บทเรียนแห่งศตวรรษ

นี่คือหนังสือที่คนสำคัญมากมายมีความเห็นร่วมกันว่าเป็นหนังสือของยุคนี้

576670.jpg

หลังจากอ่านรอบแรก ก็ตั้งใจว่าจะบันทึกเป็นบทเรียนที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ โดยบันทึกบทเรียนตามความคิดเห็นและความเข้าใจของเราเอง ไม่ได้เพื่อให้ไปใช้ในการอ้างอิงอะไร แต่เพื่อเตือนตัวเอง

เป็นบันทึกบทเรียนจากการอ่านบทเรียนฯ

พอลงมือบันทึกแบบนี้แล้ว มันก็ออกมายาวมาก ดังนั้นเลยไม่ได้เขียนบรรยายอะไรไปมากไปกว่าการบันทึกบทเรียนที่ได้จากการอ่านเหล่านี้

บทเรียนที่ 1 จากการอ่านหนังสือ ความท้าทายที่จะเผชิญนี้ ไม่ใช่ความท้าทายในเรื่องความรู้หรือทักษะ แต่เป็นความท้าทายเรื่องความเข้มแข็งและความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดและความไม่แน่นอนที่มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อนในอดีต

การปฏิวัติด้าน Biotech และ Infotech จะทำให้มนุษย์สามารถควบคุมโลกภายในตัวเองได้ และจะทำให้มนุษย์สามารถทำวิศวกรรมชีวิตหรือแม้แต่ควบคุมการสร้างชีวิตได้

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่โรคติดเชื้อฆ่าคนน้อยกว่าความสูงอายุ ความอดอยากฆ่าคนน้อยกว่าความอ้วน และความรุนแรงฆ่าคนน้อยกว่าอุบัติเหตุ เรื่องเล่าที่แล้วมาเริ่มหมดอายุไป แต่ยังไม่มีเรื่องเล่าใหม่ๆ เข้ามาให้ยึดแทน เรายังไม่มีเรื่องเล่าใหม่ที่ชอบใจสำหรับโลก คนจำนวนหนึ่งกำลังจะกลายเป็นส่วนเกินทางเศรษฐศาสตร์

มนุษย์มีความเป็นปัจเจกบุคคล จึงยากที่จะเชื่อมโยงกันและให้มีข้อมูลที่ทันสมัยอยู่ตลอด ในขณะที่คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายที่ยืดหยุ่นเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นไปได้ว่ามนุษย์จะถูกแทนที่ด้วยเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรือ AI ที่เชื่อมโยงประสานกันเป็นหนึ่งเดียว แนวโน้มจึงเป็นความร่วมมือกันระหว่างมนุษย์กับ AI มากกว่าจะแข่งขันกัน

แม้ว่าจะมีงานใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ก็จะมีการเกิดขึ้นของกลุ่มคนส่วนเกินที่ไร้ความสามารถ ตลาดงานจะเปลี่ยนแปลงเข้าหาจุดสมดุลใหม่ จะไม่มีลักษณะของการมีอาชีพเดียวทั้งชีวิต มนุษย์จำเป็นต้องมีความเข้มแข็งทางจิตใจเพื่อจะรับมือกับความเครียดที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอาชีพและทักษะเสมอๆ ในชั่วชีวีตการทำงานและความไม่แน่นอนในตลาดแรงงานที่มีมากขึ้นกว่าที่เคยมีมา กลุ่มคนส่วนเกินที่ไร้ความสามารถที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเพราะขาดความรู้หรือทักษะ แต่ยังไร้ความสามารถเพราะไม่มีความเข้มแข็งทางจิตใจที่เพียงพอที่จะรับมือการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน มนุษย์จำเป็นต้องมีการเตรียมรับมือการปฏิวัติด้าน Biotech และ Infotech มากกว่าครั้งที่เผชิญหน้ากับการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในเมื่อ AI สามารถพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้ตลอดเวลา ทั้งยังไม่แน่ว่าเศรษฐกิจในอนาคตจะต้องการมนุษย์ในฐานะผู้บริโภคด้วยหรือไม่ เพราะเครื่องจักรอาจทำหน้าที่เป็นผู้บริโภคในระบบเศรษฐกิจแทนมนุษย์ได้ด้วยเช่นกัน มนุษย์ที่เป็นลูกจ้างหรือเพื่อยังคงรักษาความเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไว้จำเป็นต้องเรียนความรู้และทักษะใหม่ๆ และเปลี่ยนอาชีพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตลอดไป และไม่แน่ด้วยว่าด้วยความถี่เท่าไหร่

