All posts by kaiegg

Life reader in the journey as traveling

ความมีระเบียบในความไร้ระเบียบ

พอเราอ่านหนังสือได้เดือนละหลายๆ เล่ม ติดต่อกันมาเป็นสิบๆ ปี มันก็เกิดตัวทิฏฐิอุบาทว์บางอย่าง หนึ่งในนั้นคือความรู้สึกว่าไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีเนื้อหาใหม่ มาให้เสพจากหนังสือแต่ละเล่ม แต่นี่คือไม่ถูกนะ จริงๆ มันคือความผยองในรูปหนึ่ง

แม้รู้ว่าไม่ถูก แต่ใช่ว่าชัยชนะจะตกเป็นของสติทุกครั้ง 

ดังนั้น เวลาที่อ่านหนังสือเล่มไหนแล้ว เกิดปรากฏการณ์ที่อารมณ์ว่า “เฮ้ย! นี่คือเรื่องใหม่! นี่ความรู้ใหม่ นี่คือสารใหม่!” นี่คือ WoW! เลย 

และคำว่า WoW ตกเป็นของหนังสือเล่มนี้ 

ไม่น่าแปลกใจนี่คือผลงานร่วมของคุณ #พลอย_จริยะเวช กับ #ดร_ชัยอนันต์_สมุทวณิช 

คนหนึ่งคือ Style Professional อีกคนคือปัญญาชนของยุค 

เราเป็น แฟนงานเขียนของเขาทั้งคู่ แต่ไอ้ที่ตะลึงกว่าคือ ทั้งสองท่านเป็นพ่อลูกกัน! 

(นี่คือไม่รู้มาก่อน แอบละอายด้วยความเชย) 

 

#พุทธะในปราด้า หรือ #Prada_Mandala คือการเชื่อมต่อมุมมองต่อ Lifestyle กับหลักความจริงโดยใช้สายใยพ่อลูก 

คล้ายๆ เป็นการรวมบทความของสองพ่อลูกเข้าด้วยกัน เสริมด้วยภาพถ่ายประกอบ รวมทั้งภาพวาดปลายพู่กันของคุณพลอย 

 

หนังสืออ่านง่าย (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเล่มอื่นๆ ของอาจารย์ชัยอนันต์) ลื่นไหลมาก แม้จะดูเป็นการจับเรื่องที่ Contrast กันมาต่อกัน 

มันเป็นหนังสือที่อ่านแล้วไร้ระเบียบอยู่มาก 

เป็นการเรียงร้อยต่อตามแต่เรื่องที่ผู้เขียนอยากจะบอกเล่า 

ดังนั้น สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านงานเขียนของทั้งสองท่านนี้อยู่แล้ว อาจถึงกับไม่ชอบไปเลยก็ได้ เพราะมันอาจจะอ่านแล้วจับโครงสร้างเรื่องของหนังสือไม่ได้ ด้วยความที่มันอาจจะไม่ได้มีแบบแผนกันตัดต่อเรื่องเหมือนหนังสือปกติ 

มันคือการรวมบทความพ่อลูก ที่คล้ายๆ กระจัดกระจายจากกัน ต้องจับสังเกตในระดับหนึ่งจึงพบว่า อ้อ! มันมีความเป็นธีมเดียวกันอยู่  

 

สิ่งดีงามที่สุดของหนังสือคือ มันให้สารใหม่ๆ มุมมองใหมๆ ให้กับเราได้อีก 

ทั้งวิธีการมองโลกของสองพ่อลูก ทั้งที่ต่างกันและคล้ายกันอยู่ในที 

มันให้แรงบันดาลใจบางอย่างแก่เรา และยังช่วยแนะแนวทางในการเลี้ยงลูกอยู่บ้างด้วย 

 

ชอบ Concept ของหนังสือ 

ชอบเรื่องที่คุณพลอยเล่า วิธีที่เธอเล่า 

ชอบวิธีคิดของอาจารย์ เป็นต้นแบบของนักคิดระดับ Role Model 

เราจึงละเลียดหนังสือเล่มนี้อย่างมีความสุข 

 

หนังสือยกเรื่องเล่าของพระอานนท์ (ณ ช่วงที่ท่านยังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์) ต้องลอดรูกุญแจเข้าไปให้ได้ก่อน จึงจะสามารถเข้าร่วมสังคายนาพระธรรมกับพระอรหันต์รูปอื่นๆ หลังจากที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพานแล้ว เป็น Case Study ว่าต้องละทิ้งอะไรบ้างจนตัวเล็กจนสามารถรอดผ่านรูกุญแจไปร่วมงานได้ หรือด้วยวิธีอื่น?

