วัยรุ่นกับการเมืองระหว่างดาว

นิยายเล่มสุดท้ายของซีรี่ย์สงครามข้ามเอกภพ #โอลด์เมนส์วอร์ เป็นนิยายเล่มที่ 4

542456.jpg

เป็นนิยายที่เขียนได้สร้างสรรค์มากๆ สงครามอวกาศในมุมมองของเด็กวัยรุ่น บรรยากาศนิยายวัยรุ่นอเมริกันแต่อยู่ท่ามกลางสงครามระหว่างเอกภพ ไม่น่าเชื่อว่า #John_Scalzi จะเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ในซีรี่ย์นี่ออกมาเป็นแบบนี้ได้ ความว้าวุ่นกับการเข้ากับสังคมใหม่ที่ประกอบไปด้วยคนที่มาจากหลากหลายดวงดาว (เทียบก็คือมาจากหลายประเทศ ต่างศาสนา ต่างภาษา) กลุ่มเพื่อนวัยรุ่น และความรัก ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างดวงดาว โห… มันเจ๋งมาก

 

ที่ต้องทำความเคารพให้เลยก็คือ เป็นการเขียนนิยายที่ใช้เส้นเรื่องทับกับเรื่องราวของ #the_Last_Colony (ที่มั่นสุดท้าย) นิยายเล่มก่อนแบบเป๊ะๆ เลย ไทม์ไลน์ทับกันเป๊ะๆ

ก็คือเป็นการนำเรื่องในเล่มก่อนหน้ามาเขียนเล่าใหม่อีกรอบหนึ่ง แต่เล่าผ่านมุมมองของเด็กวัยรุ่น เปลี่ยนการเล่าผ่านตัวเอกของเรื่องจากฮีโร่ผู้นำดวงดาว มาเล่าใหม่ผ่านตัวเอกที่เป็นวัยรุ่นลูกของฮีโร่อีกที

การเล่าแบบนี้ มีข้อเสียนิดเดียวตรงที่ เราคิดว่าควรได้อ่านเล่มก่อนหน้ามาก่อน คือควรอ่านเล่ม the Last Colony มาก่อน แล้วค่อยมาอ่าน #Zoe_Tale #เรื่องเล่าของโซอี้ เล่มนี้ ไม่ควรข้ามมาอ่านเล่มนี้เลย เพื่อให้ได้อรรถรสในการเสพนิยายเล่มนี้ได้อย่างสมบูรณ์

 

อย่างแรกเลย คือแม้ว่าเราจะรู้เรื่องราวทั้งหมดอยู่แล้ว รู้ว่าเริ่มยังไง เหตุการณ์เป็นไปอย่างไร ปมของเรื่องคืออะไร เฉลยของปมเรื่องคืออะไร และรู้ว่ามันจบยังไง รู้จากการอ่านเล่มก่อนหน้าแล้ว พอมาอ่านที่เล่าใหม่แบบนี้อีกที กลับไม่รู้สึกว่าน่าเบื่อ แถมยังทำให้เราลุ้นและตื่นเต้นไปกับเรื่องราวได้อีกครั้ง สนุกมาก เป็นประสบการณ์การอ่านนิยายที่เราทึ่งมาก

พอใช้เทคนิคนี้ คือเล่าเรื่องเดิมใหม่อีกรอบทับไทม์ไลน์เดิมแต่ผ่านตัวละครอีกตัวแทน ได้ข้อดีอย่างมากในการเล่ารายละเอียดในมุมอื่นๆ ของเหตุการณ์ ที่ไม่อยู่ในเรื่องของเล่มก่อน ซึ่งปกติเราจะเห็นวิธีการคล้ายๆ กันแบบนี้แต่จะอยู่ในนิยายเล่มเดียวกันเลย เช่นในนิยายสืบสวนผู้เขียนก็จะใช้คำบอกเล่าเหตุการณ์เดียวกันจากตัวละครหลายๆ ตัว เพื่อให้คนอ่านประกอบภาพในจินตนาการของตัวเองจากการเล่าของแต่ละคนแต่ละมุม และคาดการณ์ข้อเท็จจริงหรือหาตัวฆาตกร แต่นี้ ใช้วิธีแบบนี้แต่แยกออกมาเป็นอีกเล่มหนึ่ง แยกออกมาเป็นอีกภาคหนึ่งเลย ความยากที่สุดคือคนอ่านจะเบื่อได้ แต่กลับสนุกมาก พอรวมกับข้อดีที่สามารถเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์การเมืองระหว่างดวงดาวและสงครามระหว่างเอกภพในด้านอื่นๆ ได้ด้วย นี่คือดึงเราคนอ่านเข้าไปอยู่กับเหตุการณ์ในเรื่องได้มากขึ้น ลึกขึ้น มันเลยอินเลย สนุกมาก

