ป่วยเป็นเศร้า

เริ่มติดตามมาตั้งแต่เริ่มได้ยินว่าคุณทราย Inthira Charoenpura กำลังเขียนหนังสือเล่มใหม่
โดยเฉพาะเมื่อเป็นการเขียนเรื่องเกี่ยวกับอาการป่วยของตัวเอง

ด้วยเป็นคนอ่านหนังสือที่เกลียดการไปเดินซื้อหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือ จะไม่ยอมไปแม้จะอยากไปเจอคนเขียนแค่ไหนก็ตาม และประกอบกับสัญญากับตัวเองไว้เบาๆ ว่าจะต้องอ่านหนังสือที่ซื้อเก็บไว้ก่อนเท่าไหร่ๆ แล้วจึงเริ่มซื้อเล่มใหม่เข้ามา เลยมารอซื้อเอาตอนมันเริ่มวางแผน
หลังจากเคลียร์อ่านหนังสือใน Inventory ของตัวเองไปประมาณหนึ่ง ไม่ทันไรก็เริ่มได้ยินว่าเริ่มหาซื้อไม่ได้เพราะของหมด ต้องรีบไปหาซื้อมา
ได้มาสองเล่ม ดีใจ

เราชอบ… ภาษาและสำนวนการเขียนของคุณทรายมาก
จะว่าสวยงามก็ได้ แต่มันกึ่งๆ ความเศร้า และมีความเถื่อนเป็นกลิ่นไอ
ความเศร้าที่มีกลิ่นเถื่อนๆ แต่สวยงาม และสื่อสารตรงกับความรู้สึกและหัวใจของคนอ่านอย่างเราได้
ชอบ มาก มาก
แต่ ก็แล้วแต่นะ เพราะการอ่านมันก็เป็นเรื่องรสนิยมของคนเสพ ไม่ต่างกับการดูหนังฟังเพลง มีคนชอบ มีคนไม่ชอบ
แต่เราชอบ เราเป็นแฟนงานเขียนของคุณทราย

เราว่า… เราชอบชื่อหนังสือนะ ถ้าโรคซึมเศร้าทำให้ #สามวันดีสี่วันเศร้า ไอ้ตัวเรานี่ก็น่าจะประมาณ #สามวันดีสี่วันบ้า ก็ใกล้ๆ กันนะ คบกันได้ คุยกันได้

เราว่า… ระหว่างอ่าน ไม่เหมาะกับการจิบชา หรือกินน้ำเปล่าโคล่าเป็ปซี่ ประกอบการอ่าน มันเบาไป
เนื้อหาแบบนี้ ภาษาที่จริงใจแบบนี้ มันต้องกาแฟขมๆ ใส่นมแต่น้อย หรือไม่ใส่เลย ยิ่งขมยิ่งดี
ปัญหาชีวิตแม้ไม่ใช่ ก็ใกล้ๆ กับกาแฟขมๆ แก้วหนึ่งตอนเช้าตื่นนอน ตอนกินครั้งแรกอาจแทบอาเจียน กล้ำกลืนมันลงไป ถ้าจะเผชิญหน้า ก็ขืนคอเราลงไป กระหน่ำมันผ่านลิ้นลงหลอดอาหารไป แผ่ซ่านความขมไปถ้วนทั่ว และเสพความหอมของมันที่ทิ้งค้างเอาไว้

เราว่า… คุณทรายเป็นคนหนึ่ง ที่ช่วยให้สังคมนี้รู้จักกับโรคซึมเศร้า เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนทำความเข้าใจมัน และมีบ้างบางคนได้เลือกโอบกอดมันไว้ด้วย
มันไม่ได้เป็นบ้า แต่มันป่วย มันคือโรค ที่ต้องการหมอมาเยียวยารักษา ไม่ใช่แค่ทำตัวให้ร่าเริงแล้วก็หายซึมหายเศร้า อันนั้นมันคนปกติ
การออกมาทำความเข้าใจกับผู้คน ให้เข้าใจให้ดีขึ้นว่า การนั่งสมาธิก็อาจไม่ใช่ยารักษาโรค พาไปนั่งอยู่คนเดียวนานเข้ากลับออกมากลับคิดวิธีฆ่าตัวตายได้หลายวิธี (พุทธศาสนาก็ไม่ได้บอกว่านั่งสมาธิสิจ๊ะ นั่งสมาธิรักษาทุกโรคจ้า ถ้าเราเป็นอาหารเป็นพิษหรือเป็นหวัดนั่งสมาธิให้ตายยังไงก็ไม่หายนะจ๊ะ)

