Category Archives: City Life

My 15 Facts

ได้เวลาชดใช้คำท้าแล้วสินะ…

IMG_0308-1.JPG

จริงๆ เค้าท้ามาให้เขียน 20 ข้อ แต่ถ้าไม่ขบถสักหน่อยก็ไม่ใช่แระ เอาไป 15 พอ

1. เกิดวันอาทิตย์ เที่ยงวัน ในหน้าร้อน ในปีที่แม่เล่าว่าร้อนมากกว่าหลายๆ ปีรอบๆ ตัวมัน … คงอธิบายตัวมันเองได้กระมัง ว่าเป็นคนใจร้อนถึงร้อนมาก เข้ากับอากาศร้อนมากได้ดี แต่ก็เข้ากับอากาศหนาวได้ดีเช่นกัน ดูได้จากเวลาขึ้นเขาเข้าป่า อากาศเย็นจัด คนอื่นหนาว แต่เราร้อนรุ่มอยู่คนเดียว ตลอดเวลา จนได้เข้าใจศาสนาพุทธนี่แหละจึงดีขึ้น

2. เป็นลูกชายคนโตของบ้าน หลานชายคนโตของตระกูล มีเมีย เมียก็เป็นลูกคนโตของบ้านอีก … เอิ่ม! อีทีนี้ก็เลยชินกับการเป็นพี่มากกว่าเป็นน้อง เลยทำให้มีนิสัยชอบดูแลคนอื่นมากกว่าชอบให้คนอื่นดูแล แล้วก็ ชินกับการเป็นคนจัดการมากกว่าการเป็นคนถูกจัดการ … อีแบบนี้ก็เลยก็เลยทำให้ตัวเองมีภาวะความอดทนต่ำ ที่มักจะทนกับสภาพอะไรบางอย่างที่ตัวเองรู้สึกว่ามันงี่เง่าๆ ไม่ได้แล้วก็แพ้ภัยตัวเอง ต้องลุกขึ้นมาอาละวาดเปลี่ยนแปลงมันทุกครั้งไป รวมทั้งครั้งล่าสุดนี้ด้วย ซึ่งหลายๆ ครั้ง พออาละวาดทีก็เจ็บตัวที เป็นเช่นนี้ร่ำไป

3. ตอนเด็ก เป็นเด็กขี้เกียจเรียน ขี้เกียจทำการบ้านมาก มือไม้อ่อน เรียนอ่อนมาก โดนครูทำโทษหนักด้วยเหตุที่ไม่ได้ทำการบ้านไปส่ง เวลาเรียนอยู่ในห้องก็ตามเพื่อนๆ ไม่ทัน ไม่เข้าใจว่าเค้าทำอะไรกันในโรงเรียน โรงเรียนประถมต้นเป็นโรงเรียนเอกชนมีชื่ออยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา วันๆ อยู่ในห้องเรียน ก็เอาแต่เหม่อมองเรือที่วิ่งบนแม่น้ำทั้งวัน แล้วมันจะมีตัวหนังสืออะไรเดินเข้าไปในหัวมันได้ (เรื่องนี้ยังเป็น Fact ที่แม่เองก็อาจยังไม่รู้นะเนี่ย ว่าลูกชายตัวดีเข้าห้องเรียนไปนั่งดูแม่น้ำทั้งวัน) ในตอนนั้น เราเข้าใจว่าตัวเราเองเป็นเด็กหัวไม่ดี เรียนไม่เก่ง

4. ชีวิตนี้ได้ดีเพราะเป็นศิษย์มีครู ตั้งแต่ครูคนแรกของชีวิตคือคุณพ่อคุณแม่ ครูในโรงเรียน ครูในมหา’ลัย ครูในที่ทำงาน และครูในชีวิตจริง … นี่คือเรื่องที่โชคดีที่สุดในชีวิต การได้ครูดี ทำให้ศิษย์ประคับประคองชีวิตตัวเองมาจนถึงวันนี้ได้ … ตอนเรียนก็ไม่รู้หรอก แต่พอออกมาในชีวิตทำงานจึงพบว่า ที่เราเข้าใจแล้วสามารถประยุกต์มาใช้ได้เยอะนี้ ก็เพราะได้รับการสอนมาดีมาก ความดีทั้งหมดของเราคือคุณความดีของครูทั้งหลายที่ได้กล่าวมาแล้ว … ที่อยากเล่า ก็คือ ครั้งหนึ่งเคยได้รับความเมตตาจากครูสอนให้เรารู้จักคำว่า ‘ชุ่ย’ โดยที่ครูตำหนิเราว่า ‘ชุ่ย’ ตั้งแต่นั้นความ ‘ชุ่ย’ ของเราหายไปจากตัวอย่างน้อยๆ 60-70% มันเป็นเรื่องลึกซึ้งของเจตนาดีของครูที่มีต่อศิษย์ ท่านสอนให้เรารู้ว่าจงอย่าชุ่ย ในโลกนี้จะมีครูสักกี่คนที่ตำหนิด้วยเจตนาดีที่ลึกซึ้งได้เพียงนี้ บุญสักเพียงใดที่ได้ครูแบบนี้ วันนี้อยากจะกลับไปไหว้ท่าน ท่านก็ไม่อยู่แล้ว ได้แต่อาศัยผลผลิตความดีที่ท่านทิ้งไว้ในตัวเรา ประกาศว่าเป็นคุณความดีของคุณครูทั้งหลายเหล่านั้น

5. กล่าวถึงสถาบันบ้าง … นอกจากสถาบันครอบครัวแล้ว ชีวิตนี้เป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้ก็เพราะสถาบันการศึกษาอันเป็นที่รักยิ่งทั้งสองแห่ง ทั้งอัสสัมชัญ และ จุฬาฯ ทุกวันนี้ที่มีปัญญาหาเลี้ยงครอบครัวได้ ก็เพราะกำลังที่ได้มาจากทั้งสองแห่งนี้ทั้งนั้น ทั้งนี้ก็เพราะได้แม่และพ่อเป็นผู้สนับสนุนที่สำคัญที่สุดจึงได้มาพึ่งใบบุญของทั้งสองแห่งนี้

