ย่า อยู่กับตายาย และถูกปู่ย่าตายายพ่อแม่ครูบาอาจารย์ตำหนิเป็นนิจ … 

อย่าชุ่ย, อย่ายืนค้ำหัวผู้ใหญ่, อย่าพูดแทรกผู้ใหญ่, อย่ากินข้าวคำน้ำคำ, อย่าคุ้ยข้าว, ทำงานให้ทำสองมืออย่าทำ
งานมือเดียว, กระทั่งเรื่องเล็กน้อยเช่นฟังเรื่องราวจากละครวิทยุกับวิจารณ์การเมืองจากคลื่นวิทยุที่ตาเปิดไว้ 

แม้คล้ายเพียงการบ่นตำหนิไปเรื่อยของผู้ใหญ่ หรือพูดไปเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ฟังทุกวันจนเบื่อจะฟัง 

ทั้งหมด กลายเป็นการหล่อหลอมความเป็นคนของเรา 

ทั้งหมดที่เห็นเราว่าดีๆ นี่ไม่ได้ดีเด่อะไรมาจากไหน มันก็มาจากที่ได้รับความเมตตาจากปู่ย่าตายายพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งนั้น นั่นแหละ ที่ท่านไม่ระอาที่จะบ่นตำหนิเด็กดื้อจองหองคนหนึ่ง 

พอเรียนจบมาทำงาน ก็ยังอุตส่าห์ได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่ในที่ทำงานหลายท่านตักเตือนสั่งสอนต่อ 

นี่คือที่มาของความดีความสามารถที่ใช้หาเลี้ยงตัวและครอบครัวในวันนี้ โชคดีที่ยังได้สำนึกดีจากการบ่นตำหนิเหล่านั้น 

ถ้าตัดเรื่องเหล่านี้ออกไป ในตัวเราก็จะเหลือแต่ความเลว อคติ และความถือดี ที่เป็นของตัวเราแท้ๆ เท่านั้นเอง 
เริ่มบันทึกมาแบบนี้เพราะว่า งานเขียนของ อาจารย์ ส. อาสนจินดา เล่มนี้ ทำให้เราคิดถึงเรื่องเหล่านี้ตลอด 
ทั้งระหว่างอ่านและหลังอ่านจบ 

ไม่แน่ใจว่ายังเหลือคนรู้จักศิลปินแห่งชาติท่านนี้ อยู่กี่มากน้อย เพราะท่านเสียไปตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2536 

#พรุ่งนี้_จะรดน้ำศพ เป็นงานเขียนในช่วงท้ายชีวิตของท่าน โดยท่านจั่วหัวไว้ว่ามุ่งเป็นการชำแหละตัวเอง
ก่อนจะกลายเป็นศพเพื่อให้เด็กๆ (รุ่นหลัง) ได้รู้ได้จำเป็นอุทาหรณ์ 

โดยเป็นงานเขียนสิบกว่าตอน เคยตีพิมพ์อยู่ในนิตยาสารแพรวเมื่อปี พ.ศ.2532-2533 (3-4ปีก่อนท่านเสีย) 
เหมือนนั่งฟังญาติผู้ใหญ่นั่งบ่นเรื่องนั้นนู้นนี้ให้เราฟัง อ่านไป ก็หลับตาเห็นภาพ ตานั่งบ่น ครูยืนบ่น อยู่ 

รู้สึกโชคดีมากที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ 
สำนวนการบ่น การประชด การตำหนิตัวเอง ที่ท่านเรียกว่าชำแหละตัวเองให้คนอ่านดู เป็นสำนวนที่คมคายมาก อ่านสนุกมาก เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ 

กระทั่งจะบอกว่า ตัวอักษรแต่ละตัวมีอารมณ์พลุ่งพล่าน 

นี่คืองานเขียนของศิลปินโดยแท้ แม้ไม่อยู่บนเวทีก็ยังโดดเด่นอยู่บนหน้ากระดาษ 

สมบูรณ์ทั้ง ข้อคิด และความสุนทรียะ 

ยิ่งการแสดงออกซึ่งความรักที่มีต่อคู่ชีวิต และลูกหลาน แม้เป็นการเขียนด้วยการประชดประชัน แต่ยังเปี่ยมด้วยความรักอยู่ในตัวหนังสือ 

