น่ารู้? 

ไม่ค่อยเห็นด้วยกับ “รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่า…” 

เพราะบางเรื่องไม่รู้บ้างก็น่าจะดี เช่น “นายกฯ คนที่แล้วเป็นนายกฯ คนที่เท่าไหร่” ยิ่งในวันที่ข้อมูลโถมเข้าใส่โดยไม่ถามเราก่อนว่าอยากรู้มั้ย “เขาไปเป็นแฟนกันเมื่อไหร่”

 มันจะไม่ใช่ รู้ไว้ใช่ว่าฯ แต่เป็น รู้เพื่อ?!? 

บางเรื่องที่มันเป็น รู้ไว้ใช่ว่าฯ จริง มันควรเป็นเรื่องที่ upgrade อะไรบางอย่างในตัว แม้ในวันที่อ่านหนังสือแทบทุกประเภท มันก็ไม่ใช่ว่าจะน่ารู้ไปทุกเรื่อง! 

 

นึกเลยไปเมื่อสมัยก่อน อ่านคอลัมน์ #คุยกับชัยคุปต์ ในวารสาร #รู้รอบตัว ของซีเอ็ด สนุกกับการเปิดกะลาด้วยความรู้วิทยาศาสตร์ อ่านแล้วรู้สึกว่าตัวเองถูก upgrade ขึ้นด้วยวิทยาศาสตร์ ปวารณาเป็น FC รายเดือน ตามกันทุกฉบับ 

เพียงแต่ ยุคสมัยนี้ เพียงความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ด้านเดียว ดูจะกลายเป็นกะลาครอบอันใหม่ กระทั่งวารสารรู้รอบตัวของซีเอ็ดเองก็ยังล้าสมัยไปนานแล้ว 

ช่วงหลังๆ ก็เสื่อมลงไปเองด้วยเรื่องประเภท รู้เพื่อ?!? 

 

การอ่านบทสนทนา Podcast ของสองคนนี้ #โตมร และ #ทีปกร ที่พาเราไปไกลกว่ากะลาอันเดิมอันนั้น 

บทสนทนาระหว่างนักเขียนรอบรู้สองคน กระหน่ำเราด้วยข้อมูลใหม่ๆ 

ไม่เจาะจงแค่เรื่องวิทยาศาสตร์ แต่เจาะไป สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ภาษาศาสตร์ จิตวิทยา และอื่นๆ รวมทั้ง อนาคตศาสตร์ 

นี่เลยเป็นการ upgrade ตัวเองอีกครั้ง 

สนุกสนานไปกับความอยากรู้ 

เสียดายที่บ่ายเบี่ยงการเปิดเข้าไปฟัง Podcast เสียนาน ประจวบเหมาะกับการรวมเล่มมาเป็นหนังสือ มาเข้ากับจริตดัดๆ ของเราพอดี 

 

1. การปะทะกันของเหล่า Generation ต่างๆ นี่เป็นทั้งเหตุและผลลัพธ์ของปรากฏการณ์ในยุคสมัยนี้ เราแน่ใจจริงๆ หรือว่าเข้าใจความหลากหลายทาง Generation กับโครงสร้างประชากรที่พลิกกลับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ 

 

2. เวลาเป็นเรื่องซับซ้อน แม้ฟิสิกส์ยุคใหม่จะบอกเราไว้นานแล้ว ว่าเวลานั้นเป็นเรื่องสัมพัทธ์ กระทั่งเวลาที่ดูจะเป็นจุดอ้างอิงที่ดีที่สุดในมิติทั้งหลาย แต่ตัวมันเองก็อ้างอิงกับค่าอื่นๆ ไม่น้อย ซึ่งเราก็รู้สึกถึงความสัมพัทธ์ของเวลานี้ได้ด้วย แต่เรามักไม่เชื่อ เช่นนั้น เราอาจหลงผิดกับคำว่า ‘ปัจจุบัน’ อยู่ก็ได้ 

 

3. ปิดตัวกับเปิดเผย ไม่ใช่คนละด้านของเหรียญ ไม่ใช่คนละด้านของปลายทาง แท้จริงแล้ว ล้วนปนเป ในเปิดมีปิด และในปิดมีเปิด และทั้งมวลมีอคติบางอย่างอยู่ 

