Category Archives: Book

ความมีระเบียบในความไร้ระเบียบ

พอเราอ่านหนังสือได้เดือนละหลายๆ เล่ม ติดต่อกันมาเป็นสิบๆ ปี มันก็เกิดตัวทิฏฐิอุบาทว์บางอย่าง หนึ่งในนั้นคือความรู้สึกว่าไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีเนื้อหาใหม่ มาให้เสพจากหนังสือแต่ละเล่ม แต่นี่คือไม่ถูกนะ จริงๆ มันคือความผยองในรูปหนึ่ง

แม้รู้ว่าไม่ถูก แต่ใช่ว่าชัยชนะจะตกเป็นของสติทุกครั้ง 

ดังนั้น เวลาที่อ่านหนังสือเล่มไหนแล้ว เกิดปรากฏการณ์ที่อารมณ์ว่า “เฮ้ย! นี่คือเรื่องใหม่! นี่ความรู้ใหม่ นี่คือสารใหม่!” นี่คือ WoW! เลย 

และคำว่า WoW ตกเป็นของหนังสือเล่มนี้ 

ไม่น่าแปลกใจนี่คือผลงานร่วมของคุณ #พลอย_จริยะเวช กับ #ดร_ชัยอนันต์_สมุทวณิช 

คนหนึ่งคือ Style Professional อีกคนคือปัญญาชนของยุค 

เราเป็น แฟนงานเขียนของเขาทั้งคู่ แต่ไอ้ที่ตะลึงกว่าคือ ทั้งสองท่านเป็นพ่อลูกกัน! 

(นี่คือไม่รู้มาก่อน แอบละอายด้วยความเชย) 

 

#พุทธะในปราด้า หรือ #Prada_Mandala คือการเชื่อมต่อมุมมองต่อ Lifestyle กับหลักความจริงโดยใช้สายใยพ่อลูก 

คล้ายๆ เป็นการรวมบทความของสองพ่อลูกเข้าด้วยกัน เสริมด้วยภาพถ่ายประกอบ รวมทั้งภาพวาดปลายพู่กันของคุณพลอย 

 

หนังสืออ่านง่าย (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเล่มอื่นๆ ของอาจารย์ชัยอนันต์) ลื่นไหลมาก แม้จะดูเป็นการจับเรื่องที่ Contrast กันมาต่อกัน 

มันเป็นหนังสือที่อ่านแล้วไร้ระเบียบอยู่มาก 

เป็นการเรียงร้อยต่อตามแต่เรื่องที่ผู้เขียนอยากจะบอกเล่า 

ดังนั้น สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านงานเขียนของทั้งสองท่านนี้อยู่แล้ว อาจถึงกับไม่ชอบไปเลยก็ได้ เพราะมันอาจจะอ่านแล้วจับโครงสร้างเรื่องของหนังสือไม่ได้ ด้วยความที่มันอาจจะไม่ได้มีแบบแผนกันตัดต่อเรื่องเหมือนหนังสือปกติ 

มันคือการรวมบทความพ่อลูก ที่คล้ายๆ กระจัดกระจายจากกัน ต้องจับสังเกตในระดับหนึ่งจึงพบว่า อ้อ! มันมีความเป็นธีมเดียวกันอยู่  

 

สิ่งดีงามที่สุดของหนังสือคือ มันให้สารใหม่ๆ มุมมองใหมๆ ให้กับเราได้อีก 

ทั้งวิธีการมองโลกของสองพ่อลูก ทั้งที่ต่างกันและคล้ายกันอยู่ในที 

มันให้แรงบันดาลใจบางอย่างแก่เรา และยังช่วยแนะแนวทางในการเลี้ยงลูกอยู่บ้างด้วย 

 

ชอบ Concept ของหนังสือ 

ชอบเรื่องที่คุณพลอยเล่า วิธีที่เธอเล่า 

ชอบวิธีคิดของอาจารย์ เป็นต้นแบบของนักคิดระดับ Role Model 

เราจึงละเลียดหนังสือเล่มนี้อย่างมีความสุข 

 

