ลวงตัวเอง

หนึ่งในสิบสามเล่มสุดท้ายที่ติดอยู่ใน shortlist ของโครงการ #ความน่าจะอ่าน แนะนำโดยคุณทราย Inthira Itr Charoenpura

ผลงาน Bestseller จากไต้หวัน โดยนักเขียนคุณหมอ #โหวเหวินหย่ง 

เริ่มต้นตรงที่ อ่านจบแล้วไม่ค่อย get ว่าชื่อหนังสือที่แปลมาเป็นภาษาไทยว่า #ลวง มันสอดคล้องกับเนื้อเรื่องมากขนาดที่จะนำมาเป็นชื่อหนังสือยังไง แต่ชื่อภาษาอังกฤษว่า #Souls_Embracing นี่ใช่เลย 

แต่นี่ก็น่าจะเป็นจุดเดียวที่เราแอบไม่ค่อยเห็นด้วย 

ที่เหลือ เนื้อเรื่องและวิธีการเขียน รวมถึงการแปลมาเป็นภาษาไทยนี่ เจ๋งมากๆ 
เป็นนิยายที่เต็มไปด้วยปมความขัดแย้ง ขัดแย้งในตัวเอง ขัดแย้งระหว่างกัน 

ตัวละครแต่ละตัว มีแรงขับดันที่โดดเด่น เป็นแรงขับที่ผลักให้แต่ละคนแสดงออกโลดแล่นในท้องเรื่อง หวือหวา วูบวาบ และน่าสลด

เมื่อความขัดแย้งนี้ ไม่สามารถประนีประนอมกับแรงขับในตัวได้ จึงได้แต่ต้องปล่อยให้แรงขับนั้นกลายเป็นไฟลุกโชน กระทั่งจนเผาผลาญกายและจิตใจของตนเองและคนอื่น ให้มอดไหม้ไปตามกัน 

อาจเป็นเพียงแค่ เรื่องของการปกป้องอัตตาของตัวเอง ด้วยความบาดเจ็บที่ผ่านมา อาจเคยกระทบกระเทือนถึงอัตตาของตน ผลคือรอยแผลเป็นและความเปราะบางในจิตใจ 

เมื่อยึดเอาตนเป็นที่ตั้ง ตนก็พร้อมจะปฏิปักษ์กับทุกอย่างที่อาจเข้ามาแตะต้องถึงอัตตาที่ขาดวิ่นของตน 

ที่เจ็บปวดอย่างที่สุด กลับคือการถลำลึกลงไปกับการปกป้องอัตตาตัวเองเรื่อยๆ 

ลึกลงไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ยิ่งปกป้องยิ่งเจ็บ 

ที่สุดแล้ว กลับกลายเป็นความทรมาน หากจะจบได้คือ จะหลุดออกจากวงจรอุบาว์ทนี้ มีแต่ต้องรู้จักที่จะวางมันลง ก็แค่…วางมันลง 
เป็นนิยาย Bestseller ที่มีการ Reference ไปถึงปรัชญาของเพลโตและโสเครติส ทั้งยังอ้างถึงงานกวี Inferno ของดันเต้ด้วย เล่นใหญ่ พอดู 

สะกิดให้เกิดความรู้สึกว่า ต้องตีความสารที่ผู้เขียนแทรกเอาไว้ 

“อะไรคือ การมองเห็นแต่เพียงเงาของตัวเองหรือเงาสิ่งอื่น เงาอันเกิดจากแสงภายนอกมากระทบ แล้วเข้าใจไปว่าเงานี้คือของจริง” 

“แทนที่จะต้องถูกกักขังอยู่ในคุกของคุณธรรมจริยธรรม ฉันยอมเป็นบ้าอย่างเสรีชน” 

“ความรัก ไม่ยินยอมให้ผู้ถูกรักได้หลุดพ้นจากความรัก” 

และกับการตั้งคำถามที่ ทิ้งความครุ่นคิดอยู่ในหัวเราตลอดว่า “ความดีที่ลวงคือความเลว” เช่นนั้นจริงหรือ? 

(เมื่อมาถึงตรงนี้ ก็เริ่มเห็นประเด็นที่ ผู้แปลใช้ชื่อหนังสือภาคภาษาไทยนี้ว่า ลวง) 
สำหรับเรา ที่พีคที่สุดนี้ คืองานเขียนซ้อนงานเขียนในเรื่อง เป็นการเขียนตอบโต้กัน ประหนึ่งฉากรบระหว่างกองทหารตัวอักษร ผู้แปลแปลออกมาได้ดีมาก ประคับประคองความงามของการใช้ภาษาของผู้เขียน จากภาษาจีนมาเป็นภาษาไทย เจ๋งทั้งคนเขียนและคนแปล คนอ่านเลยมีการหลั่งอารมณ์พีคๆ ระหว่างการอ่าน 
บันทึกเป็นส่วนเพิ่มเติมไว้ 

การอ่านนิยายเล่มนี้ มาในช่วงพอดิบพอดี กับภาวะการเริ่มหลงกับอะไรบางอย่างของเรา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามสัปดาห์นี้ เป็นความกังวลว้าวุ่นขุ่นมัวในอารมณ์บางอย่าง 

แม้ว่าเราจะเข้าใจว่าเราถ่อมตัว แต่กลับแฝงอัตตา กลับปล่อยให้ความเลวบางอย่างในตัวที่เคยถูกกดไว้ เผยตัวมาอีก เมื่อเกิดเรื่องขึ้นจึงได้สติ 

การอ่านหนังสือเล่มนี้มาในจังหวะที่พอดีเวลา ช่วยเตือนสติเราในอีกทีหนึ่ง 

แน่นอน มนุษย์ย่อมไม่ได้มีความดีที่สมบูรณ์ หรือความเลวจนหมดจด เรายืนอยู่ระหว่างสองขั้วนี้เสมอ แล้วแต่ว่า ห่างจากฝั่งไหนมากกว่าเท่านั้น 

พลันคิดได้เมื่อใด เมื่อนั้นแหละคือสติ สติที่จะพาเราเดินไปถูกฝั่ง 

สติที่ที่จะให้เราพ้นจากความทุกข์กังวลทั้งหลายได้ 

และสิ่งที่บังตาไว้ ไม้ให้เราคิดได้นั้น ก็คือความผยองของอัตตาของตัวเรานั่นเอง หาใช่ใครอื่นไกล 

เราจะลืมตา แล้วพลันคิดได้ ก็ต่อเมื่อ เรารู้ที่จะ… วางมันลง 

เช่นนี้ เช่นกัน

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s