ลูกจ้างมืออาชีพ

#Sheryl_Sandbreg ผู้หญิงทำงานที่ควบตำแหน่งคุณแม่ของลูกๆ
โดยก่อนหน้าที่จะได้รับการชักชวนจากมาร์คให้มาทำงานเป็น COO ของ fb เธอทำงานให้กับ Google และเคยทำงานกับบริษัทชื่อดังมาหลายแห่ง รวมทั้ง McKinsey และกระทรวงการคลัง
เธอมีชื่อเสียงด้านการรณรงค์ความเท่าเทียมระหว่างหญิงชายในสังคม ทั้งในแง่ครอบครัวและอาชีพการงาน
อุ้มท้องไปด้วย เลี้ยงลูกไปด้วย ทำงานเป็นผู้บริหารหญิงไปด้วย (นึกถึงแม่ขึ้นมาเลย)

แต่อีตอนหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ไม่ได้รู้อะไรไปมากกว่า คนเขียนเป็นผู้บริหารระดับสูงของ fb แค่นั้น
ไม่รู้จักอะไรมากกว่านั้น ไม่รู้ว่าหนังสืออะไร มีแค่คำนิยมบนปกหน้าปกหลัง

ความรู้สึกหลังจากเริ่มอ่านไปสองสามบท พบว่าเป็นหนังสือที่พูดถึงความไม่เท่าเทียมกันระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายที่ยังคงมีอยู่จริงแม้ในวันนี้
โดยเฉลี่ยผู้ชายได้รับเงินเดือนมากกว่าผู้หญิง โดยเฉลี่ยผู้ชายได้รับการเลื่อนตำแหน่งมากกว่า และในคณะผู้บริหารหรือคณะกรรมการบริหารส่วนมากเป็นผู้ชายส่วนน้อยเป็นผู้หญิง หรืออาจมีผู้หญิงเพียงแค่คนเดียวจากทั้งคณะ เมื่อผู้หญิงมีลูกก็จะเป็นฝ่ายเสียสละลาออกจากงาน ทิ้งความก้าวหน้าในอาชีพที่ตนอุตสาหะเรียนหนังสือฝึกฝนมา ออกมาเลี้ยงลูกดูแลครอบครัว

หนังสือเล่มนี้เข้าข่ายรณรงค์ความเท่าเทียมกัน พูดถึงการกล้าที่จะก้าวออกมาเป็นผู้นำของผู้หญิง เป็นความร่วมมือกันอย่างเท่าเทียมของทั้งสองเพศเพื่อพัฒนาสังคม
แต่พออ่านไปได้สักพัก เราก็เริ่มคิดว่า ถ้าเราจับธีมหนังสือไว้แบบนี้ตลอด หนึ่ง… เราก็เป็นคนหนึ่งที่ยังไม่ได้ยอมรับความเท่าเทียม ยังคงความคิดถึงความแตกต่างและจับความรู้สึกว่าเลยต้องเป็นการรณรงค์หาความเท่าเทียม สอง… กลายเป็นการจำกัดการเก็บความจากหนังสือนี้ เพราะจับเอาเฉพาะใจความแค่เรื่องการรณรงค์ความเท่าเทียม

เอาใหม่!
เปลี่ยนเป็นตีความว่า หนังสือเล่มนี้ เป็นการเล่าประสบการณ์ของผู้เขียนตลอดที่ผ่านมาทั้งในและนอก Silicon Valley ในฐานะผู้หญิงทำงาน ไม่ใช่เฉพาะพยายามผลักดันผู้หญิงให้กล้าออกมายืนหยัดแถวหน้าเท่านั้น แต่ยังแนะแนวทางให้ลูกจ้างอาชีพทุกเพศในการทำงานในฐานะลูกจ้างที่เจ๋งๆ
โอว! กลายเป็นสนุกมากเลยครับ
เป็นหนังสือที่เปิดหูเปิดตา ให้แรงบันดาลใจ นับเป็นเนื้อหาที่หายากในหนังสือทั่วไป