บทเรียนสำคัญเรื่องที่ 2 คือ ความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์จะเพิ่มขึ้นอย่างมากแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คนส่วนมากอาจไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี ไม่สามารถครอบครองข้อมูล และไม่สามารถจะเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ สุขภาพที่ดีในอนาคตก็ขึ้นอยู่กับความมั่นคั่งเท่าที่มนุษย์คนนั้นจะสามารถหามาได้ ช่องว่างแห่งความไม่เท่าเทียมนี้จะผลักดันให้เกิดกลุ่มคนที่สูญเสียคุณค่าทางเศรษฐกิจไป ไม่สามารถเป็นได้ทั้งผู้ผลิต ไม่สามารถสร้างคุณค่าในระบบเศรษฐกิจ และทั้งยังไม่สามารถจะมีกำลังในการบริโภคอีกด้วย เส้นแบ่งที่สำคัญนั้นอยู่ที่การเป็นเจ้าของข้อมูล การเข้าถึงเทคโนโลยี และความสามารถที่จะใช้เทคโนโลยีเหล่านี้กับข้อมูลเพื่อสร้างคุณค่าและความมั่งคั่ง อีกทั้งการตั้งคำถามที่ว่ามนุษย์เราจะสามารถอยู่รอดต่อไปในอนาคตได้หรือไม่หากขาดการเชื่อมต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ความมั่งคั่งจะย้ายเข้ามาที่ศูนย์กลางเทคโนโลยี ในขณะที่พื้นที่ที่ด้อยเทคโนโลยีจะค่อยๆ ถดถอยหรือล่มสลายไป มีการเคลื่อนย้ายอำนาจจากมนุษย์ไปสู่ Algorithm ซึ่งอาจจะบั่นทอนเสรีนิยมของมนุษย์ อำนาจเคลื่อนย้ายมาจนทำให้เกิดเผด็จการดิจิตอล เราอาจจะไม่สามารถเป็นอิสระจากคำแนะนำของ Algorithm ได้ เพราะถ้าเราปฏิเสธเราอาจไม่ถูกยอมรับ ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางสังคม ถูกปฏิเสธการทำประกัน หรืออาจจะไม่ถูกเลือกจ้างงานในบริษัทต่างๆ หรือเป็นเหตุให้ถูกเลิกจ้าง เพราะไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ Algorithm คิดคำนวณออกมาว่ามันควรจะเป็น เราอาจจะต้องยอมรับว่า Algorithm รู้จักตัวเราดีกว่าที่เรารู้จักตัวเราเองเสียอีก รายละเอียดบางอย่างที่ประสาทสัมผัสของมนุษย์อาจจะแยกแยะไม่ได้ แต่เซ็นเซอร์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรือ AI สามารถแยกแยะได้ หรือเราจะกล้าพูดหรือไม่ว่าไม่จริง