6. เริ่มจากหนังสือการ์ตูน อ่านจนไม่มีปัญญาซื้ออ่าน ก็เปลี่ยนไปเช่าอ่าน เช่าอ่านไปจนอ่านเกือบทุกเรื่องในร้าน ก็ขยับไปอ่านเทพนิยาย นิยาย นิยายไทยร่วมสมัย นิยายไทยย้อนยุค นิยายแปล นิยายฆาตกรรม มาจนนิยายกำลังภายใน พุทธประวัติ งานเขียนท่านพุทธทาส อ่านสามก็กครบสามรอบตั้งแต่มัธยม ห้องสมุดคือหลุมหลบภัยของชีวิตเลย สนิทกับครูบรรณารักษ์มากจนกระทั้งวันนี้ก็ฝากท่านช่วยดูลูกชายตัวดี เราได้อ่านหนังสือในห้องสมุดเยอะมาก มากซะจนกระทั่งได้รับรางวัลนักอ่านดีเด่นของโรงเรียน ซึ่งถ้าจำไม่ผิดน่าจะมีจัดอยู่ปีเดียวแล้วเราก็ได้มาเป็นรางวัลที่1 รางวัลที่ได้หนึ่งในนั้นคือนิยายเรื่องจักรยานสีแดง ซึ่งเราอ่านจบไปก่อนมอสทาทาจะมาเล่นในอีกเกือบจะสิบปีถัดมา ทั้งหมดที่อ่านมานี้มันก็ตกผลึกอยู่ในนี้แหละ บางทีที่มันออกมาช่วยชีวิตเราเอาไว้ มันก็มาจากไอ้ที่อ่านเอาไว้ตอน ป.6 อะไรประมาณนั้น สุดท้ายมันก็คืออาการเสพติดการอ่านที่เป็นมาตลอดทั้งชีวิต อ่านหนังสือจำเป็นต่อชีวิตพอๆ กับการกินข้าวเลย

7. ร่วมสมัยมากับ Computer แม้ว่าจะไม่ค่อยทันกระดาษเจาะรู แต่จากนั้นก็เหมือนโตมาด้วยกัน แม้จะไม่ได้ตั้งใจจะแบบนั้นก็เหอะ ใช้จอ Monior มาครบทุกแบบ ตั้งแต่ Monochrome จอเขียว มา VGA ขาวดำ มา VGA จอสี แล้วก็เรื่อยมาจนถึงตอนนี้ เอิ่ม ยังจะเหลือใครรู้จัก Monochrome Monitor จอเขียวบ้างมั้ยเนี่ย ตอนนั้นขั้าพเจ้าก็ใช้มันเรียน dBase 3+ กับ Lotus123 แล้ว ไม่อยากจะเล่าเลยว่านั่นมันคือก่อนจะมี CU Writer (สุดยอด Word Processor ของประเทศไทย ก่อนที่จะล่มสลายไปเพราะการเกิดขึ้นของ MsOffice) ตั้ง 2-3 ปี เอ่อ… คือยังไม่ได้แก่มากนะครับ แต่ว่าได้เรียน Computer เร็ว ได้เรียนมาตั้งแต่ประถมเท่านั้นเอง ก็อย่าที่เขียนไว้ในข้อ4 ครับ ว่าเราได้ครูดี ถ้าวันนี้เปิด dBase มา ข้าพเจ้าก็ยังสามารถสร้างฐานข้อมูลให้ได้นะ 555 ถ้ายังหาได้ ทั้งหมดนี้ก็ด้วยความรู้ที่ครูสอนมา .. ต่อมาพอคณะวิศวะฯ คอมฯ จุฬาฯ พยายามวางมาตรฐานวิชา Computer ในการเรียนในระดับก่อนอุดมศึกษา เราก็เป็นเด็กอัสสัมที่มาสอบผ่านได้ Certificate ความรู้ Computer เป็นรุ่นแรกๆ ทุกวันนี้ก็ยังเก็บไว้เลย แต่ตั้งแต่ได้ Certificate นี้มาก็ไม่เคยได้เอาไปใช้อะไรที่ไหนเลย เพราะสมัยนั้น Computer เป็นเรื่องใหม่มากๆ สำหรับโรงเรียนระดับประถมศึกษาในประเทศไทย ต่อมาพออยู่ ม.ปลาย ก็สอบผ่านคอมพิวเตอร์โอลิมปิครอบคัดตัวรอบแรก แต่ก็ตัดสินใจเปลี่ยนแนวเพราะไม่อยากจมอยู่หน้าคอม แล้วยังไงต่อ … แล้วก็มาได้รางวัลรองชนะเลิศเขียนโปรแกรมภาษา Pascal ตอนชั้น ม.5-6 … แล้วก็พยามยามเบี่ยงออกไปอีก ไปเรียนเครื่องกล สุดท้ายเป็นไงหล่ะ … พอมาทำงานแบงค์ก็ต้องมาเขียนโปรแกรมให้ User ใช้อีก เพราะดันมาทนระบบเฮงซวยของ IT ไม่ได้ ไล่ไปไล่มา ชีวิตมันก็ตลกดีนะ

8. ขออีกทีเหอะ ยกย่อง กิมย้ง, โกวเล้ง, อาการ์ธา คริสตี้, พนมเทียน มากอ่ะ ทำได้ไงอ่ะ แต่งนิยายได้ขนาดนี้ อ่านซ้ำไปซ้ำมา มากกว่า 3รอบแล้ว ก็ยังหยิบมาอ่านได้อีก สนุกทุกครั้ง ได้ความคิดจากการอ่านทุกครั้ง

9. มีวงบอยแบนด์ที่ชื่นชอบอยู่วงหนึ่ง วงนั้นคือ … NKOTB หรือ New Kids on the Box (อ๊าย!!! เขียนมาถึงตรงนี้รู้สึกว่าตัวเองเป็นเกย์เฒ่ายังไงก็ไม่รู้) ไม่รู้จักกันแน่เลย Single ที่ฮิตๆ ก็มี “Step by Step” “Cover Girl” อะไรประมาณนี้ มีเทปครบนะ (แม้ว่าจะเป็นของปลอมก็เหอะ) ร้องได้เกือบหมดเหมือนกัน ต้องโทษไอ้เพื่อนรักที่ดันมา Build ให้ชอบวงนี้! “Please don’t go, girl….”

10. สมัย ม.ปลาย เป็นเด็กที่เก่งวิชาในสายคำนวณ (แหงแหละ วิดวะนิ) แต่เราชอบวิชาชีวะมากนะ ทุกวันยังติวชีวะให้เด็กได้อยู่นะ ลองมะ? เคยสอบได้ท็อปชีวะด้วย แต่รู้สึกผิดเพราะเหมือนไปทำให้เพื่อนรักผิดหวัง จากนั้นเลยเอาดีเฉพาะที่จำเป็นก็พอ

11. ทุกวันนี้ที่ชอบวรรณกรรม และการเขียนหนังสือ นอกจากความเป็นหนอนหนังสือส่วนตัวแล้ว เป็นเพราะได้ครูดีตอนมัธยมด้วย ได้เคยอยู่ชมรมวารสาร ได้เคยฝึกเขียนบทความลงวารสาร ฝึกเขียนบทความสั้นๆ ในสมัยเรียน ทักษะนี้เองกลายเป็นทักษะในการเขียนรายงานและทักษะในการสื่อสารทุกวันนี้ ขอบคุณคุณครู (อีกแล้วครับ)