การถกเถียงประเด็นในเรื่องความขัดแย้งระหว่างการให้เวลากับครอบครัวกับการทุ่มเทในการทำงาน
มีลูกแล้วทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วยได้ไหม วิธีคิดควรเป็นยังไง เราจะเสี่ยงกับโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพการงานมั้ยในขณะที่เรามีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ต้องส่งเสียเลี้ยงดูลูกๆ

เป็นหนังสือที่เข้ามาในชีวิตที่ถูกจังหวะเวลามาก มหัศจรรย์แห่งโชคชะตาของคนอ่านหนังสือ

กระตุกทัศนคติมนุษย์เงินเดือน

การมาทำงาน ไม่ใช่ว่าเราเก่งอะไรมา แต่เราจะมาช่วยแก้ปัญหาของนายจ้างได้อย่างไร

ความก้าวหน้าในชีวิตทำงาน ไม่ใช่เส้นตรง ไม่ได้เป็นการก้าวเดินขึ้นบันได เส้นทางมาเปิดกว้างมากกว่านั้น มีปีนอ้อม ปีนออกข้างๆ หรือถอยกลับลงมาปีนออกไปตามเส้นทางใหม่ เพื่อไปให้ถึงจุดที่สูงกว่าเดิม มันสนับสนุนทฤษฎีลากเส้นต่อจุด

“ถ้าใครสักคนหนึ่งให้คุณเข้าไปนั่งในยานอวกาศออกสำรวจจักรวาล คุณควรตอบรับโดยไม่ต้องรอถามว่าได้นั่งที่นั่งตรงไหนในยานฯ เพราะนั่นคือโอกาส” แต่โอกาสไม่ใช่สิ่งที่ใครมาเสนอให้ คุณต้องไขว่คว้าเอง

การคิดไกลหรือคิดมากเกินไป กลายเป็นความกังวลเกินเหตุจนกลายเป็นข้อจำกัด ควรใช้วิธีตั้งโจทย์และหาคำตอบของปัญหา

บริษัทคงไม่หยุดเรียกร้องให้เราทำงานเพิ่มขึ้น แต่มันอยู่ที่เราเองที่จะตัดสินใจว่าจะทำมากน้อยเพียงใด เราต้องรู้จักจัดสรรเวลาให้เหมาะสมกับตัวเอง

อื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดนั่นเรียกร้องให้เรามีวิธีคิดที่ถูกต้อง มีทัศนคติที่ถูกต้อง
เราจึงอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข เติบโตก้าวหน้า

#LEAN_IN #อยากเก่งต้องกล้า

Advertisements

ความผิดบาปของเรา

เวลาที่จิตใจไม่สบาย ทางเยียวยาหนึ่งคือพักเรื่องตรงหน้าไว้ แล้วหลบเข้าไปอยู่ในนิยายสักเรื่อง
สำหรับเรา ยิ่งดาร์ค ยิ่งซับซ้อน ยิ่งดี
เรามักได้คำตอบอะไรบางอย่างจากเรื่องนั้น ก่อนจะกลับออกมาเผชิญหน้ากับเรื่องที่พักไว้

#ลูแป็ง เป็นอีกตัวละครที่มีเสน่ห์ แน่นอน เขาย่อมเป็นอัจฉริยะและมี skill เจ๋งๆ ไม่แพ้ เชอร์ล็อค โฮล์มส์, ปัวโรต์, หรือเล็กเซียวหงส์ แต่มีความดาร์คโดดเด่น ในฐานะที่เป็นโจร
หลายคนน่าจะเคยดูลูแป็ง ฉบับการ์ตูนญี่ปุ่น อันนั้นก็สนุก
การลงมืออ่านนิยายลูแป็งจริงๆ นี่ก็เป็นครั้งแรกของเรา ซึ่งเอาเข้าจริง เราก็ไม่ค่อยรู้จักตัวละครนี้นัก ติดมาแต่ภาพจำของฉบับการ์ตูน