เราว่า… คุณทรายเข้มแข็งมาก ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวของการดูแลคุณแม่ (แล้วก็ยังสามารถผ่านการสร้างกระแสแบบเลวๆ ของสื่อบางสื่อมาได้) เราชื่นชม
เรื่องราวที่เล่านี้ ทำให้เราได้คิดเยอะเหมือนกัน บางทีเราก็หยิบเอาค่านิยมผิดๆ ของสังคมไปให้ความหมายของความดีของเรา เราคงไม่ต้องรอให้ใครมาบอกว่าเราเป็นอย่างไร สังคมก็ไม่จำเป็นต้องมาเข้าใจว่าเราเป็นอย่างไร และที่จริง มันอยากจะเข้าใจอย่างไรก็สุดแล้วแต่มัน และมันก็เป็นเรื่องที่แยกออกจากความเป็นจริงของตัวเรา
ที่เราเป็น กับที่มันเข้าใจ เป็นคนละเรื่องกันได้ ไม่เป็นไร

เราว่า… จากการอ่านหนังสือนี้ ทัศนคติที่น่าโอบกอดไว้คือ “โรคซึมเศร้าอาจทำให้เรามีนิสัยไม่ค่อยน่ารัก แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะใช้อธิบายทุกพฤติกรรมทำลายล้างของตัวเองได้อยู่ดี” “เราไม่ใช่คนเดียวที่มีปัญหานะ คนอื่นก็มีปัญหา”
เมื่อไม่สามารถรับมือกับสิ่งที่ถาโถมมาได้ ก็ทำไปทีละอย่าง และรับผิดชอบตัวเอง

เราว่า… ว้า! จบเร็วไปหน่อย แต่ก็เขียนทิ้งท้ายไว้ตรงที่เหมือนจะมีเล่มต่อ ไม่เป็นไรๆ เรารออ่านเล่มต่อๆ ไป

#3วันดี4วันเศร้า #ทราย #อินทิรา_เจริญปุระ

Advertisements

คุณปู่ชี้แนะ

“พี่เคยอ่านเล่มนี้รึยัง”
“พี่จำได้มั้ยตอนนั้น หนังสือเล่มนี้…”
แล้ววันหนึ่งน้องก็หยิบเอามาให้ “หนูอยากให้พี่อ่าน”
เลยเป็นว่าต้องวางมือจากเล่มที่กำลังอ่านอยู่ทั้งหมดมาอ่านเล่มนี้ก่อน

ชื่อ #Peter_F_Drucker น่าจะคุ้นหูกันอยู่บ้าง บ้างมีคนเรียกเขาว่า บิดาของวิชาบริหารธุรกิจ หรือบิดาของหลักสูตร MBA
เราขอเรียกแกว่า “คุณปู่”

เราเรียน MBA ทันช่วงปลายๆ สมัยที่องค์ความรู้ที่คุณปู่ #Drucker ยังถูกพูดถึงในการเรียนการสอนในหลักสูตร MBA อยู่บ้าง
แต่ต่อมา มันก็ถูกทำให้ล้าสมัยและแทนที่ด้วยสิ่งที่ Kaplan กับ Norton เขียน Paper ลงใน HBR (Havard Business Review) และถาโถมมาด้วยแนวคิดของ Peter Senge และแนวคิดของ W. Chan Kim ก็เข้าไปอยู่ในหลักสูตรที่นักเรียน MBA เรียน

แต่ก็เห็นได้อยู่อย่างคือ ไม่ว่าจะมีเครื่องมือใหม่ๆ นักวิชาการใหม่ๆ หรือ Paper ใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์ลงใน HBR แต่เราก็ยังจะยังเห็นชื่อของคุณปู่ Drucker ปรากฎอยู่ตาม Paper ต่างๆ อยู่เนืองๆ และ HBR เองก็นิยมที่จะหยิบเอางานเขียนของคุณปู่ Drucker กลับมาตีพิมพ์ใหม่

#ปัญญางานจัดการคน หรือ #Managing_Oneself เล่มนี้ ก็เป็นการนำเอางานเขียนของคุณปู่ Drucker มารวมเล่มจัดพิมพ์ โดย HBR นั่นแหละ
ใช่ ถ้ามาลองดูที่ราคาหนังสือ 280 บาท กับหนังสือความหนา 240 หน้า ตกราคาหน้าละประมาณ หนึ่งบาทสิบเจ็ดสตางค์ นับว่าราคาแพงอยู่เหมือนกัน
แต่ยังมีนักแปลมือต้นๆ ของเมืองไทย คือคุณ #ภิญโญ_ไตรสุริยธรรมา เลือกหยิบเอามาแปลและจัดพิมพ์ด้วยสำนักพิมพ์ Openbook มาออกขาย ท้าทายสังคมการอ่านแบบจานด่วนในปัจจุบัน ก็ต้องนับว่าไม่ใช่งานเขียนธรรมดาแน่นอน

