บันทึกมหาภารตะ – นี่คือสิ่งสำคัญ

ดูก่อนอรชุน 

จากการติดตามการรบของพี่น้องของท่านที่ทุ่งกุรุเกษตร มาหลายวันแล้ว เราได้ตระหนักประเด็นสำคัญว่า… 

 

1. สุดยอดแห่งกลยุทธ์ที่ต้องเรียนรู้ให้แตกฉานเสียก่อน ก่อนจะเรียนอย่างอื่นคือ ‘การหนี’ ถ้าสู้ไม่ได้ก็ต้องหนี ก่อนจะสู้กะชาวบ้านเขาได้ควรต้องหนีเป็นเสียก่อน สู้ไม่เก่งแต่หนีเก่ง ก็อยู่ได้จนถึงวันสุดท้าย ส่วนคนที่สู้เก่งนั้นตายไปตั้งแต่วันแรกๆ 

 

2. ถ้าเราไม่เป็นนักรบ รบเพื่อความเป็นธรรม ดั่งเหล่าพี่น้องปาณฑป เราอาจไม่ได้มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ความยุติธรรม สู้ตายเพื่อความเป็นธรรม เรามีหน้าที่ทำมาหากินสุจริตแล้วพาตัวเองกลับไปให้ถึงบ้านทุกวันเพื่อกลับไปหาครอบครัว 

 

… อื่นๆ อีกมากมาย

Advertisements

จงไม่ตั้งอยู่ในความด่วนสรุป

คืน X’Mas Eve 2017 

ว่าจะไม่เขียนถึงเรื่องนี้ แล้วก็อดไม่ได้ 

ดึกแล้ว พร่ำเพ้อได้ 

 

ว่ากันว่าสมองมนุษย์เราแท้ที่จริงแล้วรักสบาย (แหงเหนอะ ใครบ้างจะไม่) ตรงๆ คือขี้เกียจ 

ดังนั้นจึงไม่ส่งเสริมในการเข้าไปมักจี่กะความวุ่นวายซับซ้อน แต่รักที่จะอ้างอิงเรื่องราวที่ประสบเข้ากับรูปแบบอย่างใดๆ อย่างหนึ่งที่สมองมีความคุ้นเคยอยู่ก่อน 

คือการ Simplify นั่นเอง 

 

ระบบการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์จึงมักเริ่มต้นจากการอธิบายปรากฎการณ์ต่างด้วยแบบจำลอง เริ่มต้นจากแบบจำลองง่ายๆ แล้วเพิ่มความซับซ้อนไปเรื่อย แบบจำลองอตอมเอย อนุกรมภิธานเอย ดีมานด์ซับพลายเอย กฎของนิวตันเอย แม้กระทั่งทฤษฎีสัมพันธภาพ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นแบบจำลองที่สร้างขึ้นเพื่ออธิบายและเลยไปถึงทำนายปรากฏการณ์ 

สูตรคณิตศาสตร์ก็เช่นกัน ไล่ตั้งแต่ กว้างxยาว ไปจนถึง Integration-Differentiation นู้น 

มันคือกระบวนการที่ Work ในการจูงใจสมองขี้เกียจๆ ของเราไปเข้าใจและคาดการณ์สิ่งต่างๆ ได้ถึงความแม่นยำ 

 

อย่างไรก็ดี ธรรมชาตินั้นมีความผันแปร แล้วเกี่ยวโยงกัน คล้ายกับคำบอกเล่าปรากฎการณ์ผีเสื้อ 

ผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกบินที่นี่อาจเกี่ยวข้องไปถึงการแตกดับของดาวดวงหนึ่ง ที่อยู่พ้นวิสัยการรับรู้ของมนุษย์ 

 

แบบจำลองทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเครื่องมือจูงใจให้สมองสันหลังยาวทำงานนั้น  อาจจะกลับกลายเป็นหลุมพรางของความแตกฉานที่แท้ 

มันอาจจะนำมาซึ่งการด่วนสรุป มาซึ่งการด่วนตัดสินว่าเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ และยังตอกตะปูย้ำลงไปด้วยความถือมั่น ถือดี 