หนังสือยกเรื่องเล่าของพระอานนท์ (ณ ช่วงที่ท่านยังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์) ต้องลอดรูกุญแจเข้าไปให้ได้ก่อน จึงจะสามารถเข้าร่วมสังคายนาพระธรรมกับพระอรหันต์รูปอื่นๆ หลังจากที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพานแล้ว เป็น Case Study ว่าต้องละทิ้งอะไรบ้างจนตัวเล็กจนสามารถรอดผ่านรูกุญแจไปร่วมงานได้ หรือด้วยวิธีอื่น?

นี่ก็เล่นใหญ่ทีเดียว แต่ก็เป็นการ Guide ก่อนจะลงมืออ่านได้ดีเลย 

 

ในความไม่มีระเบียบนั้นก็มีระเบียบแบบแผนของตัวมันเองอยู่ 

และในความมีระเบียบนั้นก็แฝงด้วยสภาพไร้ระเบียบ 

จะจวงจื่อหรือรัฐศาสตร์ พราด้าหรือพุทธะ Style หรือ ความจริงของธรรมชาติ ก็บอกเรื่องราวเหล่านี้ 

 

อ่านจบ ก็พลันนึกถึงหลักของ Thermodynamics 

ดูช่างปนเปยิ่งนัก!

Advertisements

เสียงสะท้อน…ก้อง

ใช้เวลาอ่านนานพอสมควร เล่มไม่หนามากก็จริง แต่ต้องต่อสู้กับความง่วง 

เป็นเบสเซลเลอร์ที่อาจจะไม่ได้เหมาะกับใครหลายๆ คน 

ความเห็นเราคือ ‘สนุก’ 

#แฮร์รี่_บอซ ยังคงเป็นมนุษย์พันธุ์ที่หาได้ยากในสังคม แม้ในเรื่องแต่งแบบ Fiction ก็ตาม 

และก็ยังคงความเอกอุในด้านประสบการณ์การสืบสวนคดีแบบตำรวจอเมริกัน 

แบบตำรวจ ไม่ใช่แบบนักสืบเอกชน จึงเป็นความพิเศษของงานสืบสวนแบบ แฮร์รี่ บอซ ที่หาไม่ได้ในนิยายสืบสวนของนักสืบคนอื่นๆ 

 

กลับมาที่ความว่า ‘อ่านแล้วง่วง’

เพราะพี่แกใส่รายละเอียดการสืบสวนของตำรวจลงไปซะล้น รายละเอียดนี้ทำเอาคนอ่านท้อต่อการติดตามอ่านนิยายนี้ได้ 

แต่ในทางตรงข้ามนะ มันก็ขับให้นิยายมีความสมจริงมาก (ถ้าอ่านคู่กับการสืบสวนของ แจ้ค รีชเชอร์ … การสืบสวนของแจ้คนี่กลายเป็นเรื่องลอยๆ ไปเลย) 

ถ้าเป็นฮาร์ดคอร์รหัสนิยาย อ่านแล้วจะฟินกับรายละเอียดของการสืบสวนแบบตำรวจของพี่แฮร์รี่นี่มาก 

 

ความสุดของนิยายเรื่องนี้คือ ความซับซ้อนของอาชญากรรม ไม่ใช่แค่ฆ่ากันตาย หรือฆาตกรรมต่อเนื่องแบบโรคจิต 

มันไม่ถึงกับหักมุมสี่สิบแปดตลบ หรือตื่นเต้นเร้าระทึกหัวใจ มันอาจไม่ดีเด่นปานนั้น แต่มันซับซ้อนและเพียบพร้อมด้วยรายละเอียดที่ดูจริง ตรรกะของอาชญากรรมนั้นถูกเขียนขึ้นมาอย่างดี  

 

ความวิตกจริตของแฮร์รี่ต่อความไม่ลงตัวของข้อเท็จจริงของคดี อ่านๆ ไปแล้วก็คิดถึงปัวโรต์ 