12. เคยไปเรียนพิเศษที่ PEP สยามด้วยนะ โอ้ว! ใครเกิดทันบ้าง 555 ตอนหลังก็มาพบว่าเรียนที่เดียวและรุ่นเดียวกับคุณภรรยาด้วย แต่ตอนนั้นยังไม่รู้จักกัน

13. เด็กๆ เป็นเด็กขี้อายมาก … แล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรมาดลใจทำให้เปลี่ยนไปอีกแบบเลย กลายมาเป็นคนที่ใจร้อนมาก ตอนเป็นวิศวกรโรงงาน ก็เคยเตะเก้าอี้ใส่ผู้จัดการโรงงานชาวญี่ปุ่นมาแล้ว ทุกวันนี้ได้อายุที่มากขึ้นช่วยชีวิตไว้ เพราะฉะนั้น ไอ้วันนั้นที่ไปตบโต๊ะในห้องประชุมตอนที่รำคาญพวก IT ที่งี่เง่าๆ นะ แล้วอาละวาดออกไปนั้นอ่ะ เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ถ้าเทียบกับวีรกรรมสมัยรุ่นๆ หน่ะ … แหลกเหอะ

14. เป็นคนที่โชคดีที่ได้รู้จักการเดินทางมาตั้งแต่เด็ก คุณพ่อคุณแม่พาเดินทางทั่วประเทศไทยมาแล้วตั้งแต่ยังเดินไม่ได้ครับ ดังนั้นบ้านนี้จึงเป็นเช่นนี้ เรามีความสุขกับการอยู่ห่างจากเมืองมากกว่าอยู่ในเมือง ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเลย

15. ไม่เคยเชื่อในเรื่องการมีความสุขในการทำงานประจำเลย จนกระทั่งได้มาทำงานที่ทิสโก้นี่แหละ มันเกิดขึ้นกับตัวเองแล้วจริงๆ กับความรู้สึกที่อยากมาทำงานทุกวัน รีบมาแต่เช้า เสาร์อาทิตย์ ก็มาได้ทุกวัน มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ทำงานเลย เหมือนได้อยู่กับครอบครัวตลอด ขอบคุณครับ ขอบคุณมากๆ เลยจริงๆ แต่อย่างว่าแหละ ทุกสิ่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

พอแค่นี้ละกันนะ ^_^

Advertisements

บทสนทนาในบางวันของบางคน

#Dialog #บางวันของหญิงสาวแปลกประหลาด 

รวมเรื่องสั้นเล่มบาง กะๆ เอาคงหนาประมาณสมชื่อ สำนักพิมพ์ 10 มิลลิเมตร 
คือ ประโยคสวยๆ หลายร้อยถ้อยคำของบทสนทนาในบางวัน มาต่อๆ กันเพื่อบันทึกความทรงจำบางส่วน บางวัน ของ #ไอติมตากแห้ง ผู้เขียน

อ่านไป คล้ายแต่ละย่อหน้าเป็นส่วนหนึ่งของกัน และก็คล้ายแตกแยกกัน ไปในคราเดียว แปลกดี 
อ่านยากพอสมควร หากต้องการทำความเข้าใจเพื่อดิ่งลงไปกับอารมณ์ของตัวหนังสือทั้งหมด เพราะมันมีความแปลกแยกกันระหว่างตัวหนังสือของแต่ละย่อหน้านี่แหละ 

แต่ก็ดีงามตรงที่ รอยแยกระหว่างประโยคบทสนทนาเหล่านี้ เปิดช่องว่างให้ระบบจินตนาการของคนอ่านทำงาน แล้วประจวบเหมาะกับรอยตวัดของความเหงาที่ทิ้งท้ายตามตัวหนังสือด้วย 

เป็นความหนาขนาดหนึ่งเซนติ ที่มีอารมณ์เหงา 
ย้ำว่า เป็นถ้อยคำที่แปลกดี แต่สละสลวย อ่านแล้วชอบทุกย่อหน้าในทุกตอน 

แต่ทั้งนี้ ก็เป็นเรื่องของรสนิยม 
จะบอกเล่าว่าตัวละครในแต่ละตอนดูแปลก หญิงสาวแปลกประหลาด เช่นนั้นหรือ? 

แต่ พวกเราก็อาจล้วนเป็นเช่นนี้ เอาเข้าจริง ตัวเรานั่นแหละที่แปลก ตัวละครเหล่านี้คล้ายเป็นภาพสะท้อนบางอย่างของพวกเรา 
เป็นเหล่าเรื่องสั้น ที่ทำให้เวลาที่ใช้ไปกับการอ่าน เป็นเวลาที่ดี 

อ่านแล้ว เรารู้สึกไปเองว่า อารมณ์ที่สะเปะสะปะอยู่ คล้ายเรียงตัวเป็นระเบียบ กลับเข้าสู่ห้วงอะไรบางอย่าง อย่างเหงาๆ 
อีกหนึ่งก็คือ รูปประกอบในเล่มดีงามมาก พลันรู้สึกว่า แค่เปิดดูรูปในเล่มก็เพลินมากแล้ว ชอบจริงๆ

EOY2016 Trip – ต้องรอดในฮานอย

ใครจะมาที่นี่ ควรทำใจไว้ก่อนเลยว่า ​มันเป็นเมืองที่ไร้ระเบียบและเต็มไปด้วยควันบุหรี่กับเสียงแตรรถ วันแรกที่เรามาถึง ถึงกับปวดหัวกลับมานอนที่ห้อง วันที่สองค่อยเริ่มปรับตัวได้ (คือต้องรอด!) 

แต่มันก็เป็นเมืองที่มีเสน่ห์และน่าสนใจในแบบของมันเอง  

1. การเดินทางในเมืองไม่มีปัญหา เนื่องจากมี Taxi Meter (แบบไม่มีใบเสร็จ) ไปไหนมาไหนในเมืองถ้าไม่อยากเดินก็เรียก Taxi ได้เลย แค่อย่าลืมเตือนให้คนขับกดมิเตอร์ด้วย สามล้อ (ถีบ) ก็มี แต่ถ้าไม่ได้อยาก open-air รับอากาศเย็นและควัน ก็เรียก Taxi ไป ตัดปัญหาเรื่องการต่อราคาด้วย แต่จะถ้าจะเดินระหว่างสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองก็เดินไหวนะฮะ เราเดินกันตลอด นับว่าสะดวกดี ได้สัมผัสความเป็นไปของเมืองได้เต็มที่ 