วิทยาศาสตร์จริงหรือวิทยาศาสตร์เทียม การให้เหตุผลหรือดันทุรัง 

บางทีเราเองก็พร่ามัว 

 

#มายาคติของแบบจำลอง 

 

เขียนได้บอกได้ ใช่ว่าเราจะเอาตัวรอดจากหลุมพรางนี้ได้ 

เราเองที่แท้ทรูที่ยังเวียนว่ายตายเกิดในหลุมนี้ 

อาศัยก็แต่บารมีของครูบาอาจารย์ เพียรให้ระลึกถึงคำครู เตือนสติให้ตัวเราชะโงกหัวขึ้นมาดูนอกหลุมบ้าง 

เพราะมีครูดีจึงให้ศิษย์ได้ล้างความเขลาลงได้บ้าง 

 

เหตุการณ์ที่ประสบในช่วงเวลารอบๆ ที่เขียนบันทึกนี้ จูงใจให้ลุกขึ้นบันทึกเป็นตัวหนังสือไว้บ้าง วันใดที่ได้กลับมาอ่านจะได้ฉุดหัวตัวเราเองขึ้นมาดูนอกหลุม 

 

แบบจำลองก็ดี การจัดประเภทก็ดี สูตรคำนวณก็ดี ล้วนตั้งอยู่ในสมมุติฐานห้วงหนึ่ง จงอย่าได้ลืมตระหนักถึงความหลากหลายที่มีอยู่จริงของธรรมชาติ 

แสงที่ส่องทางสว่างให้ เรายังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าตัวตนของแสงนั้นคืออะไร อธิบายใกล้เคียงที่สุดได้เพียงแค่ความน่าจะเป็น 

 

จงไม่ตั้งอยู่ในความด่วนสรุป 

ใดๆ ล้วนอาจคิดน้อยไป เพราะความขี้เกียจของสมองมักชนะเสมอ 

สาธุ 

 

 

(ในคืนเมื่อบริโภคกาแฟเพื่อไปเป็นสารตั้งต้นมากเกินไป เลยเป็นปฏิปักษ์ตอนการพักผ่อน)

แด่ผู้คนที่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิต

deartiktok “ยินดีที่ได้รู้จักครับ”  

เราว่าประโยคนี้เหมาะกับการนำมาเริ่มต้นบันทึกการอ่านหนังสือเล่มนี้ที่สุด 

#ซากุระซาโยนาระ #sakurasayonara 

เริ่มต้นคงต้องเล่าก่อนว่า นี่เป็นหนังสือที่คุณติ๊กต๊อกผู้เขียน เขียนเองจัดพิมพ์เองด้วยทุนตัวเอง ไม่ได้อาศัยสังกัดใดๆ และเริ่มหาทางจัดจำหน่ายเองโดยสั่งซื้อกับเธอโดยตรง หรือวางขายตามร้านขายหนังสืออิสระ 

นับถือการตัดสินใจลงมือทำของคุณติ๊กต๊อก 

 

หนังสืออินดี้เล่มนี้ นัยว่าไม่สามารถจำกัดความได้เป๊ะๆ ว่าอยู่หมวดไหน นำเที่ยว? การเดินทาง? บันทึก? ความรัก? 

จริงๆ การจัดหมวดหมู่หนังสือ เราก็ว่าดูใจแคบไปบ้าง จะเป็นไรหากจะบอกว่าเราไม่สามารถจัดหมวดหมู่ให้กับหนังสือบางเล่มได้ เช่นเล่มนี้ 

อ่านแล้ว มันนวลๆ กลมกล่อม พอดีๆ ไม่เหมาะจะทิ้งตัวเข้าสู่หมวดหมู่ใดเฉพาะเจาะจง 

 

เรื่องเขียนนี้ดีงาม มีจังหวะการเซย์ “ซาโยนาระ” กับ “ซากุระ” ในแบบของตัวเอง ไม่เร่งเร้า ไม่บีบคั้นอารมณ์ แต่สบายๆ ตรงไปตรงมา สัมผัสกับความรู้สึกและหัวใจของคนอ่านได้ตรงๆ 