 

ความขัดแย้ง น่าจะเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับมนุษยชาติ นั่นอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก 

แต่ความอุบาทว์คือการหาทางยุติความขัดแย้งด้วยสงครามต่างหาก 

วิบากของสงครามนั้นมีผลตามมาอีกยาวนาน มีผลมาถึงมนุษย์ที่แม้จะไม่ได้เข้าร่วมสงครามนั่นด้วย 

ผลกระทบดั่งเสียงสะท้อนในความมืด สะท้อนกันไปมาเรื่อยไป จนหาจุดสิ้นสุดของเสียงสะท้อนนั้นมิได้ 

 

#เสียงสะท้อนจากความมืด #The_Black_Echo

ออกไปข้างนอกกัน

“ออกไปเรียนข้างนอกกัน” 

ถ้าครูบอกกับเด็กนักเรียนแบบนี้ วันนั้นคงเป็นวันที่พิเศษวันหนึ่งคงเด็ก โดยเฉพาะในความทรงจำของเด็ก  

เช่นนั้น สิ่งที่เด็กคนหนี่งได้เรียนรู้ข้างนอก ในวันนั้นคงจะกลายเป็นประสบการณ์พิเศษหนึ่ง แม้ว่าการเรียนในวันนั้นอาจไม่ได้เป็นการเรียนเนื้อหาในหนังสือเรียนสักเท่าใด 

สำหรับครอบครัวที่มีหนอนหนังสือยั้วเยี้ยเต็มบ้าน การออกไปนอกบ้านก็เป็นการปรับสมดุลการใช้ชีวิตที่ดี 

 

แม่สองคู่ ลูกสาวสองคู่ จับมือกันออกหาประสบการณ์ด้วยสองมือของตัวเองในพื้นที่ชนบทอังกฤษ กลายเป็นหนังสือที่มีส่วนผสมของ บันทึก – แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว – วิธีทำงานคราฟต์ทำมือ – งานเกษตร – ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น (อังกฤษ) ประกอบกับวิวทิวทัศน์ที่สวยมากของชนบทอังกฤษ ไล่มาถึงตัวเมืองลอนดอน หนังสือนี้จึงพิเศษมาก #England_here_we_grow 

 

ด้วยสองมือที่ปลูกต้นไม้ เก็บผลไม้ เก็บดอกไม้ ย้อมสีผ้า เลี้ยงผึ้ง เก็บน้ำผึ้ง ทำแยม นวดแป้ง ทำขนมปัง ถักผ้า ฯลฯ มันเชื่อมโยงความอบอุ่นจากธรรมชาติมาถึงหัวใจของเด็ก และที่สำคัญคือ ไม่ถูกขังอยู่แค่ในห้องเรียนสี่เหลี่ยม 

 

เป็นหนังสือที่ให้แรงบันดาลใจที่สวยงาม ไม่ว่าจะสำหรับพ่อแม่ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเลี้ยงลูกนอกตำรา 

สำหรับเด็กๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการออกหาความรู้และประสบการณ์นอกห้องเรียน 

หรือ สำหรับลูกจ้างกินเงินเดือน เพื่อออกติดตามการเดินทางนี้มองหาความฝันของตัวเองบ้าง และเพื่อเป็นแรงบันดาลใจว่าชีวิตการทำงานไม่ได้มีแต่อยู่ในออฟฟิศ 

คนอ่าน จะได้ออกไปมองโลกชนบทในอีกข้างหนึ่งของโลกใบนี้ พร้อมๆ ไปกับการเรียนนอกบ้านของพวกเขา 

 

การเล่าเรื่องของคุณแม่ ให้ความรู้สึกเป็นกันเองและสบายๆ เหมือนนั่งฟังเพื่อนสนิทเล่าให้ฟัง ประกอบกับรูปที่สวยงามตลอดเล่ม ทั้งรูปถ่ายและรูปวาดของเด็กๆ บางตอนในเล่มจึงกลายเป็นสารบันดาลใจ ฉีดเข้าไปในกระแสเลือด พาเอาจังหวะหัวใจเต้นถี่ขึ้น 

ไม่เหนื่อยนะ แต่…พลุ่งพล่าน! 