นี่ก็เล่นใหญ่ทีเดียว แต่ก็เป็นการ Guide ก่อนจะลงมืออ่านได้ดีเลย 

 

ในความไม่มีระเบียบนั้นก็มีระเบียบแบบแผนของตัวมันเองอยู่ 

และในความมีระเบียบนั้นก็แฝงด้วยสภาพไร้ระเบียบ 

จะจวงจื่อหรือรัฐศาสตร์ พราด้าหรือพุทธะ Style หรือ ความจริงของธรรมชาติ ก็บอกเรื่องราวเหล่านี้ 

 

อ่านจบ ก็พลันนึกถึงหลักของ Thermodynamics 

ดูช่างปนเปยิ่งนัก!

Advertisements

เสียงสะท้อน…ก้อง

ใช้เวลาอ่านนานพอสมควร เล่มไม่หนามากก็จริง แต่ต้องต่อสู้กับความง่วง 

เป็นเบสเซลเลอร์ที่อาจจะไม่ได้เหมาะกับใครหลายๆ คน 

ความเห็นเราคือ ‘สนุก’ 

#แฮร์รี่_บอซ ยังคงเป็นมนุษย์พันธุ์ที่หาได้ยากในสังคม แม้ในเรื่องแต่งแบบ Fiction ก็ตาม 

และก็ยังคงความเอกอุในด้านประสบการณ์การสืบสวนคดีแบบตำรวจอเมริกัน 

แบบตำรวจ ไม่ใช่แบบนักสืบเอกชน จึงเป็นความพิเศษของงานสืบสวนแบบ แฮร์รี่ บอซ ที่หาไม่ได้ในนิยายสืบสวนของนักสืบคนอื่นๆ 

 

กลับมาที่ความว่า ‘อ่านแล้วง่วง’

เพราะพี่แกใส่รายละเอียดการสืบสวนของตำรวจลงไปซะล้น รายละเอียดนี้ทำเอาคนอ่านท้อต่อการติดตามอ่านนิยายนี้ได้ 

แต่ในทางตรงข้ามนะ มันก็ขับให้นิยายมีความสมจริงมาก (ถ้าอ่านคู่กับการสืบสวนของ แจ้ค รีชเชอร์ … การสืบสวนของแจ้คนี่กลายเป็นเรื่องลอยๆ ไปเลย) 

ถ้าเป็นฮาร์ดคอร์รหัสนิยาย อ่านแล้วจะฟินกับรายละเอียดของการสืบสวนแบบตำรวจของพี่แฮร์รี่นี่มาก 

 

ความสุดของนิยายเรื่องนี้คือ ความซับซ้อนของอาชญากรรม ไม่ใช่แค่ฆ่ากันตาย หรือฆาตกรรมต่อเนื่องแบบโรคจิต 

มันไม่ถึงกับหักมุมสี่สิบแปดตลบ หรือตื่นเต้นเร้าระทึกหัวใจ มันอาจไม่ดีเด่นปานนั้น แต่มันซับซ้อนและเพียบพร้อมด้วยรายละเอียดที่ดูจริง ตรรกะของอาชญากรรมนั้นถูกเขียนขึ้นมาอย่างดี  

 

ความวิตกจริตของแฮร์รี่ต่อความไม่ลงตัวของข้อเท็จจริงของคดี อ่านๆ ไปแล้วก็คิดถึงปัวโรต์ 

 

ความขัดแย้ง น่าจะเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับมนุษยชาติ นั่นอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก 

แต่ความอุบาทว์คือการหาทางยุติความขัดแย้งด้วยสงครามต่างหาก 

วิบากของสงครามนั้นมีผลตามมาอีกยาวนาน มีผลมาถึงมนุษย์ที่แม้จะไม่ได้เข้าร่วมสงครามนั่นด้วย 