เธอพาเราเดินทางไปกับความทรงจำของเธอ ในช่วงเวลาที่อยู่ที่ญี่ปุ่น 

ทั้งยังเลือกใช้คำในการสื่อสารได้ดี แสดงออกถึงความซื่อตรงกับความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง มันสวยงาม 

เห็นด้วยว่า บางทีงานเขียนก็เปิดเผยตัวตนของนักเขียนได้ดีการการพบปะคุยกัน อ่านจบรู้สึกเหมือนกับว่ารู้จักคุณติ๊กต๊อก ทั้งที่ไม่เคยพบหน้ากันจริง 

 

บางเวลาที่เราก็ไม่ได้กะเกณฑ์อะไร บางสิ่งเกิดขึ้น ดังที่หนังสือตั้งข้อสังเกตว่า #ทุกอย่างล้วนมีช่วงเวลาที่เหมาะสมของมัน มันเกิดขึ้นเมื่อถึงเวลา 

ดังเช่น เมื่อพอถึงเวลา เราก็พบหนังสือนี้ ดังเช่น การพบกันของผู้คน เมื่อถึงเวลาของมัน ก็มีอะไรบางอย่างนำพาให้มาเจอกัน สำหรับคนหนึ่งอาจเป็นการเริ่มต้น ในขณะที่เป็นจุดสิ้นสุดสำหรับอีกคน พบกันและอาจใช้เวลาร่วมกันบ้าง แม้ในที่สุดต่างคนต่างต้องไปตามทาง หวังเพียงช่วงเวลาที่ได้มาพบเจอกันเป็นช่วงเวลาที่ดี ความทรงจำดีๆ 

ชอบประโยค “ไม่สัญญาว่าจะกลับมาแต่สัญญาว่าจะจดจำ” 

การจากลาไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เราทำได้คือการจดจำ แม้ว่าที่สุดแล้วความทรงจำนั้นก็จะบิดเบี้ยวไป  

 

แด่ผู้คนที่ได้ผ่านเข้ามา… 

ความทรงจำกับร่องรอยที่ผู้คนเหล่านั้นทิ้งไว้ในชีวิตเรา 

หากเราเติบโตขึ้นระหว่างการเดินทาง เราก็เติบโตขึ้นจากการพบเจอผู้คนด้วย เราได้เรียนรู้ เขาได้เรียนรู้ 

แล้วติ๊กต๊อกก็เล่าให้ฟังว่า เรา/เขา ไม่ได้เป๋นคนเดียวกับเมื่อปี พ.ศ./ค.ศ. นั้นอีกแล้ว เราและเขาต่างเปลี่ยนแปลงไป 

บ้างคุ้นเคยสนิทมากขึ้น บางกลายเป็นแปลกหน้าต่อกัน 

นี่แม้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่เราอินกับการเล่าในหนังสือ อาจเป็นเพราะภาษาของเธอ 

แม้ในวันหนึ่งเราจะอยู่ตามลำพัง เราจะผ่านวันที่ไม่มีแสงแดด ว้นเวลาที่ไม่น่ารักใส่เรา ในวันที่เราไม่ชอบการเดินทางคนเดียว อย่างน้อยยังมีความทรงจำดีๆ เป็นเพื่อน และที่สำคัญความบอบบางอันนั้นก็ไม่คงทน 

 

มุมหนึ่งในหนังสือมีเรื่องราวความรัก อ่านครั้งหนึ่งดูเธอไม่มั่นใจ อ่านอีกครั้งหนึ่งคล้ายเธอมั่นใจแต่เธอเข้ารหัสมันไว้ “ฉันไม่รู้จัก ฉันจึงไม่ตกหลุมรัก” 

ที่เราประทับใจคือ การใช้เหตุผลเพื่อตอบคำถามเรื่องความรัก 

เหตุผลกับความรัก อาจดูผิดฝาผิดตัว แต่มันดีตรงที่เป็นความพยายามใช้เหตุผลกับเรื่องความรัก 