ได้หนังสือเล่มนี้มาจากห้องสมุด ปกเขียนอ้างถึงนิยายชุดสุภาพบุรุษจอมโจร เขียนโดย #โมริช_เลอบลัง ชื่อเรื่อง #813 #ความผิดบาปสามครั้งของอาร์แซนลูแป็ง ถูกเขียนไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1910 แปลเป็นภาษาไทยโดย #ดำเกิงเดช พิมพ์ออกขายในปี พ.ศ.2550
จากคำนำของผู้แปล บอกว่าเรื่อง 813 นี้แบ่งออกเป็นสองภาค เล่มนี้คือภาคหลัง ซึ่งสามารถอ่านได้โดยไม่ต้องอ่านภาคแรกมาก่อน ก็ตามนั้น เพราะเป็นนิยายเก่าพอสมควรแล้ว ได้มาจากห้องสมุดด้วยการค้นเจอแบบฟลุ๊คๆ ถ้าบนชั้นหนังสือไม่ได้มีตัวตนของเล่มภาคหนึ่งอยู่ ก็แปลว่าทำใจอ่านภาคสองไปก่อนได้เลย เพราะหายากแน่ หนังสือเป็นสิบปีแล้ว

อย่างแรกเลย คือชอบภาษามาก ต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสนี่อายุร่วมร้อยปีแล้ว ส่วนการแปลเป็นไทยฉบับนี้ก็เมื่อสิบเอ็ดปีมาแล้ว
ดื่มด่ำกับกาาใช้ภาษาของนิยายแปลเล่มนี้มาก สมัยนี้ไม่มีแล้ว แต่งด้วยภาษาแบบนี้ แปลด้วยสำนวนแบบนี้ อ่านแล้วเหมือนย้อนหลังกลับไปเมื่อสมัยเราอ่านนิยายรหัสคดีสามสิบปีก่อน คนแต่งนี้เค้าเทพอยู่แล้ว แต่คนแปลนี้เราก็ขอชื่นชม เลือกใช้สำนวนได้ดีครับ

หนังสือไม่หนา เรื่องไม่ยาวนัก และไม่ซับซ้อนเท่าที่หวังจากชื่อของลูแป็ง นี่อาจเป็นเพราะเราเคยเสพนิยายของโคเบนไปแล้ว เลยเกิดเปรียบเทียบอยู่บ้าง
แต่ก็ดีงามในแบบฉบับของลูแป็ง จะมีบ้างคืออาจรำคาญที่พี่แกพูดมากไปนิด และอวดความเก่งของตัวเองไปหน่อย แม้จะไม่ซับซ้อนซ้อนปมมากแต่ก็ไม่ได้อ่อนตรรกะ ถือเป็นอาชญนิยายชั้นดีได้
อ่านแล้วก็อิน พาเราเข้าไปอยู่ในโลกอาชญากรรมของฝรั่งเศสเมื่อร้อยปีก่อนได้ นี่คือความสวยงาม

แม้แต่ลูแป็งเองยังผิดพลาด
ผิดพลาดขนาดนับขึ้นเป็นตราบาปของตัวเอง
เก่งขนาดไหนก็ตาม ก็ต้องมีพลาด ต้องผ่านการเรียนรู้จากความผิดของตน และนี้เป็นความผิดพลาดที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของสุภาพบุรุษจอมโจร เมื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่คมกว่า ความผิดพลาดทำเอาเกือบตาย พ่ายแพ้ สูญเสีย
ดาร์คแค่ไหนยังมีดาร์คกว่า ถูกความเชื่อมั่นในตัวเองทำร้าย

เราไหนเลยอวดเก่ง ความผิดพลาดจากตัวเองแม้ยากจะยอมรับ แต่หากไม่รับทั้งหมดนั้นไว้ ไหนเลยจะได้ไปต่อ
นี่คือปกติของการเรียนรู้ และเติบโต
ด้วยความผิดบาปของเรา (ซึ่งชีวิตจริงน่าจะมากกว่าสาม)
ได้เวลากลับออกไปเผชิญหน้าแล้ว