 

4. การทำงาน ของสามยุคสมัย ยุคที่ต้องทำงานให้ทุกๆ ครั้งที่ถูกสั่ง ยุคที่มีกำหนดเวลางาน-หลังเลิกงานอย่ามาสั่ง และยุคที่ไม่มีขอบเขตระหว่างทำงานกับไม่ได้ทำงาน-เหมือนเล่นแต่ทำงาน/เหมือนทำงานแต่เล่น 

 

5. ภาษา คืออารยธรรมขั้นสูงของมนุษย์ แต่ภาษาก็กลายมาเป็นขอบเขตจำกัดความคิดความอ่านของคนใช้ภาษา เราใช้ภาษา แล้วภาษาก็ปิดกั้นเรา และภาษาก็เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจในการควบคุมอะไรบางอย่าง 

 

6. ความกลัว และความฝัน เป็นเรื่องพื้นฐานก็จริง แต่เป็นเรื่องพื้นฐานที่มีความซับซ้อน ใครจะบอกว่าเข้าใจ แท้จริงแล้ว กระทั่งความกลัวหรือความฝันของตัวเอง เราอาจยังไม่เข้าใจ 

 

7. ความวิปริตทางเพศ จริงๆ แล้ววิปริตจริง หรือเป็นเพียงเรื่องการสร้างความสอดคล้องให้ตรงกับครรลองเรื่องเพศตามยุคตามสังคม ไม่มีความวิปริตใดที่เป็นเรื่องใหม่ หรือแท้จริงความวิปริตคือความปกติ และความปกติต่างหากที่วิปริต สนุกสนานยิ่งนัก และน่าคิดอย่างยิ่งว่าการพยายามตัดสินว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้คือวิปริต น่าจะนับรวมเป็นความวิปริตด้วย 

 

8. ความโดดเดี่ยวของมนุษย์อยู่ตรงไหน… 

 

หนังสือเล่มบางราคาสองร้อยกว่าบาท คุ้มกับการกระตุกสมอง เป็นรู้ไว้ใช่ว่าอยู่ในกะลาอันเดิม 

 

เมื่อ #อดีตอยู่ข้างหน้า_อนาคตอยู่ข้างหลัง 

Advertisements

ย้อนรอย…บ้าน

นิยายของ #Halan_Coban มักทำให้เราเปลี่ยนใจ อ่านหนังสือ 

หลังจากที่เจอเล่มนี้ที่ร้านหนังสือ กลายเป็นว่า ที่อ่านๆ อยู่ 3-4เล่ม หยุดไว้หมด 

เล่มนี้ เป็นหนึ่งใน Series สืบสวนของ #ไมรอน_โบลิทาร์

ถ้าเทียบ Scale ความระทึกของนิยายสืบสวนที่โคเบนเคยทำไว้ได้สูงสุดในระดับ 9.5 เต็มสิบ เล่มนี้มาได้แค่ 7.5 นะ ไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่เพราะพระเอกคู่หูดันเก่งเกินทั้งคู่ อ่านแล้วเกิดภาพว่า ไม่ว่าจะล่อแหลมอันตรายแค่ไหนทั้งคู่ก็รอดมาได้ชัวร์ และยังกลับไปเอาคืนได้อีก 

ส่วนการสืบสวนก็ดูด้อยลงไป เพราะไม่ได้มีการขบคิดไตร่ตรองข้อเท็จจริงที่ได้มามากนัก (อาจติดภาพนักสืบแบบเฮอร์คูล ปัวโรต์ มากไปนะ) 

แต่ว่า การไล่ล่าหาข้อเท็จจริงต่างๆ นี้ก็ไม่ธรรมดาเลย เทียบชั้นนิยายสายลับได้อยู่ 
แม้จะอ่านแล้วดูด้อยลงกว่าเล่มอื่นๆ แต่ไม่น่าผิดหวัง! 

