Category Archives: Book

โกหก

ใครสักคนโกหก หรือว่า ทุกคนล้วนโกหก
ทั้งสองอย่างนี้ล้วนน่าคิดพิจารณา
การโกหกเป็นสิ่งไม่ดี แต่มีใครบ้างที่ไม่โกหก หรือว่า ทุกคนล้วนมีเรื่องโกหกเป็นของตัวเอง
ในความสัมพันธ์ ที่มีความซับซ้อนขึ้นเป็นลำดับ ในสังคมมนุษย์ ในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น ระดับครอบครัวก็ดี หรือนอกไปจากครอบครัวก็ดี มีความซับซ้อนขึ้นเป็นลำดับ สืบเนื่องจากบทบาทที่ทับซ้อนกันในตัวคนๆ เดียว หรือในความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนที่ไขว้และซ้อนทับกัน ทั้งที่สอดคล้องกัน และทั้งที่ขัดแย้งกัน แต่อยู่ในตัวคนคนเดียวกัน กับคนๆ หนึ่ง หรือ คนๆ เดียวกันกับคนต่างคนกัน

ความซับซ้อนนี้บางทีก็เป็นสิ่งที่รับมือได้ยาก
บ้างก็รับมือด้วยการปลีกตัวออกไป เพื่อลดทอนความซับซ้อนทั้งหลายลง บ้างก็อาจรับมือด้วยการโกหก
การโกหก เป็นเครื่องมือหนึ่งของมนุษย์ที่นำมาใช้เพื่อรับมือความซับซ้อนในความสัมพันธ์ของมนุษย์
นิยายวัยรุ่นเล่มนี้ ตั้งโจทย์ได้ดีและน่าสนใจมาก

เราเริ่มต้นอ่านจากการไม่รู้เรื่องอะไรเลย รู้แค่ว่าเป็นนิยายฆาตกรรมเรื่องหนึ่ง จากนั้นก็เหมือนเช่นเคยคือ ให้ตัวหนังสือนำทางไป
เริ่มแรกก็รู้สึกไม่คุ้นชินกับการตัดฉากสลับการเล่าเรื่องผ่านตัวละครทั้งสี่ สลับไปมา เหมือนการผลัดกันเล่าเรื่องของตัวละครแต่ละคน ซึ่งที่เล่ามาก็อาจไม่ได้เป็นเรื่องทั้งหมด แต่เป็นเพียงบางส่วนของความจริง คนอ่านก็ผลัดไปฟังคนนู้นเล่าทีคนนี้เล่าอีกที แล้วก็จินตนาการต่อเรื่องเข้าด้วยกัน
พอจับวิธีการเล่าเรื่องของนิยายได้ เราก็สนุกไปกับมัน
จากการที่ค่อยๆ ฟังแต่ละคนเล่าทีละส่วนของเรื่องราว ต่อมา เมื่อตัวละครเล่าความจริงเพิ่มขึ้นอีก แล้วมันพลิกไปจากเรื่องที่เราคิดไว้จากบางส่วนของเรื่องที่เคยเล่ามาก่อนหน้า ทำให้เกิดเป็นการหักมุม การพลิกผันของเรื่อง ตลอดเล่ม เป็นเทคนิคที่ดีงามมาก การหักมุมเล็กๆ ไปตลอดทั้งเรื่อง ทำให้นิยายนี้อ่านสนุกมาก
ที่ต้องยกให้เป็นความพิเศษของนิยายเรื่องนี้เลยคือ การใช้ชีวิตของตัวละครวัยรุ่นในเรื่องนี้ เป็นปัจจุบันมาก เป็นชีวิตของวัยรุ่นอเมริกัน เหมือนเรานั่งดูซีรี่ย์อเมริกันของ Netflix เลย มันทำให้เรื่องราวดูจริงมาก แม้ว่าการใช้ชีวิตของวัยรุ่นอาจดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก แต่มันก็ดูจริงมาก ชอบที่ผู้เขียนใส่รายละเอียด แบบว่า จีบกันแบบอยู่คนละสถานที่แต่นั่งดูหนังบน Netflix เรื่องเดียวกันแล้ว Online คุยกันประหนึ่งเหมือนนั่งดูหนังอยู่ในโรงหนังด้วยกัน หรือการสร้างข่าวลือในโรงเรียนผ่าน Tumblr เป็นต้น
ถ้านับรวมประเด็นเรื่องเพศ ยาเสพติด การพยายามทำตัวให้เป็นที่ยอมรับของวัยรุ่น ด้วยแล้ว นิยายเรื่องนี้ให้ข้อคิดหลายอย่างให้กับคนเป็นพ่อเป็นแม่เยอะเลย
ถ้าลูกโกหกเรา ใช่ ลูกทำผิด
แต่ เราในฐานะพ่อแม่ก็มีความผิดด้วย เราในฐานะพ่อแม่มีส่วนรับผิดชอบมากกว่าครึ่ง ในการเป็นเหตุของการโกหกของลูก
คิดให้ดีว่าทำไมลูกถึงโกหกเรา เพราะเราไปสร้างบริบทหรือสภาพแวดล้อมอะไรหรือเปล่าที่เป็นเหตุที่ทำให้เขาเลือกที่จะโกหก
ทุกครั้งที่ลูกเราโกหกเรา เกินกว่าครึ่งมีสาเหตุมาจากเราในฐานพ่อแม่
การสอนให้ลูกไม่โกหกนั้นก็เรื่องหนึ่ง การสอนให้ลูกโกหกก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
อย่างไรก็ดี เห็นใจเราบ้างละกัน เราก็พึ่งได้เป็นพ่อแม่พร้อมๆ กับการที่เขาได้เป็นลูก บางครั้งก็หนีไม่พ้นการต้องลองผิดลองถูกนั่นแหละ แต่…เราจะไม่ผลักความรับผิดชอบไปให้เขาแต่ฝ่ายเดียว ความรับผิดชอบอยู่ที่เราที่เป็นพ่อแม่ต่างหาก

บอกแล้วว่า ใครสักคนโกหก หรือ เราทุกคนล้วนมีเรื่องโกหก

#One_of_us_is_lying #บอกแล้วไงว่าไม่ได้ฆ่า

Advertisements

คิดมากกับเรื่องไกลตัว?