ความคิดเห็นในมุมของเราเอง
เราคิดว่า หลักการของคุณปู่ Drucker นั้นค่อนข้างมองโลกบริหารธุรกิจเพียงด้านเดียวอยู่บ้าง โดยเฉพาะเมื่อเจอกระจกหกด้าน เฮ้ย! สี่ด้านของ Kaplan กับ Norton เข้าไป ก็วิจารณ์หลักการของคุณปู่ที่เกิดมาก่อนหน้าได้เลยว่าล้าสมัย เพราะมองไม่ครบทุกด้าน (แต่ในที่สุด Balance Scorecard ก็ถูกทำให้ล้าสมัยด้วยสิ่งที่มาทีหลังอีกนั่นแหละ ยิ่งถ้ามาเจอ Crypto ยุคนี้แล้ว ก็คงเหมือนว่าสิ่งที่เราเรียนมาคือฟอสซิล)
ดังนั้น การศึกษาหรืออ่านบทความของคุณปู่ Drucker จึงต้องมีเผื่อใจทำ Critical Thinking คิดวิพากย์ คอยตั้งคำถามเปรียบเทียบกับบริบทปัจจุบันไปด้วย เพื่อที่จะตัดเอาประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัยแห่ง Satoshi Nakamoto ออกไป
ซึ่งพอตัดออกไปได้ เราก็จะเห็นความร่วมสมัยของหลักการของคุณปู่ คือแนวคิดที่ใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัยฮะ และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ HBR ยังคงหยิบเอามาจัดพิมพ์ใหม่อยู่

แนวคิดหลัก คือการจัดวางตนให้สอดคล้องกับจุดแข็งของตัวเอง (ถ้าจะเอาเป็นชิ้นเป็นอันหน่อย ก็ต้องมาทำ SWOT เพื่อทำ Strategic Fit ตามที่ฮิตๆ กัน)

การเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นทำได้ยากและต้องออกแรงเยอะ ในขณะที่ ถ้าเรารู้จักเอาจุดแข็งของตัวเองมาใช้ และปรับเข้าหาวิธีการทำงานและวิธีการเรียนรู้แบบที่เราถนัด จะออกแรงน้อยกว่าและไปได้เร็วกว่า
คุณปู่แกย้ำกันไปเลยโต้งๆ ว่า อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเลย การพัฒนาจากจุดที่ไร้ความสามารถของเราไปสู่จุดที่พอใช้ได้ จะต้องใช้พลังงานมากกว่าการพัฒนาจุดที่ดีไปสู่จุดที่ยอดเยี่ยม
คุณปู่แนะนำให้ รวมพลังไว้ที่จุดแข็ง ทุ่มเทพัฒนาจุดแข็ง แต่ไม่เหลิง เป็นการจัดการตนเอง ใช้พลังงานและทรัพยากรให้ถูกที่ถูกทางของตัวเรา เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด

จะรู้ว่าเรามีจุดแข็งอะไร ถนัดแบบไหน เราก็ต้องวิเคราะห์ตัวเองให้ได้ก่อน
เราเป็นนักฟังหรือนักอ่าน คนที่เป็นนักฟังและนักอ่านได้ทั้งสองอย่างมีอยู่น้อยมาก
เราเรียนรู้ด้วยวิธีการไหน เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ หรือเรียนรู้ด้วยการฟังเสียงของตัวเอง
เราทำงานได้ดีที่สุดเมื่อทำงานคนเดียว หรือเมื่อทำงานเป็นสมาชิกของกลุ่ม
เราถนัดจะเป็นที่ปรึกษา หรือจะเป็นคนตัดสินใจ
เราเลือกทำงานภายใต้แรงกดดัน หรือในสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้
รู้จักตัวเองก่อน จึงจัดการตัวเองได้ ไม่ใช่คิดเอาเองว่าเราเป็นแบบไหนแล้วลุยๆ ไป