ก็ยังนับเป็นผลงานระดับโคเบน 
นิยายของโคเบน ยังคงทำให้เราตั้งคำถามในทุกๆ หน้ากระดาษ ชักจูงคนอ่านไปตามตัวหนังสือทีละบรรทัด มีเฉลยบ้าง เฉลยคำตอบหนึ่งแล้วก็นำคนอ่านไปสู่คำถามถัดไป และถัดไป 

…และแล้ว ก็ขยี้ๆ คนอ่านด้วยการหักมุมตอนจบ 

คือเจ้าพ่อแห่งนิยายสืบสวนที่หักมุมตอนจบ 

โอย! เขียนได้ไง หักมุมมันทุกเล่ม 

ดังนั้น ถ้าเราอ่านแบบว่า อ่านตอนต้นแล้วข้ามมาอ่านตอนท้ายเล่มเลย หรืออ่านจบแล้วไปเล่าตอนจบให้คนอื่นฟัง นี่คือความพังพินาศของนิยายสืบสวนนี้ 

อย่าทำๆ 

จงดื่มด่ำกับการหักมุม เพื่อความบันเทิงและการได้ฉุกคิด 
ยังคงฉกาจมาก ในการนำประเด็นความรักและความสัมพันธ์ในครอบครัวมาเป็นแกนของเรื่อง 

นี่เองที่เป็นความหนักแน่นของนิยายของโคเบน ปมความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นพื้นฐานของเรื่องราวทั้งหมด 

เมื่อเรา #ย้อนคืน ทั้งหมดกลับมา ทุกอย่างมักเริ่มต้นจากที่บ้าน 

โคเบน ฝังประเด็นในเรื่องนี้ให้เราคิดได้ว่า ชนวนจากปมในครอบครัวคือจุดเริ่มต้นของหายนะ 

เตือนสติให้เราอย่าด่วนสรุปหรือมองข้ามปมความสัมพันธ์ในครอบครัว การรักษาศีลธรรมพื้นฐานง่ายๆ คือความมั่นคงของสถาบันครอบครัว และ… สังคมรอบๆ 
แม้ไม่ได้ระทึก ใจเต้นวางไม่ลง 

แม่ไม่ได้ลึกลับ ซับซ้อนซ่อนเงื่อน 

แต่ความเอกอุของการหักมุม การวางเรื่องราวอาชญากรรมโดยมีประเด็นภายในครอบครัวเป็นแกน และยังฝากประเด็นให้คิดต่อ 
นี่จึงเป็น อาชญนิยายที่ดีเล่มหนึ่งทีเดียว

คนสิ้นสูญ

1. ความเป็นคนคืออะไร 

2. ถ้ามีคนมาบอกเราว่าเขาสูญสิ้นความเป็นคน… คือเขาเป็นอย่างไร และเขากำลังจะบอกอะไรเรา 

3. นักเขียนที่พยายามฆ่าตัวตัวตายมาแล้วหลายครั้ง (แต่ไม่สำเร็จ) ก่อนการฆ่าตัวตายครั้งสุด (ซึ่งเขาทำสำเร็จ) เขาเขียนปลดปล่อยสารอะไรบางอย่างทิ้งไว้ เราจะเจอสารอะไรในงานเขียนนั้น 

เราจะพบคำตอบอะไรบางอย่าง สามเรื่องนี้ จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ 

ไม่อาจหาญบอกว่า คำตอบนี้ถูกหรือผิด 

ไม่ผยองว่า นี้คือสาระบางอย่างในการใช้ชีวิต 

แน่นอนว่าหนังสือนี้อาจจะไม่ได้เหมาะกับคนหลายๆ คน 

หากแต่ งานเขียนอัปมงคลชิ้นนี้ อาจทิ้งมงคลบางอย่างไว้ในจิตสำนึกของคนอ่านได้ 

แม้ว่า มิอาจเอาชนะต่อแรงกดดันทั้งหลาย แต่นี้คือหลักฐานแห่งความพยายามขบถต่อสังคม ขบถต่อสภาพการดำรงชีวิตที่เป็นไปในยุคสมัย  ทิ้งเป็นร่องรอยที่จับใจอยู่ในโลกวรรณกรรม 

ระหว่างอ่าน คล้ายเราดำดิ่งสู่ความอัปลักษณ์ของมนุษย์ ถึงกับหดหู่ไป แต่ก็กลับกลาย ดื่มด่ำไปกับรสภาษาของวรรณกรรมด้วย  