หนังสือ #WHAT_WILL_MATTER หรือ #หุ่นยนต์_สมอง_คน ของ #ทีปกร_วุฒิพิทยามงคล รวบรวมบทความเทคโนโลยีของเขา เป็นรวมบทความเล่มต่อจาก Mostly Cloudy และ Wake me up when now end เราอ่านบทความของเขา เพื่อติดตามความก้าวหน้าและแนวโน้มของเทคโนโลยี 

เล่มนี้มีธีมเป็นเรื่อง AI หรือปัญญาประดิษฐ์ 

ทีปกรยังคงมาตรฐานการเขียน ทั้งในแง่การให้ข้อมูล การออกความเห็น และการเล่าเรื่อง ไว้ได้ดีมาก เป็นนักเขียนอีกคนที่เขียนบทความเชิงสารคดีที่อ่านสนุกมาก อ่านเพลิน และได้สาระที่ยากจะหาที่อานที่รวมขมวดไว้ด้วยกัน 

 

เรื่องน่าสนใจและน่าคิดตามมากจนไม่อาจแค่ปล่อยผ่านได้ 

อ่านไปสองรอบ เก็บรายละเอียดเพื่อติดตามและตามให้ทันเมื่อจะต้องรับกับความเปลี่ยนแปลง ให้เวลากับแต่ละบทความในหนังสือพอสมควร ทั้งซึมซับและหาข้อมูลเพิ่มเติมต่อ เรื่องราวที่น่าสนใจหลายๆ เรื่อง 
1. Microsoft ทดลองปล่อย AI ชื่อ Tay มาสนทนากับผู้คนบนสังคม Online ผ่าน Twitter ผ่านไปสัก เกิดเป็นปรากฏการณ์ Algorithmic Bias จากการสนทนากับผู้คนบน Twitter ทำให้เธอกลายเป็นนางร้าย นางร้ายที่เป็น Machine Learning เรียนรู้ความเกรียนจากความเหยียดที่ Social Network ป้อนให้เธอ จนกลายเป็นการเหยีดทางอัลกอริทึม นี่น่าสนใจมาก ถ้าเชื่อผลการทดลองนี้ นี่คือแบบจำลองของจริงของการเกิดขึ้นของ AI ที่จะมาทำลายล้างมนุษย์จากความฉลาดที่มันคิดได้จากการเหยียดทางอัลกอริทึม ตามเนื้อเรื่องในนิยายวิทยาศาสตร์ต่างๆ 

 

2. ทนายอัตโนมัติที่เป็น AI เรียนรู้การว่าความจากคดีในอดีตและผลของคดีในแต่ละกรณี ในที่สุดก็สามารถสร้างความเชื่อมโยงเป็นของตัวเอง สามารถมาช่วยยื่นอุทรณ์ให้กับลูกความของตัวเองที่เป็นมนุษย์ได้ และในทางกลับกัน ก็มีผู้พิพากษาอัตโนมัติที่นำเอาอัลกอริทึมในการ Forecast ความเสี่ยงในการก่ออาชญากรรมของนักโทษมาใช้ในการพิจารณากำหนดระยะเวลาจำคุกของนักโทษ อัลกอริทึมเรียนรู้จากคดีในอดีตแล้วนำมาใช้ระบุความเสี่ยงของนักโทษปัจจุบัน เราสามารถพึ่งความยุติธรรมจาก AI ได้หรือไม่ เพราะมันไม่ควรมีส่วนได้ส่วนเสียเหมือนกับมนุษย์ อย่างใดก็ดี ในตอนจบกลับมีการพิสูจน์พบว่า การตัดสินของอัลกอริทึมนั้นกลับมีการเหยียดหรือ Bias ในการตัดสินอยู่ดี นั่นสะท้อนว่าเป็นเพราะผลการพิจารณาคดีของมนุษย์ที่มันอาศัยเป็นข้อมูลเรียนรู้นั้น ก็เป็นการตัดสินคดีที่มีพื้นฐานมาจากการเหยียดผิว เหยียดเชื่อชาติ หรือเหยียดฐานะ อยู่แล้ว ใช่หรือไม่ หรือความยุติธรรมนั้นไม่เคยมีอยู่จริง 

 

3. ทำการทดลองให้ปัญญาประดิษฐ์ AI (หรือหุ่นยนต์นั่นเอง) สองตัวทำการแข่งขันในเกมๆ หนึ่ง ภายใต้กติกาที่เอื้อให้สามารถเลือกได้ว่าจะแย่งแข่งขันกันหรือจะร่วมมือกัน ผลคือการค้นพบแนวโน้มที่จะร่วมมือกันหรือแก่งแย่งกันระหว่าง AI ทั้งสองตัวนี้ ที่น่าสนใจคือ ถ้าสร้างความได้เปรียบให้ AI ตัวหนึ่งมีความฉลาดมากกว่า AI อีกตัว AI ตัวที่ได้เปรียบจากที่มีความฉลาดมากกว่าเลือกที่จะไปแย่งมาจาก AI อีกตัวมากกว่าที่จะร่วมมือกัน นอกจากนี้ยังพบว่า การประพฤติตัวของ AI จะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับแรงจูงใจในเกมนั้นๆ ดังเช่น ถ้าผลประโยชน์ร่วมนั้นมีอยู่เหลือเฟือ AI จะมีแนวโน้มที่จะร่วมมือกัน แต่หากผลประโยชน์นั้นมีอยู่จำกัด AI มีแนวโน้มที่จะหันมาแย่งกันมากขึ้นเรื่อยๆ ตามผลประโยชน์ที่มีน้อยลงไป เรื่องนี้ก็กลับจะสนุกขึ้นไปทุกทีคือ จากเดิมที่เราเคยเรียน Human Behavior หรือ Organizational Behavior ศึกษาเรื่องพฤติกรรมของคนที่ตอบสนองกับแรงจูงใจต่างๆ ในอนาคตอีกไม่นานหรืออาจจะเป็นขณะนี้ เราจะมีวิชาศึกษา AI Behavior และสองถ้าเราลองพิจารณาในมุมที่เมื่อมีมนุษย์กับ AI โดยที่ทรัพยากรนั้นมีอยู่จำกัดอยู่แล้วและกำลังน้อยลงเรื่อยๆ และในที่สุดแล้ว AI จะมีความฉลาดหรือศักยภาพสูงกว่ามนุษย์ มันจะทำอย่างไรกับมนุษย์ ผลการศึกษานี้น่าจะพอบอกเราได้ในเบื้องต้น 

 