2. ที่ต้องเอาตัวรอดที่สุดในเมืองนี้ ก็คือการเอาตัวรอดจากการจราจรในเมืองฮานอย โอ้! มันเหมือนไร้ซึ่งกฏจราจรใดๆ เหมือนรถทุกคันคิดว่า “ฉันไปก่อน คันอื่นต้องหลบฉัน” ประกอบกับรถทุกคันกดแตรตลอดเวลาฮับ จับดูแล้ว ในเวลา 1 นาที เราจะได้ยินเสียงแตรประมาณ 8-15ครั้ง ในชั่วโมงแรกๆ คือหันซ้ายขวาตลอดเวลาเพราะไอ้เสียงแตรบ้าๆ นี่แหละ แต่แล้วซักพักก็จะชินเอง เพราะมันกดแบบไร้สาระ  แล้วก็จะพบว่า ที่น่ากลัวกว่าหลายเท่าคือรถแทบจะไม่มีการหยุดให้กันเลย และแยกที่ถนนตัดกันส่วนใหญ่ก็ไม่มีไฟจราจร นั่นคือทุกๆ คันต่างมุ่งกันไปเจอกันที่แยก แล้วก็ไปหาทางหลบกันเองตรงแยกที่มาเจอกันนั้น หะ! อะไร! มันเกิดอะไร มันขับรถพุ่งเข้าหากันเฉยเลย แล้วไปหลบกันเอาเองตอนที่เจอกัน คือถ้าเราเฝ้าดู มันจะหวาดเสียวมาก แล้วก็จะไม่กล้าเฉียดลงไปใกล้ถนนเลย แต่ในที่สุดมันไม่ได้ไง คือมันก็เดินบนฟุตบาทก็ไม่ได้อีก เพราะเขาเอารถทั้งสองล้อสามล้อสี่ล้อขับขึ้นมาจอดบนฟุตบาทเลยจ้า ฟุตบาทมันคือที่จอดรถนาจา รถมันไม่มีที่จอดริมฟุตบาทไง เลยขับขึ้นฟุตบาทมาจอดเลย แล้วเจอกับตัวเองคือเราเดินบนฟุตบาทอยู่ดีๆ ก็โดนมอเตอร์ไซค์กดแตรไล่เพราะว่าดันไปขวางทางมันจะขับมอไซต์บนฟุตบาท บ้าไปแล้ว ด่ามันไปเลย (เพราะมันฟังเราไม่ออก) แล้วก็อย่ากระนั้นเลย ถ้าฟุตบาทมันจอดไม่ได้ รถมันจอดตรงกลางแยกเลยเว้ย คันอื่นๆ ก็ต้องมีหน้าที่หลบกันเองสิ ตรงแยกที่รถมันวิ่งมาเจอกันปะกับคันที่จอดอยู่ด้วย นี่มันคือการจราจรบ้าอะไร การเดินริมถนนจึงกลายเป็นโรคจิตไปเลย คือตัวเกร็งตลอดเวลา สุดท้ายวิธีเอาตัวรอดของทุกคนเดินถนนในเมืองนี้คือ เดินๆ ไปเลยครับอย่าได้แคร์ เดี๋ยวรถแ…งต้องหลบเอง บนฟุตบาทเดินไม่ได้เพราะมีรถจอดหรือมีรถวิ่งอยู่บนฟุตบาท ก็ลงไปเดินถนนสิค้าบ ง่ายจะตาย ทีนี้มันคืออะไรหล่ะ รถอยู่บนฟุตบาทแล้วคนกลับลงไปเดินอยู่บนถนนแทน ขั้นสุดยอดของมันคือ เราต้อง Develop Skill การข้ามถนน เพราะมันจะไม่เคยมี Moment รถหยุดกันพร้อมหน้าเพื่อให้คนข้าม รถบนถนนจะไม่เคยหยุดพร้อมกับกดแตรสม่ำเสมอ หน้าที่ของคนข้ามถนนคือ ถ้าจะข้ามก็ต้องหาจังหวะ หา Gap ระหว่างที่รถวิ่งข้ามได้เอง แล้วที่มัน Advance มากคือ ทันทีที่เราก้าวลงไป รถแ…งจะสามารถมาได้จากทุกทิศทุกทาง ทางไหนก็ได้ คือมันพร้อมที่จะข้ามจากเลนของมันเองที่มีรถขวางมันอยู่ ข้ามมาเลนที่รถแล่นสวนทันทีที่ว่าง คนเดินต้องเหลือบตาไปดูกันเอง แต่สุดท้ายถ้าคุณมัวแต่หาจังหวะคุณอาจจะไม่ได้ข้ามเลย ดังนั้น Skill ที่ Advance ของคนข้ามถนนที่นี่คืออยากข้ามตรงไหนเวลาไหนก็ก้าวข้าวถนนมันไปเล้ยเพื่อความเท่าเทียมกัน รถก็ต้องหาทางหลบคนเอาเองเหมือนกัน อั๊ยย่ะ! มันก็คือเกมวัดใจดีๆ นี่เองว่า ใครจะหลบใคร เอาวะเดินๆ ไปเหอะไม่งั้นก็ยืนจดๆ จ้องๆ ไม่ได้ไปไหนพอดี เดินๆ มันลงไป เดี๋ยวมันต้องหลบเราจนได้ หรือไม่เดี๋ยวเราก็หลบมัน สุดท้ายแล้วคือมันจะเครียดเลย เพราะเราจูงลูกเดินตลอดทาง แล้วเราสงสัยมากว่า เฮ้ย! มันเคยชนกันบ้างมั้ยวะ? เลยนั่งตั้งใจเฝ้ามองลงมาจากห้องพักเลย เฝ้าดูที่สี่แยก เฮ้ย มันก็มีชนกันจริงๆ ด้วย  ชนกันเองแล้วก็แยกย้ายกันไปเอง อารมณ์มันคล้ายๆ กับพลาดหลบไม่ทันกันเองนี่หว่า โอเคๆ ผ่านๆ ไป แยกย้ายกันไป อ้าวแล้วไง แล้วถ้าคนที่ถูกชนเป็นเราหล่ะ สุดท้ายก็กลับมาเกร็งกันต่อสิ มันเลยเป็นการเดินในเมืองที่ลุ้นตลอดเวลา เร้าใจอย่างยิ่ง จัดเป็นที่สุดในชีวิตอย่างหนึ่งไป ข้อแนะนำในการเอาตัวรอดจากการจราจรที่นี่ก็คือ เดินๆ ไปเถอะครับ ไม่งั้นไม่ได้เดินไม่ได้ข้ามกันพอดี แต่ให้พึงระวังไว้ว่ารถมันสามารถพุ่งมาหาเราจากทางไหนก็ได้ และการฟังเสียงแตรไม่ได้ช่วยอะไรเลย เหอๆ (เที่ยงคืนตีหนึ่ง มันยังกดแตรอยู่เลย โผล่หน้าออกไปดู ปรากฏว่าทั้งถนนมีรถมอเตอร์ไซค์ขับอยู่คนเดียวแต่กดแตรรัวๆ ทุกๆ 2-3 วินาที) ถึงจะยาวมากแล้วเรื่องนี้คือ ขอเล่าต่ออีกนิดคือ มันมีที่พีคที่สุดคือ เราไปเดินผ่านแยกหนึ่งกลางเมืองฮานอย ปรากฏว่ามียานพาหนะดังนี้คือ จักรยาน สามล้อถีบ มอเตอร์ไซค์ รถยนต์เก๋งเล็ก รถยนต์ใหญ่ รถเมล์ และรถไฟ ทั้งหมดมาเจอกันที่แยกนั้นโดยไม่มีสัญญานไฟจราจรใดๆ แล้วอีคนเดินถนนก็ลงไปแจมในแยกนั้นด้วย เพราะเดินกันอยู่ดีๆ ฟุตบาทมันก็หายไปเฉยๆ เหมือนละลายไปในอากาศสิ ที่นี่ก็สุดจะมันส์เลย เพราะทุกๆ คน ทุกๆ คันพยายามจะเดินหน้า แล้วมันก็สามารถขยับกันได้ด้วยความเร็วประมาณ ครึ่งเมตรต่อวินาที อีรถไฟก็ค่อยๆ กระดึ๊บๆ ไป เร้าใจหาใดเปรียบ ขอเรียกว่าแยกนรกรถไฟผ่าน! 