ไม่ต้องบอกรักแต่รับรู้ถึงความรัก เป็นมหัศจรรย์ในงานเขียนสำหรับคนอ่านจริง 

คล้ายกับกำลังชมงานศิลปะระดับ Master Piece โดยมีลายเซ็นศิลปินแห่งชาติกำกับไว้ 

ก็มิใช่กำกับไว้เพื่อรับรองว่ายอดเยี่ยมเพราะเป็นผลงานศิลปิน ตรงกันข้าม ผลงานเช่นนี้ต่างหากที่กลับเป็นเครื่องยืนยันว่าผู้เขียนคือศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ 
เนื่อหาสำคัญ ที่ไม่อาจข้ามไปได้คือ สาระในเรื่อง ความประหยัด, ความยึดมั่นในจรรยาบรรณ (หรืออาจเรียกว่านักเลง หรือลูกผู้ชาย นั่นแหละ), ความถ่อมตัว, และความกตัญญู ของคนโบราณนั้น เป็นเรื่องประเสริฐที่หายากมาแล้วในตอนนี้ 

ได้ซึมซับมาเพียงติ่งๆ ก็นำความเจริญมาให้ตัวอย่างที่สุด 
นี่คือมรดกทางประสบการณ์ และศิลปะในงานเขียน ของ #ศิลปินแห่งชาติ ครับ 

ลวงตัวเอง

หนึ่งในสิบสามเล่มสุดท้ายที่ติดอยู่ใน shortlist ของโครงการ #ความน่าจะอ่าน แนะนำโดยคุณทราย Inthira Itr Charoenpura

ผลงาน Bestseller จากไต้หวัน โดยนักเขียนคุณหมอ #โหวเหวินหย่ง 

เริ่มต้นตรงที่ อ่านจบแล้วไม่ค่อย get ว่าชื่อหนังสือที่แปลมาเป็นภาษาไทยว่า #ลวง มันสอดคล้องกับเนื้อเรื่องมากขนาดที่จะนำมาเป็นชื่อหนังสือยังไง แต่ชื่อภาษาอังกฤษว่า #Souls_Embracing นี่ใช่เลย 

แต่นี่ก็น่าจะเป็นจุดเดียวที่เราแอบไม่ค่อยเห็นด้วย 

ที่เหลือ เนื้อเรื่องและวิธีการเขียน รวมถึงการแปลมาเป็นภาษาไทยนี่ เจ๋งมากๆ 
เป็นนิยายที่เต็มไปด้วยปมความขัดแย้ง ขัดแย้งในตัวเอง ขัดแย้งระหว่างกัน 

ตัวละครแต่ละตัว มีแรงขับดันที่โดดเด่น เป็นแรงขับที่ผลักให้แต่ละคนแสดงออกโลดแล่นในท้องเรื่อง หวือหวา วูบวาบ และน่าสลด

เมื่อความขัดแย้งนี้ ไม่สามารถประนีประนอมกับแรงขับในตัวได้ จึงได้แต่ต้องปล่อยให้แรงขับนั้นกลายเป็นไฟลุกโชน กระทั่งจนเผาผลาญกายและจิตใจของตนเองและคนอื่น ให้มอดไหม้ไปตามกัน 

อาจเป็นเพียงแค่ เรื่องของการปกป้องอัตตาของตัวเอง ด้วยความบาดเจ็บที่ผ่านมา อาจเคยกระทบกระเทือนถึงอัตตาของตน ผลคือรอยแผลเป็นและความเปราะบางในจิตใจ 

เมื่อยึดเอาตนเป็นที่ตั้ง ตนก็พร้อมจะปฏิปักษ์กับทุกอย่างที่อาจเข้ามาแตะต้องถึงอัตตาที่ขาดวิ่นของตน 

ที่เจ็บปวดอย่างที่สุด กลับคือการถลำลึกลงไปกับการปกป้องอัตตาตัวเองเรื่อยๆ 

ลึกลงไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ยิ่งปกป้องยิ่งเจ็บ 

ที่สุดแล้ว กลับกลายเป็นความทรมาน หากจะจบได้คือ จะหลุดออกจากวงจรอุบาว์ทนี้ มีแต่ต้องรู้จักที่จะวางมันลง ก็แค่…วางมันลง 
เป็นนิยาย Bestseller ที่มีการ Reference ไปถึงปรัชญาของเพลโตและโสเครติส ทั้งยังอ้างถึงงานกวี Inferno ของดันเต้ด้วย เล่นใหญ่ พอดู 