4. กลับมาในวงการข่าวสาร ความน่าสนใจในการนำ AI มาใช้ทั้งในแง่ช่วยเขียนข่าวออกมาเผยแพร่ และทั้งในแง่ช่วยคัดกรองข่าวสารที่มีอยู่มหาศาลว่าข่าวใดที่น่าชื่อถือ ในที่สุดแล้วเราก็จะพึ่งพา AI ทั้งในแง่การคัดกรองข่าวสารที่เราจะรับ และทั้งในแง่ช่วยเขียนข่าวหรือบทความให้เราอ่าน หันกลับมาอีกที ปัจจุบันนี้ก็มี AI แบบนี้ในโลกปัจจุบันแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ FB นี่แหละที่คอยคัดกรองและจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลเรียงร้อยมาให้เราเสพ และยังช่วยปรุงประกอบเนื้อหาบางอย่างมาให้เราเสพด้วย ในเมื่อทุกวันนี้ เราเปิดมาเสพจากมันเป็นช่องทางหลักเสียด้วย ถ้าเราคิดไม่ได้ว่าอัลกอริทึมของ FB นี่มัน Bias ชัวร์ หรืออย่างน้อยมันก็แฝงการเหยียดอะไรบางอย่างอยู่แน่ เราจะเป็นคนที่เหยียดนู่นเหยียดนี่และด่วนสรุปตามมันไปในที่สุด 

 

5. ว่าด้วยการสอนให้ปัญญาประดิษฐ์ AI ให้รู้จักการคิดได้เอง แตกต่างจากการเขียนโปรแกรมให้คอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลข้อมูล เพราะการเขียนประแกรมเป็นการบอกคอมพิวเตอร์ว่ามาต้องจัดการกับข้อมูลที่เข้ามาอย่างไร เราเป็นคนกำหนดขั้นตอนเอาไว้ทั้งหมด ในขณะที่การสอน AI เราฝึกมันโดยให้มันเรียนรู้จากข้อมูลมากมายที่เราป้อนให้มัน จนในที่สุดมันก็เรียนรู้หรือเข้าใจความสัมพันธ์ของข้อมูลนั้นด้วยตัวมันเองได้ เราไม่ได้วางขั้นตอนการคิดให้กับมัน แต่ให้มันหาคำตอบด้วยตัวมันเองจากการที่มันทำความเข้าใจความสัมพันธ์ต่างๆ ของข้อมูลมหาศาลที่เคยป้อนให้มันไปเรียนรู้ ในที่สุดแล้วเราจะไม่รู้ว่า AI มันมีวิธีการคิดอย่างไร เมื่อมันหาคำตอบนั้นออกมาให้เรา หรือต่อไป เมื่อเราเห็นหุ่นยนต์ตอบสนองเรา เราไม่รู้หรอกว่ามันคิดอะไรอยู่ เราสร้างพวกมันได้ แต่เราไม่รู้ว่ามันทำงานอย่างไรอยู่ มันมีสามัญสำนึกเป็นของมันเอง 

 

6. ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือ นอกจากตัว AI ที่จะเกิดขึ้นและมีพฤติกรรมที่เราต้องสนใจแล้ว ตัวมนุษย์เองก็จะมีพฤติกรรมไปตามการที่มี AI เกิดขึ้นด้วย ลองดูง่ายๆ เช่นเราให้ AI มาเป็นเพื่อนเล่นกับลูกหลานของเรา แบบแรกเราโปรแกรมให้มันทำตามคำสั่งทุกอย่างที่ถูกสั่ง กับแบบที่สองเราโปรแกรมให้มันพูดคุยโต้ตอบกับเด็กในรูปแบบใดแบบหนึ่งเป็นพิเศษเช่น ส่งเสริมความพยายาม หรือตอกย้ำความล้มเหลวเป็นต้น ไม่ช้าไม่นาน พฤติกรรมของเด็กที่มี AI ตัวนั้นเป็นเพื่อนเล่นนั้น ก็จะมีพฤติกรรมไปทางใดทางหนึ่ง จะเห็นได้ว่าเราสามารถใช้ AI เหล่านี้ให้มีบทบาทในการส่งเสริมหรือลดทอนพฤติกรรมได้ นี่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เพราะมันมีแง่มุมของจิตวิทยาและพฤติกรรมมนุษย์ด้วย โดยเฉพาะถ้าเป็นลูกๆ หลานๆ ของเรา หรือง่ายๆ คือเราจะเอาแค่กันไม่ให้ลูกๆ หลานๆ เราไปใกล้เทคโนโลยีเหล่านี้เลย แล้วเรากันได้จริงหรือ 

 

7. อีกประเด็นกับตัวตนของเราในโลก Social Network หรือในโลกเสมือน Virtual Reality เราแยกแยกได้มั้ยว่าตัวเราในนั้นเป็นอีกตัวตนหนึ่ง เป็นคนละตัวตนกับตัวตนจริงๆ ในโลกความเป็นจริง ถ้าเราโดนด่าอยู่ในโลกเหล่านั้น เช่นโดนด่าบน FB หรือเราไปด่าคนอื่นเขา นั่นคือเราทำอย่างนั้นจริงๆ หรือไม่ ในโลกความเป็นจริงเรากำลังถูกด่าหรือเรากำลังด่าคนอื่นอยู่หรือไม่ เรื่องสามารถยิ่งซับซ้อนขึ้นไปได้อีก หากเป็นการที่เราถูกข่มขืน ถูกทำร้าย หรือถูกฆ่าตายในโลกเสมือนหล่ะ? เรากำลังถูกกระทำอยู่ใช่หรือไม่ ถ้าลูกสาวหรือน้องสาวเราเข้าไปเล่นเกมส์ Online หรือ Virtual Reality และตัวตนของลูกสาวเราในโลกเสมือนนั้นถูกผู้เล่นอีกคนลวนลามในโลกเสมือน ในบริบทใหม่ของการดำรงอยู่ในหลายๆ ตัวตนพร้อมกัน นั้นคือตัวตนของเราทั้งหมด หรือตัวตนในไหนบ้างที่เป็นตัวตนของเรา และเรามีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวตนของเราเองได้มากหรือน้อยเพียงใด นี่เป็นเรื่องใหม่ที่เราไม่อาจนำเอาตรรกะเดิมในอดีตมาใช้ในการพิจารณาได้หรือเปล่า เพราะไม่เคยมีครั้งใดในอดีตที่เราจะมีประสบการณ์เช่นนี้ได้ 

 

 

ยิ่งอ่านก็ยิ่งต้องคิด 

บอกได้ว่าสนุกมากกับการอ่าน และกับการได้ฉุกคิด และก็บอกได้ว่ายิ่งคิดก็เริ่มออกอาการกลัวอยู่ นี่จะเป็นบริบทใหม่ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน 