ระหว่างบรรทัดจึงมีรอยต่อของการมาพบกันของความรักกับเหตุผล 

แม้ในที่สุด คำตอบของการใช้เหตุผลจะไม่ใช่ความรัก แต่ “เราควรได้เจอกันอีก ที่ไหนสักแห่งหนึ่งในโลกใบนี้” 

 

ยินดีที่ได้รู้จักครับ 

ราคาของบทสนทนา

ซื้อกาแฟกินที่ร้าน นอกจากกาแฟคือการคุยกับคนชงกาแฟและพนักงานที่ร้าน 

ชอบกาแฟที่ร้านไหน ไปให้เขาจำเราได้ ราคาค่ากาแฟชงสดที่ต้องจ่ายทุกวันเป็นที่ฟุ่มเฟือยอยู่ บางทีสิ่งที่ได้มาคือบทสนทนากับพนักงาน-คนชงกาแฟ-เจ้าของร้าน 

 

“แก้วนี้ไม่ต้องจ่ายแล้วนะครับ ประทับตราครบได้ฟรีหนึ่งแก้ว” “ยังไม่แลกอ่ะครับ” “ใช้ครั้งถัดไปก็ได้ค่ะ” “ไม่ใช้ครับ ผมจะเก็บไว้เป็นที่ระลึกครับ” – เค้ายิ้ม เรายิ้มมมมม  

เสียสิทธิ์ แต่ได้บทสนทนาดีๆ 

 

“สวัสดีค่ะ วันนี้หยุดเหรอค่ะ” “ครับ” “มีกาแฟอีกตัวนึงราคาถูกกว่าเข้มน้อยกว่า แต่คุณน่าจะชอบ ลองเปลี่ยนมั้ยค่ะ” “ได้เลยครับ” 

 

“ขอโทษนะครับ เด็กๆ เค้าวุ่นวายกันไปหน่อย” “ไม่เป็นไรเลยครับ น้องๆ เค้าชอบหนังสือกันเหรอครับ ตรงโน้นมีอีกนะครับ ไปหยิบมาอ่านได้เลยนะครับ”  

 

“ไม่ได้แวะมานานเลยครับ ช่วงนี้ยุ่งๆ” “เมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่ร้านมีลูกค้าเยอะเลยวุ่นวายสักหน่อย คุณไข่มาอาทิตย์นี้ดีแล้วค่ะ ไม่วุ่นเท่าอาทิตย์ที่แล้ว” 

 

แก่ขึ้น เลยเรียนรู้ว่า บทสนทนาดีๆ มีคุณค่า

ราคาที่จ่าย สิทธิ์ที่เสียไป ไม่ใช่แค่ค่ากาแฟ แต่มันเป็นราคาของประสบการณ์  

 

เวลาโมโหหัวหน้า ที่ๆ เราควรตรงไปก็คือ ร้านเหล่านี้แหละ ^_____^

ลมหอบใหญ่ ที่ชื่อแรงบันดาลใจ

หนังสือเล่มใหญ่ปกปกแข็ง กับเมือง Portland รัฐ Oregon 

เราได้ยินได้ฟังเรื่องราวของ Portland มาพักใหญ่ๆ แล้ว จึงได้สนใจอยู่

เรื่องราวของ #คน_เมือง_พอร์ตแลนด์ ผ่านการบอกเล่าของคุณอุ้ม #สิริยากร_พุกกะเวส สาวสวยที่ย้ายมาอาศัยอยู่ในเมืองพอร์ตแลนด์กับสามีมา 5 ปีแล้ว 

คุณอุ้มเป็นนักแสดงคนหนึ่งที่เขียนหนังสือได้ดี ถ้าเคยได้อ่านหนังสือของเธออยู่บ้าง จะสังเกตได้ถึงสไตล์การเล่าเรื่องที่ทำให้คนอ่านเพลินและอยากติดตาม 

 

การตัดสินใจลงมือหาซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน ด้วยเพราะข้อความสองข้อความ 

คำนำจากผู้เขียน “ถึงจะจัดหนังสือเล่มนี้อยู่ในหมวดหนังสือท่องเที่ยว แต่จากที่ได้ให้หลายๆ คนลองอ่าน ต่างพูดตรงกันว่านี่คือหนังสือสร้างแรงบันดาลใจอ่านแล้วอยากลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ…” 

และปกหลัง “…ที่ไม่ใช่แค่คู่มือนำเที่ยว แต่เต็มไปด้วยเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ ที่ไปไม่ไปก็ต้องอ่าน!” 