แม้ว่ากลายเขียนบอกเล่าในแบบนี้ อาจขาดความหนักแน่นของสาระขั้นตอนการลงมือ หรืออาจเบาๆ ลอยๆ ไปบ้าง แต่เราว่า ผู้เขียนก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้หนังสือเล่มนี้เป็น Recipe การทำอาหารหรือการทำเกษตรโดยตรง 

เราเลือกจะเสพความดีงามทางด้านสารกระตุ้นความอิสระทางความคิดจากหนังสือ อย่างมีความสุข 

สิ่งที่ #เรียนนอกบ้าน ครั้งนี้มอบให้เรา จึงพิเศษ 

 

ออกไปข้างนอกด้วยกันมั้ยครับ?

อ่านตามติด

โคตรสนุก… โคตรสนุก และฮามาก 
เครียดๆ อยู่นี่คือหัวเราะจนลืมไปเลยว่าเครียด 

ใครเครียดอยู่ อ่านเล่มนี้เลย  

เฮ้ย! คือเอาเป็นว่าที่เคยยั๊วะๆ คนอินเดียที่ทำงานด้วยกันนี่กลายเป็นฮา และมีความเข้าใจมากขึ้น 

 

จะว่าไป มันก็เป็นการฮากับเรื่องคราวเคราะห์ของคุณขิม (ผู้เขียน) กับการใช้ชีวิตในอินเดียนะ 

มันพีคมาก สาวไทยวันรุ่นหนึ่งเดียวในห้องเรียนที่เต็มไปด้วยหนุ่มอินเดีย ใช้ชีวิตในเมืองอินเดีย 

แค่คิดตามก็แบบ… 

ยอมรับเลยว่า สกิลการเอาตัวรอดของเธอมันสุดทางมาก ทั้งป่วยจนต้องแอดมิดในโรงพยาบาลในอินเดีย ทั้งขับรถมอไซค์คว่ำจนกระดูกร้าวในเมืองอินเดีย เข้าเฝือกมือขวาใช้ชีวิตโดยใช้มือซ้ายข้างเดียวในอินเดีย เลี้ยงหมาเกรทเดนในบ้านเช่าในอินเดีย (เอิ่มมมม) 

คือมันต้องทั้งยอมรับและทั้งทึ่ง ในพลังการเอาตัวรอดของเธอเลย 
ชอบมากกับประโยคที่เธอเปรียบเทียบ “เราว่าเราเป็นคนยังไงก็ได้แล้วนะ อินเดียแ…งยังไงก็ได้ยิ่งกว่าเราอีก” 555 เออหว่ะ จริงมาก! 

 

ที่สุดของเรื่องนี้นะ คือความสามารถในการเล่าเรืองของเธอยอดเยี่ยม ไม่สามารถละการอ่านหรือวางไม่ลงเลย เล่าได้สนุกและเห็นภาพตาม ปวารณาเป็นแฟนคลับงานเขียนเธอฮะ 

ให้ตายสิ! ไอ้ภาพประกอบการเล่าเนี่ย ยังอุตส่าห์ถ่ายมาได้ 555 โอย ข้าน้อยนับถือๆ 

เห็นด้วยเลย… อินเดียเนี่ยยังไงก็ได้มากกว่าเธอ แต่ไอ้ที่แปลกกว่าอินเดียก็คือเธอนี่แหละ เห็นด้วยจริงๆ 555 

 

นอกจากความบันเทิงแล้ว 

การได้ไปสัมผัสความเป็นอินเดีย สัมผัสความเป็นคนอินเดีย ผ่านงานเขียนนี้ ทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้นนะ เปิดมุมมองของเรากว้างขึ้นทันใด มนุษย์โลกช่างหลากหลาย 