จะบอกว่าคิดมากไปหรือเปล่า คำถามกลับคือ แล้วเราไม่คิดได้หรือเปล่า 

มันเป็นเรื่องไกลตัว หรือจริงๆ แล้วมันอยู่ในชีวิตประจำวันของเราวันนี้แล้ว แต่เราไม่เคยคิดได้เท่านั้นเอง

 

อะไรกันแน่ที่ Matter? ไม่ควรไม่อ่านนะครับ 

ความก้าวหน้าของนิยายสืบสวนไทย

เป็นพัฒนาการของนิยายสืบสวนฆาตกรรมของไทย สมควรแก่คำชมและรางวัลจริงๆ ครับ
เห็นว่ามีเอาทำละครด้วย แต่ก็ไม่ได้ดูหรอก
ซื้อหนังสือมาอ่าน เพราะมีคนพูดถึงเยอะ โดยเฉพาะชื่อหนังสือ
และโดยเฉพาะ “ชื่อมันอ่านว่าอะไร(วะ)?”

#กาหลมหรทึก ชื่อสื่อถึงความโกลาหลวุ่นวายที่เกิดขึ้นในพระนคร เป็นพระนครในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
ซึ่งเป็นนิยายสืบสวนไม่กี่เรื่องที่เล่นใหญ่ และเล่นใหญ่ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ แถมยังจบแบบ โอย! พีค! เป็นการจบที่คนอ่านเอากลับไปนั่งคิดไปคิดมาต่อจนเกือบจะนอนไม่หลับ
ยิ่งเป็นนิยายไทยด้วยแล้ว นิยายไทยสืบสวนที่ทำแบบนี้ได้ในเล่มเดียวจบ มีนับเล่มได้
#ปราปต์ คือนักเขียนนี่ต้องจับตามองเลย นี่คือต้องติดตามอ่านทุกเล่มของเขาแล้ว

โครงเรื่องของการเป็นนิยายสืบสวนฆาตกรรมนี่คือลงตัว สนุก ตื่นเต้น แตะไปถึงด้านมืดของจิตมนุษย์
และเรื่องประกอบที่มาสร้างสภาพแวดล้อม ก็สมควรแก่การยกย่อง ทั้งการเล่าประวัติของสถานที่สำคัญในพระนคร ทั้งศิริราช, เยาวราช, สามแพร่ง, วัดโพธิ์ และอื่นๆ
คนที่มีความผูกพันกับย่านเก่าในกรุงเทพฯ อ่านแล้วมีความสุขกับการบรรยายของปราปต์
คิดถึงเรื่องที่พ่อแม่เล่าให้ฟังถึงการนั่งรถเมล์ไปเรียนหนังสือที่ฝั่งธนฯ คิดถึงการเดินไปกินข้าวที่เยาวราชจากบ้านที่กรุงเกษม
นับในเชิงความรู้ แค่การอธิบายประวัติของแต่ละสถานที่ และบรรยากาศเมื่อในอดีต นี่ก็เป็นการอ่านอย่างมีความสุขแล้ว

ที่ต้องกราบเลยคือ การยกเอาโครงกลอนและกลบทกลอนต่างๆ มาใช้เป็นปริศนาในคดี
นี่มันขั้นเทพชัดๆ
พอยกกลอนกลบทขึ้นมาที่ไม่มีช่องว่างของการไม่สัมผัสเลย อ่านไปนี่เกิดความปิติขึ้นทันที
น้ำตาจิไหลจริงๆ ไม่ได้เวอร์นะ
ขอบคุณครูภาษาไทยมากครับ ไม่ได้ครูสอนเรื่องพื้นฐานของกลอนกลบท เราก็ไม่ได้มีโอกาสดื่มด่ำกับภาษาไทยได้ขนาดนี้ นี่คือมรดกของชาติที่ล้ำค่ามากจริงๆ
นี่ขนาดเคยได้ดูที่วัดโพธิ์มาแล้ว สองสามครั้ง อ่านจบนี้อยากไปอีกหลายๆ ครั้งเลย
ดังที่ครูเคยบอกจริงๆ ครับ วัดโพธิ์นี่แหละ คือมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย

ขอกราบคารวะแด่ครูทั้งหลายที่คิดค้นความงามทางภาษาเหล่านี้ ทั้งที่จารึกเอาไว้ และทั้งที่มาสอนเรา เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราซาบซึ้งมาก และดีใจที่เกิดมาครั้งนี้ได้เรียนรู้ศิลปะทางภาษาเหล่านี้
และทั้งหมดนี้ มันพีคที่สุด เมื่อเรามาได้สัมผัสมัน ในนิยายสืบสวน

เห็นเขาบอกกันว่าในละคร ตอนจบไม่เหมือนกับหนังสือนะ เราก็ไม่รู้หรอก ก็ไม่ได้ดู เราอ่านแต่หนังสือ และเราจะเสียใจมาก ถ้าเราไม่ได้มีโอกาสอ่านนิยายเรื่องนี้

ปฐมบทสงครามอวกาศ

สนุกมากๆ

เตือนให้เรารู้ว่าเรารักการอ่านนิยายวิทยาศาสตร์มากแค่ไหน
แม้ว่าตอนหลังจะหันมาเสพ Scientific Fiction ผ่าน Netflix (โดยเฉพาะเรื่อง Black Mirror)
คิดถึงนิยายวิทยาศาสตร์ในนิตยาสารรู้รอบตัวมากๆ

นี่คือทุกสิ่งอย่างที่นิยายวิทยาศาสตร์ดีๆ ควรจะมี และมันดีมากๆ ครับ

สารภาพ ตอนแรกก็ด่วนสรุปไปว่าเอาคนแก่ไปรบในสงครามอวกาศ มันจะสนุกยังไงว่ะ?
เหมือน Space Cowboy รึป่าว?
แต่ก็เห็นว่ามีคนพูดถึงเยอะ ก็อยากรู้อยากเห็นภาษาคนชอบอ่านนิยายสนุกๆ

จากการติดพันกับหนังสือเล่มอื่นๆ อยู่ ลูกชายก็สอยไปอ่านจบก่อนพ่อเสียอีก แล้วก็มาบอกพ่อว่า มันสนุกมากพ่อ แล้วก็น่าจะมีเล่มต่อนะ