หากมิใช่อัจฉริยะในศิลปะการเขียน ไยสามารถรังสรรค์ผลงานได้เยี่ยงนี้ 

อีกทั้งมิอาจไม่ยกย่องความดีงามของการแปลจากภาษาต้นฉบับมาเป็นภาษาไทย 

นี่คือวรรณกรรมดีงามที่แสนหดหู่ 

เพียงการเขียนพรรณนาภาพถ่ายสามใบในบทนำ  ก็ช่างเป็นตัวอย่างที่งดงามของการใช้ภาษาในงานเขียน 

แต่นั่นแหละ ที่สุดคือแก่นสารของเรื่อง ที่ส่งผ่านความมืดมาถึงคนอ่านต่างหาก 

หากต้องการดำรงความเป็นคน ที่แท้แล้วอย่างไร? 

ฤา คนเป็นสิ่งมีชีวิตควรแก่การไว้ใจ? 

#สูญสิ้นความเป็นคน #โอซามุ #JLIT

ชายชั่ว

ต่างจากเรื่อง #สูญสิ้นความเป็นคน ที่เป็นนิยายกึ่งอัตชีวประวัติของตนเอง 

#เมียชายชั่ว เล่มนี้เป็นรวมเรื่องสั้นของ #ดะไซ_โอซามุ 

หลายๆ เรื่องสั้นๆ มาสมคบคิดกันในเล่ม 

นักอ่านบางคนบอกว่าอ่านแล้ว ชอบเมียชายชั่วเล่มนี้มากกว่าสูญสิ้นความเป็นคน 

แต่เราชอบนิยายเล่มนั้นมากกว่ารวมเรื่องสั้นเล่มนี้ 

ทั้งนี้ เป็นเรื่องของความชอบ เพราะนิยายเล่มนั้นมีพื้นที่ให้เราดื่มด่ำกับภาษาและสรรพสำเนียงของโอซามุมากกว่า อินกว่า ดิ่งได้มากกว่า 

(ถึงกับอาจลุกขึ้นมาเกลียดชังมนุษย์ได้มากกว่า)
ทั้งนี้ มิได้หมายความว่า รวมเรื่องสั้นนี้ด้อย 

เรื่องสั้น มีคุณลักษณะที่พิเศษบางอย่าง 

มีตัวละครน้อย มีฉากน้อย บางทีทั้งเรื่องก็อาจมีปรากฏเพียงแค่บทสนทนาระหว่างเมียผัว และมักตัดบทจบเอาเสียกระทันหัน ทิ้งห้วงว่างเปล่าขนาดใหญ่ให้คนอ่านใช้ความคิดกับจินตนาการถมต่อ 
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความคิด มีความรู้สึก และมีอารมณ์ 

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่แหว่งเว้า 

มนุษย์ไม่สมบูรณ์ 

นักเขียนผู้เลือกจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายย่อมมองเห็นและถ่ายทอดความหม่นหมองรุงริ่งนั้นออกมาได้ 

เพียงแต่นักเขียนอย่างโอซามุนี้ (ซึ่งกระโดดน้ำตายพร้อมกับชู้รัก) ทำได้มากยิ่งกว่า ด้วยปลดปล่อยความแหว่งบิดเบี้ยวของชีวิตมนุษย์ออกมาอย่างละเมียดละไม 

บางครั้ง ถึงกับทำให้เราประหวัดคิดไปอย่างแนบเนียนว่า มนุษย์นั้นชั่วร้าย โดยเฉพาะมนุษย์เพศสามี 

และเมื่อนักเขียนมิอาจลุกขึ้นมาทำร้ายคนผู้ชั่วร้ายทางร่างกายได้ จึงยินยอมให้ตัวหนังสือของตนทำหน้าที่นั้นแทน 
จากเรื่องสั้นต่อเรื่องสั้น คล้ายหมดแรงอยู่ในความมืด 

ด้วยจังหวะการเว้นวรรคและการจบของเรื่องสั้น เหมือนเป็นการทิ้งให้คนอ่านลอยคออยู่ตรงนั้นและค่อยๆ จมลง แล้วกดให้จมลงต่อบ้างด้วยเรื่องสั้นเรื่องถัดไป
#บันทึกการอ่านระหว่างที่ผัวนั่งรอเมียช็อปปิ้ง