เค้าไม่ได้เหมือนเรา เราไม่ได้คิดเหมือนเค้า แล้วเราก็ทะเลาะกัน แต่ทั้งหมดนั้น มันไม่ได้เป็นความผิดของใครเลย 

เราแค่แตกต่างกัน และยังไม่เข้าใจกัน 

 

#ตามติดชีวิตอินเดีย

พร่ำเพ้อพักรัก

พร่ำเพ้อ… ทั้งการเดินทาง ทั้งผู้เดินทาง 

ทั้งบันทึก ทั้งสำนวน ช่างพร่ำเพ้อ
แต่ เป็นพร่ำเพ้อที่สวยงาม

การเขียนมีอยู่หลายวิธี งานเขียนมีอยู่หลายแบบแต่งานเขียนบันทึกความพร่ำเพ้อสวยๆ ไม่ใคร่พบได้บ่อยหรือไม่เคยเจอ 

การได้สัมผัสความสวยงามของความพร่ำเพ้อแบบนี้จึงพิเศษ

ทั้งหมดอาจเริ่มต้นจากการกลับไปฟังบรรยายเรื่องประวัติศาสตร์อยุธยา ตอนอวสานอยุธยาและตอนศึกอะแซหวุ่นกี้ ซึ่งเป็นช่วงต้นของราชวงศ์อลองพญาของพม่า ราชวงศ์สุดท้ายของพม่า
ทำให้เรากลับมาสนใจพม่าอีกครั้ง

#รตี_ช่วงแก้ว ผู้หญิงตัวคนเดียว ออกเดินทางใน #พม่า โดยลำพัง หลังผ่านมรสุมชีวิต เธอจึงตัดสินใจลาออกจากงานและออกเดินทางไปในที่ชีวิตไม่คุ้นเคย เพื่อค้นหา หรืออาจเพื่อเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวเธอ
ย่างกุ้ง-พุกาม-กะลอว์-มัณฑะเลย์-พินอูลวิน
เมืองที่เราเคยได้ยินและไม่เคยชื่อมาก่อน
ผู้หญิงตัวคนเดียวเดินทางด้วยรถขนส่งสาธารณะร่วมกับทางกับคนพม่าและอาจมีนักเดินทางชาติอื่นอยู่บ้าง นับเป็นการเดินทางที่เข้มข้นพอดู
เธอพบอะไรในการเดินทางของเธอคือเรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องหนึ่งเธอบันทึกความพร้ำเพ้อตลอดการเดินทางด้วยภาษาที่สวยงาม

ระหว่างทาง เธอเผชิญหน้ากับความเหงา เผชิญหน้ากับความเศร้า เผชิญหน้ากับความกลัว…
ใครบ้างไม่เคยเผชิญ
“…เรานอนคนเดียวใช้ชีวิตคนเดียวได้เพราะความเคยชินไม่ใช่เพราะเข้มแข็ง”
แต่ก็ด้วยความเคยชินที่ก่อตัวขึ้นมาได้นั้น เราจึงเข้มแข็งขึ้น

เรายังพบความสวยงามของพม่า ผ่านบันทึกของเธอด้วย
เมืองที่เหมือนถูกหยุดเวลาไว้ ท่ามกลางความแตกต่างที่อิทธิพลท่ผลัดกันเข้ามาปกครอง

สิ่งที่เธอพบ เมื่ออยู่เบื้องหน้าเจดีย์ชเวดากองนั้น แม้ไม่กล้าบอกเล่าว่าคือความจริงที่สุด
แต่อย่างน้อย ก็ทำให้ความสงบบางส่วนในตัวคนอ่านเริ่มทำงานเช่นกัน