3. มหันตภัยควัน มันคือเมืองที่คนสูบบุหรี่กันตลอดเวลา บางคนก็อาจเห็นว่าปกติ แต่สำหรับพวกเราที่ไม่ถูกกับควันประเภทนี้อย่างแรง มันเป็นสิ่งที่ทารุณมาก แล้วเค้าไม่มีการห้ามสูบในร้านค้าหรือร้านอาหารใดๆ ด้วย นั่นคือระหว่างที่นั่งกินข้าวกันอยู่ในร้าน โต๊ะติดกันข้างๆ ก็ควักบุหรี่ขึ้นมาสูบได้ พอมันสูบในร้าน ควันมันก็วนๆ อยู่ในนั้นแหละ การเอาตัวรอดก็คือ ต้องส่องให้ชัวร์เลยว่าไม่น่าจะมีคนสูบในร้าน ถ้าเดินเข้าร้านไปแล้วได้กลิ่นบุหรี่ปุ๊บเดินออกเลย กลายเป็นว่าการเลือกเข้าร้านอาหาร เราให้ความสำคัญกับการพิจารณาเรื่องกลิ่นบุหรี่กับคนที่นั่งทานอยู่มากกว่าการเลือกอาหาร เคยเข้าไปนั่งแล้วเจอว่าเจ้าของร้านสูบ อันนี้ก็เดินออกเลยเช่นกัน ดังนั้นการเลือกนั่งร้านที่ Open-air จึงดีกว่าการเข้าไปนั่งในร้านปิด อย่างน้อยยังมีทางหนีทีไล่ครับ ถัดไปก็เป็นเรื่องคนที่ยืนสูบตามถนนหนทาง อันนี้ก็ต้องสังเกตและหาทางเดินเลี่ยงเอา แล้วก็หาซื้อผ้าปิดจมูกมาใส่เดินก็ช่วยได้บ้าง (เลยจะเห็นบางรูปที่เด็กๆ ถ่ายมาจะปิดผ้าปิดจมูกและปากด้วย อันนี้ไม่ได้เป็นหวัดนะ) อ้า ก็เอาตัวรอดได้ แต่พอเดินไปสักพัก เฮ้ย! คราวนี้เจอเค้ายกขึ้นมาสูบกันเป็นบ้องเลยครับ! บ้องจริงๆ ยาวเกือบเมตร ไม่ใช่แค่มวนบุหรี่แล้ว มีทั้งบ้องที่เป็นไม้, เป็นท่อ PVC, หรือกระทั่งเป็นบ้องเหล็ก สูบอัดเข้าปอดกันเป็นกิจลักษณะเลย ไม่รู้ว่ากัญชารึป่าวนะที่นั่งสูบบ้องกันตามถนน แต่มันพ้นจากความสนใจส่วนตัวที่จะเข้าไปหาคำตอบแล้วหล่ะ ขอแค่ได้แต่หลีกให้ห่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

4. เวียดนามมีภาษาเป็นของตัวเอง และมันฟังแล้วเพลินมากเลย ลองนึกภาพตามว่า กลับมาถึงโรงแรม เด็กๆ เปิดการ์ตูนวอลต์ดิสนีย์ดู เจอเอลซ่ากับแอนนาเม้าท์กันเป็นภาษาเวียดนาม เพลินสุดๆ อาจเพราะเขามีภาษาของตัวเอง คนเวียดนามที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดูแล้วน่าจะไม่เกิน 50% ส่วนใหญ่คือคนที่ทำงานบริการอยู่ตามโรงแรม พ่อค้าแม่ค้าตามแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ และคนขับรถ Taxi นอกจากนั้นไป ให้คิดไปก่อนเลยว่าเค้าสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ ดังนั้นการเข้าไปสั่งอาหารตามร้านข้างถนนต่างๆ จะสนุกมาก เค้าจะไม่เข้าใจสิ่งที่เราพูดเลย คุยกันไม่รู้เรื่องเลย ภาษาชี้และภาษามือเท่านั้น และเราก็อ่านไม่ออกด้วยเช่นกันว่ารายการอาหารที่เขียนอยู่มันคืออะไร แต่บางร้านที่เดินเข้าไปก็ไม่มีรายการอาหารใดๆ ทั้งสิ้น เดินตรงไปที่แม่ครัวเลย เห็นอะไรตั้งอยู่ที่พอกินได้ อย่าได้อายเอานิ้วชี้ๆ เอา แล้วกลับไปนั่งลุ้นรอเลยว่ามันจะออกมาเป็นอะไร ก็โอเคนะ เอาตัวรอดได้ทุกครั้ง ปัญหาหนักที่สุดที่เจอคือ อาหารมันออกมาเยอะเกินกว่าจะกินหมดได้ เพราะดันตะกละอยากรู้อยากเห็นเองว่ามันจะมีอะไรคลอดออกมาจากครัวให้กินบ้างจากการชี้ๆ ของเรา  บางร้านเห็นว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ นางก็ออกมาเชียร์ประหนึ่งเด็กเชียร์เบียร์เลยจ้า สาธิตวิธีการกินอันศิวิไลให้ดูด้วย  ให้เอามือหยิบไอ้นั่นจิ้มไอ้นี่กินกะไอ้นั่น อร่อยนะแต่ล้นกระเพาะกันไป เรื่องสั่งอาหารนี่รอดแน่นอนอร่อยด้วย แต่เรื่องถามทางอย่าดีกว่า พึ่ง Google เหอะ  คุยกันแล้วออกทะเล  