#อาร์แซน_ลูแป็ง #Lupin

เข็นฝัน

อ่านหนังสือของ #หมอมินบานเย็น มาสองสามเล่มแล้วครับ เป็นแฟนงานเขียนของคุณหมอ ทั้งหนังสือและแฟนเพจ #เข็นเด็กขึ้นภูเขา
เล่มนี้ เป็นเล่มล่าสุดที่เราอ่าน

งานเขียนหรือหนังสือของคุณหมอ เป็นการแนะนำการเลี้ยงลูก ดูแลเด็ก จิตวิทยาเด็ก
แนะแนวพ่อแม่ในการดูแลเด็กๆ
เราได้หลายๆ อย่าง จากการตามอ่านงานเขียนของคุณหมอ
การลงมืออ่านหนังสือของคุณหมอจึงเป็นลักษณะเก็บประเด็นไปปรับใช้ ต้องอ่านมากกว่าหนึ่งรอบ

#เข็นฝันขึ้นภูเขา เป็นหนังสือเล่มหลังจากที่คุณหมอมีงานเขียนออกมาแล้วพอสมควร
ในฐานะคนอ่านอ่านหนังสือ ชื่นชมคุณหมอว่าเป็นนักเขียนที่เก่ง เขียนแต่ละบทความออกมาได้ไม่น่าเบื่อ ไม่รู้สึกว่าอ่านแล้วพูดแต่เรื่องเดิมๆ แม้บางประเด็นในบทความคุณหมอหยิกขึ้นมาเขียนถึงบ่อยๆ เพื่อย้ำความสำคัญ อ่านแล้วก็ยังสนุก การเล่าเป็นกันเองด้วยภาษาง่ายๆ เสริมเรื่องให้อ่านเพลิน

ความเห็นส่วนตัวของเราคือ เล่มนี้ คุณหมอมินฯ สรุปประเด็นที่ไม่เป็นการขมวดประเด็นให้คนอ่านเท่ากับเล่มก่อนๆ ไม่แน่ใจว่าเรารู้สึกไปเอง หรือว่าคุณหมอตั้งใจเช่นนั้น แต่เราชอบ และทึกทักว่าเป็นปรับให้เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ดู Advance ขึ้นจากเล่มก่อน พอผ่อนการขมวดประเด็นในแต่ละบทให้น้อยลงไปบ้าง มันทำให้เกิดช่วงว่างให้คนอ่านได้ใช้ความคิดของตัวเอง คิดต่อ เปรียบเทียบจากประสบการณ์ของตนเอง เอาเข้าไปเติมช่องว่างจากการคลายการขมวดประเด็น ทำให้เราอ่านแล้วอิน และติดใจเนื้อเรื่องในแต่ละบท อ่านเพลินมาก
ความที่เรารู้สึกว่า ผู้เขียนมีทิ้งช่องว่างไว้ในการสรุป ให้คนอ่านมีช่องว่างได้ใช้ความคิดตนเอง สำหรับผู้อ่านที่ตั้งใจจะมาเก็บเนื้อๆ บางคน อ่านแล้วอาจรู้สึกว่าดูเบาๆ เกินไป อาจจะไม่ชอบก็ได้ อันนี้เป็นความชอบส่วนบุคคล
เราชอบ คนอื่นอาจไม่ชอบ

ธีมของหนังสือก็ตามชื่อหนังสือ คือการสนับสนุนให้เด็กๆ ทำความฝันให้เป็นจริง ซึ่งจะขยายความจากเด็กๆ ที่เป็นลูกๆ หลานๆ ของเรา ไปเป็นเด็กๆ ที่อยู่ในตัวเรา ก็ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น อย่างนี้เป็นหนังสือช่วยเราปรับปรุงทัศนคติของตัวเราเองได้ด้วย ขออนุญาตคุณหมอ บันทึกหรือ Quote แต่ละประเด็นไว้มาทบทวนตัวเองอีกในภายหลังนะครับ