Algorithm หรือ AI เริ่มเข้ายึดอำนาจจากการที่เรียนรู้จากประสบการณ์ปริมาณมหาศาลของมนุษย์ ข้อมูลปริมาณมหาศาลที่จะไม่มีมนุษย์เพียงคนใดคนหนึ่งจะสามารถจัดการข้อมูลจากประสบการณ์ปริมาณขนาดนี้ได้ เมื่อ Algorithm หรือ AI เรียนรู้และพัฒนาขึ้นจนสามารถให้คำตอบและตัดสินใจได้ดีกว่าเรา ทั้งยังไม่เกิดปัญหาการตัดสินใจผิดพลาดหรือให้คำตอบที่ไม่ถูกต้องจากอารมณ์ เราจะสามารถเชื่อมันได้มากขึ้น ไว้วางใจมันได้มากกว่าไว้ใจตัวเราเอง ในที่สุดก็ตามมาด้วยเราจะสูญเสียความสามารถในการตัดสินใจด้วยตัวเองไป

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ปัญหาของ AI ผู้เขียนนำเสนอว่า ปัญหาที่แท้จริงของ AI ไม่ใช่เรื่องความสามารถของมันหรือการไม่มีจิตสำนึกของมัน แต่ปัญหาของมันกลับอยู่ที่ความโง่และความโหดร้ายตามธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นเจ้านายมัน ความสามารถทางเทคโนโลยีนี้เป็นแรงจูงใจและสร้างอำนาจให้มนุษย์สามารถกอบโกยและเบียดเบียนได้มากขึ้นเรื่อยๆ ผลลัพธ์ในที่สุดคือความไม่เท่าเทียมที่มากที่สุดกว่าที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ความมั่งคั่งและอำนาจทั้งปวงจะย้ายไปกระจุกตัวอยู่ในชนชั้นนำจำนวนน้อยที่เป็นเจ้าของทรัพย์สิน ผู่กุมเทคโนโลยีและข้อมูลอยู่ในมือ คนรวยที่สุดจำนวน 1% ของจำนวนมนุษย์ทั้งหมดผู้เป็นเจ้าของความมั่งคั่งเกือบทั้งหมดของโลก ยังอาจจะสามารถครอบครองสุขภาพที่ดี อายุที่ยืนยาวด้วยความงาม ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ทั้งมวลเกือบทั้งหมด ได้อีกด้วย ซึ่งจะกลายเป็นอภิมนุษย์หรือ Superhuman ในที่สุด ในขณะที่คนธรรดาทั่วไปที่เป็นคนส่วนใหญ่ตกเป็นชนชั้นที่ด้อยกว่าและไร้ประโยชน์จากการที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน ข้อมูล และความรู้ และมีอายุยืนยาวเท่าที่แค่จะมีกำลังจะจ่ายได้เท่านั้น

บทเรียนสำคัญเรื่องที่ 3 ปัญหาระดับโลกที่เรากำลังเผชิญหรือกำลังจะเผชิญ เพียงแค่รู้หรือตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหานั้นไม่เพียงพอแล้ว ประชากรโลกต้องร่วมมือกันลงมือกระทำการบางอย่างเพื่อจัดการปัญหาตั้งแต่ตอนนี้ ปัญหาระดับโลกที่เรากำลังเผชิญอยู่ ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งที่สามารถลงมือแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องเป็นความร่วมมือกันของประเทศต่างๆ ในสังคมโลกเท่านั้น

มนุษย์กำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่อย่างน้อย 3 เรื่องด้วยกันคือ สงครามนิวเคลียร์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก และการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงจากเทคโนโลยี

สงครามนิวเคลียร์ที่มาพร้อมกับลัทธิชาตินิยม ประเทศมหาอำนาจที่แข่งขันกันคิดค้นและสะสมอาวุธนิวเคลียร์เพื่อความได้เปรียบในอำนาจทำลายล้างเหนือประเทศอื่น การอยู่รอดของมนุษย์จากสงครามนิวเคลียร์อยู่ที่การสร้างความสมดุลไม่ให้ชาติใดชาติหนึ่งมีความได้เปรียบเชิงอาวุธนิวเคลียร์เหนือชาติอื่นๆ เพราะจะทำให้สามารถหยิบยกเอามาใช้ได้โดยไม่ต้องห่วงว่าจะถูกประเทศใดเอาคืน อย่างไรก็ดี เพื่อรอดจะภัยอาวุธนิวเคลียร์ประเทศมหาอำนาจต้องหน้าตั้งตาพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ให้มีความก้าวหน้าพอๆ กัน ด้วยสนธิสัญญาควบคุมการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ถูกฉีกทิ้งไปเรียบร้อย

