Category Archives: เวิ่นเว้อ

เดินทางเอง สรุปเอง

เมื่อแรกเริ่มฝึกหัดเดินทาง ที่คิดคือต้องเอาให้คุ้ม ทุกจุด check point ของจังหวัดนั้นๆ อำเภอนั้นๆ ต้องเก็บแต้มให้ครบ
เดี๋ยวจะหาว่าไม่ถึง
หนังสือนำเที่ยวบอกเล่าอะไรๆ ก็ต้องไปดูกับตา
สุดท้ายกลายเป็นทริปยัดเยียดแบบชะโงกทัวร์ แวะชะโงกแล้วไปต่อ
สิ่งที่ได้คือ เหนื่อยด้วย บริหารเวลาผิดพลาดด้วย ไม่สนุกด้วย 
กลายเป็นแผนแน่นเกินไป Rigid เกินไป พาลเป็นหงุดหงิดอารมณ์เสีย ทั้งตัวเราเองก็กลายเป็นไอ้ผีบ้าขับรถ

ที่ค้นพบเอง สรุปเองคือ
การเดินทางนั้นเราต้องให้มีเวลาพักผ่อนให้มากกว่าเวลาเดินทางไว้หน่อย
นอนเล่น นั่งเล่น ให้มากไว้สักหน่อย
ไปเฉพาะที่เราสนใจอยากไป ไปซ้ำๆ ก็ได้ ไม่ไปบ้างก็ได้ เสี่ยงๆ เอาระหว่างเดินทางก็ได้

เอาความสุขเป็นที่ตั้ง ความสุขมาก่อนแผนเสมอ
กระทั่ง แม้เราจ่ายเงินจองที่พักไปแล้ว แต่อยากเปลี่ยนไปนอนที่อื่น ถ้าไม่หนักหนานักก็ทิ้งเงินเปลี่ยนไปพักที่เราอยากพัก ทิ้งรีสอร์ตไปกางเต็นท์นอน
การใช้เวลาร่วมกันสำคัญกว่าแผนเที่ยวเสมอ

สุดท้ายเลยลงเอยที่ว่า เรามักคุยกันแค่วันต่อวัน บางทีแค่เลือกเอาเฉพาะหน้าก็พอ

เลยไม่สามารถตอบได้จริงๆ ว่าเที่ยวนี้ไปไหน
คือพวกเราแค่…ไปเที่ยวครับ

Advertisements

ความทรงจำ ของการมีเวลาร่วมกัน

ความสุข กับ ความรัก มีจุดร่วมกันตรงที่ ความทรงจำ

 หรือที่ถูกคือ… การมีช่วงเวลาร่วมกัน 

 

การมีช่วงเวลาร่วมกัน 

บางครั้ง อยู่ด้วยกัน 

บางครั้ง อาจห่างกัน 

บางครั้ง ยิ้มหรือหัวเราะพร้อมกัน 

บางครั้ง ผิดใจกัน 

บางครั้ง ร่วมทางกัน 

บางครั้ง สวนทางกัน 

กระทั่ง บางครั้ง จากกันในที่สุด 

 

เราอาจมีวันพรุ่งนี้ เป็นวันเดียวกัน 

หรือเราอาจเพียงแค่ เคยมีวันเมื่อวาน หรือเมื่อวันก่อน เป็นวันเดียวกัน 

วันเดียวกันวันนั้น คือวันสำคัญ 

 

ใช่ความสำเร็จในชีวิตใดๆ ที่ยิ่งใหญ่ 

ใช่ชัยชนะที่ไขว่คว้ามาได้ ที่ยิ่งใหญ่ 

แท้จริงแล้วเพียงแค่วันธรรมดา… 

 

วันธรรมดา อาจเพียงแค่หนึ่งวัน 

อาจเป็นในวันเมื่อวาน 

อาจเป็นวันพรุ่งนี้

หรืออาจจะเป็น วันนี้ 

วันที่… เราใช้จ่ายเวลาร่วมกัน 

ดูเรียบง่ายที่สุด แต่ก็อาจซับซ้อนซึ่งที่สุด ในตัวมัน 

เป็นเพราะ… ด้วยการมีเวลาร่วมกัน นั่นจึงมีความทรงจำ! 
เป็นความมหัศจรรย์ 

ท่ามกลางจำนวนนับไม่ถ้วนของผู้คนบนโลกใบนี้ 

ท่ามกลางสถานที่เกือบจะอนันต์ที่เรารับรู้ว่ามีอยู่ 

ท่ามกลางเวลาที่เดินไปโดยอ้างอิงจากการเคลื่อนที่ของดวงดาวในจักรวาล 

ท่ามกลางความชัดเจนหรือพร่ามัว อันประกอบจากแสงและเงามากมาย 

… เรามาเจอกัน … เรามีความทรงจำ … ในเวลาที่ต่างมีอยู่จำกัด 
ทั้งหมดนี้จึงได้เตือนเราอย่างหนักแน่นว่า ไม่ว่าวันเวลาไหนที่เป็นของเรา หรือเคยเป็นของเรา วันเวลาเหล่านั้นจะเป็นความทรงจำ 