ผลกระทบดั่งเสียงสะท้อนในความมืด สะท้อนกันไปมาเรื่อยไป จนหาจุดสิ้นสุดของเสียงสะท้อนนั้นมิได้ 

 

#เสียงสะท้อนจากความมืด #The_Black_Echo

ออกไปข้างนอกกัน

“ออกไปเรียนข้างนอกกัน” 

ถ้าครูบอกกับเด็กนักเรียนแบบนี้ วันนั้นคงเป็นวันที่พิเศษวันหนึ่งคงเด็ก โดยเฉพาะในความทรงจำของเด็ก  

เช่นนั้น สิ่งที่เด็กคนหนี่งได้เรียนรู้ข้างนอก ในวันนั้นคงจะกลายเป็นประสบการณ์พิเศษหนึ่ง แม้ว่าการเรียนในวันนั้นอาจไม่ได้เป็นการเรียนเนื้อหาในหนังสือเรียนสักเท่าใด 

สำหรับครอบครัวที่มีหนอนหนังสือยั้วเยี้ยเต็มบ้าน การออกไปนอกบ้านก็เป็นการปรับสมดุลการใช้ชีวิตที่ดี 

 

แม่สองคู่ ลูกสาวสองคู่ จับมือกันออกหาประสบการณ์ด้วยสองมือของตัวเองในพื้นที่ชนบทอังกฤษ กลายเป็นหนังสือที่มีส่วนผสมของ บันทึก – แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว – วิธีทำงานคราฟต์ทำมือ – งานเกษตร – ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น (อังกฤษ) ประกอบกับวิวทิวทัศน์ที่สวยมากของชนบทอังกฤษ ไล่มาถึงตัวเมืองลอนดอน หนังสือนี้จึงพิเศษมาก #England_here_we_grow 

 

ด้วยสองมือที่ปลูกต้นไม้ เก็บผลไม้ เก็บดอกไม้ ย้อมสีผ้า เลี้ยงผึ้ง เก็บน้ำผึ้ง ทำแยม นวดแป้ง ทำขนมปัง ถักผ้า ฯลฯ มันเชื่อมโยงความอบอุ่นจากธรรมชาติมาถึงหัวใจของเด็ก และที่สำคัญคือ ไม่ถูกขังอยู่แค่ในห้องเรียนสี่เหลี่ยม 

 

เป็นหนังสือที่ให้แรงบันดาลใจที่สวยงาม ไม่ว่าจะสำหรับพ่อแม่ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเลี้ยงลูกนอกตำรา 

สำหรับเด็กๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการออกหาความรู้และประสบการณ์นอกห้องเรียน 

หรือ สำหรับลูกจ้างกินเงินเดือน เพื่อออกติดตามการเดินทางนี้มองหาความฝันของตัวเองบ้าง และเพื่อเป็นแรงบันดาลใจว่าชีวิตการทำงานไม่ได้มีแต่อยู่ในออฟฟิศ 

คนอ่าน จะได้ออกไปมองโลกชนบทในอีกข้างหนึ่งของโลกใบนี้ พร้อมๆ ไปกับการเรียนนอกบ้านของพวกเขา 

 

การเล่าเรื่องของคุณแม่ ให้ความรู้สึกเป็นกันเองและสบายๆ เหมือนนั่งฟังเพื่อนสนิทเล่าให้ฟัง ประกอบกับรูปที่สวยงามตลอดเล่ม ทั้งรูปถ่ายและรูปวาดของเด็กๆ บางตอนในเล่มจึงกลายเป็นสารบันดาลใจ ฉีดเข้าไปในกระแสเลือด พาเอาจังหวะหัวใจเต้นถี่ขึ้น 

ไม่เหนื่อยนะ แต่…พลุ่งพล่าน! 

แม้ว่ากลายเขียนบอกเล่าในแบบนี้ อาจขาดความหนักแน่นของสาระขั้นตอนการลงมือ หรืออาจเบาๆ ลอยๆ ไปบ้าง แต่เราว่า ผู้เขียนก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้หนังสือเล่มนี้เป็น Recipe การทำอาหารหรือการทำเกษตรโดยตรง 

เราเลือกจะเสพความดีงามทางด้านสารกระตุ้นความอิสระทางความคิดจากหนังสือ อย่างมีความสุข 

สิ่งที่ #เรียนนอกบ้าน ครั้งนี้มอบให้เรา จึงพิเศษ 

 

ออกไปข้างนอกด้วยกันมั้ยครับ?