การเสียสมดุลของระบบนิเวศโลก พฤติกรรมของมนุษย์โลกพาเรามาถึงจุดที่สมดุลของระบบนิเวศโลกไม่สามารถย้อนกลับไปยังจุดเดิมได้อีกแล้ว ต่อ่ให้ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงมากขนาดไหนก็ไม่สามารถย้อนกระบวนการกลับไปสู่จุดที่จะไม่เกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อสภาพแวดล้อมของโลกได้ การลดหรือเลิกพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้เกิดปัญหามีผลเพียงแค่ชลอแต่ไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้อีกต่อไป

ความเห็นของผู้เขียน ผลการปฏิวัติด้าน Biotech และ Infotech เป็นการเปิดประตูให้กับภาพวันสิ้นโลก มนุษย์ มนุษย์จะประสบปัญหาเพราะมนุษย์เก่งเรื่องการประดิษฐ์เครื่องมือมากกว่าฉลาดใช้เครื่องมือเป็นอย่างมาก มนุษย์ล้มเหลวในการกำหนดคู่มือในการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม การรวมเอาเทคโนโลยีชีวภาพกับ AI จะทำให้เกิดการพัฒนาไปสู่จุดที่เกิดการแยกกันระหว่างร่างกายทางกายภาพกับสติปัญญา การแยกออกจากกันระหว่างจิตสำนึกกับปัญญา ความน่ากังวลคือโลกจะถูกควบคุมจัดการด้วยสิ่งทรงปัญญาแต่ไร้ซึ่งจิตสำนึก เป็นการเปลี่ยนแปลงไปแบบที่มนุษย์ไม่เคยเจอมาก่อนและคาดไปไม่ถึงด้วยว่าจะเกิดผลอย่างไร

บทเรียนสำคัญเรื่องที่ 4 อย่าประเมินความโง่เขลาของมนุษย์ต่ำเกินไป มันคือตัวที่นำไปสู่การทำลายตัวเองของเรา การจัดการความโง่เขลาของตัวเราคือการถ่อมตัว ยอมรับในความไม่รู้ดีก่อนที่เราจะพ่ายแพ้ให้กับความกลัวจากความไม่รู้

การก่อการร้ายคือการแผ่ขยายความกลัวออกไป จากฝ่ายที่ไม่ได้มีกำลังมากพอที่จะสร้างความเสียหายทางกายภาพอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายก่อการร้ายหวังผลจากความกลัวและความสับสนระหว่างสถานการณ์ทำให้ฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายรัฐลงมือตอบโต้โดยใช้กำลังมากเกินไป ซึ่งจะเกิดผลกระทบหรือผลข้างเคียงที่รุนแรงตามมา จนในที่สุดก็ส่งผลต่อจนถึงการเสียสมดุลของอำนาจ

ชอบที่ผู้เขียนเปรียบเทียบการก่อการร้ายว่า “แมลงวันอ่อนแอเกินกว่ากระทั่งจะขยับถ้วยกาแฟสักถ้วยที่ตั้งอยู่ แมลงวันบินเข้าไปในหูวัวสักตัวแล้วเริ่มทำเสียงในหู วัวตัวนั้นก็บ้าคลั่งขึ้นด้วยความกลัวและความโกรธแล้วก็วิ่งพุ่งเข้าชนเข้าทำลายร้านกาแฟทั้งร้าน” และ “ไม่เคยขาดแคลนวัวขี้โมโหในโลกนี้เลย” เพราะการที่นรัฐจะอดทนต่อความยั่วยุนั้นทำได้ยาก และความหวาดกลัวของมนุษย์เองที่กระตุ้นทำให้ผลของการก่อการร้ายขยายผลออกมาในวงกว้าง ความหวาดกลัวเกิดจากการไม่รู้