1. เราล้วนมีข้อจำกัด ไม่มีใครดีพร้อมไปทุกอย่าง และข้อจำกัดเหล่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งกำหนดความสำเร็จของเรา
2. เราพยายามแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ ไม่ได้แปลว่าเราเป็นพวกขี้แพ้ หรือบางทีเราก็ไม่ได้แพ้เลย เราแค่ยังทำมันไม่สำเร็จ และในที่สุด แม้ว่าเราจะไม่สามารถจะเป็นหรือไม่สามารถจะทำอะไรบางอย่างได้เลย นั่นก็ไม่ใช่ว่าเราจะหมดโอกาสจะประสบความสำเร็จ มันคนละอย่างกัน
3. จะพบอุปสรรคใดๆ สำคัญคือความเชื่อมั่น ที่สำคัญคือเราต้องมั่นใจว่าเรายังอยู่บนเส้นทางที่ไปถึงฝันนั้น ความรักในสิ่งที่ทำของเราเองจะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญ ในการก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางนี้
4. ความคาดหวังอย่างเหมาะสมของคนรอบข้าง และความเชื่อมั่นในตัวเราจากผู้คนรอบข้าง คือพลังสนับสนุนยิ่งใหญ่ ชอบที่คุณหมอเขียนว่า พรแสวงสำคัญกว่าพรสวรรค์ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กคนหนึ่งคือ “พรแห่งความรัก” ที่เขาได้รับจากพ่อแม่และผู้คนรอบข้าง
5. คนที่ได้รับโอกาส ต้องมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะรับเอาโอกาสนั้น
6. สู้แล้วชนะก็คงดี แต่ถ้าสู้แล้วแพ้ มันก็ไม่เลวร้ายอะไร พรุ่งนี้เราเริ่มใหม่ได้อีก ความแข็งแกร่งไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากการฝึกฝนและความผิดพลาดมาก่อน เราจะไม่มีวันเติบโตสมบูรณ์หากไม่เคยเผชิญหน้าความเจ็บปวดและก้าวข้ามผ่านมัน
7. เราเป็นเราที่ไม่เหมือนคนอื่นๆ ความเข้มแข็งจึงเกิดจากการยอมรับตัวเองและทำให้ดีที่สุดในแบบของเรา
8. ทบทวนให้ดี บางที สิ่งสำคัญในชีวิตเรา อาจเป็นแค่การนั่งดูพระอาทิตย์ขึ้น/ตก หรือการอยู่ด้วยกันกับใครสักคน หรือนั่งกินข้าวด้วยกันพร้อมหน้า คำถามคือ สิ่งสำคัญในชีวิตเราคืออะไร
9. ชีวิตจริงไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ลูกควรรู้จักที่จะต้องลงมือทำ หรือพยายามทำ ด้วยตนเอง เส้นทางไปสู่ฝันมีบททดสอบ ต้องกล้าหาญและเข้มแข็ง และเผชิญหน้ากับความผิดหวัง
10. “You only get one life. It’s actually your duty to live it as fully as possible. Push yourself. Don’t settle. Just live!”
11. จากการติดตามผล เด็กที่สามารถอดเปรี้ยวไว้กินหวานได้ มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่รู้จักรอคอย พ่อแม่ควรขัดใจเด็กอย่างเหมาะสมบ้าง
12. อันความเพียรนั้น ต้องถามด้วยหรือว่า ความสำเร็จอยู่ที่ใด การเลี้ยงดูอบรมเด็ก ไม่น่าใช่กระบวนการที่มุ่งที่ผลลัพธ์ (result) แต่เป็นความชื่นชมในกระบวนการที่มีความตั้งใจและความพยายามของเด็ก (process)
13. ไม่ต้องลืมอดีต แค่ยอมรับและอยู่กับมันให้ได้ มันผ่านไปแล้ว และเราอยู่กับปัจจุบัน ยอมรับตัวเองแล้วไปต่อ
14. ไม่มีใครไม่เคยไม่ผิดพลาด เพียงต้องการความเชื่อมั่นในตัวเขา ย่อมสามารถแก้ไขปรับปรุงได้
15. ความฝันไม่มีวันหมดอายุ มันพร้อมจะส่องสว่าง เพียงอุปสรรคของมันคือความลังเลไม่ลงมือกระทำ