อ่านตามติด

โคตรสนุก… โคตรสนุก และฮามาก 
เครียดๆ อยู่นี่คือหัวเราะจนลืมไปเลยว่าเครียด 

ใครเครียดอยู่ อ่านเล่มนี้เลย  

เฮ้ย! คือเอาเป็นว่าที่เคยยั๊วะๆ คนอินเดียที่ทำงานด้วยกันนี่กลายเป็นฮา และมีความเข้าใจมากขึ้น 

 

จะว่าไป มันก็เป็นการฮากับเรื่องคราวเคราะห์ของคุณขิม (ผู้เขียน) กับการใช้ชีวิตในอินเดียนะ 

มันพีคมาก สาวไทยวันรุ่นหนึ่งเดียวในห้องเรียนที่เต็มไปด้วยหนุ่มอินเดีย ใช้ชีวิตในเมืองอินเดีย 

แค่คิดตามก็แบบ… 

ยอมรับเลยว่า สกิลการเอาตัวรอดของเธอมันสุดทางมาก ทั้งป่วยจนต้องแอดมิดในโรงพยาบาลในอินเดีย ทั้งขับรถมอไซค์คว่ำจนกระดูกร้าวในเมืองอินเดีย เข้าเฝือกมือขวาใช้ชีวิตโดยใช้มือซ้ายข้างเดียวในอินเดีย เลี้ยงหมาเกรทเดนในบ้านเช่าในอินเดีย (เอิ่มมมม) 

คือมันต้องทั้งยอมรับและทั้งทึ่ง ในพลังการเอาตัวรอดของเธอเลย 
ชอบมากกับประโยคที่เธอเปรียบเทียบ “เราว่าเราเป็นคนยังไงก็ได้แล้วนะ อินเดียแ…งยังไงก็ได้ยิ่งกว่าเราอีก” 555 เออหว่ะ จริงมาก! 

 

ที่สุดของเรื่องนี้นะ คือความสามารถในการเล่าเรืองของเธอยอดเยี่ยม ไม่สามารถละการอ่านหรือวางไม่ลงเลย เล่าได้สนุกและเห็นภาพตาม ปวารณาเป็นแฟนคลับงานเขียนเธอฮะ 

ให้ตายสิ! ไอ้ภาพประกอบการเล่าเนี่ย ยังอุตส่าห์ถ่ายมาได้ 555 โอย ข้าน้อยนับถือๆ 

เห็นด้วยเลย… อินเดียเนี่ยยังไงก็ได้มากกว่าเธอ แต่ไอ้ที่แปลกกว่าอินเดียก็คือเธอนี่แหละ เห็นด้วยจริงๆ 555 

 

นอกจากความบันเทิงแล้ว 

การได้ไปสัมผัสความเป็นอินเดีย สัมผัสความเป็นคนอินเดีย ผ่านงานเขียนนี้ ทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้นนะ เปิดมุมมองของเรากว้างขึ้นทันใด มนุษย์โลกช่างหลากหลาย 

เค้าไม่ได้เหมือนเรา เราไม่ได้คิดเหมือนเค้า แล้วเราก็ทะเลาะกัน แต่ทั้งหมดนั้น มันไม่ได้เป็นความผิดของใครเลย 

เราแค่แตกต่างกัน และยังไม่เข้าใจกัน 

 

#ตามติดชีวิตอินเดีย

พร่ำเพ้อพักรัก

พร่ำเพ้อ… ทั้งการเดินทาง ทั้งผู้เดินทาง 

ทั้งบันทึก ทั้งสำนวน ช่างพร่ำเพ้อ
แต่ เป็นพร่ำเพ้อที่สวยงาม

การเขียนมีอยู่หลายวิธี งานเขียนมีอยู่หลายแบบแต่งานเขียนบันทึกความพร่ำเพ้อสวยๆ ไม่ใคร่พบได้บ่อยหรือไม่เคยเจอ 

