เงียบๆ กันไป

โอเค วันศุกร์แล้ว ขอนิยายฆาตกรรมสักเล่มหนึ่ง
หยิบมาอ่านเพราะปกเลย เห็นมีอยู่สองสามเล่มในตลาดนิยายที่ขึ้นปกเด็กสาวหน้าซีด แต่ปกเล่มนี้นี่หลอนจริงๆ
#รู้เห็นเป็นตาย หรือ #Silent_Girl นิยายเขียนโดย #Tess_Gerritsen และแปลโดย #อาสยา_ฐกัดกุล

491259.jpg

อ่านแบบไม่เร่ง ไม่รีบ โดยไม่รู้โครงเรื่อง ไม่รู้จักคนเขียน ไม่รู้อะไรเลย อ่านไปวันละหน้าสองหน้าสามหน้าสี่หน้า ก่อนเข้านอน ใช้เวลาอยู่กับนิยายเล่มนี้รวมแล้วหนึ่งสัปดาห์

ครึ่งแรก การเล่าเรื่องมีความต่างจากนิยายสืบสวนทั่วไป เราอ่านแล้วไม่รู้สึกตื่นเต้นกับการสืบสวนเท่าไหร่ แต่เป็นการมุ่งปูเรื่องเพื่อไปให้ถึงปมที่ตั้งใจไว้ให้คนอ่านสงสัย

ทำให้รู้สึกผิดคาดกับการดำเนินการสืบสวน แต่พอลดตรงส่วนนั้น มาเพิ่มตรงส่วนการให้ความสำคัญกับการเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่มาซ้อนประกอบกันเป็นปมและเป็นเหตุเป็นผลจนเป็นบทเฉลยของคดีในที่สุด ทำให้รู้สึกถึงความต่อเนื่องของเหตุการณ์ต่างๆ
พอเริ่มเข้าสู่ช่วยท้ายๆ ผู้เขียนเร่งจังหวะการเล่าให้กระชับขึ้น และผูกเหตุการณ์ให้คนอ่านลุ้นตาม ก็ทำให้อะดรีนาลีนพุ่งขึ้นระหว่างการอ่านได้เหมือนกันนะ
นั่นแสดงว่า จริงๆ แล้วก็เขียนให้ตื่นเต้นตามได้ เพียงแต่เลือกแล้วว่าจะดำเนินเรื่องแบบนั้นแบบนี้ อันนี้ก็นับเป็นความสามารถในการเขียน เพราะสามารถกำหนดจังหวะการเล่าเรื่องได้

ความโดดเด่นที่นำเอาวัฒนธรรมตะวันออกกับวัฒนธรรมตะวันตกมาเจอกันในนิยายเล่มนี้ ทำให้นิยายมีความพิเศษ การมาพบกันของความเชื่อและการให้คุณค่าของตะวันออกและตะวันตก สุดท้ายแล้วไม่ว่าชนชาติใด เราก็ไม่ได้ต่างกันในความเป็นมนุษย์เลย

แม้ว่าจะมีการนำเอา ‘ซุนหงอคง’ มาใช้เป็นสัญลักษณ์ในความหมายที่ไม่ค่อยตรงกับความหมายตามคติหลักของจีน แต่ก็ไม่ได้ถึงกับผิดประหลาดใดๆ ก็เป็นนิยายนี่นา เราก็ควรให้โอกาสได้ใช้จินตนาการกับตัวละครต่างๆ ได้บ้าง
พอมาคิดในมุมนี้ ก็ต้องนับถือในความคิดสร้างสรรค์ของผู้เขียน

ตัวละครเอกเป็นผู้หญิงเกือบทั้งหมด เป็นนิยายที่มีความโดดเด่นในแง่ feminine มากๆ
เป็นการต่อสู้ของผู้หญิงที่ต้องการขึ้นมายืนอย่างเท่าเทียมในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่
ผู้เขียนได้สร้างบริบทมากมายในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหญิงท่ามกลางมวลหมู่ตำรวจชาย แพทย์หญิงที่ต้องขึ้นให้การในชั้นศาลเพื่อเอาผิดตำรวจชายและโดนรุมค้านจากทั้งทนายและตำรวจเพศชาย ผู้หญิงในวัฒนธรรมจีน แม่ที่ต่อสู้เพื่อลูกสาว ลูกสาวที่แบกรับความรับผิดชอบเกินลูกชาย หรือกรณีเมื่อผัวไปมีเมียใหม่ เมียก็น่าจะไปมีผัวใหม่ได้สิ
ไม่ว่าจะเป็นฉาก หรือตอน หรือบริบทใดๆ ที่ประกอบกันเข้ามา ต่างเน้นไปที่แก่นสารเดียวกันคือการต่อสู้ของผู้หญิง มีประเด็นการกดขี่ทางเพศหรือการเหยียมหยามทางเพศประกอบ อ่านแล้วก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงงานเขียนของทมยันตี
ในแง่ของการส่งสารเรื่องการต่อสู้ของเพศหญิงนี้ ผู้เขียนประสบความสำเร็จนะ อย่างน้อยอ่านจบแล้วก็สะกิดใจถึงความไม่เท่าเทียมกันทางเพศที่มีอยู่จริง ภายใต้วาทะกรรมที่ปรากฏขึ้นบ่อยๆ ในสังคมเหล่านี้ว่าเป็นนี่คือยุคสมัยของความเท่าเทียมทางเพศแล้วนะ
ถ้าเราจะให้มันเป็นจริง มันต้องเริ่มจากตัวเราทันที ไม่ใช่เริ่มจากคำพูด ไม่ว่าจะเป็นคำพูดใดๆ ของใคร

เมื่ออ่านจบแล้ว ก็พบว่าวิธีทั้งหลายที่ผู้เขียนเลือกใช้นี้ ทำให้ตัวละครแต่ละตัวมีความลึก มีมิติ นี่แหละคือส่วนสำคัญที่ทำให้เรามีความรู้สึกไปกับการอ่านนิยายเล่มนี้ด้วย แม้ว่าจะไม่ได้อ่านต่อเนื่องแบบรวดเดียวจบ

ผู้ชายเรา ที่ควรละอายใจเสียบ้างกับการที่ไม่ยอมรับความจริงว่าความไม่เท่าเทียมกันทางเพศนั้นยังคงมีอยู่จริง แม้ในวันเวลานี้

ยอมรับเสียก่อนจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไข
ไม่ใช่เอาแต่เงียบๆ กันไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s