เป็นความรัก หรือ เป็นความสุข ในที่สุด 

จงได้ใช้ชีวิตในวันนั้นๆ วันที่เรามีร่วมกัน 

 

เราไม่ได้แค่สวนกัน แต่เรามีวันเวลาร่วมกัน เรามีความทรงจำร่วมกัน 

ความทรงจำนั้น เชื่อมโยงเราด้วยกันไว้ 

 

 

 

หนังสวยมาก โรแมนติกมาก จังหวะพอดีมาก นางเอกสวยมาก และกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำตามาก 

แต่ก็น้ำตานี่แหละ ที่เป็นสัญญาณบ่งบอกความเป็นมนุษย์ของหัวใจที่เต้นอยู่ 

 

อ่านหนังสือแล้วมีความสุข 

ได้มาดูหนังอีก ก็มีความสุข 

เพราะความสุขก็คือความทรงจำแบบหนึ่ง 

 

#พรุ่งนี้ผมจะเดตกับเธอคนเมื่อวาน 

พระโค วันพีช

“พระโค” อะไรช่างเจ็บปวด ซะนี่กระไร … 

“พระโคอย่างช้านต้องโทนกะความช้ำนี้ไปนานซักเท่าหร่ายยย” 

 

พระโคอะไรอยู่แถวชายทะเล? … 

พระโคโคนัท! 

 

พระโคอะไร ถ่านไฟเก่าชัดๆ 

พระโค…เคยขาม้าเคยขี่ 

 

พระโคอะไร? ฉันเห็นเธอนะ! … 

พระโคม่า (ในไอซียู) 

 

พระโคอะไร น่าจะอมตะ? … 

พระโคแก่กินหญ้าอ่อนค่าาา 

 

พระโคอะไร ที่คุณก็เป็นไปได้ … 

พระโคบาล… ‘คุณคือโคบาล!’ (เกิดทันกันมั้ยเนี่ย) 

 

พระโคอะไร เชื้อราไม่เข้าใกล้? … 

พระโคนาฟฟฟ 

  

พระโคอะไร ตัวเล็กใจใหญ่? 

พระโคนัน จ้า 

 

พระโคอะไร กะตันยู้ กตัญญู? 

“พระโคที่สาม งดงามแจ่มใส…” 

 

พระโคอะไร กุลิโกะ? 

พระโคลอน 

 

พระโคอะไร “หลับตาเถอะนะ”? 

“พระโคแล้วต้องโต๋” – หลับตาเถอะนะแล้วเราก็จะพบกัน… 

 

พระโคอะไร อินโนเซ้น?  

“พระโครึป่าว ก่อนไม่เคยเหงา พระโคหรือครายยย ก่อนไม่เคยรู้ใจกัน จนวันที่เธอต้องไป ฉันเคยสุข พระคราย…พระโค” #The_Innocent นาจา 

 

พระโคอะไร toxic ถึงแก่ชีวิตได้? 

พระCO – Carbonmonoxide 
 

#ข่างกล้าเล่นนะนายไข่ 

เชียงใหม่ – พื้นที่อ่านหนังสือ

เชียงใหม่ของใครๆ หลายๆ คนอาจเหมือนกัน หรือต่างกัน ก็ได้ 

เชียงใหม่ในความทรงจำของบางคน อาจคือสงกรานต์สงครามน้ำ 

เชียงใหม่ของใครอีกคน อาจเป็นอากาศเย็นอากาศดี หรืออาจจะเป็นดอกไม้สวย หรือดอยสุเทพ 

หรือสำหรับบางคน เชียงใหม่ก็อาจหมายถึงนิมมานฯ 
แต่ที่เรารู้สึกไปเองว่าเป็นความแท้ของเชียงใหม่แบบเฉพาะส่วนตัวของเราเองคือ สถานที่สงบสุขพร้อมคนเมืองใจเย็นๆ กลายเป็นพื้นที่สำหรับฝังตัวอ่านหนังสือ 


ตั้งแต่จำความได้ ที่พ่อกับแม่พามา เชียงใหม่คือพื้นที่สงบสุข และมักมีร้านหนังสืออิสระอยู่ตามมุมต่างๆ 