การได้สัมผัสความสวยงามของความพร่ำเพ้อแบบนี้จึงพิเศษ

ทั้งหมดอาจเริ่มต้นจากการกลับไปฟังบรรยายเรื่องประวัติศาสตร์อยุธยา ตอนอวสานอยุธยาและตอนศึกอะแซหวุ่นกี้ ซึ่งเป็นช่วงต้นของราชวงศ์อลองพญาของพม่า ราชวงศ์สุดท้ายของพม่า
ทำให้เรากลับมาสนใจพม่าอีกครั้ง

#รตี_ช่วงแก้ว ผู้หญิงตัวคนเดียว ออกเดินทางใน #พม่า โดยลำพัง หลังผ่านมรสุมชีวิต เธอจึงตัดสินใจลาออกจากงานและออกเดินทางไปในที่ชีวิตไม่คุ้นเคย เพื่อค้นหา หรืออาจเพื่อเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวเธอ
ย่างกุ้ง-พุกาม-กะลอว์-มัณฑะเลย์-พินอูลวิน
เมืองที่เราเคยได้ยินและไม่เคยชื่อมาก่อน
ผู้หญิงตัวคนเดียวเดินทางด้วยรถขนส่งสาธารณะร่วมกับทางกับคนพม่าและอาจมีนักเดินทางชาติอื่นอยู่บ้าง นับเป็นการเดินทางที่เข้มข้นพอดู
เธอพบอะไรในการเดินทางของเธอคือเรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องหนึ่งเธอบันทึกความพร้ำเพ้อตลอดการเดินทางด้วยภาษาที่สวยงาม

ระหว่างทาง เธอเผชิญหน้ากับความเหงา เผชิญหน้ากับความเศร้า เผชิญหน้ากับความกลัว…
ใครบ้างไม่เคยเผชิญ
“…เรานอนคนเดียวใช้ชีวิตคนเดียวได้เพราะความเคยชินไม่ใช่เพราะเข้มแข็ง”
แต่ก็ด้วยความเคยชินที่ก่อตัวขึ้นมาได้นั้น เราจึงเข้มแข็งขึ้น

เรายังพบความสวยงามของพม่า ผ่านบันทึกของเธอด้วย
เมืองที่เหมือนถูกหยุดเวลาไว้ ท่ามกลางความแตกต่างที่อิทธิพลท่ผลัดกันเข้ามาปกครอง

สิ่งที่เธอพบ เมื่ออยู่เบื้องหน้าเจดีย์ชเวดากองนั้น แม้ไม่กล้าบอกเล่าว่าคือความจริงที่สุด
แต่อย่างน้อย ก็ทำให้ความสงบบางส่วนในตัวคนอ่านเริ่มทำงานเช่นกัน

ความพร่ำเพ้อที่สวยงาม เมืองที่สวยงาม
#พม่าพักรัก

สืบสวนคดีเหยี่ยว

นิยายในชุด #ฤทธิ์มีดสั้น หรือ #เซียวลี้ปวยตอ ของ #โกวเล้ง ทั้งหมดมีอยู่ 4 เรื่อง #เหยี่ยวเดือนเก้า เป็นเรื่องที่สาม เป็นเรื่องลำดับต่อจาก #ฤทธิ์มีดสั้น และ #ดาบจอมภพ 
กระนั้นก็ดี ทั้งหมดก็ไม่จำเป็นต้องอ่านต่อกัน หรือต้องเคยอ่านเรื่องก่อนหน้ามาก่อน สามารถหยิบเรื่องไหนขึ้นมาอ่านก่อนได้ทั้งนั้น การเรียงลำดับเพียงเพื่ออรรถรสการอ่านส่วนต้วของเราเองเท่านั้น 

 

#เหยี่ยวเดือนเก้า เป็นเรื่องของ #เอี๊ยบไค ที่ต้องออกมาผจญกับมรสุมการฆ่าฟัน เป็นเภทภัยที่ประสบกับตัวเอี๊ยบไคล้วนๆ ในฐานะทายาทของเซียวลี้ปวยตอ (เล่มที่สี่ของชุดคือ #จอมดาบหิมะแดง จะเป็นเรื่องราวของ  #โป้วอั้งเซาะ) 

 

เนื้อเรื่องต่างจากสองเรื่องก่อนหน้า หากฤทธิ์มีดสั้นว่าด้วยเรื่องของการเสียสละ และดาบจอมภพว่าด้วยเรื่องของการให้อภัย เหยี่ยวเดือนเก้านำทั้งสองประเด็นมาขมวดแล้วสร้างเป็นรหัสคดีที่ซํบซ้อนขึ้นไปอีก 