5. ระหว่างที่เราเดินอยู่ในเมือง นอกจากที่เราจะถูกจู่โจมด้วยเหล่าบรรดาสามล้อแล้ว (ซึ่งหลังจากที่ผ่านเวียงจันทน์กับหลวงพระบางมา ย่อมมี Skill ในการปฏิเสธสามล้อ ชิลๆ) แต่ในเมืองฮานอยนี้ เราจะเจอผู้คนอีกกลุ่มพุ่งเข้ามาจู่โจม พยายามเข้ามาตะครุบรองเท้าที่ขาเรา เฮ้ย! ยกขาหนีแทบไม่ทัน อะไรวะ! คืออะไรอ่ะ! เขาเข้ามาพร้อมกับหลอดน้ำยาอะไรสักอย่าง พยายามเข้ามาตะครุบเอารองเท้าผ้าใบที่ขาเราไป ตอนแรกก็ตกใจมาก นึกว่าเราไปเหยียบถูกอะไรของเขาเข้า ยกเท้าหนีแล้วแทบกระโดด ไม่จบ! ยังตามมาอีกจะตะครุบอีกไม่ลดละเลิก พูดภาษาเวียดนามโล้งเล้งแล้วชี้มาที่รองเท้าเราเป็นการใหญ่ เฮ้ย! อะไร เราก็เข้าใจไปต่อว่า หรือสงสัยเห็นว่ารองเท้าของเราขาด เลยจะมาหยอดกาวซ่อมให้ แต่อย่าเลย อย่าเถอะขอร้อง หลบหลีบเท้าซ้ายขวา ประหนึ่งเมื่อก่อนที่เล่นบอลลูนเหยียบกับเพื่อนเลย (ถ้าใครเกิดทัน) ปฏิเสธเป็นพลันวัน จึงเอารองเท้าขอตัว รอดออกมาได้ คืออะไรอ่ะ แม้แต่รองเท้าก็มีภัย เฮ้ย! ก็ไม่ขาดนี่หว่า กลับออกมาสังเกตดูห่างๆ อีกที อ๋อ! คือเขารับจ้างเช็ดขัดทำความสะอาดรองเท้า มันทำไมน่ากลัวเกิ้น  ไล่ตะครุบเท้าเราประหนี่งไปเหยียบถูกอะไรของเขาเข้า เป็นอีกหนึ่งบริการที่น่าสนใจ แต่ขอบายนะครับ ไม่มีประสบการณ์การทดลองใช้บริการมาเล่าต่อ 

6. ที่แนะนำอย่างมากๆ เลยคือพิพิทธภัณฑ์ในฮานอยครับ มีอยู่หลายที่เลย แต่ละที่เขาทำได้ดีมาก และตั้งใจทำมากๆ รู้สึกน้อยใจกับพิพิทธภัณฑ์ของบ้านเราเลย แม้พิพิธภัณฑ์ของเขาจะดูมีรายละเอียดเป็นภาษาเวียดนามเยอะไปบ้าง แต่มันดี มันสวยงาม ดูน่าสนใจมาก ของเยอะ เอาจริงๆ การเข้าไปดูแต่ละที่ใช้เวลาอย่างน้อยๆ 2ชั่วโมงเลย คือควรได้แวะมาดูเพื่อเปิดหูเปิดตาเปิดใจมาก ขัดใจอยู่เรื่องเดียวเลยคือ พอถึงเวลาปิด (คือมันมีอยู่ที่หนึ่งปิดพักเที่ยง!) เจ้าหน้าสวมบททหารเดินไล่คนออกทันทีเลย ไม่สนใจว่าคุณกำลังเดินดูอยู่ตรงไหนชั้นไหนของพิพิทธภัณฑ์ คุณก็โดนไล่ออกมาโดยพร้อมเพรียง ก็มันถึงเวลาปิดแล้วไงไม่เข้าใจรึไง จะมาบ่นไรเนี่ย วิธีเอาตัวรอดก็ง่ายเลย คือว่าง่ายไง เค้าไล่ให้ออกก็ออกดิ จะไปหือกะคุณทหารเพื่ออะไร ที่ได้ดูมาก่อนหน้านั้นแล้วก็ดีแล้ว อยากดูต่อก็ไปจ่ายตังค์เข้าไปดูรอบสองสิ 
7. การส่งไปรษณีย์ไปต่างประเทศจากฮานอย ติดแสตมป์ 15,000ดองฮะ คืดเป็นเงินประมาเกือบ 25บาท นับว่าแพงถ้าเทียบกับ เมืองไทย 15บาท, มาเลย์ 5บาท แต่ถูกกว่าลาวที่อยู่ที่ 32บาท ตอนนี้คือมีโปสการ์ดติดแสตมป์ เขียนเรียบร้อยแล้วหาตู้ไปรณีย์อยู่ เดินตามท้องถนนแล้วยังหาไม่เจอเลย สงสัยจะมีแต่ที่ที่ทำการไปรษณีย์ 
8. ธนาคารในฮานอย มีสภาพเป็นตึกโทรมๆ ห้องแถวโทรมๆ สภาพเหมือตึกอาคารแถวๆ บริเวณวงเวียน 22กรกฎา ในกรุงเทพฯ เลย เครื่อง Self-Service Machine เท่าที่เห็นก็มีแต่ ATM แม่กระทั่งเครื่อง Update Passbook ก็ยังไม่เจอนะ แต่เพราะมาในช่วงปีใหม่ ธนาคารปิดกัน เลยไม่สามารถเข้าไป Observe อะไรๆ ได้มากกว่านี้ อีกอย่าง ทหารยืนกันทุกแยกใหญ่ อันนี้ยิ่งไม่กล้าเข้าไปจดๆ จ้องๆ อะไรให้มาก 
9. จริงๆ ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกมานะ ขอสรุปมาในข้อเดียวกันอีก 3 อย่างที่เราชอบมากคือหนึ่งการชักหุ่นกระบอกน้ำ สองวิหารแห่งความรู้ (Temple of Literature) และสามชุดประจำชาติของสาวเวียดนาม เราว่ามันดีงามมาก ผู้หญิงที่แต่งชุดสวยดี อาจเป็นเพราะอยู่ในเมืองอากาศเย็น กำลังคิดหาซื้อชุดประจำชาติสวยๆ นี้ให้ปริณๆ อยู่ (สุดท้ายก็หาได้ ^^)
สรุปแล้ว มาที่นี่ประทับใจนะ ได้พบได้เจอ ได้ประสบการ์ณแปลกใหม่ เป็นความทรงจำที่ดี แต่คุณต้องเอาตัวให้รอดก่อน แล้วจะสนุกกันมันนะ 