อีกด้านหนึ่งของการก่อการร้ายคือการทำสงคราม ประวัติศาสตร์ของชาติมหาอำนาจบอกว่าการทำสงครามคือการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า สร้างความเสียหายอยู่บ้างแต่ได้ผลตอบแทนที่สูง ผู้ชนะจะได้เป็นหรือยังคงเป็นมหาอำนาจ อย่า่งไรก็ดีเมื่อมีการนำเอาอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธจากเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการทำสงคราม จะทำให้เกิดความเสียหายใหญ่ ความโง่ของมนุษย์เป็นแรงผลักดันไปสู่การทำลายตัวเอง แม้กระทั่งศาสนายังถูกความโง่เขลาของมนุษย์นำไปเป็นเหตุของการทำสงคราม

การจัดการความโง่เขลา ความไม่รู้ และความกลัว ด้วยความพยายามเข้าใจความจริงจากการคิดตรวสอบและทดลอง การเผชิญหน้ากับอคติ สงสัยในความคิดและความเชื่อของตัวเอง ยอมรับว่ามาเรื่องที่เรายังไม่รู้อีก คือความถ่อมตัว ยอมรับในความโง่เขลาของเรา และทบทวนให้ดีก่อนจะกระทำอะไร

ตั้งคำถามให้มาก ตั้งคำถามให้ดี คำถามที่เรายังหาคำตอบไม่ได้ดีกับเรามากกว่าคำตอบที่เรามีแต่ไม่สามารถตั้งคำถาม ความถ่อมตัวด้วยการสงสัยในความคิดของตัวเองก่อน ระวังภาพลวงตาของความรู้ (Knowledge Illusion) ที่เราจะเผลอคิดไปว่าเรารู้อะไรเยอะทั้งที่เรารู้น้อยมากเพราะเราคิดว่าเราสามารถพึ่งพาความรู้ของกลุ่มหรือการตัดสินใจของกลุ่มได้ ในขณะที่ไม่ได้ตระหนักเลยว่าเราไม่รู้เลยว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

บทเรียนสำคัญเรื่องที่ 5 อะไรคือเรื่องจริงและอะไรคือเรื่องแต่ง การเล่าเรื่องแต่งเพียงครั้งเดียวอาจเป็นการโกหก ประเด็นสำคัญคือการจัดตั้งมวลชนขึ้นเพื่อร่วมมือกันนั้นไม่สามารถทำได้ถ้าไม่มีเรื่องแต่งที่มวลชนนั้นเชื่อร่วมกันนั้นเอง โดยเรื่องแต่งนั้นอาจไม่ได้เป็นเรื่องจริงเลย การเล่าเรื่องแต่งซ้ำๆ และพร้อมๆ กันหลายๆ คน เรื่องแต่งจะกลายเป็นเรื่องจริง มนุษย์สามารถทั้งรับรู้และไม่รับรู้ได้ในเวลาเดียวกัน มนุษย์สามารถรับรู้เมื่อตั้งใจคิดถึงมันอย่างจริงจัง แต่ส่วนใหญ่เรากลับไมได้คิด เราอาจจะไม่ได้ตระหนักเลยว่าเราติดอยู่ในกล่องของเรื่องเล่ามากมายที่มนุษย์แต่งขึ้นเพื่อจุดมุ่งหมายในความร่วมมือกันบางอย่าง เราจำเป็นต้องตรวจสอบเรื่องเล่าเรื่องแต่งเหล่านี้อย่างระมัดระวัง และศาสนาพุทธได้บอกว่าความจริงคืออะไรและบอกให้เราก้าวข้าวเรื่องแต่งทั้งหลายไป