(โดยเฉพาะพื้นที่โดยรอบ มช.) 
เมื่อมาถึงเชียงใหม่ 

หากเราไม่ได้หยิบหนังสือติดมาเองจากบ้าน เราก็สามารถไปหาหนังสือจากร้านต่างๆ หรือกระทั่งฝังตัวอ่านอยู่ในร้านขายหนังสือหลายๆ ชั่วโมงได้ 
พอเวลารัดตัวชึ้น เดินทางมากขึ้น เราก็มีโอกาสน้อยลงอย่างมาก ที่จะฝังตัวในพื้นที่สงบในเชียงใหม่สักหลายวัน เพื่อหนังสือสักเล่มหรือหลายเล่ม 
หวังเพียงว่า ไม่ว่าการรุกรานของเมืองจะรุกคืบเข้ามาเพียงใด 

พื้นที่การอ่าน และบรรยากาศการสงบเพื่อการอ่าน เหล่านี้ จะยังอยู่

ทักษะที่หายากแล้ว

วันที่… 
   สามารถดูดายหรือเฉยๆ ความไม่ถูกต้องหรือความลำบาก ของคนข้างๆ ในโลกแห่งความเป็นจริงหรือชีวิตจริง แต่ ไม่สามารถอดที่จะแสดงความเห็นส่วนตัวอย่างจริงจัง โดยแสดงอารมณ์เห็นใจหรือแสดงความไม่เห็นด้วย ที่อาจทำร้ายคนอื่นบนพื้นที่ online สาธารณะ เราพักการแสดงน้ำใจบนโลกเป็นจริงไปแสดงความเห็นอกเห็นใจบนพื้นที่นั้น เราปฏิเสธความเชื่อมโยงกับตัวเราบนความเป็นจริงแต่เราพาตัวเราไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนั้นบนพื้นที่นั้น คล้ายความเห็นอกเห็นใจกันจริงนั้นให้ไปไขว่ขว้าหาเอาบนพื้นที่นั้น การปกป้องตนเองกลายเป็นกลไกหลักที่ผลักดันความเป็นไป 

 

   ความรวดเร็วในการตอบสนองมาแทนที่ความอดทน เราไม่สามารถอดทนได้อีก พรสวรรค์กลายเป็นเรื่องปกติ ในขณะที่ทักษะที่ใช้เวลากลายเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ ได้มาสบายๆ เป็นสิ่งที่น่าให้คุณค่ามากว่าอดทน-ฝึกฝน-รอคอยแล้วได้มา คุณค่าของความอดทนถูกบั่นทอน เราเริ่มมีความบิดเบือนจนสับสนว่าเวลาและความอดทนที่ต้องใช้ไปเพื่อให้ได้ผลลัพธ์มานั้นมันสมควรหรือไม่ 
   การทำความเข้าใจผู้คนด้วยกัน ก้าวข้ามจากสามัญสำนึกมนุษย์ ไปสู่เทคโนโลยี เพื่อระบุตัวตน ระบุสถานที่ที่อยู่ขณะนั้น และระบุความเป็นตัวบุคคลจากข้อมูลประวัติศาสตร์ของบุคคลเท่าที่จะสืบค้นได้ในฐานข้อมูลทั้งหมด มาประมวลผลเพื่อเข้าใจบุคคล โดยข้ามสามัญสำนึกมนุษย์ธรรมดาๆ ไป สามัญสำนึกกลายเป็นเรื่องไม่สามารถอ้างอิงได้หรือไม่น่าเชื่อถือ ในที่สุดกลับกลายเป็นสิ่งสาบสูญไป 

 

 

มิได้รณรงค์อะไร มิได้ออกความเห็นเพื่อตำหนิอะไร การเปลี่ยนแปลงย่อมต้องเป็นไป 

เพียงการบันทึก เพื่อสังเกตเป็นการส่วนตัวว่า ทักษะที่จำเป็นและขาดแคลน นับจากวันนี้ไปคือ 

1. การตระหนักที่จะไม่ดูดาย 

2. ความอดทน 

3. สามัญสำนึก 
#เห็นด้วยก็ได้ไม่เห็นด้วยก็ได้

บันทึกในเดือนมีนา

บันทึกที่ 1 #บันทึกเด็กป1 

1. ความสม่ำเสมอในการปรับเวลา การแต่งตัวนั่งทำผม และการกินข้าวเช้า ทำให้ตัวยุ่งสามารถจัดการกับกิจกรรมก่อนไปโรงเรียนและพร้อมออกจากบ้านไปโรงเรียนได้ตามกำหนดเวลาที่วางไว้ #ผลงานของแม่หมอ