สำหรับเรา นิยายวิทยาศาสตร์ คือโลกแห่งการตั้งคำถามว่า What if?
สำหรับคนชอบวิทยาศาสตร์และรักการตั้งคำถาม ไม่มีอะไรจะยอดเยี่ยมไปกว่าการเสพนิยายวิทยาศาสตร์ดีๆ อีกแล้ว
การอ่านบทความวิทยาศาสตร์หรือการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อาจให้ความรู้ ให้ความคิดใหม่ๆ แต่ไม่อาจสร้างเสริมจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ได้ดีเท่านิยายวิทยาศาสตร์

Old Man’s War เล่มนี้เป็น Highly Recommended ของนิยายวิทยาศาสตร์เลย มันประกอบไปด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมของโลกในจินตนาการบนหลักการทางวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ
แม้เป็นจินตนาการแต่ก็อยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะไม่น่าแปลกใจว่าสิ่งที่อยู่ในจินตนาการของนิยายเล่มนี้คงจะมาปรากฏเป็นจริงในโลกของเราในอนาคต ดังเช่นนิยายวิทยาศาสตร์เจ๋งๆ เรื่องอื่นๆ
การเข้าไปอยู่ในโลกในจินตนาการของหนังสือเล่มนี้มันอื่มมากสำหรับเรา สิ่งแวดล้อมและองค์ประกอบต่างๆ ถูกวางถูกร่างขึ้นมาได้อย่างสมเหตุสมผล

ประเด็นการตั้งคำถาม What if? จะเป็นอย่างไรถ้า…
ทั้งประเด็นเล็กและประเด็นใหญ่ของนิยายนี้ มันประเทืองปัญญามาก
นี่คือประเด็นที่เราควรตั้งคำถามจริงๆ
ทั้งประเด็นระดับอภิ เช่น อะไรคือคุณค่าของการใช้ชีวิต เมื่อเราได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตไปจนถึงสุดแล้ว เราได้คิดอะไร และถ้า…เราได้มีโอกาสได้กลับไปใช้ชีวิตใหม่อีกครั้งเราจะเลือกใช้ชีวิตอย่างไร อะไรคือสิ่งสำคัญ
ชีวิตย่อมมีคุณค่า แต่อะไรคือคุณค่าของการใช้ชีวิต มหัศจรรย์คือนิยายหนึ่งเล่มพาให้เราเข้าไปขบคิดหาคำตอบในโลกจินตนาการ

อีกประเด็นที่น่าทึ่งคือ การตั้งคำถามของการใช้เทคโนโลยี บางทีปัญหาของเทคโนโลยีอาจไม่ใช่อยู่ตรงที่มันมีความสามารถแค่ไหน หรือเราจะใช้มันทำอะไรได้บ้าง แต่กลับเป็นมุมว่า เราใช้มันง่ายเกินไปหรือบ่อยเกินไปหรือเปล่า การใช้งานง่ายเกินไปบ่อยเกินไปอาจทำให้เราขาดการยั้งคิดว่าเราควรใช้มันในการแก้ปัญหานั้นหรือเปล่า เทคโนโลยีที่ถูกใช้ได้ง่ายเกินไปอาจทำให้เรามักง่าย เราจะไม่คิดเลยว่าควรใช้มันแก้ปัญหาหรือไม่ แต่เราลงมือใช้มันแก้ปัญหาเลยทันที
อาจเป็นเพียงเพราะธรรมชาติของสมองของมนุษย์เรามีแนวโน้มจะเลือกแนวทางที่ประหยัดพลังงานที่สุด
สมองของเราขี้เกียจ เทคโนโลยีก็อำนวยความสะดวกให้สมองขี้เกียจ

โหย! ยังมีอีกหลายประเด็นคมๆ
ความหมิ่นเหม่ของจริยธรรมกับสงครามอวกาศ
ใครชอบนิยายวิทยาศาตร์ นี่คือเรื่องที่ไม่ควรพลาดนะฮะ

“ที่เราต้องใช้กำลังเมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาต่างดาวน่ะ เป็นเพราะมันง่ายที่สุด มันรวดเร็ว มันตรงไปตรงมา และถ้าเทียบกับความซับซ้อนของวิธีทางฑูตแล้ว มันถือว่าเรียบง่ายเลยล่ะ” #โอลด์เมนส์วอร์ #ปฐมบทสงครามข้ามเอกภพ

Blockchain ปฏิวัติ

เริ่มสนใจจะศึกษาเรื่อง Blockchain ให้เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น เลยเดินเข้าร้านหนังสือ เราก็ไม่รู้หรอกว่าอ่านเล่มไหนดี แต่ไปเจอเล่มนี้วางโชว์อยู่คู่กับอีกเล่มหนึ่งที่ร้าน Kinokuniya เลยซื้อกลับมาอ่าน ตอนหลังก็มาเห็นเล่มเดียวกันนี้แหละที่ร้าน Asia Book ด้วย

เป็นหนังสือที่อธิบายเรื่อง Blockchain ได้ครอบคลุมหลายด้านดี อ่านจบแล้วได้ภาพครบ เรียกว่ารู้จักมักจี่กะเทคโนโลยีนี้พอสมควร ด้วยจำนวนหน้าหนังสือประมาณ 340 หน้า ก็นับว่าพอไหวนะ ไม่ต้องออกแรงกันมากเกินไปในการอ่านภาษาอังกฤษ
อ่านจบแล้วถึงพึ่งมาเจอว่า มีแปลเป็นภาษาไทยออกมาวางขายแล้ว และส่วนฉบับภาษาอังกฤษก็มีเป็นฉบับปรับปรุงเนื้อหาเพิ่มเติมออกมาวางขายแล้วเช่นกัน (เห็นที่ร้าน Kinokuniya)

ชอบที่เล่าเรื่องเทคโนโลยีนี้ ในหลายๆ ด้านเลย ไม่เฉพาะในเชิง IT หรือการใช้ Bitcoin แต่มีการพูดครอบคลุมไปถึงการใช้เทคโนโลยีนี้ทั้งด้านสังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม รวมถึงอุปสรรคและผลเสียของ Blockchain
อย่างไรก็ดี เนื้อหาก็ดูจะ Bias ไปทางด้านเชียร์ Blockchain เป็นหลัก ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นอย่างมากมายว่านี่คือนวัตกรรมที่จะมาเปลี่ยนโลกเราไปอย่างไม่มีวันเหมือนเดิมอีก และธุรกิจบางประเภทโดยเฉพาะตัวกลางหรือคนกลางจะถูกบังคับให้ปรับตัวกันทั้งหมด