จะว่าไป เรื่องแรงบันดาลใจนี่ก็แปลก บทจะมีก็อาจถึงกับท่วมท้น บทไม่มีก็พอๆ กับหยดน้ำในทะเลทราย 

แต่ ในความคิดเรา หากหนังสือสักเล่มสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้ ราคา 450บาท ก็ไม่แพงนัก 

 

โอเค ความเข้าข่ายหนังสือนำเที่ยวเพราะให้รายรายละเอียดสถานที่น่าสนใจต่างๆ ของเมือง แต่ทีเด็ดคือการลงมือทำการบ้านอย่างการสัมภาษณ์คนเมืองพอร์ตแลนด์ที่ตัดสินใจตั้งรกรากทำมาหากินกันในเมืองนี้ แง่มุมนำเสนอก็คล้ายกับว่าเมืองนี้เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เป็นตัวเอง ได้นำสิ่งที่ตัวเองรักชอบมาเป็นอาชีพ เมื่อการทำงานคือการได้ทำสิ่งที่ตัวรัก เสมือนไม่ต้องทำงานอีกต่อไป มันคือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ความรักนี้ส่งผ่านเป็นแรงบันดาลใจ 

โลกสวย! อืม…ก็ใช่! 

ถ้าเราจะไม่เปิดรับบ้างเลยก็คงเป็นสิทธิ์ในการเลือกของเรา จะรับเสพแต่ความดิบดาร์คก็ได้ 

หากการไม่เปิดรับความคิดในมุมที่ต่างบ้าง อาจอึดอัดคับแคบเสียโอกาสในชีวิต จะเลือกมองแต่ด้านเดียวก็ได้ เพียงแต่ความหลากหลายกลับให้มิติในการอาศัยอยู่ในโลกใบนี้ 

บ้างบางทีดิบดาร์ค บ้างบางทีโลกสวย บ้างบางทีกลมกล่อมตรงกับรสนิยม บ้างบางทีขมปร่าฝาดลิ้นฝืดคอ 

แง่มุมทั้งหลายเปิดความเข้าใจให้เรา 

 

ข้อดีของการทำบทความสัมภาษณ์ในหนังสือ ทำให้เราเข้าใจเบื้องหลัง ที่มาที่ไปกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ของผู้คน กว่าเขาเหล่านั้นจะก้าวผ่านมาถึงจุดที่ตัวเองมีความสุขกับงานการกิจการที่ใช้หาเลี้ยงชีวิต ใช่เกิดมาแล้วได้เป็นเลย เรามองเห็นแต่ความสำเร็จในวันนี้หากไม่ได้รับรู้เรื่องราว 

ทั้งหมดนี้ มีจุดร่วมกันอยู่คือ ต้องก้าวผ่านอุปสรรคความลำบากและการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ 

คำถามเกิดขึ้น…เราจะไปถึงตรงจุดนั้นได้หรือไม่ หากไม่ดิ้นรนให้ได้มาหรือไม่กล้าตัดสินใจ? 

