มรดกก่อนงานรดน้ำศพ

เริ่มต้นบันทึกข้อเขียนนี้ ด้วยการประหวัดนึกถึงอดีต 
สถานการณ์ในระหว่างการสนทนาที่มีครูอาวุโสอยู่ในวงสนทนาด้วย 

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกำลังเริ่มต้นเล่าเรื่องกึ่งสอน ทันใดนั้น ก็มีผู้น้อยท่านหนึ่งพูดแทรกขึ้น 

ครูกล่าวตำหนิผู้น้อยท่านนั้นขึ้นทันทีว่า ผู้ใหญ่จะให้ความรู้เธอแทรกขึ้นทำไม บัดซบยิ่งนัก ตัวมีความคิดอ่านประมาณใดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การหยุดเพื่อที่จะฟังไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้เราโง่ลง การรับฟังมีแต่ทำให้เราดีขึ้น 

เป็นความโชคดี สำหรับเด็กที่เติบโตมาในยุคปี 80-90 ได้รับการอบรมจากรุ่น Baby Boomers 
อยู่กับปู่ย่า อยู่กับตายาย และถูกปู่ย่าตายายพ่อแม่ครูบาอาจารย์ตำหนิเป็นนิจ … 

อย่าชุ่ย, อย่ายืนค้ำหัวผู้ใหญ่, อย่าพูดแทรกผู้ใหญ่, อย่ากินข้าวคำน้ำคำ, อย่าคุ้ยข้าว, ทำงานให้ทำสองมืออย่าทำ
งานมือเดียว, กระทั่งเรื่องเล็กน้อยเช่นฟังเรื่องราวจากละครวิทยุกับวิจารณ์การเมืองจากคลื่นวิทยุที่ตาเปิดไว้ 

แม้คล้ายเพียงการบ่นตำหนิไปเรื่อยของผู้ใหญ่ หรือพูดไปเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ฟังทุกวันจนเบื่อจะฟัง 

ทั้งหมด กลายเป็นการหล่อหลอมความเป็นคนของเรา 

ทั้งหมดที่เห็นเราว่าดีๆ นี่ไม่ได้ดีเด่อะไรมาจากไหน มันก็มาจากที่ได้รับความเมตตาจากปู่ย่าตายายพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งนั้น นั่นแหละ ที่ท่านไม่ระอาที่จะบ่นตำหนิเด็กดื้อจองหองคนหนึ่ง 

พอเรียนจบมาทำงาน ก็ยังอุตส่าห์ได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่ในที่ทำงานหลายท่านตักเตือนสั่งสอนต่อ 

นี่คือที่มาของความดีความสามารถที่ใช้หาเลี้ยงตัวและครอบครัวในวันนี้ โชคดีที่ยังได้สำนึกดีจากการบ่นตำหนิเหล่านั้น 

ถ้าตัดเรื่องเหล่านี้ออกไป ในตัวเราก็จะเหลือแต่ความเลว อคติ และความถือดี ที่เป็นของตัวเราแท้ๆ เท่านั้นเอง 
เริ่มบันทึกมาแบบนี้เพราะว่า งานเขียนของ อาจารย์ ส. อาสนจินดา เล่มนี้ ทำให้เราคิดถึงเรื่องเหล่านี้ตลอด 
ทั้งระหว่างอ่านและหลังอ่านจบ 

ไม่แน่ใจว่ายังเหลือคนรู้จักศิลปินแห่งชาติท่านนี้ อยู่กี่มากน้อย เพราะท่านเสียไปตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2536 

#พรุ่งนี้_จะรดน้ำศพ เป็นงานเขียนในช่วงท้ายชีวิตของท่าน โดยท่านจั่วหัวไว้ว่ามุ่งเป็นการชำแหละตัวเอง
ก่อนจะกลายเป็นศพเพื่อให้เด็กๆ (รุ่นหลัง) ได้รู้ได้จำเป็นอุทาหรณ์ 

โดยเป็นงานเขียนสิบกว่าตอน เคยตีพิมพ์อยู่ในนิตยาสารแพรวเมื่อปี พ.ศ.2532-2533 (3-4ปีก่อนท่านเสีย) 
เหมือนนั่งฟังญาติผู้ใหญ่นั่งบ่นเรื่องนั้นนู้นนี้ให้เราฟัง อ่านไป ก็หลับตาเห็นภาพ ตานั่งบ่น ครูยืนบ่น อยู่ 

รู้สึกโชคดีมากที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ 
สำนวนการบ่น การประชด การตำหนิตัวเอง ที่ท่านเรียกว่าชำแหละตัวเองให้คนอ่านดู เป็นสำนวนที่คมคายมาก อ่านสนุกมาก เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ 

กระทั่งจะบอกว่า ตัวอักษรแต่ละตัวมีอารมณ์พลุ่งพล่าน 

นี่คืองานเขียนของศิลปินโดยแท้ แม้ไม่อยู่บนเวทีก็ยังโดดเด่นอยู่บนหน้ากระดาษ 

สมบูรณ์ทั้ง ข้อคิด และความสุนทรียะ 

ยิ่งการแสดงออกซึ่งความรักที่มีต่อคู่ชีวิต และลูกหลาน แม้เป็นการเขียนด้วยการประชดประชัน แต่ยังเปี่ยมด้วยความรักอยู่ในตัวหนังสือ 

ไม่ต้องบอกรักแต่รับรู้ถึงความรัก เป็นมหัศจรรย์ในงานเขียนสำหรับคนอ่านจริง 

คล้ายกับกำลังชมงานศิลปะระดับ Master Piece โดยมีลายเซ็นศิลปินแห่งชาติกำกับไว้ 

ก็มิใช่กำกับไว้เพื่อรับรองว่ายอดเยี่ยมเพราะเป็นผลงานศิลปิน ตรงกันข้าม ผลงานเช่นนี้ต่างหากที่กลับเป็นเครื่องยืนยันว่าผู้เขียนคือศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ 
เนื่อหาสำคัญ ที่ไม่อาจข้ามไปได้คือ สาระในเรื่อง ความประหยัด, ความยึดมั่นในจรรยาบรรณ (หรืออาจเรียกว่านักเลง หรือลูกผู้ชาย นั่นแหละ), ความถ่อมตัว, และความกตัญญู ของคนโบราณนั้น เป็นเรื่องประเสริฐที่หายากมาแล้วในตอนนี้ 

ได้ซึมซับมาเพียงติ่งๆ ก็นำความเจริญมาให้ตัวอย่างที่สุด 
นี่คือมรดกทางประสบการณ์ และศิลปะในงานเขียน ของ #ศิลปินแห่งชาติ ครับ 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s