Blockchain คือคำตอบของปัญหาชอง Internet ทุกวันนี้ มันคือการแก้ปัญหาเรื่องของความน่าเชื่อถือของ Internet เป็นจดบันทึกทั้งเหตุการณ์และประวัติพร้อมๆ กันทั่วโลก หรือทั่วทั้งเครือข่าย เราเรียกว่าเป็นการบันทึกรายการที่เกิดขึ้นฉบับพิศดาร ที่จุดต่างๆ ในเครือข่ายทำการบันทึกขึ้นพร้อมๆ กัน
การพิสูจน์ความถูกต้องหรือความเป็นจริงของรายการ สามารถทำได้โดยการเอาบันทึกของรายการเหล่านี้ที่ถูกบันทึกไว้ ในแต่ละจุดมาเทียบกัน หรือ Reconcile กัน ทั้งในแง่การบันทึกของแต่ละจุด และในแง่ของความเป็นมาของการทำรายการ จนกระทั่งมาเป็นสถานะในปัจจุบัน ดังนั้นแล้ว การโกหกจึงทำได้ยากมากๆ เพราะถ้าเราจะโกหกหรือจะโกง เราจะต้องไปแก้ให้บันทึกในทุกๆ จุดในเครือข่าย พูดให้ตรงกับการโกหกของเรา และต้องแก้ประวัติของมันด้วย ให้ทุกๆ การบันทึกความเป็นมาในทุกๆ การบันทึกสอดคล้องกับการโกหกของเรา นั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยเพราะ เราต้องไปแก้ไขการบันทึกที่เกิดขึ้นในทุกๆ จุดในเครือข่ายที่กระจายอยู่ทั่วโลก
สถานะที่มีความไม่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ในแต่ละพื้นที่ จะถูกตราหน้าว่าเป็นเรื่องไม่จริง
เช่นนี้แล้ว ทุกคนจึงเป็นพยานให้ทุกคน แม้ว่าจะเป็นการติดต่อกันระว่างคนสองคน ทุกคนในเครือข่ายก็จะเป็นพยานของการติดต่อแลกเปลี่ยนนั้นให้ด้วยการบันทึกประวัติศาสตร์การติดต่อกันนั้นเอาไว้ พร้อมๆ กัน
ทั้งหมดนี้จึงต้องตั้งคำถาม ถึงความจำเป็นของการมีคนกลางในระบบ เพราะหากเราสามารถเชื่อถือการติดต่อระหว่างกันได้จริงๆ ทำไมเราจึงต้องมีคนกลาง
และที่พิเศษมากๆ ที่เราอาจไม่เคยเห็นมาก่อนคือ การลดความเป็นไปได้ในผิดสัญญาระหว่างกัน เนื่องจากเรามีพยานรู้เห็นมากมายในการทำสัญญา และผู้ควบคุมการทำตามสัญญาคือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คนกลางที่ต้องมาคอยเป็นคนตัดสิน เป็นคนมาเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น เป็นคนที่บันทึกรายการอย่างยุติธรรม กลายเป็นเรื่องไร้สาระในบริบทของ Blockchain
คนกลางคือสิ่งไม่จำเป็น
การไม่มีความจำเป็นต้องมีคนกลางนี้ยังทำให้ลดต้นทุนในการทำนู่นนี้นั้นลงไปมากมาย แต่ละคนสามารถติต่อแลกเปลี่ยนกันได้ตรงและเชื่อถือกันได้

ความมหัศจรรย์ในเทคโนโลยีอีกประการนึงก็คือ ความเชื่อใจกันได้อย่างเต็มที่เพราะมีพยานบันทึกประวัติศาสตร์พร้อมๆ กันเยอะแยะ เราจึงเชื่อถือการติดต่อแลกเปลี่ยนกับคู่กรณี (หรือ Counterparty) เราได้อย่างเต็มที่โดยที่เราไม่จำเป็นต้องรู้จักคู่กรณีของเราเลยด้วยซ้ำ
ไม่ต้องรู้ว่าเค้าเป็นใครก็ได้ เพราะยังไงๆ เค้าก็ผิดสัญญาไม่ได้ในโลกของ Blockchain นี้
นี่ก็ทำให้เรื่องการทำความรู้จักคนที่เราติดต่อด้วย (หรือการทำ KYC/CDD) กลายเป็นเรื่องหยุมหยิมที่เป็นภาระเกิน…เกินความจำเป็น

คุณสมบัติพิเศษเหล่านี้ ทำให้ Blockchain เป็นคำตอบของปัญหาของ Internet ที่เราเผชิญกันอยู่ มันเป็นการปฏิวัติเทคโนโลยี
คำว่าคนกลาง ก็ไม่จำกัดอยู่แต่แค่พ่อค้าคนกลางหรือนายหน้า เพราะแค่ความแค่นี้ สถาบันการเงินต่างๆ โดยเฉพาะธนาคาร ก็แทบจะไม่มีที่ยืนอยู่ในโลก Blockchain แล้ว เพราะความจำเป็นในการต้องพึ่งพาสถาบันการเงินมาบริหารความเสี่ยงหมดไป Blockchain มันมาจัดการความเสี่ยงนั้นไปแทนเรียบร้อยแล้ว
คำว่าคนกลางนี้ ยังรวมถึง ราชการ หรือกระทั่งผู้แทนราษฎร หรือกระทั่งรัฐบาลด้วยซ้ำ เพราะท่านๆ ทั้งหลายนั้นก็คือตัวกลางของประชาชน
ถ้าเราสามารถกำหนดการนำเอาภาษีของเราไปใช้ได้ในทุกๆ บาท หรือถ้าเราสามารถกำหนดหรือออกเสียงเรื่องการกำหนดกฎหมายได้โดยตรง อะไรคือความจำเป็นของการมีรัฐสภา
ถ้าไม่มีใครในสังคมสามารถทำผิดสัญญาประชาคมได้เลย อะไรคือความจำเป็นของการบังคับใช้กฎหมาย

แนวคิดของเทคโนโลยีนี้ จึงแลดูเป็นกบฎมากเพราะ มันสามารถล้มล้างแนวความคิดของความจำเป็นที่จะต้องมีสถาบันต่างๆ เพื่อมาเป็นคนกลางของคนในสังคมนั้นๆ
แต่ถ้าคิดในอีกด้านหนึ่ง บางทีคนกลางในระบบนี้แหละก็คือต้นตอของปัญหาทั้งหมดเช่นกัน

นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ
จากหนังสือนี้ เราเห็นความรุนแรงของผลกระทบจากเทคโนโลยีนี้ ถ้ามันมาจริง โลกที่เราจะเห็นจะเป็นโลกที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน หน้าตาของมันจะเปลี่ยนไปทั้งหมด จะไม่เหมือนเดิมและไม่กลับไปเป็นอย่างเดิมอีกต่อไป

อย่างไรก็ดี แม้หลายสำนักจะทำนายถึงการเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการมาถึงของเทคโนโลยีนี้ แต่สำหรับเรา ก็ยังมีข้อกังขาอยู่บางประการอยู่เหมือนกันว่าจะเป็นเช่นนั้นได้จริงหรือไม่ จะมีอะไรที่มาปิดประตูการโกหกของมนุษย์ได้อย่างสิ้นเชิงกระนั้นหรือ เราสามารถเชื่อใจคนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จักเลยได้กระนั้นหรือ
แต่นี่ มันก็อาจเป็นเพียงความกังวลแบบมนุษย์ๆ ก็ได้นะ

Blockchain ยังมีเส้นทางที่จะต้องเดินทางไปอีกระยะหนึ่งจึงจะไปถึงจุดที่มันทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ และทั้งยังมีอุปสรรคที่ต้องจัดการอีกด้วย แต่มันก็เดินหน้าไปในทุกวันทุกนาที บางทีเพียงเราหลับตาแล้วตื่นขึ้นมา เราก็อาจพบว่าโลกไม่เหมือนเมื่อวานแล้ว หน้าที่การงานที่เราเคยทำหรือยังทำอยู่ กลายเป็นความไม่จำเป็นอีกต่อไป
หรือกระทั่งตัวเราก็ไม่จำเป็นต้องมี

นั่นจึงเป็นเหตุสำคัญที่เราต้องจับตาดูเทคโนโลยีนี้อย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะ หากเจ้า Blockchain มันร่วมมือกับ Internet of Things, Big Data, และ AI ด้วยแล้ว
โอย!!! โคตรน่ากลัว
ถ้าเราลงมือไม่เปลี่ยนแปลงอะไรๆ ก่อน ก่อนที่มันจะมาบังคับให้เราเปลี่ยนแปลง

#Blockchain_Revolution #Don_Tapscorr #Alex_Tapscott

อ่านรวมข้อเขียนของ อ.วีระ

การซื้อหนังสือของอาจารย์ #วีระ_ธีรภัทร ต้องสั่งซื้อตรงกับสำนักพิมพ์
แล้วก็ส่งตรงถึงบ้าน เท่านั้น ไม่มีการขายผ่านตัวกลางใดๆ ไม่มีการขายผ่านหน้าร้าน เป็นอย่างนี้มาหลายปีแล้ว
แกจะบอกกล่าวกันในแวดวงเฉพาะของแกเท่านั้น ว่าเขียนหนังสือเล่มนั้น
เล่มนี้ออกมา และมักไม่มีการพิมพ์ซ้ำ
หนังสือสองเล่มนี้ น่าจะเป็นเล่มที่ออกมาล่าสุด

นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ และอดีตผู้บริหารสื่อ ระดับอาวุโสของวงการ
เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถออกตำหนิตักเตือน (ด่า) สิ่งที่แกเห็นว่าไม่ถูกไม่ควรออกสื่ออย่างตรงไปตรงมาได้ โดยยังคงมีผู้อ่านผู้ฟังติดตาม

เราเริ่มติดตามการวิเคราะห์ข่าว การวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ ต่าง
ประเทศ ตลาดเงิน ตลาดทุน ของอาจารย์ตั้งแต่สมัยที่เราเริ่มเข้าสู่การลง
ทุนแรกๆ พบเจอว่าการบอกเล่าเหตุการณ์และการวิเคราะห์ข่าวของ
อาจารย์ เป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ตลาด
ที่มีความไม่สมมาตรของข้อมูล (Asymetric Infomation) ของประเทศ
ไทยเมื่อสมัยเกือบยี่สิบปีก่อน โดยเฉพาะตอนนั้นยังเป็นนิสิตนักลงทุน
มือใหม่อ่อนหัด ง่อยต่อการเข้าถึงข่าวสารที่สำคัญ การฟังอาจารย์ทาง
ช่องข่าวของ the Nation หรืออ่านบทความที่อาจารย์เขียน จึงเป็นการฝึก
วิทยายุทธให้เราไปด้วย จึงนับถืออาจารย์วีระ เป็นอาจารย์ของเราท่านหนึ่ง
แม้ว่าจะไม่เคยเข้าไปนั่งฟังอาจารย์วีระบรรยายสดเลย

ต่อมาก็พีคมากขึ้น เมื่ออาจารย์วีระแพคคู่มากับอาจารย์สุเนตร (คณะอักษร
จุฬาฯ) ออกมาคุยเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ไทย อยุธยา สุโขทัย กรุงธนฯ
กรุงเทพฯ โดยเฉพาะเรื่องไทยรบพม่า ให้ฟัง
ที่สุดคือ การเล่าเรื่องมหากาพย์มหาภารตะ การรบที่ทุ่งกุรุเกษตร
เราตามฟังจนจบครบถ้วนกระบวนความ ใช้เวลาในการเล่าเรียนเกือบปี
กว่าจะฟังจนครบ คือบอกได้เลยว่าคนฟังยังต้องตามฟังกันเป็นเดือนขนาดนี้ คนเล่าจะต้องมีการเตรียมการ ทำการบ้านมาอย่างหนัก อย่างน้อยๆ
ต้องทุ่มเทกับมันเป็นเวลาเป็นหลายเท่าตัว
เคารพในความตั้งใจทำงานของอาจารย์วีระมาก นี้คือหนึ่งในตัวอย่างที่ดีของความทุ่มเทและความตั้งใจในการทำงาน

หนังสือสองเล่มนี้ เป็นการรวบรวมบทความที่เขียนไว้ มาเข้าเป็น
หมวดหมู่ อ่านไม่ยาก เพราะไม่เน้นความเข้มข้น แต่เป็นการเล่าไปเรื่อยๆ
อ่านเพลินครับ