อาจไม่ใช่คำคมใดๆ เป็นประเด็นที่เกือบจะเรียบง่าย และไม่ท้าทายให้ใครบอกว่าผิดหรือถูก เพียงแค่ความเข้าใจและความเชื่อมั่นในตัวเด็กๆ

บอกได้สองอย่างครับ หนึ่งคือหนังสือดี และสองคือคุณหมอมินฯ นี่น่าจะเป็นคอดูหนังดูกีฬาตัวยงเลยทีเดียว ^___^

หนึ่งสัปดาห์ ในสามสิบนาที

กับการที่มีเรื่องมึนๆ มามึนเมาสัมปชัญญะ และภาวะปลดปลงกับความเป็นมนุษย์ กัดกินความอยากลงมือเขียนกับการลงมืออ่านอยู่มาก

ฟื้นฟูสภาพด้วยเล่มเล็กๆ ง่ายๆ เล่มหนึ่ง เสพจบได้ในเวลาไม่เกินสามสิบนาที
บางคนอ่านแล้วอาจจะบอกว่าไม่มีอะไรเลย
แต่เราเห็นต่างกับสามสิบนาทีนี้

มันพิเศษมาก ที่มีอะไรในความไม่มีอะไร

เนื่องจากเป็นคนอ่านหนังสือโดยเอาอารมณ์จากการอ่านเป็นที่ตั้งก่อน แล้วจับปฏิสัมพันธ์ของอารมณ์ระหว่างบรรทัดกับการปรากฏตัวของตัวหนังสือในแต่ละประโยค

หนังสือนี้อ่านแล้วให้อารมณ์บางอย่างที่พิเศษ
บางที หนังสือก็ไม่ต้องหนา เล่มไม่ต้องใหญ่ ตัวหนังสือไม่ต่องเยอะ แต่อารมณ์ดี

จะเคยหรือไม่เคยไป #Melbourne ก็ดี อยากไปหรือไม่อยากไปก็ดี
ถ้านี้เป็น Pocket Guide Book แนะนำที่แวะใน #Melbourne
หนึ่งสัปดาห์ในหนังสือเล่มนี้ บางทีอาจเปลี่ยนอารมณ์และความคิดบางอย่างของเราได้ เป็นหนึ่งสัปดาห์ที่พิเศษ
บันทึกสั้นๆ ง่ายๆ รูปสวย ให้ความหมายอะไรบางอย่าง
เราชอบรูปถ่ายในหนังสือนี้จริงๆ

หนึ่งสัปดาห์กับเมืองแห่ง Street Art, Gallery, รถไฟ, ร้านกาแฟ, และร้านหนังสือ (แว่บนึกถึงเชียงใหม่) เป็นสัปดาห์ที่ล้ำค่า

#One_Week_in_Melbourne

พาสิ่งของไปเข้าสังคม

เป็นหนังสือที่เปิดโลกเรื่องราวของการปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งล่าสุดที่ดีมาก

Internet of Things หรืออินเตอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง (ตามการแปลของหนังสือเล่มนี้) เป็นคลื่นลูกล่าสุดของการปฏิวัติ! 27540875_10213388461420147_8141074407490428306_n

เห็นตรงว่าจุดเริ่มต้นน่าจะอยู่ตรงที่การประดิษฐ์ Protocol TCP/IP ทำให้ Computer และเครือข่ายของอุปกรณ์ Electronic ต่างๆ เชื่อมต่อกัน คุยกันรู้เรื่อง คล้ายภาษากลางของเครือข่ายต่างๆ ในที่สุดก็เชื่อมต่อกันเป็น www เป็น Internet และปรากฎการณ์เป็นว่าดิจิตอลทำลายอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมไปสิ้นซาก หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฝ่ามือในอีกบางอุตสาหกรรม
ปลายทางมันกลายเป็น หมู่บ้านโลก Global Village ที่เกือบทุกสิ่งถูกเชื่อมต่อ หรือ Online