วันสุข วันสุดท้ายของสัปดาห์

​เอาจริงๆ ก็ไม่ค่อยอินกับที่บอกว่าทำบุญแล้วสบายใจ 

ก็อาจเป็นเพราะหัวใจเราหยาบเกินไปก็ได้ 
จนมาถึง 

ในวันแย่ๆ บางวัน 

หรือแม่แต่ ในวันธรรมดาๆ ปกติ 

อยู่ดีๆ เราก็ได้รับจดหมายขอบคุณจากสภากาชาด บอกอธิบายว่าจะนำเงินที่เราบริจาคมา ไปทำอะไร 

ได้จดหมายแจ้งจากมูลนิธิพิทักษ์กาญ บอกว่า โลงที่เราบริจาคไว้ บัดนี้ได้นำไปใช้กับศพของนายคนนี้ๆ แล้ว จักขอขอบคุณ 

แล้วพอมาถึงวันทำงานวันท้ายๆ ของปี อยู่ๆ ก็ได้รับ ส.ค.ส. จากศิริราชมูลนิธิ และมูลนิธิรามาฯ  อวยพรปีใหม่มาทางไปรษณีย์ อ้างถึงเงินที่เราเคยบริจาคที่ผ่านมาในปี ขอให้เป็นผลส่งเสริมให้สุขภาพแข็งแรง 
แล้ววันนี้ วันนี้ได้รับโทรศัพท์จากมูลนิธิโสสะ โทรมาขอบคุณกับเงินที่บริจาคไป โทรมาที่มือถือเลย 
เหล่านี้ ทำให้เราเริ่มเข้าใจ คำว่าสบายใจ 
เงินไม่ได้เยอะหรอกที่บริจาคไป 

แค่หลักร้อยเท่านั้นเอง ไม่ได้คาดหวังอะไรๆ เลย อย่างมากก็แค่ขอใบเสร็จไปหักภาษีตอนหมดปี 
แต่ในวันเซ็งๆ วันนั้น ที่เรากลับมาบ้าน แล้วเปิดจดหมายออกอ่าน เราเห็นคำขอบคุณ เราได้รับคำอวยพร แบบ Surprise 

หัวใจที่หยาบกร้านดูจะฟูตัวขึ้น 
ในที่ทำงาน 

วันที่คุณพึ่งเดินออกมาจากห้องประชุม คล้ายๆ หลังเสร็จจากการออกรบ เดินกลับเข้าค่ายด้วยอาการล้าพอประมาณ

แล้วคุณก็ได้รับโทรศัพท์  ไม่ใช่โทรมาขายของอะไรๆ แต่โทรมาบอกว่าทางมูลนิธิได้รับเงินบริจาคแล้วนะ ขอบคุณเราที่ช่วยบริจาค (เงินไม่เยอะนะเทอววว์) 
มันคือวันดีๆ ขึ้นมาวันหนึ่งเลยนะ 

ประหลาดแท้ 
ในการคุยกันทางโทรศัพท์ เราก็ได้แต่ตอบกลับไปไว้ ไม่ได้เป็นเงินเยอะอะไรนะครับ แต่ถ้ามีอะไรก็ส่งมาบอก เราจะบริจาคเท่าที่เราให้ได้ อย่าพึ่งเลิกขอเรี่ยไรซะก่อนนะครับ 

ดูคล้าย…เราต่างคนต่างให้กำลังใจซึ่งกันและกัน 
บางที 

บางที เราก็ควรเลิกสนใจที่จะออกความเห็นบ้าง 

เลิกสนใจออกความเห็น ใครเค้าจะทำกำไรกับข้าวอะไรยังไง เพราะเราเลือกได้ว่าจะอุดหนุนใครครับ 

เลิกสนใจออกความเห็น ว่ากราบรถยังไง เพราะเอาเข้าจริงเราก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แล้วคนคงคิดกันได้ว่าควรกราบอะไรๆ 

เลิกสนใจออกความเห็น ว่าประธานาธิบดีถูกประท้วงแล้วประชาธิปไตยอ๊ะป่าวคับเพ่ แล้วเราอ่ะปฏิรูปกันเสร็จยัง
บางที 

แค่มองไปรอบๆ 

รอบๆ ที่ไม่ได้อยู่บนหน้าจอ เราเห็นอะไร 

ใครที่เราพอจะช่วยได้ สักประมาณหนึ่ง มันก็ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจเราอาจละเอียดขึ้น หยาบน้อยลง 
ว่าแล้ว 

วันนี้เงินหมด เหลือเงินไม่พอไปซื้อกาแฟกิน 

แต่เพราะโทรศัพท์สายนั้น วันนี้เลยเป็นวันดีๆ 

วันสุข ที่ไม่ได้กินกาแฟ

วันที่ไร้ FB 

31 October 2016 ที่ผ่านมา FB Account โดน Lock ครับ 
ถูกเรียกเอกสารไปพิสูจน์ตัวตน แล้วหลังจาก FB เค้าพิสูจน์แล้ว จะปลด Lock ให้ ไม่งั้นก็เสีย Account ของเราไปถาวร! เลือกเอา และก็ไม่ได้บอกแน่นอนว่าจะใช้เวลาในการดำเนินการกี่วัน คือส่งไปแล้วรออย่างเดียวฮะ 
เนื้อหาชีวิตส่วนมากตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเราบันทึกอยู่บน FB การที่ไม่สามารถเข้าถึง Account ของเราได้ คล้ายๆ เสียตัวตนของเราไป แต่ เอ! ตัวจริงๆ เป็นๆ เรายังอยู่นี่ 


2 Nov 2016 หลังเที่ยงคืนมาไม่กี่นาที ก็ได้รับการติดต่อกลับมาว่า ปลดให้แล้วจ้า! ดังนั้นนับรวมเวลาแล้วก็ประมาณ 2 วัน ที่โดนยึด FB ไป