เป็นการสืบสวนหาตัวฆาตกร ซึ่งเราเหมาเอาเองว่า โครงเรื่องมีลักษณะเป็นการสืบสวนฆาตกรรมต่อเนื่อง  

ความซับซ้อนของเหตุการณ์ของอาชญกรรมและการหักมุมของเรื่อง เป็นความพิเศษในงานเขียนของโกวเล้ง (เป็นจุดแตกต่างจากงานเขียนของ #กิมย้ง) 

ถ้าลองตัดรายเอียดความเป็นนิยายกำลังภายในออกไป เอาภาพสังคมเมืองใส่เข้าไปแทนสังคมยุทธจักร นี่คือนิยายสืบสวนที่สนุกเลย 

การหักมุม การพลาดพลั้งของตัวเอก การวางหลุมพราง ตกหลุมพราง ของตัวละครต่างๆ นับว่าซับซ้อนในลักษณะที่คาดเดาตอนต่อไปของเรื่องได้ยาก 

นี่จึงเป็นความสนุกเป็นพิเศษของนิยายเรื่องนี้ 

 

แต่ส่วนที่ดีที่สุดยังคงเป็นน้ำคำของโกวเล้งที่ผ่านการแปลโดยสุดยอดฝีมือ คุณลุง #ว_ณ_เมืองลุง และการนำเอาคุณธรรมขึ้นมาเป็นแกนหลักของเรื่องทั้งหมด 

 

“น้ำตาเทียน ต้องรอจนลุกไหม้หมดสิ้นจึงแห้งได้ เทียนยินยอมเผาผลาญตัวเอง จนกลายเป็นกองน้ำตา เพียงเพื่อให้แสงสว่างแก่ผู้อื่นเท่านั้น การกระทำเยี่ยงนี้ ไยมิใช่โง่เขลาอย่างยิ่ง? แต่หากมนุษย์เรา ยินยอมกระทำเรื่องโง่เขลาเยี่ยงนี้อีกหลายๆ ประการ โลกไยมิใช่เจิดจ้าแจ่มใสกว่านี้” 

 

“คนเราเมื่อได้ชัยมาแล้ว บางครั้งจะพลันกลับกลาย คล้ายจอกสุราเปล่าได้…สุราในจอกหมดสิ้นแล้ว คนที่พิชิตศัตรูแล้ว ปณิธานและความกระหายที่มีอยู่ในใจ ก็คล้ายสุราในจอก พลันเหือดหายจนว่างเปล่า” 

  

การอ่านนิยายของโกวเล้งซ้ำๆ อุปทานไปได้ว่า ดั่งถูกถ้อยคำต่างๆ เหล่านี้ขัดเกลาความคิด ให้ได้ถึง การให้อภัย การเสียสละ และการปล่อยวาง 

คำยิ่งคม บาดหัวใจยิ่งลึก แต่หากถูกบาดด้วยถ้อยคำเยี่ยงนี้ สาระเยี่ยงนี้ หัวใจกลับยิ่งอ่อนโยน คล้ายที่ถูกบาดออกจากหัวใจไปคือส่วนที่เป็นเนื้อตายด้าน 

งานเขียนของโกวเล้งจึงทรงคุณค่าเสมอ 

 

“ชีวิตส่วนงามปานนี้ ความรักสวยงามซาบซึ้งปานนี้ คนเรายังไม่สามารถลืมความอาฆาตแค้น ไยมิใช่โง่เขลาจนบัดซบยิ่ง”

รอบๆ ข่วงเมืองน่าน

19/10/2017 เราอยู่ที่เมืองน่าน 

ตัวเมืองน่านหรือเรียกได้ว่าที่บริเวณศูนย์กลางของเมือง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นแลนด์มาร์ค 5 สถานที่ ซึ่งน่าจะเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว 