“สิ่งของถูกเชื่อมต่อกับ Internet เพิ่มขึ้น 100 ชิ้นทุกวินาที และจะเพิ่มขึ้นเป็น 250 ชิ้นทุกวินาที ในปี 2020

Internet of Things จะไปเป็น Internet of Everything
ไม่เพียงแต่วัตถุดิจิตอล (Digital-First) ที่สร้างข้อมูลและส่งออกข้อมูลเข้าสู่เครือข่ายได้ด้วยตัวเอง ตัววัตถุกายภาพ (Physical-First) ก็จะเข้าสู่โลกดิจิตอลได้ด้วยอุปกรณ์เปลี่ยนโลก นั่นก็คือตัวเซนเซอร์ (Sensor) ต่างๆ
หนังสือเล่มนี้ ชี้ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาการของ Sensor โดยเฉพาะ Sensor ประเภทที่ไม่ต้องใช้แหล่งพลังงาน (Passive Tag) เป็นจุดเปลี่ยนโลก
พวกมันทำให้สิ่งของต่างๆ ในโลกกายภาพส่งออกข้อมูลออกมาได้ เมื่อมีข้อมูลออกมาจากสิ่งของด้วยตัวมันเองได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาข้อมูลจากมนุษย์น้อยลงไป

“ปัญหาคือมนุษย์มีเวลา ความสนใจ และความแม่นยำ ที่จำกัด นี่หมายความว่าพวกเขาจับข้อมูลที่เกิดขึ้นบนโลกจริงๆ ได้ไม่ดีเท่าไรหรอก … พวกเราต้องทำให้ Computer รวบรวมข้อมูลได้ด้วยวิธีของตนเอง เพื่อให้พวกมันได้เห็น ฟังเสียง และสูดกลิ่นของโลกใบนี้ได้เอง”

ทั้งหมด พาเราไปทำความเข้าใจว่า ที่สุดแล้วการใช้งานสิ่งเหล่านี้ถูกจำกัดไว้ด้วยแค่ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเท่านั้น!
Cloud จะกระจายแจกจ่ายทรัพยากรและข้อมูลต่างๆ ให้ผู้ใช้งาน มันได้ทั้งประสิทธิภาพและพละกำลังการประมวลผล เรากำลังพาสิ่งของไปเข้าสังคม สิ่งของกำลังจะพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน และข้อมูลคือ Asset หรือสินทรัพย์ที่มีค่า
เส้นทางเดินของข้อมูลจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทั้งหมดคือการเชื่อมต่อกันในรูปแบบใหม่ เกิดจุดตัดใหม่บนถนนสายข้อมูลเต็มไปหมด เราแทบจะจินตนาการเห็นภาพเส้นทางของข้อมูลหลังการปฏิวัตินี้ไม่ได้

ยังมีประเด็นที่น่ากังวลอย่างมากอีกสองประเด็น
หนึ่งคือ ช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยี มันจะกลายเป็นปัจจัยกำหนดช่องว่างของฐานะระหว่างคนกับคนในสังคม
ประโยคในหนังสือ “บางคนอาจเข้าไม่ถึงเครื่องมือและการใช้งานพื้นฐานในการดำรงชีวิต พวกเขาอาจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อเอาชีวิตรอดในแต่ละวันหรือเพื่อให้ได้ค่าแรงพอกิน” ช่างกระตุกความคิดเรา “แรงงานส่วหนึ่งจะถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง?”

อีกหนึ่งคือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลและการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของเรา มันอาจไม่ใช่แค่แอบเอา ID เราไปใช้ แต่… “ถ้าใครสักคนข้างนอกนั้นเข้ามาควบคุมสั่งการอุปกรณ์ภายในบ้านของเราโดยเราไม่รู้เรื่อง” หรือ “คนแปลกหน้าสักคนแอบติดต่อเข้ามาคุยกับลูกของเรา?”

