สืบปฏิบัติ

การหน่วงความเร็วในการอ่านให้ช้าลง มันก็ให้เราอินกับหนังสือมากขึ้นได้ 

เราใช้เวลาละเลียดอ่านเล่มนี้อยู่หลายวัน ขนาดละเลียดแล้วกลับรู้สึกอ่านสนุกขึ้น 

ถ้า ปัวโรต์ เป็นนักสืบประเภทที่ใช้สมองอัจฉริยะปะติดปะต่อไขคดี 

อ็อด โทมัส และ อทิติ (เรื่องรุ่นพี่) ใช้ความสามารถพิเศษในการสัมผัสได้ถึงวิญญาณหรือความตาย ในการสืบสวนคดี 

เชอร์ล็อคโฮม อาจใช้ความช่างสังเกตและความละเอียดในการตรวจสอบสิ่งต่างๆ เพื่อไขคดี 

แจ็ค รีชเชอร์ ใช้ทักษะทหารที่สุดยอด ในการสืบสวน 

ในส่วนของ แฮรี่ บอซ ของ ไมเคิล คอนเนลลี่ กลับต่างออกไป เป็นอีกแบบหนึ่ง 
#แฮรี่_บอซ เป็นตัวอย่างมืออาชีพที่พัฒนาทักษะของตนมาจากประสบการณ์ทำงานหลายสิบปี 

ประสบการณ์ในการทำงานเป็นตำรวจสืบสวนคดีแล้วคดีเล่า ทำให้เกิดทักษะพิเศษขึ้น 

ทั้งการอ่านคน การพิจารณาหลักฐาน การสอบสวนพยาน การจัดการกับอาชญากร และวิจารณญาณตัดสินถูกผิด ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มาจากประสบการณ์ทำงานของตัวเอง 

เป็นตัวอย่างที่ดีของการสั่งสมประสบการณ์ทำงาน และเป็นพื้นที่ที่ถูกแบ่งแยกออกจากกันระหว่างนักปฏิบัติ กับนักทฤษฎี 

ไม่ว่าจะงานอะไร สุดท้ายแล้วยังคงต้องการคนลงมือทำ หากมีแต่คนให้ความเห็น หรือ Comment เพียงถ่ายเดียว งานคงไม่ไปไหน และนั่นก็อาจเป็นจุดเด่นของนักปฏิบัติ 

แน่นอนหากพึ่งแต่ประสบการณ์ของนักปฏิบัติล้วน ในงานที่ยากซับซ้อน ก็อาจหลงทางผิดพลาดได้ นี่เองที่นักทฤษฎีจะมาช่วยตั้งคำถามให้คิดให้ครบด้าน แต่ถ้ามีแต่นักทฤษฎีล้วนๆ สุดท้ายอาจแย่กว่าเพราะจะมีแต่คนพูดแต่ไม่มีคนทำ 

ต๊าย! บันทึกไปบันทึกมา ก็เข้าตัว! 
นิยายเล่มนี้ พยายามจะบอกเราว่า บอซพึ่งทักษะที่มาจากประสบการณ์เป็นหลัก สุดท้าย เขาเองก็พลาด จุดเปลี่ยนนั้นอยู่ตรงที่ ต้องใช้เวลาแค่ไหนถึงจะพบว่าต้วเองพลาด และหันกลับมาพิจารณาในแง่มุมอื่นบ้าง ประเด็นเตือนสติที่สำคัญคือความขัดแย้งเชิงตรรกะ เรื่องราวหรือข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถเข้ากันได้ คือสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญ ที่ดังเตือนว่า เขามาผิดทางแล้ว
เป็นงานเขียนของ #ไมเคิล_คอนเนลลี ที่ดีงามมาก แม้ไม่ระทึก ไม่หักมุมคนอ่าน เท่า ฮาร์ลานโคเบน แต่ความรู้จริงเรื่องงานตำรวจสืบสวนของไมเคิล ทำให้นิยายสืบสวนของเขาไปได้เกือบสุดทางในอีกแนวทางหนึ่ง ผลคือเป็นนิยายที่อ่านสนุกมากครับ 

เราสนุกกับความเป็น แฮรี บอซ นะ
ความดีงามสุดของนิยายเล่มนี้คือ ประเด็นคมๆ เรื่องวิจารณญาณในการตัดสินความถูกต้อง แท้จริงแล้วเราสามารถหาความยุติธรรมให้กับทุกๆ คนพร้อมกันได้หรือไม่ กระทั่งความยุติธรรมให้กับอาชญากร 

หากเรายึดหลักการว่า ทุกคนล้วนมีความหมาย เราจะมีวิจารณญาณสามารถตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง ใช่หรือไม่? อะไรกันแน่คือสิ่งที่เรียกว่า จริยธรรม โคตรโดน 

แหม! อ่านแล้วก็คิดถึง การถกประเด็น Dilemma เรื่อง Ethics และ Politics ในที่ทำงาน สมัยเรียน ป.โท มากๆ 
#the_Drop #Harry_Bosch 