ความพร่ำเพ้อที่สวยงาม เมืองที่สวยงาม
#พม่าพักรัก

สืบสวนคดีเหยี่ยว

นิยายในชุด #ฤทธิ์มีดสั้น หรือ #เซียวลี้ปวยตอ ของ #โกวเล้ง ทั้งหมดมีอยู่ 4 เรื่อง #เหยี่ยวเดือนเก้า เป็นเรื่องที่สาม เป็นเรื่องลำดับต่อจาก #ฤทธิ์มีดสั้น และ #ดาบจอมภพ 
กระนั้นก็ดี ทั้งหมดก็ไม่จำเป็นต้องอ่านต่อกัน หรือต้องเคยอ่านเรื่องก่อนหน้ามาก่อน สามารถหยิบเรื่องไหนขึ้นมาอ่านก่อนได้ทั้งนั้น การเรียงลำดับเพียงเพื่ออรรถรสการอ่านส่วนต้วของเราเองเท่านั้น 

 

#เหยี่ยวเดือนเก้า เป็นเรื่องของ #เอี๊ยบไค ที่ต้องออกมาผจญกับมรสุมการฆ่าฟัน เป็นเภทภัยที่ประสบกับตัวเอี๊ยบไคล้วนๆ ในฐานะทายาทของเซียวลี้ปวยตอ (เล่มที่สี่ของชุดคือ #จอมดาบหิมะแดง จะเป็นเรื่องราวของ  #โป้วอั้งเซาะ) 

 

เนื้อเรื่องต่างจากสองเรื่องก่อนหน้า หากฤทธิ์มีดสั้นว่าด้วยเรื่องของการเสียสละ และดาบจอมภพว่าด้วยเรื่องของการให้อภัย เหยี่ยวเดือนเก้านำทั้งสองประเด็นมาขมวดแล้วสร้างเป็นรหัสคดีที่ซํบซ้อนขึ้นไปอีก 

เป็นการสืบสวนหาตัวฆาตกร ซึ่งเราเหมาเอาเองว่า โครงเรื่องมีลักษณะเป็นการสืบสวนฆาตกรรมต่อเนื่อง  

ความซับซ้อนของเหตุการณ์ของอาชญกรรมและการหักมุมของเรื่อง เป็นความพิเศษในงานเขียนของโกวเล้ง (เป็นจุดแตกต่างจากงานเขียนของ #กิมย้ง) 

ถ้าลองตัดรายเอียดความเป็นนิยายกำลังภายในออกไป เอาภาพสังคมเมืองใส่เข้าไปแทนสังคมยุทธจักร นี่คือนิยายสืบสวนที่สนุกเลย 

การหักมุม การพลาดพลั้งของตัวเอก การวางหลุมพราง ตกหลุมพราง ของตัวละครต่างๆ นับว่าซับซ้อนในลักษณะที่คาดเดาตอนต่อไปของเรื่องได้ยาก 

นี่จึงเป็นความสนุกเป็นพิเศษของนิยายเรื่องนี้ 

 

แต่ส่วนที่ดีที่สุดยังคงเป็นน้ำคำของโกวเล้งที่ผ่านการแปลโดยสุดยอดฝีมือ คุณลุง #ว_ณ_เมืองลุง และการนำเอาคุณธรรมขึ้นมาเป็นแกนหลักของเรื่องทั้งหมด 

 

“น้ำตาเทียน ต้องรอจนลุกไหม้หมดสิ้นจึงแห้งได้ เทียนยินยอมเผาผลาญตัวเอง จนกลายเป็นกองน้ำตา เพียงเพื่อให้แสงสว่างแก่ผู้อื่นเท่านั้น การกระทำเยี่ยงนี้ ไยมิใช่โง่เขลาอย่างยิ่ง? แต่หากมนุษย์เรา ยินยอมกระทำเรื่องโง่เขลาเยี่ยงนี้อีกหลายๆ ประการ โลกไยมิใช่เจิดจ้าแจ่มใสกว่านี้” 

 

“คนเราเมื่อได้ชัยมาแล้ว บางครั้งจะพลันกลับกลาย คล้ายจอกสุราเปล่าได้…สุราในจอกหมดสิ้นแล้ว คนที่พิชิตศัตรูแล้ว ปณิธานและความกระหายที่มีอยู่ในใจ ก็คล้ายสุราในจอก พลันเหือดหายจนว่างเปล่า” 

