ที่มั่นสุดท้าย… แบ่งปันหรือแย่งชิง

ปลายเดือนเมษายน 2019 – ช่วงเวลาที่หลงอยู่ในวงกตในจิตใจตัวเอง หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านสามเล่มแก้กลุ้ม เล่มแรกเป็นหนังสือพัฒนาตัวเองก็ทำหน้าที่หน้าที่ของมันได้อย่างดีเยี่ยม เล่มที่สองเป็นหนังสือธรรมะเล่มบางๆ ก็เตือนสติเราได้อย่างดีเยี่ยมเช่นกัน (ทั้งสองเล่มนี้เดี๋ยวค่อยมาบันทึกถึงอีกทีนะ) เล่มที่สามคือนิยายวิทยาศาสตร์ภาคต่อ #ลาสต์โคโลนี #ที่มั่นสุดท้าย หรือ #the_Last_Colony เป็นนิยายเล่มที่สามต่อจาก ปฐมบทสงครามข้ามเอกภพ #โอลด์เมนส์วอร์ และเล่มสองเรื่องของกองพลผี #โกสต์บริเกดส์

538495.jpg

ไม่น่าเชื่อว่า นิยายวิทยาศาสตร์ดีๆ ก็พาเราตั้งสติได้ด้วยเช่นกัน

การหลงติดคิดอยู่แต่เรื่องของตัวเองเป็นความฟุ้งซ่านมากกว่าการคิดเรื่องคนอื่นอีก ฟุ้งซ่านและย้ำคิดมากกว่าเป็นหลายเท่า

สมมุติฐานในนิยายวิทยาศาสตร์สามารถมาช่วยทุบกำแพงที่กักขังความคิดของเรา กลายเป็นว่าพออ่านนิยายพร้อมกันพิจารณาการตั้งคำถามและสมมุติฐานในนิยาย กลับพาเราพ้นจากกรอบความคิดที่ขังเราอยู่ในเขาวงกตแห่งความฟุ้งซ่าน

“เอกภพนั้นกว้างใหญ่ แต่จำนวนของโลกที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์นั้นมีน้อยอย่างน่าใจหาย ผลก็คือ อวกาศแออัดไปด้วยสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเผ่าพันธุ์อื่นๆ มากมายที่อยากได้โลกใบเดียวกับที่พวกเราเล็งไว้ และดูเหมือนน้อยเผ่าพันธุ์เหลือเกินที่อินกับคอนเซปต์ของการแชร์ แน่นอนว่าพวกเราไม่ใช่หนึ่งในนั้น เผ่าพันธุ์ต่างๆ จึงต่อสู้กัน และโลกที่สามารถอยู๋อาศัยได้ก็ถูกเปลี่ยนมือไปมาครั้งแล้วครั้งเล่า จนกว่าจะมีสักเผ่าพันธุ์หนึ่งที่เกาะมันไว้ได้แน่นพอจนเราไม่สามารถแซะออกไปได้ กว่าสองศตวรรษที่ผ่านมา พวกเราชาวโลกสามารถทำแบบนั้นได้กับโลกหลายสิบแห่ง ในขณะเดียวกันก็ทำล้มเหลวในอีกหลายสิบแห่ง นี่ไม่ทำให้เรามีเพื่อนมากนัก!”

มนุษย์เมื่อเทียบกับโลก มนุษย์น่าจะเป็นเพียงปรสิตขนาดเล็กและอายุสั้นที่กัดกินโลกมาอย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น

เมื่อเทียบกับเอกภพมนุษย์ก็น่าจะกลายเป็นเพียงอะไรก็ไม่รู้ที่ไร้ความหมาย ที่พร้อมจะหายไปได้โดยไม่สร้างผลกระทบใดเลยต่อทั้งจักรวาล

เช่นนั้นแล้ว เขาวงกตในจิตใจที่เราเวียนว่ายอยู่กับมันไม่จบสิ้น มันควรถูกประเมินว่าใหญ่เพียงใด เมื่อเทียบกับปัญหาของโลก เมื่อเทียบกับผลกระทบต่อนิเวศของเอกภพ? ปัญหาของปรสิตตัวหนึ่งกับปัญหาของระบบนิเวศ? หรือคิดแค่ใกล้ตัว-ไกลตัว

นิยายทั้งสองภาคแรกทั้งสนุกและดี ภาคที่สามนี้ยังสามารถไปได้ไกลกว่านั้นอีก ขอแสดงความคารวะ