Gangsters แบบเทพๆ

ตามหาที่กรุงเทพไม่มี ไปเจอที่ร้านหนังสือในเชียงใหม่ 

นิยายต้นฉบับที่ Netflix เอาไปทำเป็นซีรี่ย์ 

นิยายกึ่งเทพนิยายกึ่งอาชญนิยาย กับความสับสนอลหม่านระหว่างเทพเจ้า มนุษย์ และอมนุษย์ 

มนุษย์มีดีมีเลว เทพเจ้าและอมนุษย์ก็เช่นกัน ล้วนแล้วแต่อยู่ในวังวนหมกมุ่น เอาตัวรอด เห็นแก่ตัว และกระหายตักตวง 

เพียงจริยธรรมไม่กี่ข้อเท่านั้นที่นิยามเส้นแบ่งระหว่างดีกับไม่ดี มิใช่ว่าเป็นเทพแล้วคือความดีคุณธรรม และก็มิใช่ว่าเป็นผีแล้วจะเลว เทือกเผ่าพันธุ์มิได้นิยามความดีงาม 

เทพบางทีกลับปลิ้นปล้อนชั่วร้าย ปีศาจร้ายกลับซื่อตรง 

 

การเล่าเรื่องเทพเจ้าก็ย่อมวนเวียนอยู่ในเนื้อหา ความกล้าหาญ, ความเสียสละ, ความริษยา, การแย่งชิง, การล้างแค้น, และการสมสู่ 

คือนิทานผู้ใหญ่สายดาร์ค 

#Neil_Gaiman พาเรามุดไปมุดมาในตำนานเทพเจ้าในบริบทต่างๆ ในขณะเดียวกันก็พาเอาเทพนิยายออกมาหาเราในรูปแบบของแก็งสเตอร์ 

คือโยนความดาร์คใส่เติมลงไปในนิทานสายดาร์ค กลายเป็นความอึมครึมมัวเมา อึดอัด แต่แล้วก็คลี่คลายออกบ้าง เป็นห้วงๆ แล้วก็กลับอึมครึม 

เป็นเทวดาในบริบทของ American Gangster 

  

ที่โดดเด่นมาก คือปมความขัดแย้งระหว่างรุ่น ระหว่างรุ่นที่อพยพย้ายถิ่นเข้ามาตั้งรกราก กับรุ่นหลังที่เกิดใหม่บนแผ่นดินนี้ 

คล้ายสื่อถึงการดำรงอยู่ของอนาล็อกในยุคดิจิตอลครองเมือง เริ่มจากอนาล็อกเปิดทางให้ดิจิตอล จากนั้นดิจิตอลก็ลุกฮือ ออกขับไล่อนาล็อกให้พ้นไป แต่อนาล็อกยังคงดิ้นรนหาทางเอาคืนด้วยความแค้น 

แม้ดิจิตอลจะสามารถครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ ขณะที่ยังมีพื้นที่เล็กๆ หลากหลายกระจายบนโลกใบนี้ที่ยังคงยึดเอาอนาล็อกเป็นสาระ ปวารณาตัวเป็นผู้ต่อต้านดิจิตอล เป็นฐานอันแข็งแกร่งของอนาล็อกในการต่อสู้กับดิจิตอล 

  

นิยายฉีกกระแสหลัก ที่ปกติมักจะอ้างอิงไปยังปกรณัมกรีก ซุส-โปเซดอน-ฮาเดส ไม่มากนักที่จะข้ามฝั่งมายังจักรวาลไวกิ้งของเหล่าเทพเจ้าสายโอดีน 

นิยายที่หยิบยกเอาโอดีนข้ามฝั่งมหาสมุทรมาโผล่ที่แผ่นดินอเมริกา แก้เลี่ยนซุสได้ดี ยังแอบมีการอ้างอิงถึงเทพตามคติอินเดียนแดง, อียิปต์, และฮินดู เพิ่มเติมอีก เป็นยำชุดใหญ่ สนุกดี 

  

เมื่อเป็นเทพเจ้าแล้ว แต่กลับต้องเต้นเร่าๆ คล้ายหุ่นถูกชัก การเป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญที่มีอิสระแห่งตนนี่แหละ กลับสบายใจกว่า 

  

#American_Gods #จนกว่าจะถึงRagnarok