สะกิดให้เกิดความรู้สึกว่า ต้องตีความสารที่ผู้เขียนแทรกเอาไว้ 

“อะไรคือ การมองเห็นแต่เพียงเงาของตัวเองหรือเงาสิ่งอื่น เงาอันเกิดจากแสงภายนอกมากระทบ แล้วเข้าใจไปว่าเงานี้คือของจริง” 

“แทนที่จะต้องถูกกักขังอยู่ในคุกของคุณธรรมจริยธรรม ฉันยอมเป็นบ้าอย่างเสรีชน” 

“ความรัก ไม่ยินยอมให้ผู้ถูกรักได้หลุดพ้นจากความรัก” 

และกับการตั้งคำถามที่ ทิ้งความครุ่นคิดอยู่ในหัวเราตลอดว่า “ความดีที่ลวงคือความเลว” เช่นนั้นจริงหรือ? 

(เมื่อมาถึงตรงนี้ ก็เริ่มเห็นประเด็นที่ ผู้แปลใช้ชื่อหนังสือภาคภาษาไทยนี้ว่า ลวง) 
สำหรับเรา ที่พีคที่สุดนี้ คืองานเขียนซ้อนงานเขียนในเรื่อง เป็นการเขียนตอบโต้กัน ประหนึ่งฉากรบระหว่างกองทหารตัวอักษร ผู้แปลแปลออกมาได้ดีมาก ประคับประคองความงามของการใช้ภาษาของผู้เขียน จากภาษาจีนมาเป็นภาษาไทย เจ๋งทั้งคนเขียนและคนแปล คนอ่านเลยมีการหลั่งอารมณ์พีคๆ ระหว่างการอ่าน 
บันทึกเป็นส่วนเพิ่มเติมไว้ 

การอ่านนิยายเล่มนี้ มาในช่วงพอดิบพอดี กับภาวะการเริ่มหลงกับอะไรบางอย่างของเรา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามสัปดาห์นี้ เป็นความกังวลว้าวุ่นขุ่นมัวในอารมณ์บางอย่าง 

แม้ว่าเราจะเข้าใจว่าเราถ่อมตัว แต่กลับแฝงอัตตา กลับปล่อยให้ความเลวบางอย่างในตัวที่เคยถูกกดไว้ เผยตัวมาอีก เมื่อเกิดเรื่องขึ้นจึงได้สติ 

การอ่านหนังสือเล่มนี้มาในจังหวะที่พอดีเวลา ช่วยเตือนสติเราในอีกทีหนึ่ง 

แน่นอน มนุษย์ย่อมไม่ได้มีความดีที่สมบูรณ์ หรือความเลวจนหมดจด เรายืนอยู่ระหว่างสองขั้วนี้เสมอ แล้วแต่ว่า ห่างจากฝั่งไหนมากกว่าเท่านั้น 

พลันคิดได้เมื่อใด เมื่อนั้นแหละคือสติ สติที่จะพาเราเดินไปถูกฝั่ง 

สติที่ที่จะให้เราพ้นจากความทุกข์กังวลทั้งหลายได้ 

และสิ่งที่บังตาไว้ ไม้ให้เราคิดได้นั้น ก็คือความผยองของอัตตาของตัวเรานั่นเอง หาใช่ใครอื่นไกล 

เราจะลืมตา แล้วพลันคิดได้ ก็ต่อเมื่อ เรารู้ที่จะ… วางมันลง 

เช่นนี้ เช่นกัน

มีความรักนำทาง

เวียนว่ายตายเกิดในมหาสมุทรแห่งตัวอักษร คล้ายว่ายออกมาจากฝั่งแรมเดือน อ้างว้างเดียวดายท่ามกลางตัวหนังสือ จากหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า แล้วคลื่นก็ซัดเราลอยข้ามมาพบ 


ชายหนุ่มวรรณะจัณฑาลเดินทางข้ามทวีปข้ามประเทศ จาก #นิวเดลี มุ่งหน้าสู่ #บูโรส เพื่อรักแท้ของเขากับสาวชาวสวีเดน 