ปัญหาทางศีลธรรมจริยธรรมของโลกนั้นมีความซับซ้อน เราอาจเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนแต่ประเด็นความขัดแย้งระหว่างชาติ ระหว่างประเทศ ระหว่างศาสนา ปัญหาเหล่านี้เป็นต้นมีความซับซ้อน และซ้อนทับด้วยประเด็นทางศีลธรรมจริยธรรม จนกระทั่งมนุษย์ไม่อาจทำความเข้าใจหรือตัดสินได้ และมนุษย์มักจะใช้เครื่อง 4 ประการดังนี้ 1.ลดขนาดของปัญหาลงโดยอาจใช้รูปแบบง่ายๆ บางอย่างเป็นตัวแทน 2.มุ่งสนใจไปที่เฉพาะเรื่องราวที่เด่นชัดหรือประทับใจเป็นตัวแทนของปัญหาทั้งหมด 3.สร้างรูปแบบทฤษฎีสมคบคิดขึ้นมาเพื่ออธิบายปัญหา และ 4.สร้างรูปแบบลัทธิความเชื่อขึ้นมาแล้วให้มันอธิบายและตัดสินปัญหาให้เรา แม้ว่าจะสามารถลดทอนความซับซ้อนของปัญหาลงได้แต่ไม่มีทางที่จะเข้าใจปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างแท้จริง

ลักษณะการลดทอนความซับซ้อนของปัญหาหรือสถานการณ์ด้วยเครื่องมือทั้ง 4 นี้ เป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแต่งเรื่องของมนุษย์ เพื่อลดทอนความซับซ้อนของปัญหา ของสถานการณ์

ความสามารถในการแต่งเรื่องนี้เป็นความสามารถที่มีแต่มนุษย์ที่เป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลกนี้ที่สามารถทำได้ เรื่องเล่าที่มนุษย์แต่งขึ้นเมื่อเผยแพร่ออกไป ผู้คนจำนวนมากที่เชื่อในเรื่องแต่งเรื่องเดียวกันจะเข้าร่วมมือกัน มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่สามารถสร้างความร่วมมือระหว่างได้โดยที่ไม่ต้องรู้จักกันมาก่อนไม่ต้องเคยเห็นกันด้วยซ้ำ เราสร้างความร่วมมือกันได้จากเรื่องเล่าที่เราแต่งขึ้น

เรื่องเล่าที่เป็นตัวอย่างสำคัญเรื่องหนึ่งที่สร้างความร่วมมือกันระดับโลกคืน เงินตราและระบบการเงินของโลก เราตระหนักหรือไม่ว่า เงินตราก็เป็นเพียงเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ประชากรโลกเชื่อเรื่องเล่านี้โดยทั่วกัน เป็นเพียงข้อตกลงร่วมกันของมนุษย์ เป็นกระดาษหรือเหรียญโลหะที่เราร่วมกันเชื่อว่ามันมีค่า

แม้กระทั่งศาสนา ผู้เขียนก็ยกว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของเรื่องที่มนุษย์แต่งขึ้น ความเชื่อในเรื่องศาสนาผลักดันให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างมนุษย์ระดับโลก มีพฤติกรรมร่วมกันแบบใดแบบหนึ่งเหมือนกันในระดับโลก โดยที่ผู้คนเหล่านี้ไม่เคยรู้จักไม่เคยเจอกันมาเลยทั้งชีวิต

หนึ่งในเรื่องแต่งที่ยิ่งใหญ่คือการไม่คิดว่าปัญหาหรือสถานการณ์ โดยเฉพาะปัญหาเชิงศีลธรรมว่ามีความซับซ้อนและมีความเชื่อมโยงกันมากมาย และคิดไปว่ามีสามารถตัดสินได้ว่าเป็นความดีหรือความเลวที่แยกกันได้อย่างเด็ดขาด

มนุษย์มุ่งไปที่เรื่องการมีอำนาจมากกว่าความจริง พยายามที่จะควบคุมโลกมากกว่าที่จะเข้าใจมัน มนุษย์ร่วมมือกันครองโลกได้เพราะเชื่อในเรื่องที่แต่งขึ้นเรื่องเดียวกัน