อ่านสนุก และเปิดโลกครับ

ก่อนการปฏิวัติครั้งนี้จะสิ้นสุด
ในที่สุดแล้ว จะมีผู้แพ้ และผู้ชนะ ในการปฏิวัติ
เรายืนอยู่ตรงไหน?

#Internet_of_Things
#อินเตอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง

11 ขวบ

ปีนี้ นายปัณณ์ 11ขวบแล้ว
ในปีที่นายเกิด พ่อย้ายมาทำงานในสายสถาบันการเงิน ดังนั้น อายุงานพ่อในวงการนี้ ก็อายุเท่านายนี่พอดี

พ่อกะแม่เลี้ยงนายมา ไม่เคยมีเรื่องง่ายสักเรื่อง การมีนายออกมาเป็นสมาชิกใหม่ของบ้าน และเลี้ยงนายมาจนโตนี่เป็น Coming of Age ของพ่อกะแม่นายโดยแท้จริง ข้อดีคือ เลี้ยงน้องสาวเลยเป็นเรื่องง่ายไปเลย

เกิดมา ดันรับเอาความมึนของพ่อกับแม่ไปทั้งคู่ นายเลยซุปเปอร์มึน ซึ่งก็โทษนายทั้งหมดคงไม่ได้ มันมีส่วนความมึนจากยีนส์ที่ได้ไป แต่ช่วยมึนให้น้อยๆ ลงหน่อยจะดีมากๆ

เกิดมาก็ดันมีแม่เป็นหมอสัตว์ มีพ่อเป็นวิดวะ มีอาแท้ๆ สองคน คนหนึ่งก็เป็น Physiotherapist อีกคนก็ดันเป็นนักคณิตศาสตร์สถิติ วันๆ ก็ถูกสั่งสอนด้วย Logic มีแต่มนุษย์ Logic มันก็จะอยู่ยากนิดนึง แถมเรียนหนังสือก็ยังเรียนที่เดียวกับพ่อและอา เจอครูที่โรงเรียนก็ไม่รู้จักพ่อก็รู้จักอา บางคนสอนทั้งพ่อทั้งอา ก็ซวยอยู่บ้าง กระดิกอะไรนิดหน่อยเรื่องแ…งถึงพ่อเลย ซวยไป
แถมเพื่อนสนิทพ่อ รตอ.หมอเอ กะ อาชาร์ป แ…งก็หัวหกก้นขวิดกันในโรงเรียนนี้แหละ หมดสิทธิ์มาอำพ่อเรื่องโรงเรียน

ถึงจะหมั่นหาเรื่องใส่ตัวให้โดนด่าทุกวัน แต่ก็มีเรื่องที่พ่อภูมิใจในตัวนายนะ
1. นายเป็นเด็กใจดี อ่อนโยน มีเมตตา และรักน้อง นี่เป็นความพิเศษมาแต่เกิดเลย ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้นายพิเศษ ความพิเศษนี่จะรักษาตัวนาย
2. ตอนสอบเข้า ป.1 พ่อให้ไปสอบสองโรงเรียนดัง สอบติดทั้งสองที่เลย สุดท้ายพ่อเลือกให้มาเรียนโรงเรียนเก่าพ่อกะอา เลยไม่ได้เรียนในเมืองหลวง นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของสองแม่ลูก
3. ทุกวันนี้สามารถช่วยแบ่งเบางานที่บ้านได้ ตัวก็มีการบ้านมากมาย แต่ก็มาช่วยงานบ้านด้วยตำแหน่งพี่ชายคนโตของบ้าน ทำได้ดีบ้างแย่บ้าง แต่ช่วยก็คือช่วย

ถ้าวันนึงข้างหน้า นายอาจจะได้มาเปิดอ่าน อย่างน้อยก็ให้รู้ว่า พวกเราก็มากันได้ไกลแล้วหล่ะ จากวันแรก
พ่อเพียงหวังแค่ว่า นายอย่าลืมเรื่องความรับผิดชอบ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
อย่าลืมนะ!