ในเล่มนี้ ลาสต์โคโลนี่เป็นที่มั่นสุดท้ายที่พาก้าวข้ามจากขอบเขตของนิยายสงครามอวกาศเพื่อความอยู่รอด ไปสู่นิยายความคิดเชิงการเมืองและภาวะผู้นำ หนังสือเล่นงานเราตั้งแต่การเริ่มต้นลงหลักปักฐานสร้างอาณานิคม เริ่มสร้างสังคมและอารยธรรมของมนุษย์ลงบนถิ่นที่อยู่ใหม่ เราได้สัมผัสความลึกซึ้งของนิยายในการแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นของการร่วมมือการของอารายธรรมต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันจึงช่วยให้การตั้งรกรากของสังคมใหม่นั้นอยู่รอดในสิ่งแวดล้อมใหม่ ยิ่งได้ความหลากหลายของคนยิ่งมีโอกาสอยู่รอดสูงแต่โดยเงื่อนไขที่ในความแตกต่างกันมีความร่วมมือกัน ในที่สุดก็ปักหลักวิวัฒน์เป็นอารยธรรมที่พัฒนาขึ้นไปอีก ด้วยคุณลักษณะพิเศษอันทรงภูมิปัญญานี้ ทำให้มนุษย์อยู่รอดในสิ่งแวดล้อมทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้มีภาวะของร่างกายที่เหมาะสมกับการอยู่กับสิ่งแวดล้อมนั้นเลยเมื่อเทียบกับสัตว์สายพันธุ์อื่นๆ ด้วยภูมิปัญญาและความร่วมมือเราจึงอยู่รอดได้ แต่อย่างไรก็ดี ด้วยภูมิปัญญานี้เช่นกันที่จะทำลายมนุษย์จนอาจจะสูญไปจากเอกภพนี้เลยก็ได้

โครงเรื่องที่กล่าวถึงประเด็นทางการเมือง ทั้งการแย่งชิงอำนาจการบริหาร การหักหลัง การข่มขู่คุกคาม การใช้กำลัง การเข้าควบคุมและบิดเบือนข้อมูล หรือแม้กระทั่งการให้ความช่วยเหลือหรือการแสดงน้ำใจที่ซ่อนเร้นหวังผลทางการเมือง ทำให้นิยายวิทยาศาสตร์เล่มนี้พิเศษมาก

และดูนิยายจะสะท้อนความจริงว่า มนุษย์ช่างเห็นแก่ตัวและก้าวร้าวมากเสียจนไม่ยอมเปิดโอกาสให้สิ่งมีชีวิตหน้าไหนขึ้นมามีสิทธิ์ในการถือครองทรัพยากรร่วมกันกับมนุษย์ มนุษย์มีวัฒนธรรมที่ชัดเจนที่จะกระทำการด้วยอำนาจเพื่อแย่งชิงมาซึ่งสิทธิ์ขาดในการบริหารจัดการทรัพยากร

เราไม่นิยมแบ่งปันอำนาจในการบริหารจัดการของเราให้กับอื่นๆ เรากลับนิยมการแย่งชิงมาเป็นของเราเอง ในมุมมองของสิ่งมีวิตประเภทอื่นที่ดัน (ซวย?) ต้องมาอยู่ร่วมถิ่นด้วย ก็น่าจะมองเราในสายตาที่อาจจะทั้งรังเกียจและอาฆาต

นิยายยังเขียนไปได้เทพกว่านั้นอีกคือ ยังตั้งสมมุติฐานให้เหนือขึ้นไปอีกคือ แม้ภาพรวมมนุษย์จะเป็นเช่นนั้นจริง แต่ก็ไม่ควรด่วนสรุป เพราะโดยธรรมชาติ มนุษย์ก็ยังมีความหลากหลายมากพอที่เปิดโอกาสให้ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะไม่รู้จักการแบ่งปัน ยังคงมีส่วนหนึ่งที่ยังคงพยายามดำเนินการเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติโดยอาศัยการแบ่งปันอย่างสมเหตุสมผล เพียงแต่ ระหว่างสองฝ่าย ผ่ายที่ไม่นิยมการแบ่งปันคือผ่ายที่กุมอำนาจและควบคุมทั้งหมดไว้เสมอ และใช้วิธีการปิดบังข้อมูลเป็นปกติเพื่อควบคุมความคิดของอีกฝ่ายไว้

นิยายสนุกมาก มีการหักมุมในเรื่องเสียด้วย เล่นเอาหงายเงิบไปทั้งเอกภพ เล่มนี้พีคมากจริงๆ เป็นการปิดฉากรบของพระเอกคุณปู่ และนางเอกแห่งกองพลผี ได้อย่างสวยงาม

ภาคต่อไปเป็นเล่มที่สี่มาจ่ออยู่ในคิวรออ่านเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็รอแปลต่ออีกสองเล่มก็จะจบมหากาพย์สงครามจักรวาลนี้

Advertisements

1 Comment

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s