รวมข้อเขียนว่าด้วย #การงาน_การลงทุน_และการเกษียณอายุ
อาจแปลกใจว่า การจะประสบความสำเร็จทั้งในหน้าที่การงาน ในการลง
ทุน และเกษียณอย่างดีมีความสุข แท้จริงแล้วก็ไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรเป็น
พิเศษ หากแต่ตั้งอยู่บนหลักการที่เรารู้ๆ กันอยู่แล้ว
“ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา”
“สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปิติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา”
หรือ “ใช้เงินให้น้อยกว่าที่หามาได้” เช่นนี้เป็นต้น
หากคาดหวังเคล็ดวิชา หรือ How-To ที่แนะนำว่าควรทำไม่ควรทำอะไร
อาจดูผิดหวังกับสิ่งที่อาจารย์บอกเล่า
แต่มันคืออะไร รู้ไหม มันคือบทพิสูจน์อีกหนึ่งว่า ความสำเร็จนั้นไม่ใช่
เรื่องที่ลึกลับซับซ้อนอันใดเลย เพียงแต่ตั้งมั่นอยู่บนหลักการพื้นฐานง่ายๆ
หัวใจกลับอยู๋ตรงที่วินัยต่างหาก

รวมข้อเขียนว่าด้วย #หนังสือและการอ่าน
อันนี้มันคือการตอบสนองการอยากรู้อยากเห็นของคนอ่านมากๆ ตรงที่เรา
ย่อมอยากจะรู้มานานแล้วว่า จะผลิต Output ออกมาเป็นงานระดับนั้นจะ
ต้องเสพข้อมูลอะไรเข้าไปเป็น Input นอกจากปกติที่อาจารย์เคยอ่านหนังสือพิมพ์วันละ 7-8 ฉบับ
ความดีงามคือ เราได้ตามเรียนรู้ด้วยว่า จะพัฒนาการอ่านหนังสือของ
เราให้ขึ้นไปอีกนั้น เราควรทำอะไร และมีคำอธิบายด้วยว่าอะไรที่พาให้เรามีทักษะการอ่านได้ในวันนี้
นอกจากนี้ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เล่าแทรกก็สนุกมาก เช่น คำว่า “เชย”
มาจากชื่อของ “นายเชย” ในเรื่อง พล นิกร กิมหงวน หรือ หลังจากที่
Amazon ทำลายธุรกิจร้านหนังสือไปแล้วก็มาเปิดร้านหนังสือซะเองทั้งที่
ตัวก็ขายหนังสือทาง On-Line ย้อนแย้งทำไม

การได้อ่านบทเขียนของอาจารย์ หรือฟังอาจารย์เล่าเรื่อง จะให้ความรู้
และยกระดับปัญญาเราได้
จึงไม่แปลกที่เราจึงพยายามขวนขวายติดตามเสมอ แม้ในวันนี้อาจารย์วี
ระกำลังเริ่มเกษียณตัวเองแล้วก็ตาม

หมายเหตุฮะ เนื่องจากไม่เคยนับว่าตัวเองมารีวิวหนังสืออะไร แต่เป็นการบันทึกการอ่าน ดังนั้นจึงมีการบันทึกเรื่องที่คิดถึงและความรู้สึกระหว่างการอ่านไว้เป็นสำคัญ นะฮะ

กุ๊กกิ๊ก ณ เมลเบิร์น

หนังสือออกมาเป็น series เลย หนังสือสีสวย จากสำนักพิมพ์ยาหยี
เราเลือกไปเมลเบิร์น

#Melbourne เป็นเมืองสวยที่น่าสนใจ
เราขอติดตามแม่ตุ๊กตา-พ่อบอย-ชื่นใจ ไปด้วย
หนังสืออ่านสนุก รูปสวยมาก (ชอบมุมกล้องมาก)
แม่ตุ๊กตาค่อยๆ พาเราไปชมสถานที่ต่างๆ พร้อมๆ กับการท่องโลกกว้างของชื่นใจ

การเดินทางฉบับกุ๊กกิ๊กของครอบครัวนี้ น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับครอบครัวอีกหลายๆ ครอบครัว
แม้ว่าครอบครัวเราจะเริ่มออกเดินทางมาหลายปีแล้ว แต่เมื่อครั้นเราได้มีโอกาสได้มาพบการเดินทางฉบับกุ๊กกิ๊กของครอบครัวแม่ตุ๊กตา ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราพาครอบครัวเราออกเดินทางข้ามประเทศไปลาวและออกไปเวียดนามเมื่อสองปีก่อน
เราเชื่อว่าหลายๆ ครอบครัวน่าจะได้แรงบันดาลใจจากการติดตามการเดินทางของครอบครัวของแม่ตุ๊กตานี้ไปด้วย

การเล่าเรื่องของแม่ตุ๊กตา น่ารัก เป็นกันเอง หยิบนู้นนิด เล่านี้หน่อย สนุกจัง
การเล่าแบบนี้ดูลงตัวดี ไม่พยายามยัดเยียดข้อมูลเพื่อแนะนำจนล้ำความอบอุ่นของครอบครัว
ตัวหนังสือจึงอบอุ่น ละไม ไม่กระด้าง
ที่ต้องชมเลยคือรูปถ่ายประกอบ เด็กน้อยน่ารักมากครับ

บอกยากนะว่าการเดินทางที่ดีคืออะไร
แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นหลักกระมัง ไม่ควรไปพะวงกับมันมาก
ไปกับมัน อยู่กับมัน ซึมซับมัน เรียนรู้มัน และเติบโตไประหว่างการเดินทาง

การเดินทางจะแอบกระซิบบอกกับเด็กๆ ว่า “สนามเด็กเล่นหน่ะไม่ได้มีแค่ในโรงเรียนหรือในห้างสรรพสินค้าหรอกนะ มองรอบๆ สิเธอ มาวิ่งเล่นกับฉันกัน”
การเดินทางเป็นทั้งเพื่อนและเป็นทั้งครู ให้เด็กๆ

เมื่อมีเด็กเล็ก เราอาจเลือกเดินทางฉบับกุ๊กกิ๊กแฟมิลี่ “เราจะต้องไปในสถานที่ที่เราชอบ เรารักเราหลงใหล ให้ลูกไปซึมซับปรับตัวกับตรงนั้นเอา วิ่งเล่นได้ก็วิ่งเลยจ้า ซนได้ก็เอาเลยเชิญซนค่ะ”
เด็กๆ มีพลังงานมหัศจรรย์ให้ผู้ใหญ่ได้เรียนรู้เสมอ และเด็กๆ ก็มีความสามารถในการปรับตัวที่ผู้ใหญ่อย่างเราคาดไม่ถึงอีกด้วย ซึ่งเหล่านี้เราก็ได้เรียนรู้ระหว่างการเดินทางนั่นแหละ
ครอบครัวเราเติบโตไปพร้อมกัน พ่อแม่ลูก ระหว่างการเดินทาง

#Guggig_Family_Guide #Melbourne #ตุ๊กตา_พนิดา