  

การอ่านนิยายของโกวเล้งซ้ำๆ อุปทานไปได้ว่า ดั่งถูกถ้อยคำต่างๆ เหล่านี้ขัดเกลาความคิด ให้ได้ถึง การให้อภัย การเสียสละ และการปล่อยวาง 

คำยิ่งคม บาดหัวใจยิ่งลึก แต่หากถูกบาดด้วยถ้อยคำเยี่ยงนี้ สาระเยี่ยงนี้ หัวใจกลับยิ่งอ่อนโยน คล้ายที่ถูกบาดออกจากหัวใจไปคือส่วนที่เป็นเนื้อตายด้าน 

งานเขียนของโกวเล้งจึงทรงคุณค่าเสมอ 

 

“ชีวิตส่วนงามปานนี้ ความรักสวยงามซาบซึ้งปานนี้ คนเรายังไม่สามารถลืมความอาฆาตแค้น ไยมิใช่โง่เขลาจนบัดซบยิ่ง”

กระต่ายกับหมาป่า

เป็นหนังสือที่ซื้อเก็บไว้พักหนึ่งแล้วเช่นกัน เดิมเพราะเห็นอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งอ่านหนังสือฉบับภาษาอังกฤษชื่อ #Predatory_Thinking 

โดยบังเอิญก็มาเจอหนังสือชื่อสะดุดตา #เกิดเป็นกระต่าย_ต้องคิดให้ได้อย่างหมาป่า และพบว่ามันมาแปลมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษเล่มนั้น 

เมื่อเดือนก่อน อยู่ในภาวะติดขัดความคิดอย่างมาก คิดงานไม่ออก รวมถึงมีอาการจิตตก คิดว่าหนังสือ How-To สักเล่มน่าจะช่วยได้ เลยไปหยิบมาเล่มหาคำตอบอะไรบางอย่าง 

พบว่า นี่ถึงกับไม่ใช่หนังสือ How-to แบบที่สำนักพิมพ์ #WE_LEARN ชอบจัดทำ มันไปได้ไกลกว่านั้น 

มันเป็นหนังสือที่รวบรวมประเด็นในการเอาตัวรอดอย่างสร้างสรรค์ หรือจะเรียกว่าการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยการรวบรวมจากเรื่องราวที่น่าคิด โดยเฉพาะเรื่องในวงการโฆษณา (ผู้เขียนอยู่ในวงการโฆษณา) 

 

การอ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้เรา หลุดออกจากกรอบความคิดที่เราสร้างขึ้นมาครอบตัวเอง และได้ตำตอบของปัญหาด้วยความคิดของเราเองได้ในที่สุด 

นี่จึงเป็นหนังสือที่เจ๋งมาก แต่มีข้อแม้คือ อ่านแล้วต้องคิดตามนะ  

 

1. ในการสื่อสารของมนุษย์เรา เราพึ่งจินตนาการของตัวเรามากกว่าที่เราคิด เรามักคิดว่าเราต้องพึ่งตรรกกะในการสื่อสาร วิธีที่เจ๋งกว่ามากคือ เพียงแค่ชี้นำ จากนั้นปล่อยให้จินตนาการของมนุษย์ทำงานต่อ บ่อยครั้งคำโกหกที่เรียบง่ายทรงพลังกว่าความจริงอันซับซ้อน ข้อมูลจะจริงหรือไม่นั้นไม่สำคัญเท่าผู้ฟังพร้อมจะเชื่อมันหรือไม่ ไม่สำคัญว่าเราจะพยายามบอกอะไร ที่สำคัญคือคนฟังยอมรับฟังอะไรไป

 

2. วิธีการแก้ปัญหาที่สรั้างสรรค์คือ ทุกๆ คนล้วนได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ และรากฐานของความคิดสร้างสรรค์คือการตั้งคำถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามว่า “ทำไปแล้ว เขาจะได้อะไร?” 