 

สุดท้าย เรื่องของแรงบันดาลใจนี้ มันมาถึงจริง แต่มันคงอยู่กับเราไม่นาน 

หากไม่เรียนรู้ที่จะยึดจับเอาไว้บ้าง ฉกฉวยมันไว้บ้าง ก็เป็นเพียงสายลมพัดมาให้เราเย็นสบายตัว แล้วก็ผ่านไป จากไป 

 

===== บันทึก ===== 

1. Egg Press – Letterpress Printing 

2. Kiriko Made – Kimono and Japanese Clothes in Portland 

3. Tanner Goods – Leather Products 

4. Hovden Formal Farmwear – Traditional Farmwear 

5. Langbaan – TH Restaurant in Portland 

6. Jabobsen Salt – the Best Sea Salt 

7. Heart Coffee Roasters – Specialty Coffee 

8. Woodblock Chocolate- Specialty Chocolate 

9. Salt & Straw – Ice Cream 

10. Fieldwork Design & Architecture 

11. MADE – Wood Furniture 

12. Noun – a person’s place for things 

13. Land Gallery & Buy Olympia – Art things 

========== 

 

ขอแนบท้ายไว้อีกเรื่องหนึ่ง ภาพประกอบในเล่มนี้คือความดีงามทีไม่กล้าบรรยาย

ฝันตามประโยค

มันก็มีอยู่บ้างในอารมณ์หนึ่ง 

บ้างเกิดในตอนเช้า ตอนบ่าย หรืออาจตอนค่ำๆ 

… 

เปิดหนังสือเล่มที่เรารักขึ้นมาอ่าน 

… 

ละเลียดไปทีละประโยค จากนั้นก็ปล่อยให้ความคิด-ความฝัน-จินตนาการ ได้ทำงาน 

มันจะอ่านไปได้ไม่ถึงไหนหรอก 

เพราะ ทันทีที่จบประโยคหนึ่ง มันจะพันไปยังความคิดอันหนึ่ง และพาเราไปกดค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง สักพักก็ประกอบร่างขึ้นมาเป็นฝัน บ้างก็ฝันกลางวัน บ้างก็ฝันกลางคืน อันที่เราอินมากๆ เข้า จากฝันก็จะกลายเป็นฝันเฟื่อง 

หน้าที่ของเราจากนั้นคือ พยายามผลักดันฝันเฟื่องอันนั้นให้มันไปได้ไกลกว่านั้นอีกหน่อย ไปต่อจนมันได้กลายไปเป็นแผนการอันหนึ่ง 

จากนั้น ก็รีบหาๆ อะไรๆ มาจดมาจำมันเอาไว้ เก็บรักษาไว้ในลิ้นชักอันหนึ่ง 

เมื่อถีงจังหวะของมัน เมื่อบ่มเพาะแผนการอันนั้นจนพอประมาณ ก็ได้เวลาที่จะหยิบมันออกมาจากลิ้นชักอันนั้น 

ให้มันได้เบ่งบาน 

… 

แม้ว่า มันอาจไปได้ไม่ถึงไหน แต่ในที่สุดแล้ว เราจะพบว่า บางส่วนในตัวเราได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และเราชอบตัวเรามากขึ้น 

แม้ว่า เราจะอ่านหนังสือเล่มนั้นไปได้ไม่ถึงไหน แม้ว่า เมื่อรู้สึกตัวอีกที หนังสือที่อ่านยังเปิดค้างอยู่ที่หน้าเดิม 

แต่ เราพบว่า เราได้สะสมแผนการมหัศจรรย์ในชีวิตได้เพิ่มขึ้นอีกแล้ว 

 

กับหนังสือที่อ่านไปได้แค่ไม่กี่บรรทัด 

กับแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นระหว่างบรรทัด 

เราดักจับมันเอาไว้!

เล่าเรื่องทั้งมีและไม่มี 

หนังสือเล่มนี้อายุเก้าปี และจะเข้าสิบปีอยู่แล้ว 

สภาพหนังสือจากห้องสมุดอยู่ในสภาพดีมาก (ถ้าไม่เพราะถูกเก็บรักษาไว้ดี ก็อาจเพราะผ่านมือคนอ่านไม่มากมือ) 

เคยอ่านแล้วครั้งหนึ่งเมื่อนานมากแล้ว จำไม่ได้ว่าจากที่ไหน คลับคล้ายว่าจากห้องสมุดแห่งหนึ่ง ครั้งนี้ก็มาเจอในห้องสมุดอีกแห่ง 

ทุกครั้งที่มาถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตจะต้องมีหนังสือเป็นส่วนประกอบหนึ่ง หรือ บางทีหนังสือก็คือส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง 