ที่ดีงามที่สุดในหนังสือเล่มนี้สำหรับเรา มีอยู่สองประเด็น

ประเด็นแรก คือการที่คุณปู่ Drucker ชี้ให้เราทบทวนความสอดคล้องของค่านิยม (Value) ของตัวเราเองกับค่านิยมขององค์กรที่เราทำงานให้ หากคุณค่าที่เรายึดถือกับคุณค่าที่องค์กรนั้นยึดถือมีความขัดแย้งกันแล้ว อย่าทู้ซี้ให้เสียเวลาชีวิตเลย ลาออกไปหางานใหม่ทำเหอะ งานนั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่มีค่าพอที่เราจะเสียเวลาอยู่ด้วย
“การทำงานในองค์กรที่ให้ค่ากับสิ่งที่เราอาจยอมรับหรือไม่สอดคล้องกับตัวเรา ย่อมส่งผลทำให้เกิดความอึดอัดขัดข้อง และไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้”
แนวคิดนี้ของคุณปู่ นับได้ว่าล้ำมากในยุคสมัยนั้น และสิ่งนี้ต่อมาจึงถูกอธิบายต่อในทฤษฎีของ Organizational Behavior และน่าจะสอดคล้องกับประเด็นของ Business Ethics ด้วย
อย่างไรก็ดี ถ้าตัวคุณให้คุณค่ากับเงินนะ การทำงานที่ไหนก็ย่อมขึ้นอยู่กับว่าเค้าจ่ายให้คุณเท่าไหร่นั่นแหละ

ส่วนอีกประเด็นคือ เรื่องการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างคนทำงาน เนื่องจากการทำงานเราต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น จงเข้าใจคนที่คุณทำงานด้วย แล้วทำงานกับจุดแข็งของเขา ให้เขาใช้วิธีที่เขาถนัด ทำในส่วนที่เขาให้คุณค่า และให้ใส่ใจกับการสื่อสารมากๆ เราจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
โอ้ว! นี้มันวิธีของทีม Avenger ชัดๆ
ทีเด็ดก็คือ “… หากแต่เจ้านายนั้น ก็คือมนุษย์ คือคน ผู้ที่ถึงที่สุดก็ต้องทำงานในวิธีการที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป” ดังนั้น เหล่าลูกน้องจึงต้องสังเกตว่า เจ้านายทำงานวิธีไหน ถนัดแบบไหน แล้วหาทางช่วยเจ้านายให้ทำงานตามวิธีนั้นให้ได้ดีที่สุด แล้วคุณปู่แกก็รวบยอดว่านี่คือการจัดการเจ้านาย!

เขียนมายาวหน่อย และมีสรุปประเด็นของหนังสือไว้บ้าง เพราะอ่านไปก็คิดถึงหลักการและคำคมต่างๆ ของคุณปู่แกในตำราเรียน
คำแนะนำร่วมสมัย ที่แม้ว่าแนวคิดด้านการบริหารธุรกิจจะผ่านมาหลาย Generation แล้วก็ตาม คำแนะนำเหล่านี้ก็ยังใช้ได้อยู่ มันมีประโยชน์ที่จะนำไปเป็นตัวกรองก่อนการตัดสินใจใดๆ ทั้งในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

เดี๋ยวคงต้องแวะไปหา HBR ฉบับใหม่มาพลิกๆ ดูบ้าง แต่ไม่ต้องไป Asia Book หรือห้องสมุดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ใช้ Kindle หรือเข้า Web ไปได้เลย

ความรัก ความขัดแย้ง อำนาจ และแฟนตาซี

นิยายโรแมนติกแปลกๆ

ปกติจะเริ่มจากนิยายเขียนก่อน นิยายเขียนที่เข้าตาผู้กำกับหรือผู้สร้าง จะถูกนำไปสร้างเป็นหนัง
แต่เรื่องนี้เป็นการสร้างหนังที่ผู้กำกับทั้งทำหนังที่ตัวเองรัก และลงมือร่วมเขียนเรื่องออกมาเป็นนิยายเรื่องนี้ เกิดเป็นหนังสือและหนังโรงในเวลาเดียวกัน
จากผู้กำกับที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง ทำให้หนังได้รับความสนใจมาก หนังสือก็ด้วย
คำวิจารณ์ที่ผ่านๆ ตา ส่วนใหญ่ก็ออกไปในทางที่ดี พล็อตก็ดูแฟนตาซีน่าสนใจ
จังหวะเหมาะก็ซื้อหามาอ่าน