 

3. แม้ว่าการที่ทุกคนได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการคือการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ แต่ถ้าคุณอยากจะได้อะไร คุณจะต้องไปเอามาจากคนอื่นหรือจากใครสักคนเสมอ ถ้าคุณอยากได้คุณก็ต้องไปเอามันมาจากที่ไหนสักแห่ง แต่เรามักไม่อยากพูดกันชัดๆ ว่าสิ่งที่ตัวเองอยากได้มานั้นจะไปแย่งชิงมาจากไหน ถ้าเป็นมืออาชีพ เราจะบอกว่า “คิดไม่ออก” ไม่ได้ เพราะเราถูกจ้างมาให้คิดให้ออก เรารับค้าจ้างแลกกับการทำงานนั้น ถ้าเป็นมืออาชีพ ต้องเลิกเอาแต่รอให้คนอื่นป้อนให้ (เพราะในธรรมชาติแล้วไม่มีจริง) แล้วลุกไปเอามันมา 

 

4. เราไม่สามารถเพิ่มบางอย่างลงไปได้ถ้าไม่เอาอีกอย่างออกมา ยิ่งมีสิ่งหนึ่งมากยิ่งต้องมีอีกสิ่งน้อยลง ไม่สามารถยัดเยียดอะไรจนมันเกิน 100% โดยเฉพาะอย่างยิ่งปกติมนุษย์เราจดจ่อกับเรื่องราวต่างๆ ได้ทีละอย่าง ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มตัวเลือกแต่เป็นการจัดการกับตัวเลือกที่มี

 

5.ถ้าไม่ขอเราก็จะไม่ได้ ถ้าเรากลัวการถูกปฏิเสธ ก็คือเรายอมล้มเหลวมากกว่าการถูกปฏเสธ เราอาจหลีกเลี่ยงความล้มเหลวได้ แต่เราจะไม่สามารถประสบความสำเร็จจากการหลีกเลี่ยงความล้มเหลว

 

6. เราจะเรียนรู้ได้จากการพ่ายแพ้มากกว่าการชนะ และคำวิจารณ์มีประโยชน์กว่าคำชม ความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับเราเช่นกัน เราเติบโตได้จากการแพ้และเรียนรู้จากความไม่ยุติธรรมใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้น สำหรับความไม่ยุติธรรมนั้น มันเกิดขึ้นแล้วและกลายเป็นอดีตไป เรียนรู้แต่ไม่หมกมุ่น การหมกมุ่นอยู่กับมันมีแต่จะรั้งเราไว้จากปัจจุบันและอนาคต บทเรียนจากประวัติศาสตร์ก็มักเกิดจากความผิดพลาดซ้ำๆ ของผู้เชี่ยวชาญ 

 

7. ถ้าอยากเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก อย่างแรกที่ต้องทำให้ได้คือต้องพาตัวเองไปให้ถึงเส้นชัยให้ได้ก่อน และถ้าเราแข่งด้วยความฉลาดไม่ได้ เราต้องแข่งด้วยตวามตั้งใจมานะ รายละเอียดใดๆ ที่เราไม่ใส่ใจอาจทำให้เราแพ้ได้ ส่วนรายละเอียดใดๆ ที่เราใส่ใจอาจทำให้เราชนะได้ 

 

8. ด้วยความเร็วของยุคสมัย อนาคตของเราอาจไม่แน่นอนมากกว่าที่เป็นมา ความร้ใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนจะถาโถม แต่… แต่สิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนคือคน ประวัติศาสตร์ยังคงซ้ำรอยเดิม มนุษย์ยังคงผิดพลาดในเรื่องเดิม 

 

สรุปประเด็นเอาไว้เพื่อเป็นบันทึกการอ่านเตือนตัวเอง หนังสือยังมีประเด็นให้คิดตามคิดแย้งอีกมากกว่านี้ครับ 

 

#ในโลกของกระต่ายที่มีกระต่ายที่พยายามทำตัวเป็นหมาป่ากินกระต่ายพวกเดียวกัน