ครึ่งหนึ่งในการเดินทางข้ามทวีปนั้นเกิดขึ้นโดยการปั่นจักรยาน 

7,000km 8ประเทศ กับเวลา 5เดือน
ป่าวครับ นี่ไม่ใช่นิยาย 

แต่เป็นเรื่องจริงของ ดร.อนันทะ ผู้ก้าวจากชาติเกิดในวรรณะจัณฑาล สู่ อาจารย์ศิลปะดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โดยมีความรักเป็นเครื่องนำทาง 
เป็น non-fiction แห่งแรงบันดาลใจโดยแท้ บอกเล่าเรื่องราวความงดงามของความรัก 

เราได้หลายๆ อย่างจากหนังสือ 
“พวกพราหมณ์บูชาวัวแต่กลับปาก้อนหินใส่เขา เขาถามตัวเองว่าทำไมต้องเป็นเขา ทั้งที่มีเลือดเนื้อเหมือนกัน แต่กลับมีค่าน้อยกว่าวัวตัวหนึ่ง” 

“ทำไมเขาถึงไม่มีสิทธิ์นั่งในห้องเรียนเหมือนคนอื่น ครูเขี่ยทรายกระจายบนพื้นไม้แล้วใช้นิ้วเขียนตัวอักษร สังเกตว่าครูเลี่ยงที่จะสัมผัสแตะต้องร่างกายเขา ครูแค่นั่งข้างๆ แต่ระมัดระวังไม่ให้ถูกตัวเขา ทำไมต้องระวังขนาดนี้” 
นักเรียนศิลปะวรรณะจัณฑาล เอาตัวรอดจากสิ่งต่างๆ ทั้งไม่มีเงินซื้อข้าวกิน ต้องหันหาเอาศิลปะมาเป็นวิชาชีพหาเลี้ยงตัว กระทั่งได้รับการสนับสนุนจากนายกฯ อินทิรา คานธี ในส่วนหนึ่งของนโยบายการให้โอกาสกับจัณฑาลในสังคมอินเดีย 
แล้วศิลปะนั้นเอง ได้พาเขามาพบกับรักแท้ 

หญิงสาวยุโรปชาวสวีเดน กับหนุ่มจัณฑาล ในนิวเดลี 

แล้วเมื่อรักของเขาต้องกลับคืนสู่บูโรส ในที่สุดเพื่อรักนั้น ได้แต่ต้องออกเดินทางข้ามทวีปจากอินเดียไป โดยเอาหัวใจตัวเองเป็นตัวตั้ง 

ไม่มีเงิน ถูกรังเกียจ ได้แต่มุ่งหน้าเดินทางไป เท่าที่จะทำได้ ไปทีละเปลาะๆ เพื่อไปให้พบกับหัวใจของเขา 
ล้มเลิก กับ ไปต่อ … ห่างกันแค่เส้นบางๆ 
ปั่นจักรยานไปถึงชายแดนปากีฯ ก็ถูกไม่ให้ผ่านเข้าประเทศ จากความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ 

ตัวต่อสู้ดินรนจนมีผู้อุปถัมภ์ช่วยแก้ปัญหาเรื่องพรมแดน ช่วยจัดหาตั๋วเครื่องบินบินข้ามประเทศปากีฯ ไปลงคาบูลเพื่อปั่นจักรยานต่อไปยังกันดาอาร์ แต่พอเครื่องใกล้จะลงที่กันดาอาร์ กลับกลายเป็นว่าถูกให้วกกลับไปลงที่นิวเดลี ใหม่ โห! นี่คือพีคมาก 
จากฮินดู ไปพุทธ คริสต์ และอิสลาม 

การก้าวข้ามจากตะวันออกสู่ตะวันตก โดยผ่านเมืองอิสตัลบูล ตามเส้นทางสายฮิปปี้เทรล 

พาเอาคนอ่านเติบโตข้ามผ่านหน้ากระดาษหนังสือไปด้วย 
เมื่อทั้งหมดเกิดขึ้นจากความรัก ต่างพาเรามุ่งออกไปหาความรัก 

และการให้อภัยต่างหาก คือสิ่งชำระล้างหัวใจ มนุษย์ 

ชีวิตมนุษย์จึงงดงามยิ่ง 

งดงามโดยมิได้มีประเด็นเรื่องชนชั้นหรือชาติกำเนิดมาเป็นตัวฉุดรั้ง 

การมีชีวิตอยู่คือความงามในตัวมันเอง