กล้ามากที่ใช้เทคนิคนี้ แสดงความเทพของการเขียนนิยายมาก เขียนได้ทั้งแนวการต่อสู้ Action การชิงไหวพริบ สายลับ การเมือง สังคม และก็มาเป็นนิยายวัยรุ่น ในพื้นหลังของนิยายวิทยาศาสตร์ ที่สามารถตั้งคำถามแบบ what…if ได้เรื่อยๆ ขอแสดงความนับถือแก่ผู้เขียนอีกครั้ง โชคดีจริงๆ ที่ได้อ่านนิยายซีรี่ย์นี้ครบทั้งหมดที่มีการแปลออกมาเป็นภาษาไทยแล้ว ซึ่งสำนักพิมพ์ก็บอกในเล่มแล้วว่า Zoe’s_Tale หรือเรื่องเล่าของโซอี้ เป็นเล่มสุดท้ายของซีรี่ย์ Old’s Man War แต่ยังมีภาค Spin-Off อีก (รออ่าน แปลมาอีกๆ จะตามทุกเล่ม)

 

ถ้าอ่านสองเล่ม (the Last Colony กับ Zoe’s Tale) ต่อกัน เราจะได้ประเด็นเรื่องมุมมองที่แตกต่างกันของผู้ใหญ่ (พ่อแม่) กับวัยรุ่น (ลูก) ด้วย เหตุการณ์เดียวกัน เล่มก่อน-ผู้ใหญ่คิดแบบไหนตอบสนองต่อเหตุการณ์แบบไหน เล่นนี้-วัยรุ่นคิดและตอบสนองอีกแบบ แน่นอนความลุ่มลึกของการคิดและตอบสนองของรุ่นวัยรุ่นย่อมไม่ลึกเท่ากับผู้ใหญ่ แต่กลับน่าสนใจในตัวมันเอง ความกล้า การท้าทาย การเข้าแก้ไขปัญหา จะตัดสินได้อย่างไรว่าควรเป็นแบบไหน สำหรับผู้ใหญ่ที่ลืมเลือนความเป็นวัยรุ่นไปแล้วควรได้กลับมาคิด และเช่นกันกับวัยรุ่นหากเริ่มเข้าใจมุมมองที่ต่างกันระหว่างวัยที่ต่างกัน ไม่น่าเชื่อว่านิยายไซไฟสงครามอวกาศจะแฝงประเด็นแบบนี้ได้ ซึ่งคนอ่านจะได้ก็ต่อเมื่อได้อ่านครบทั้งสองเล่มด้วย

 

นอกจากนี้ ความดีงามอีกประการหนึ่งก็คือ เนื่อเรื่องที่เป็นการเริ่มต้นสร้างอาณานิคมใหม่ สร้างสังคมใหม่จากผู้คนต่างเชื้อชาติ ต่างความเชื่อ ต่างภาษา ต่างศาสนา ต้องมาอยู่ร่วมกัน มาเริ่มต้นรกรากสร้างอารายธรรมบนอาณานิคมใหม่ บนดาวดวงใหม่ที่ก็ยังไม่รู้จักมันดีนัก ทั้งยังมีข้อจำกัดในการนำเอาเทคโนโลยีที่เผ่าพันธุ์ตัวเองเคยมีมาใช้ได้ ที่แท้แล้วสัญชาตญาณการรวมกันอยู่เพื่ออยู่รอด สามารถทำลายกำแพงความแตกต่างระหว่างกันได้ไม่ยาก เพราะสุดท้ายแล้ว เราต่างก็เป็นมนุษย์ มนุษย์ไม่ได้แตกต่างกันในระดับพื้นฐานเลย เราต่างก็ต้องการให้ตัวเองและคนที่รักมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เราต่างมีความรัก เราต่างต้องมีครอบครัวมีเพื่อน แม้ความต้องการเราจะต่าง แต่ความต้องการพื้นฐานของเราไม่ต่างกันเลย

การตั้งคำถาม What…If แบบนี้ พาเรากลับไปทบทวนถึงประเด็นเรื่องการอยู่ร่วมกันของผู้คนที่มีความแตกต่างกัน แม้ความเชื่อของเราจะต่างกันแต่ความเชื่อเรื่องความดีความถูกต้องและความไม่ถูกต้องกลับไม่ต่างกันนัก

แม้ภาษาของเราจะต่างกัน แต่เราทุกคนต่างก็รู้จักบกกวี ทุกภาษามีบทกวี

แม้บทเพลงของเราจะแตกต่างกัน แต่เราทุกคนก็มีบทเพลงของเรา

ก็เช่นเดียวกันกับ พิธีกรรม การเกิด งานแต่งงาน และงานศพ และอื่นๆ

ใครที่อ่านสองเล่มนี้ อยากให้คิดตามแง่มุมเหล่านี้ ผู้เขียนแทรกเรื่องสังคมวัฒนธรรมไว้อยู่หลายจุดในเรื่องเลย มันมหัศจรรย์ที่พบปะกับประเด็นแบบนี้ในนิยายวิทยาศาสตร์ และมันเตือนสติเรา

 

ความแตกต่างระหว่างเรานั้นมีอยู่ แต่เมื่อคิดให้ดี ก็คล้ายกับว่า ความแตกต่างเหล่านั้น ก็ไม่ได้มีอยู่จริง

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s