ยังไม่ได้ดูหนัง
ซื้อเตรียมไว้เหมือนกัน แต่ตัดสินใจว่าจะอ่านหนังสือก่อน

เป็นนิยายรักที่แฟนตาซีดี แต่เหมือนว่าพยายามรักษาความสมดุลของเนื้อหาไว้ ไม่ไปให้สุดทาง สำหรับเราจึงเป็นนิยายที่ค่อนข้างเบาๆ ในแง่ที่ไม่ได้ไปจนสุดทั้งในด้านความโรแมนติก ความแฟนตาซี ความตื่นเต้น หรือการหักมุมในพล็อตเรื่อง
อ่านไปได้เรื่อยๆ เพลินๆ แต่ถ้าวันไหนนอนน้อยมาอ่านก็จะมีอ่านแล้วง่วงๆ หน่อย

เราคิดว่า การรักษาความสมดุลประมาณไว้เพื่อไม่ให้ ความโรแมนติกก็ดีหรือความแฟนตาซีก็ดี มาเด่นชัดจนข่มสารที่ผู้เขียน (ซึ่งก็คือผู้กำกับด้วย) ต้องการจะนำเสนอผ่านนิยาย
มันก็เป็นเรื่องปกติ เมื่อเลือกทางนี้หรือทางใดๆ แล้วก็ตาม มันก็จะมีข้อดีและข้อเสีย

อารมณ์ระหว่างการอ่าน รู้สึกเหมือนความสนุกกับนิยายถูกรั้งๆ ไว้ ยั้งๆ ไว้ เพราะกลัวว่าเราจะสนุกเสียจนลืมใส่ใจกับปมของเรื่อง
พอมันเป็นอย่างนั้น เราจึงมีช่องว่างของอารมณ์ระหว่างการอ่านหนังสือ ทำให้จับสามารถสังเกตสารต่างๆ ที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อสารได้

เรารู้สึกชอบ ที่ผู้เขียนเหมือนกล้าเลือกกล้าตัดสินใจ เพราะการชอบหรือไม่ชอบของคนนั้น มันเป็นแค่เรื่องรสนิยมเฉพาะบุคคลของผู้เสพ
เสพแล้ว มีคนชอบ มีคนไม่ชอบ แต่ผู้เขียนผู้กำกับผู้สร้างสรรค์ได้มีความพึงพอใจหรือความสุขไปแล้วตั้งแต่ตอนที่ทำมันออกมาตามที่ตนอยาก

อีกด้าน พอทำมันออกมาแบบสมดุลๆ มันก็ออกจะกลมกล่อม นิยายจึงค่อนข้างจะแมส เป็นแนวป๊อบๆ คนอ่านคนดูหนังในวงกว้างสามารถเข้าถึงได้สบายๆ

ความดีงามมีหลายข้ออยู่เหมือนกัน ตั้งแต่การตัดต่อฉากต่างๆ ในนิยายเขียน นำเอาเรื่องเดียวกันของคนละเรื่องกันมาตัดต่อต่อกัน เป็นอารมณ์การตัดต่อฉากในหนังมาปรากฎอยู่ในนิยายเขียน ทำให้การสลับฉากเรื่องราวของตัวละครหลายตัวกลับไปกลับมา มีความน่าสนใจมาก

ความดีงามของเนื้อเรื่อง ในแง่การสะท้อนความรุนแรงและผลความเสียหายของสงครามเข้ามาอยู่ในนิยายโรแมนติกแฟนตาซี การเสพความขัดแย้งต่างๆ ทั้งความขัดแย้งระหว่างตัวละคร ความขัดแย้งภายในใจของตัวละคร ความขัดแย้งของสถานภาพในครอบครัวและในสังคม ความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์ สงครามเย็น ความขัดแย้งระหว่างธรรมชาติกับเทคโนโลยี ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์อื่นๆ ความขัดแย้งระหว่างความรับผิดชอบกับความต้องการภายในใจ
เราพบความขัดแย้งในบรรทัด เราอยู่และจัดการความขัดแย้งนี้อย่างไร

ความดีงามของเนื้อเรื่อง ที่พาเอาคนอ่านมาสำรวจความรู้สึกถึงการมีอำนาจและจบลงที่การใช้อำนาจนั้นๆ บังคับคนหรือสัตว์ให้มาสนองในสิ่งที่ตนต้องการ
การได้ลิ้มลองการมีอำนาจเหนือผู้อื่น เหนือสิ่งมีชีวิตอื่น ทำให้เรามีความรู้สึกถึงอำนาจที่เราสามารถจะควบคุมได้ อำนาจนี้มักพาลขยายไปถึงความรู้สึกถึงการมีอำนาจจนคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีจิตสำนึกที่พิจารณาตัดสินใจ

นิยายดี รักแบบแฟนตาซี แมสก็จริง แต่ไม่ธรรมดาสามัญ

#the_Shape_of_Water