เรามาเมืองน่านนี้ครั้งแรกเมื่อประมาณ 6-7ปีก่อน เมืองน่านคึกคักน้อยกว่านี้อย่างน้อยกว่าครึ่ง ตัดภาพฉึบฉับกลับมา ณ วันนี้ ถ้าเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่หรือสงกรานต์ บริเวณรอบๆ แยกนี้จะมีรถเต็มแทบจะหาที่จอดรถไม่ได้เลย หรือไม่ก็จอดซ้อนสองซ้อนสามกันไปเลยด้วยอิทธิฤทธิ์ตัวฤทธิ์ชาวกรุงเทพ! เกิดศึกแย่งชิงที่จอด ลามไปถึงแย่งที่กินที่นั่ง  

เรากำลังบอกว่า ถ้าเลี่ยงมาช่วงเทศกาลได้ คุณจะได้สัมผัสความสงบเสน่ห์ของเมืองน่านจริงๆ 

แต่เป็นเรา เราก็อยากมาช่วงปีใหม่หรือสงกรานต์อยู่ เพราะชอบการจัดงานปีใหม่ของเมืองน่านมาก นั่งกินขันโตกกันกลางแจ้งที่ข่วง กลัวมากว่ามันจะถูกตัวฤทธิ์ทำลายเหมือนเชียงใหม่ และคิดว่าคงอีกไม่กี่ปี คงต้องเลิกมาช่วงเทศกาลจริงๆ  

 

สถานที่แรก #วัดภูมินทร์ เดิมมีชื่อว่า “วัดพรหมมินทร์” ตั้งชื่อตามเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองนครน่านที่ได้โปรดให้สร้างวัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2139 ต่อมาถูกเรียกกันจนเพี้ยนไป จนเป็น “วัดภูมินทร์” มีพระอุโบสถจตุรมุขเป็นเอกลักษณ์ ที่รวมเอาโบสถ์-วิหาร-เจดีย์ ไว้ด้วยกันในลักษณะการจำลองแผนภูมิจักรวาล โดยมีพระประธานปางมารวิชัย 4 องค์ หันหน้าออกสู่ประตูทั้ง 4 ทิศ ประดิษฐ์ฐานอยู่ มีพญานาคแห่แหนพระอุโบสถไว้กลางลำตัว เสมือนการอุ้มชูพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป และเล่ากันว่าหน้าองค์พระประธาน หนึ่งจากสี่องค์นั่น จะมีอยู่องค์หนึ่งที่หน้าองค์พระยิ้มแย้มมากกว่ราสามองค์ที่เหลือ ก็ให้กราบขอพรที่องค์นั้นแล้วจะได้สมปรารถนา อีกหนึ่งพิเศษของวัดนี้คือ “ฮูปแต้ม” ภาพจิตรกรรมวัดภูมินทร์ ซึ่งน่าจะเกิดจากการบูรณะวัดสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี่เอง ภาพจิตกรรมที่โดดเด่นคือ ภาพกระซิบบันลือโลกของ “ปู่ม่าน ย่าม่าน” (คำเรียกผู้ชายผู้หญิงชาวไทลื้อสมัยโบราณ) ในลักษณะกระซิบสนทนากัน นอกจากนั้นยังมีเจ๋งๆอีกหลายรูป มายืนดูกันเอง เราว่าเป็นภาพวาดผนังโบสถ์ที่พิเศษ เล่าเรื่องวิถีชีวิตคนธรรมดาโดยเฉพาะเรื่องระหว่างหญิงชาย ที่ปกติไม่ค่อยเอามาวาดบนผนังโบสถ์ บอกได้เลยว่ายืนดูแล้วสนุกมาก มาดูกี่ครั้งก็ชอบ

ด้านหน้าของวัดเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกันคือ #ข่วงเมืองน่าน คำว่าข่วงหมายถึงลานกลางแจ้ง เป็นลานจัดกิจกรรมของเมือง ทำบุญตักบาตร งานปีใหม่ งานสงกรานต์ ก็จัดกันที่ข่วงนี้แหละ #ถนนคนเดินเมืองน่าน ก็คือรอบๆ ข่วงนี้ คึกครื้นสนุกสนานมาก มีปีใหม่อยู่ปีหนี่ง มีผู้เฒ่าผู้แก่เปิดฟลอร์แดนซ์จีบมือเพลงคำเมืองกันที่ลานนี้ โหย! เป็นบรรยากาศท้องถิ่นที่ประทับใจ 

 

