คุณปู่ชี้แนะ

“พี่เคยอ่านเล่มนี้รึยัง”
“พี่จำได้มั้ยตอนนั้น หนังสือเล่มนี้…”
แล้ววันหนึ่งน้องก็หยิบเอามาให้ “หนูอยากให้พี่อ่าน”
เลยเป็นว่าต้องวางมือจากเล่มที่กำลังอ่านอยู่ทั้งหมดมาอ่านเล่มนี้ก่อน

ชื่อ #Peter_F_Drucker น่าจะคุ้นหูกันอยู่บ้าง บ้างมีคนเรียกเขาว่า บิดาของวิชาบริหารธุรกิจ หรือบิดาของหลักสูตร MBA
เราขอเรียกแกว่า “คุณปู่”

เราเรียน MBA ทันช่วงปลายๆ สมัยที่องค์ความรู้ที่คุณปู่ #Drucker ยังถูกพูดถึงในการเรียนการสอนในหลักสูตร MBA อยู่บ้าง
แต่ต่อมา มันก็ถูกทำให้ล้าสมัยและแทนที่ด้วยสิ่งที่ Kaplan กับ Norton เขียน Paper ลงใน HBR (Havard Business Review) และถาโถมมาด้วยแนวคิดของ Peter Senge และแนวคิดของ W. Chan Kim ก็เข้าไปอยู่ในหลักสูตรที่นักเรียน MBA เรียน

แต่ก็เห็นได้อยู่อย่างคือ ไม่ว่าจะมีเครื่องมือใหม่ๆ นักวิชาการใหม่ๆ หรือ Paper ใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์ลงใน HBR แต่เราก็ยังจะยังเห็นชื่อของคุณปู่ Drucker ปรากฎอยู่ตาม Paper ต่างๆ อยู่เนืองๆ และ HBR เองก็นิยมที่จะหยิบเอางานเขียนของคุณปู่ Drucker กลับมาตีพิมพ์ใหม่

#ปัญญางานจัดการคน หรือ #Managing_Oneself เล่มนี้ ก็เป็นการนำเอางานเขียนของคุณปู่ Drucker มารวมเล่มจัดพิมพ์ โดย HBR นั่นแหละ
ใช่ ถ้ามาลองดูที่ราคาหนังสือ 280 บาท กับหนังสือความหนา 240 หน้า ตกราคาหน้าละประมาณ หนึ่งบาทสิบเจ็ดสตางค์ นับว่าราคาแพงอยู่เหมือนกัน
แต่ยังมีนักแปลมือต้นๆ ของเมืองไทย คือคุณ #ภิญโญ_ไตรสุริยธรรมา เลือกหยิบเอามาแปลและจัดพิมพ์ด้วยสำนักพิมพ์ Openbook มาออกขาย ท้าทายสังคมการอ่านแบบจานด่วนในปัจจุบัน ก็ต้องนับว่าไม่ใช่งานเขียนธรรมดาแน่นอน

ความคิดเห็นในมุมของเราเอง
เราคิดว่า หลักการของคุณปู่ Drucker นั้นค่อนข้างมองโลกบริหารธุรกิจเพียงด้านเดียวอยู่บ้าง โดยเฉพาะเมื่อเจอกระจกหกด้าน เฮ้ย! สี่ด้านของ Kaplan กับ Norton เข้าไป ก็วิจารณ์หลักการของคุณปู่ที่เกิดมาก่อนหน้าได้เลยว่าล้าสมัย เพราะมองไม่ครบทุกด้าน (แต่ในที่สุด Balance Scorecard ก็ถูกทำให้ล้าสมัยด้วยสิ่งที่มาทีหลังอีกนั่นแหละ ยิ่งถ้ามาเจอ Crypto ยุคนี้แล้ว ก็คงเหมือนว่าสิ่งที่เราเรียนมาคือฟอสซิล)
ดังนั้น การศึกษาหรืออ่านบทความของคุณปู่ Drucker จึงต้องมีเผื่อใจทำ Critical Thinking คิดวิพากย์ คอยตั้งคำถามเปรียบเทียบกับบริบทปัจจุบันไปด้วย เพื่อที่จะตัดเอาประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัยแห่ง Satoshi Nakamoto ออกไป
ซึ่งพอตัดออกไปได้ เราก็จะเห็นความร่วมสมัยของหลักการของคุณปู่ คือแนวคิดที่ใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัยฮะ และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ HBR ยังคงหยิบเอามาจัดพิมพ์ใหม่อยู่

แนวคิดหลัก คือการจัดวางตนให้สอดคล้องกับจุดแข็งของตัวเอง (ถ้าจะเอาเป็นชิ้นเป็นอันหน่อย ก็ต้องมาทำ SWOT เพื่อทำ Strategic Fit ตามที่ฮิตๆ กัน)

การเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นทำได้ยากและต้องออกแรงเยอะ ในขณะที่ ถ้าเรารู้จักเอาจุดแข็งของตัวเองมาใช้ และปรับเข้าหาวิธีการทำงานและวิธีการเรียนรู้แบบที่เราถนัด จะออกแรงน้อยกว่าและไปได้เร็วกว่า
คุณปู่แกย้ำกันไปเลยโต้งๆ ว่า อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเลย การพัฒนาจากจุดที่ไร้ความสามารถของเราไปสู่จุดที่พอใช้ได้ จะต้องใช้พลังงานมากกว่าการพัฒนาจุดที่ดีไปสู่จุดที่ยอดเยี่ยม
คุณปู่แนะนำให้ รวมพลังไว้ที่จุดแข็ง ทุ่มเทพัฒนาจุดแข็ง แต่ไม่เหลิง เป็นการจัดการตนเอง ใช้พลังงานและทรัพยากรให้ถูกที่ถูกทางของตัวเรา เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด

จะรู้ว่าเรามีจุดแข็งอะไร ถนัดแบบไหน เราก็ต้องวิเคราะห์ตัวเองให้ได้ก่อน
เราเป็นนักฟังหรือนักอ่าน คนที่เป็นนักฟังและนักอ่านได้ทั้งสองอย่างมีอยู่น้อยมาก
เราเรียนรู้ด้วยวิธีการไหน เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ หรือเรียนรู้ด้วยการฟังเสียงของตัวเอง
เราทำงานได้ดีที่สุดเมื่อทำงานคนเดียว หรือเมื่อทำงานเป็นสมาชิกของกลุ่ม
เราถนัดจะเป็นที่ปรึกษา หรือจะเป็นคนตัดสินใจ
เราเลือกทำงานภายใต้แรงกดดัน หรือในสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้
รู้จักตัวเองก่อน จึงจัดการตัวเองได้ ไม่ใช่คิดเอาเองว่าเราเป็นแบบไหนแล้วลุยๆ ไป

ที่ดีงามที่สุดในหนังสือเล่มนี้สำหรับเรา มีอยู่สองประเด็น

ประเด็นแรก คือการที่คุณปู่ Drucker ชี้ให้เราทบทวนความสอดคล้องของค่านิยม (Value) ของตัวเราเองกับค่านิยมขององค์กรที่เราทำงานให้ หากคุณค่าที่เรายึดถือกับคุณค่าที่องค์กรนั้นยึดถือมีความขัดแย้งกันแล้ว อย่าทู้ซี้ให้เสียเวลาชีวิตเลย ลาออกไปหางานใหม่ทำเหอะ งานนั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่มีค่าพอที่เราจะเสียเวลาอยู่ด้วย
“การทำงานในองค์กรที่ให้ค่ากับสิ่งที่เราอาจยอมรับหรือไม่สอดคล้องกับตัวเรา ย่อมส่งผลทำให้เกิดความอึดอัดขัดข้อง และไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้”
แนวคิดนี้ของคุณปู่ นับได้ว่าล้ำมากในยุคสมัยนั้น และสิ่งนี้ต่อมาจึงถูกอธิบายต่อในทฤษฎีของ Organizational Behavior และน่าจะสอดคล้องกับประเด็นของ Business Ethics ด้วย
อย่างไรก็ดี ถ้าตัวคุณให้คุณค่ากับเงินนะ การทำงานที่ไหนก็ย่อมขึ้นอยู่กับว่าเค้าจ่ายให้คุณเท่าไหร่นั่นแหละ

ส่วนอีกประเด็นคือ เรื่องการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างคนทำงาน เนื่องจากการทำงานเราต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น จงเข้าใจคนที่คุณทำงานด้วย แล้วทำงานกับจุดแข็งของเขา ให้เขาใช้วิธีที่เขาถนัด ทำในส่วนที่เขาให้คุณค่า และให้ใส่ใจกับการสื่อสารมากๆ เราจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
โอ้ว! นี้มันวิธีของทีม Avenger ชัดๆ
ทีเด็ดก็คือ “… หากแต่เจ้านายนั้น ก็คือมนุษย์ คือคน ผู้ที่ถึงที่สุดก็ต้องทำงานในวิธีการที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป” ดังนั้น เหล่าลูกน้องจึงต้องสังเกตว่า เจ้านายทำงานวิธีไหน ถนัดแบบไหน แล้วหาทางช่วยเจ้านายให้ทำงานตามวิธีนั้นให้ได้ดีที่สุด แล้วคุณปู่แกก็รวบยอดว่านี่คือการจัดการเจ้านาย!

เขียนมายาวหน่อย และมีสรุปประเด็นของหนังสือไว้บ้าง เพราะอ่านไปก็คิดถึงหลักการและคำคมต่างๆ ของคุณปู่แกในตำราเรียน
คำแนะนำร่วมสมัย ที่แม้ว่าแนวคิดด้านการบริหารธุรกิจจะผ่านมาหลาย Generation แล้วก็ตาม คำแนะนำเหล่านี้ก็ยังใช้ได้อยู่ มันมีประโยชน์ที่จะนำไปเป็นตัวกรองก่อนการตัดสินใจใดๆ ทั้งในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

เดี๋ยวคงต้องแวะไปหา HBR ฉบับใหม่มาพลิกๆ ดูบ้าง แต่ไม่ต้องไป Asia Book หรือห้องสมุดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ใช้ Kindle หรือเข้า Web ไปได้เลย

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s