ส่วนท้ายๆ ของหนังสือน่ามหัศจรรย์มาก เมื่อผู้เขียนยกขึ้นมาว่าคำสอนของศาสนาพุทธนั้นสามารถนำหน้าเรื่องแต่งทั้งหลายของมนุษย์ ศาสนาพุทธอธิบายว่า เอกภพไม่มีความหมายอะไร ความรู้สึกของมนุษย์ไม่ได้มีอะไรหรือเรื่องแต่งอะไรไปมากว่า่แค่การสั่นสะเทือน เกิดขึ้นและดับไป ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ พระพุทธเจ้าสอนว่าความจริงพื้นฐานนั้นมีอยู่แค่ 3 ประการคือ ทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีอะไรอยู่ได้ตลอดไป และไม่มีสิ่งใดหรือเรื่องแต่งใดที่เป็นที่พึงพอใจอย่างแท้จริง ความทุกข์นั้นเกิดขึ้นเพราะคนไปชื่นชมกับมัน ความจริงก็คือ ก้าวข้ามเรื่องแต่งทั้งหลายไปให้ได้

บทเรียนสำคัญเรื่องที่ 6 ทักษะแบบไหนที่ลูกหลานของเราจำเป็นต้องมี ทักษะเหล่านั้นคือทักษะในการจัดการกับข้อมูลเพื่อนำมาใช้เพื่อความอยู่รอด และทักษะความยืดหยุ่นที่สามารถหาตัวตนของตนเองได้เสมอๆ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง บ่อยครั้ง กว่าที่เคยเป็นมา และยังจะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

ผู้เขียนตั้งประเด็นว่า ไม่มีใครแน่ใจว่าโลกในอนาคตจะเป็นอย่างไร มนุษย์ในเวลานั้นจ ะต้องอยู่กับข้อมูลปริมาณมหาศาล จึงจำเป็นต้องมีความสามารถในการเข้าใจข้อมูลปริมาณมหาศาลเหล่า่นั้น สามารถแยกแยะได้ว่าข้อมูลอะไรสำคัญอะไรไม่สำคัญ และสามารถรวบรวมข้อมูลเข้าด้วยกันและเข้าใจภาพรวม

นอกจากนี้ มนุษย์ยังต้องอยู่ในสภาพที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แทบจะไม่มีความมั่นคงสม่ำเสมออยู่ในโลกอีก เพื่อที่จะใช้ชีวิตอยู่โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและตลอดเวลา มนุษย์เราจำเป็นต้องสามารถคิดค้นและกำหนดตัวตนของตัวเองขึ้นมาใหม่ได้เรื่อยๆ … คำถามว่า “ฉันเป็นใคร” กลายเป็คำถามที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด และต้องถามตัวเองบ่อยๆ ไปถึงตลอดเวลา ทั้งนี้ต้องการจิตใจที่ยืดหยุ่นและสามารถรักษาสมดุลของอารมณ์ไว้ให้ได้ทุกๆ การเปลี่ยนแปลง การที่ต้องปล่อยสิ่งที่เคยรู้จักเข้าใจเป็นอย่างดีไปครั้งแล้วครั้งเล่าและพบเจอกับของใหม่ที่เราไม่รู้จักไม่เข้าใจเข้ามาอยู่เรื่อยๆ เราต้องอยู่กับมันได้อย่างยืดหยุ่นและมีสมดุล

บันทึกนี้เขียนมาค่อนข้างยาวมาก และอาจมีการคัดเอาคำหรือข้อความจากหนังสือมาเก็บไว้บ้าง ทั้งนี้เพื่อเอาไว้เตือนตัวเองเวลากลับมาอ่านทบทวน เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราไม่กลับมาทบทวนถึงไม่ได้เลย

อย่างไรก็ดี ในหนังสือยังมีเรื่องมากกว่านี้เยอะนะครับ ควรไปอ่านกันอย่างน้อยสักรอบหนึ่ง

นอกจากบทเรียนสำคัญแล้ว เราอาจยังต้องการโชคด้วย สำหรับอนาคตที่กำลังจะมาถึงนี้

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s