ครานี้ก็นำเล่มนี้มาเป็นส่วนประกอบหนึ่ง 

 

ขอละที่จะบรรยายถึงอาจารย์ #กรรณิกา เพราะเป็นที่รู้จักอยู่มากแล้ว 

 

หนังสือเป็นอาจารย์แอ้เล่าเรื่องชีวิตของอาจารย์เอง จากที่ประสบความสำเร็จโด่งดังมีบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์พร้อมๆ กันถึงสี่รายกาย พลิกกลับเป็นล้มเหลวเป็นหนี้สินจนหมดตัว เลยเถิดถึงคิดฆ่าตัวตาย แล้วกลับมาพบความสงบในชีวิตได้ ด้วยพระธรรมของพระพุทธเจ้า 

 

Plot ก็อาจดู Mass ไปบ้างในยุคสมัยแห่ง Storytelling นี้ 

แต่นี่คือชีวิตจริงของผู้หญิงปัญญาชนคนหนึ่ง คุณแม่ Single Mom คนหนึ่ง แม่เลี้ยงเดี๋ยวเลี้ยงลูกสองคน Working Woman คนหนึ่งที่ล้มเหลวทางธุรกิจและชีวิตคู่ ลูกน้องหักหลัง ถูกสามีนอกใจ ต่อสู้เลี้ยงดูลูกสองคนท่ามกลางยุคสมัยที่ไม่เอื้ออำนวยกับผู้หญิงเก่งนัก ทั้งยังอาจหาญลงเล่นการเมืองได้รับเลือกเป็น ส.ส. แล้วก็โดนใบเหลือง 

เข้มข้นดีไหม? 

เรากล้าพูดไหม ว่าถ้าเกิดขึ้นกับตัวเราเอง เราจะผ่านมันไปได้? 

 

แน่นอน เราอาจปฏิเสธว่าเสียงแข็งว่า เราจะไม่ยอมประมาทให้เกิดเรื่องเหล่านี้ 

แต่เราแน่ใจจริงหรือ? 

การอ่านเรื่องเล่าของอาจารย์นี้ นี่แหละคือหนึ่งในความไม่ประมาท! 

เรียนรู้จากประสบการณ์ จากความล้มเหลวของคนอื่น คือสุดยอดเคล็ดวิชาชีวิต 

 

หนีงสือไม่ได้เล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก อาจทำให้คนอ่านผิดหวังในเรื่องรายละเอียดนี้ 

และก็ไม่ได้ใช้คารมคมคายแบบพิธีกรผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น 

กลับเป็นการใช้ภาษาไทยง่ายๆ สบายๆ เล่าเรื่องแบบกี่งกันเองกึ่งแนะนำ 

 

หากคาดหวังถึงคมคำเฉียบคมบาดลึกสะกิดกระตุ้นเตือนใจ อาจไม่สมหวัง อาจผิดหวัง 

แต่ความดีของการเล่าเรื่องแบบนี้ เป็นการบอกแนะวิธีคิด ที่เจ้าตัวพบมาด้วยต้วเองว่าสามารถพาตัวรอดพ้นความทุกข์และหุบเหวแห่งการคิดฆ่าตัวตาย ปีนกลับขี้นมาพบกับความสงบของชีวิตได้อย่างไร 

 

วิธีคิดนี้เองกลับทรงคุณค่ากว่า กว่าคำคมทั้งหลาย ทั้งยังง่ายกว่า กว่าในการนำไปใช้ขับไล่มิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย 

 

เราทำงานหรืองานทำเรา? เราใช้เงินหรือเงินใช้เรา 

หากตัองการเป็นอิสระจากการมีอิทธิพลของทั้งงานและทั้งเงิน บทเรียนจากหนังสือเล่มนี้มีคุณยิ่ง 

“มีลาภ…เสื่อมลาภ มียศ…เสื่อมยศ มีสรรเสริญ…มีนินทา และมีสุข…ก็ย่อมมีทุกข์” 

 

#จะมืดกี่ด้านก็ผ่านได้