#แผนเลือดลวง

ใครโดนหลอก 

“คุณไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนลงมือ…ฆ่า” 

#ฮาร์ลาน_โคเบน ทำสิ่งที่ถนัด จึงได้มาเป็นนิยายสืบสวนชั้นดี 

แน่นอน คุณจะยังโดนเขาลากไปลากมา และก็จับหักมุม 

 

เนื้อหาโครงเรื่องกระชับ แต่ มันจบแบบคาดไม่ถึง ที่สุด

ความดีงามของนิยายเล่มนี้ คือโคเบนขยับโครงเรื่องออกไปจากเดิมเล็กน้อย 

ให้ผู้หญิงเป็นตัวเอก และสร้างมิติที่ลึกขึ้นให้กับตัวละคร ทำให้มีความซับซ้อนในตัวละคร เรื่องจึงมีความหนักแน่นในตัวเอง อ่านสนุก แล้วพาตัวละครที่มีมิติมาดำเนินเรื่องแบบกระชับจากปริศนาหนึ่งไปอีกปริศนาหนึ่ง ซับซ้อนขึ้นเป็นชั้นๆ กลายเป็นอ่านวางไม่ลง 
Signature ของโคเบนคือ มีแกนหลักของเรื่องเป็นสถาบันครอบครัว ปมในครอบครัวเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหลาย 

ถ้าเรายุติกันในครอบครัวได้ นั้นคือการป้องกันอาชญากรรมที่แท้จริง 

โคเบนยังคงส่งสารนี้ออกมาซ้ำๆ ในนิยายของเขาทุกเล่ม 

 

แต่ความที่ ตัวเอกเก่งมาก ทำให้มีลุ้นน้อยหน่อย เพราะชัวร์ว่าจะเอาตัวรอดในทุกสถานการณ์แน่ ไม่ต้องลุ้น จึงตื่นเต้นน้อยไปหน่อย นี่ดูคล้ายจะเป็นจุดอ่อนสำคัญของสไตล์นี้ ยังต้องมีความพยายามขึ้นอีกเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับคนอ่าน (ขนาดเก่งโคตรๆ อย่างซาเสี่ยวเอี้ย หรือโป้วอั๊งเซาะ โกวเล้งยังจับมาปั่นให้ตกสู่ความวิบัติให้คนอ่านลุ้น นี่คือความเทพของโกวเล้ง) 

อีกประเด็นหนึ่งคือ ในเรื่องนี้ โคเบน Master of Twist ของเรา พยายามหักมุมในตอนจบอย่างตั้งใจ ความตั้งใจที่มากเกินไปนี้ประสบความสำเร็จในแง่สร้าง Surprised ให้กับคนอ่านได้จริงจัง แต่ความตั้งใจที่มากเกินเลยทำให้เกิดอาการไม่สมเหตุสมผล 

แต่นั่นแหละ ทั้งสองประเด็นนี้อาจเป็นแค่เรื่องรสนิยมในการเสพอาชญนิยายของแต่ละคน จะอย่างไร การผูกปมปริศนาของอาชญากรรม และการหักมุม ก็เจ๋งมาก ทำให้เรื่องสนุก เป็นนิยายที่อ่านวางไม่ลงอีกเล่ม ก็ไม่ผิดหวังนะ 

 

ประเด็นทิ้งท้ายจากการอ่านเรื่องนี้ ก็คมมาก 

เมื่อเราต้องตัดสินใจ เราแบ่งแยกความดีกับความเลวอย่างไร อะไรคือตัดสินใจถูก บางทีเกณฑ์เหล่านี้เป็นเส้นที่บางมากๆ แต่การตัดสินบนความถูกต้อง กับการตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของตน มักไม่ไปด้วยกัน และมักไปสู่ปลายทางที่ต่างกันสิ้นเชิง 

 

#Fool_Me_Once #อย่าหลอกกัน

มีความเป็น ไส้เดือน

จะว่ากระไรได้… 
เป็นไส้เดือน ไส้เดือนที่ไม่มีตา ย้งเปรียบว่าหลงทางอย่างตาบอด และยังถึงกับตาบอดอยู่ในเขาวงกต 

การหลงทางของไส้เดือนนั้นจึงเป็นนิรันดร์ 

ก่อนการมาถึงของความเข้าใจ 

ยังมีหลุมอยู่ 

หลุมที่ถมเท่าใด ก็ไม่เต็ม ไม่เต็ม

กระทั่ง ถึงกับยอมเอาตัวเองหย่อนลงไปในหลุม เพื่อเติมเต็มความว่างเปล่านั้น 

แต่ก็ลืมที่จะประมาณไปก่อน ไม่สิ! เวิ้งว้างจนสุดประมาณเสียมากกว่า 

เพียงตัวเองที่เอาหย่อนลงไปในนั้น แค่เพิ่มเพียงกระผีกความรู้ขึ้นมาว่า หลุมนั้นมันเวิ้งว้างจนสุดตนประมาณ 