เดินไล่ไปจากวัดออกมาข่วงแล้วข้ามถนน ฝั่งตรงข้ามถนนของข่วงหน้าวัดคือ #พิพิธภัณฑ์สถานน่าน มาเจอช่วงที่กำลังปิดปรับปรุงพอดี (ฟาล์วได้อีก) แต่กระนั่นยีงเปิดให้เช้าชมบางส่วน ข้างในมีของที่น่าสนใจ Highlight สำคัญคือ #งาช้างดำ (ถ้าคนอ่านเพชรพระอุมาภาค2 น่าจะรู้สึกตื่นเต้นกับช้างงาดำ งาดำของจริงมีให้ดู) มันดูขลังจริงๆ อีก 

Highlight อีกหนึึ่งคือวิวพระธาตุช้างค้ำกับทางเดินท่ามกลางต้นลั่นทม 

ตัวพิพิธภัณฑ์นี้เดิมคือวังเจ้าเมืองน่าน (หอคำ) ดังนั้นแค่เข้ามาชมอาคารก็เจ๋งแล้ว

จากพิพิธภัณฑ์ เราเดินข้ามถนนต่อไปอีกจะเป็น #วัดหัวข่วง และ #วัดพระธาตุช้างค้ำ ที่อยู่กันคนละด้านของพิพิทภัณฑ์  

 

#วัดหัวข่วง เป็นศิลปะแบบล้านนาท้องถิ่นเมืองน่านฝีมืองดงามไม่ปรากฏว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยใด มีเพียงหลักฐานว่าได้รับการบูรณะในราว พ.ศ. 2425 โดยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าเมืองน่านที่ได้รับแต่งตั้งจาก ร.5 เมื่อเข้าไปในโบสถ์ จะมีความแปลกต่างจากวัดทั่วไปคือการตั้งพระประธานไม่สมมาตรแฮะ คือไม่ได้วางตรงกลางแต่กลับตั้งเอียงไปทางด้านซ้าย มาค้นทีหลังได้ความว่า “หลวงพ่อเจ้าอาวาส…ได้เมตตาเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนชาวบ้านในละแวกวัดหัวข่วงมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันกับชาวบ้านคุ้มวัดภูมินทร์  ตีกันบาดเจ็บบ่อย ผู้ใหญ่ของทั้ง 2 คุ้มเห็นว่าคงเป็นเพราะพระประธานทั้ง 2 วัดหันหน้าประชันกัน เพื่อความสงบสุขวัดหัวข่วงจึงยอมขยับพระประธานมาทางซ้าย และตั้งแต่นั้นมา ชาวบ้านทั้ง 2 คุ้มก็อยู่กันสงบสุข แม้เรืองที่เล่านี้หลายร้อยปีแล้ว จนบัดนี้  พระประธานองค์นี้ยังคงอยู่ในตำแหน่งด้านซ้าย เป็นสัญลักษณ์ช่วยสร้างสันติสุขของเมื่องน่าน” 

 

#วัดพระธาตุช้างค้ำ เดิมชื่อ วัดหลวงกลางเวียง เจ้าผู้ครองนครน่าน พญาภูเข่ง เป็นผู้สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ.1949 วิหารของวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เป็นวิหารขนาดใหญ่ สร้างตามสถาปัตยกรรมภาคเหนือ พระธาตุเจดีย์ช้างค้ำวรวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีลิกธาตุ เป็นเจดีย์ได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะสุโขทัยทรงลังกา มีรูปช้างค้ำอยู่ในลักษณะ เหมือนฐานรองรับไว้ด้านละ 6 เชือก ช้างโผล่ส่วนหัวลอยออกมาครึ่งตัว มีความสวยงามและแปลก ไม่ค่อยเห็นกันทั่วไป 

 

สุดทั้ายคือข้ามถนนมาอีกฟากหนึ่ง กลับอยู่ตรงข้ามกับวัดภูมินทร์ คือ #ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่ตรงนี้มีร้านกาแฟสดหลายร้านให้นั่งพักดูดซึมบรรยากาศตัวเมืองน่านได้ตามใจอยาก นี่เป็นมุมกาแฟมุมโปรดของเราอีกที่หนึ่ง และปัจจุบันยังมีให้บริการนั่งรถชมตัวเมืองด้วยฮะ

 

#จนกว่าจะพบกันใหม่ ครับ