2. แม้ว่าจะต้องตื่นเช้าออกจากบ้านแต่เช้า แต่ตัวยุ่งไม่ค่อยยอมนอนหลับบนรถระหว่างทาง กิจกรรมของนางคือนั่งฟังเพลงที่พ่อเปิดตลอดทาง “พ่อ…เปิดเพลง” คือ order ของนาง (นอกเสียจากเหนื่อยจากการเดินทางที่พ่อลากไปมาก่อนหน้าจึงจะหลับ) 

3. ทันทีที่พ่อจอดรถเมื่อถึง ประโยคแรกของนางคือ “พ่อ…ซื้อหนม” 

4. เมื่อพ่อมาส่งถึงหน้าประตู  สวัสดีคุณครูแล้ว ตัวยุ่งจะวิ่งเข้าโรงเรียนไปที่ตึก ทั้งๆ ที่เกือบทั้งหมดค่อยๆ เดินเข้าโรงเรียน นางจะวิ่งผ่านทุกคนไป  #จะวิ่งทำมาย #พ่อไม่ถาม #วันนึงลูกคงบอก 

5. แม้จะต้องปรับตัวกับเพื่อนใหม่ ที่ส่วนใหญ่เค้าก็มาจากโรงเรียนเดียวกัน แต่โรงเรียนนางมีนางมาคนเดียว แต่นางก็ทำได้ สามารถมีเพื่อนสนิทเล่นด้วยได้ใน 1week ทั้งๆ ที่มีเพื่อนที่เขม่นนางมาตั้งแต่วันแรก แต่เมื่อวางนางก็ลากหล่อนมาวิ่งเล่นด้วยเป็นก๊วนเดียวกันเรียบร้อย #วิ่งเล่นชนะอคติ 

6. พ่อไม่ชินอย่างมาก เมื่อได้ยินครูเรียกตัวยุ่งว่าหัวหน้าห้อง “หัวหน้าห้อง ครูฝากของไปให้เพื่อนด้วย” ยิ่งไม่ชินเข้าไปอีกตอนเพื่อนมาเรียกนางว่า หัวหน้าห้อง #เสียงดังนั้นมีประโยชน์ #จริงแล้วคือนางพูดมาก 

7. หลังเลิกเรียน นางจะกลับมาเล่าให้ฟังได้ว่าวันนี้ไปเล่นอะไรกะเพื่อนคนไหน แต่ถ้าถามว่าวันนี้เรียนอะไรไปบ้าง คำตอบของนางคือ “จำไม่ได้” 

8. ความจำเป็นในการตื่นเช้ามาเรียนโรงเรียนของนาง เป็นเหตุให้ทุกคนมาพร้อมหน้ากันในตอนเช้า ทุกคนได้ใช้เวลาด้วยกันตอนเช้ามืด (อย่างงัวเงีย) ก่อนจะแยกย้ายไปปฏิบัติกิจประจำวันของตน 

 

บันทึกที่ 2 

เดือนนี้ เจ้านายสอนอยู่สองเรื่อง 

เรื่องแรก “มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ นะไข่” 
เรื่องที่สอง “ไข่ เราไม่ต้องทำอะไรมาก เอาแค่สามอย่าง… คิดดี ทำดี พูดดี แค่นี้พอ” 

 

บันทึกที่ 3 
เมื่อกลับไปเริ่มต้นใหม่… 

ใช้เวลาสามปีจึงกลับมาถึง level ที่ใกล้เคียงจุดเดิม 

แต่… สิ่งที่เรียนรู้ มันทวีคูณตั้งแต่วันที่กลับไปเริ่มต้นใหม่ 
 

#บันทึก

ตะกละหนังสือ 

​ไม่ว่าศักยภาพในการบริโภคตัวหนังสือจะเพิ่มขึ้นเพียงใด 

กลับพบว่าหนังสือที่สนใจใคร่อยากอ่าน กลับมีจำนวนมากเท่าทวี 

บางทีถึงกับเผลอตัว ลงมือเสพหนังสือเหล่านั้นอย่างตะกละตะกราม เร่งอัดกลุ่มตัวอักษรผ่านเข้าทางประตูสายตาอย่างมูมมาม! 

จะหาประโยชน์อะไร หากไม่มีเหลือเนื้อความอยู่ในทรงจำ กระทั่งกลิ่นหน้ากระดาษก็มิเหลือติดอยู่ในลมหายใจออกแม้แต่น้อย 

… 

จึงตระหนัก 

การอ่านจึงใช้เวลาเท่าที่มันจะต้องใช้ มีสมาธิเท่าที่จำเป็นจะต้องมี 

ให้สายตาได้สัมผัสกับ เส้น-มุม-โค้ง ของตัวหนังสือแต่ละตัว สัมผัสได้กระทั่งอากาศที่อยู่ในช่องว่างระหว่างตัวอักษร 

จึงได้พบ ความงามเหล่านั้น