จมลง ดิ่ง ลึกลง เรื่อยๆ เรื่อยไป หาได้เจอความกระจ่างใดๆ เพิ่มเติมอีก มืดมิดลงไป 

ด้วยหลุมนี้ ความเข้าใจ จึงไม่เคยมาถึงได้เลย 

เป็นได้แค่ความโดดเดี่ยวมืดในจิตใจมนุษย์ 
มนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรม มีโครงสร้างสังคม มีการเรียนรู้ทางสังคม มี Socialization 

แต่ เราต่างมีความปัจเจก ความปัจเจกที่ในที่สุดอาจนำมาซึ่งความรู้สึกแตกแยก ความแตกแยกที่ระแหงจนปราศจากความสามารถในการประสานรอยกลับได้โดยสิ้นเชิง หรือก็อาจประสานได้บ้างเพียงแค่หลอกๆ 

ยิ่งรับผลจากพิษบาดแผลของชีวิต พบกับบาดแผลที่เป็นฝันร้ายในฝันร้ายอีกที 

แม้เพียงตื่นขึ้นมาก็พบเพียงว่า ตื่นมาจากฝันร้ายหนึ่งเพื่อตื่นอยู่ในอีกฝันร้ายหนึ่งเท่านั้น หรือ ตื่นจากฝันหนึ่งมาพบกับฝันร้ายยิ่งกว่า 

พิษบาดแผลนี้ เป็นอาหารหล่อเลี้ยงความแตกแยกให้เติบโต

เติบโตจนมีอีกชื่อเรียกหนึ่ง ว่า ความเหงา ความเหงาที่เติมไม่เคยเต็ม 
มีบ้างบางคน ที่ก้าวข้ามพ้นผ่านหลุมนั้นมาได้ แม้ยังมีหลุมอยู่ แต่ใช่ว่าจะกระไรนัก เช่นนั้นก็แล้วๆ ไป 

แต่ส่วนคนที่ยังไม่ข้ามมา หรือกระทั่งเอาตัวหย่อนลงไปแล้วนั้น อาจสาหัสนัก 

หลงทางอยู่อย่างนั้น เฝ้ารอคอยความเข้าใจที่ไม่มีวันมาถึง 

… 
หนังสือเล่มนี้เป็นเช่นหนังสือเล่มที่มาทีหลัง #พุทธศักราชอัสดงของทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ แต่เรามาอ่านเล่มนี้หลังจากอ่านเล่มนั้น (ที่ออกมาทีหลัง) 

ช่างดาร์คดิ่งเช่นกันทั้งสองเล่ม ดาร์คจนอิ่ม 

หากแต่ทั้งสองเล่มก็มีความแตกต่าง คือ เล่มนี้เรียบง่ายกว่า 

ความเรียบง่ายของ #ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต นี้ขับให้ความดาร์คของเรื่องเปล่งประกาย 

เพียงนิยายรักสามเส้า หรือจะเรียกว่านิยายน้ำเน่าก็ดี เรียบง่ายถึงเพียงนั้น 

แต่ตัวละครในรักสามเส้าเหล่านั้น ล้วนหลงทางอยู่ในเขาวงกตที่พวกเขาขุดไว้ 

บ้างไม่เข้าใจ บ้างไม่ต้องการเข้าใจ 

และเพียงไม่เข้าใจ จึงหลุดออกมาไม่ได้ ติดอยู่ในความนิรันดร์ของความอ้างว้างนั้น 
คุณ #วีรพร_นิติประภา คือนักเขียนที่เป็นที่สุดของงานเขียนแนวนี้ ขอคารวะครับ 

เราดึงจังหวะการอ่านหนังสือเล่มนี้ มาให้อ่านในช่วงจังหวะเวลาที่ตรงพอดีกับช่วงที่อารมณ์ตัวอยู่ในช่วงวูบวาบ สำนวนและตัวอักษรของคุณ #วีรพร ชักจูงอารมณ์ของเราไปอย่างไม่เปิดโอกาสให้ขัดขืนเลย ขมกลมกล่อมและเปล่าเปลี่ยวแท้ 
ไส้เดือนบางตัวเฝ้าขุดดินต่อไป บ้างบางตัวก็หยุดขุดเพราะพบหลุมที่ตัวขอเรียกว่าบ้าน บ้างสูญเสียความทรงจำไป บ้างก็อาฆาตแค้นหลุมที่ตัวขุดเอาไว้ 

ไส้เดือนบางตัวได้มีโอกาสปลดเปลื้องความมืดบอดด้วยความรัก บ้างปลดเปลี้องด้วยการร่วมรัก บ้างก็ปลดเปลื้องด้วยศิลปะหรือดนตรี 

แต่ตัวใดเล่าที่จะหลุดออกจากเขาวงกตนี้ ออกจากหลุมนี้ได้ทั้งๆ ที่ไม่มีตา ไม่ใช่แค่ตาบอด