ระหว่างวันที่ปราศจาก FB เกิดอะไรขึ้นบ้าง… 
   1. ความคิดที่ได้กลับมา คือ เราเอาเนื้อหาตัวตนของเราฝากไว้บน FB มากเกินความจำเป็น ทำให้มันมีอิทธิพลบางอย่างเหนือเรา คือ ก็ไม่ได้เสียดายการไม่ได้กลับขึ้นไป on FB ใหม่นัก แต่เสียดายเนื้อหาส่วนตัวและความสัมพันธ์มากมายที่เราฝากไว้บนนั้น มันมีความทรงจำอยู่ในนั้น ทันทีที่ Log-In ไม่ได้ เนื้อหาบน FB เหล่านั้นเป็นศูนย์ทันทีครับ เสียไปทันทีคือความทรงจำที่เราบันทึกไว้ ที่ได้มาคือการหายหมดในทันทีนี่คือการ Reset ชีวิตใหม่โดยทันทีเช่นกัน เมื่อไร้ซึ่งความทรงจำนั่นคือการเริ่มต้นใหม่ 
   2. เวลาที่ได้กลับคืนมา อันนี้แน่นอน พอไม่มี FB การใช้เวลาบนหน้าจอมือถือลดลงทันที แม้ว่าจะมี Twitter, IG, Pinterest, และคุย Line แต่พิสูจน์เลยว่าเราใช้เวลาบน FB มากกว่าอื่นๆ เรามีเวลาว่างเพิ่มขึ้นทันทีในวันนั้น 
   3. แบต iPhone ใช้ไม่หมด! ก็รู้อยู่แหละว่าการเข้า FB รัวๆ ตลอดทั้งวัน คือตัวรับประทานแบตจริง แต่ก็ตกใจเลยว่า พอไม่มี FB แล้ว เหลือแบตกลับบ้านบานเลย  
   4. อ่านหนังสือได้จบ 2 เล่ม และกำลังเริ่มเล่มที่ 3 อันนี้คือผลจากเวลาว่าง ที่ได้กลับคืนมา 
   5. ดู GoT Season6 จบไป 4 ตอน ก็อ่ะนะ อ่านไปเยอะๆ ก็เปลี่ยนมาดูซีรี่ย์บ้าง (มันยากมากเลยที่จะกด Stop หยุดไว้ แล้วมาดูตอนต่อไปในวันอื่น กว่าจะทำได้ ก็ล่วงเลยไปแล้ว 4 ตอน) 
   6. ในตอนเช้า หลังส่งลูกไปโรงเรียน วิ่งได้อีกเกือบชั่วโมง ก่อนไปทำงาน 
   7. อ่าน eMail ได้มากขึ้น จากเดิมที่สไลด์ eMail ที่ไหลเข้ามาแบบผ่านๆ เลยเป็นว่ามีเวลาและสมาธิเข้าไปอ่านเนื้อหาในแต่ละเมล์ 
FB นี่มันฆ่าเวลาได้ชะงักดีทีเดียว และผลจากการฆ่าเวลานี่ มันฆ่าอีกหลายๆ สิ่งตามมาด้วยนะครับ  

นี่คือ มันแค่เรียกร้องให้เราใช้ตัวตนจริงนะครับ และถ้าต่อไป มันเกิดเรียกเก็บเงินจากการเข้ามาใช้บริการ FB หล่ะ 
โดยส่วนมากแล้ว ทุกวันนี้เราเริ่มเอา FB Account ของเราไปเป็น Log-In Account ในการใช้บริการ online ตัวอื่นๆ ด้วย ทั้งยังมีแนวโน้มนำเอา FB Account นี้ไปใช้ Log-In พวกบริการทางการเงินหรือ Fintec ต่างแล้ว เพราะความเชื่อที่ว่า เดี๋ยวนี้ทุกคนก็มี FB กันทั้งนั้นแล้ว 

อ่า! ที่นี่ ถ้าอี FB Account ตูโดนจับเป็นตัวประกันปุ้ป ต้องคิดจ่ายค่าไถ่ตัวมันก่อนเลย เพราะคงคล้ายๆ โดนยึดบัตรประชาชน หรือยึดใบขับขี่ ไปเลย 

แล้วที่คลุมเครือมากคือ ถ้าคิดต่อว่าถ้าเราฟ้องร้องอะไรๆ ไป กฏหมายไทยมันจะไปทำอะไรๆ กับเรื่องนี้ได้แค่ไหน 

โอ! นี่ยังคิดต่อกันได้อีกยาว 
อันนี้ก็บันทึก เล่ากันเอาขำๆ ก่อนนะครับ เพราะยังไงตอนนี้ก็ได้กลับคืนมาแระ 

แต่บอกเลยว่า หลังจากนี้ต้องมีการจัดระเบียบชีวิต Online ของเรา ระดับ Transformation กันเลยทีเดียว

รับรู้ระหว่างสิงหาถึงกันยา

​สิ่งค้นพบ ระหว่างสิงหากันยา 
1. อยากรู้ว่าอะไรที่สำคัญจริงๆ ให้ถามเวลา สุดท้าย สิ่งที่เหลืออยู่จากการคัดกรองของเวลา คือครอบครัว และเพื่อน ซึ่งครอบครัวและเพื่อนนี้ ไม่ได้ถูกนิยามด้วยความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรืออายุเท่านั้น ความสัมพันธ์นี้อาจลึกซึ้งเกินกว่าจะนิยาม
2. ทางม้าลายและเส้นแบ่งเลนบนถนนในกรุงเทพ มันแค่สีที่เปื้อนถนนเท่านั้น มันไม่สามารถดูแลคนที่ใช้ถนนร่วมกันด้วยกฎจราจรได้ ระบบคัดกรองด้วยใบอนุญาตใดๆ ก็มิอาจสร้างสำนึกหรือความรับผิดชอบของคนบางคนที่ใช้ถนนร่วมกับเรา แต่ถ้าเรา พยายามรักษาสำนึกบางอย่างต่อการใช้ถนนร่วมกันไว้ สุดท้ายเราจะไม่ไปถึงไหนๆ เพราะจะมีคนอาศัยช่องว่างนั้นมาเบียดเบียนเราตลอดเวลา สร้างความเสียหายให้กับรถเรา โดยที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรๆ เลย กลายเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะ “คนที่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง” 
3. เมื่อปีกว่าๆ ในฐานะทั้งพี่ชายและรุ่นพี่สถาบัน แนะนำน้องสาวเพื่อสอบเข้าเรียนต่อ ป.โท สถาบัน ในประเทศ เรามั่นใจมากด้วยคุณสมบัติและความสามารถที่พร้อมของน้อง แต่ผลคือถูกปฏิเสธ ตกสัมภาษณ์ด้วยเหตุผลตรรกะวิบัติ ที่กรรมการใช้ลักษณะ stereotyping ของตนตัดสินผู้สมัคร ผ่านมาปีกว่า วันนี้น้องสาวได้ทุนไปเรียนต่อในต่างประเทศ เรียนต่อเนื่องกันไปเลยสามประเทศในยุโรป โดยไม่ต้องออกเงินเอง … เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ยืนยันเหตุการณ์ในชีวิตว่า บางทีการล้มเหลวหรือความผิดหวัง ณ จุดหนึ่งในชีวิต เมื่อเราขยายมุมมองให้กว้างยาวขึ้นตามเส้นเวลาของชีวิต มันคือแค่ ชีวิตกำลังบอกเราว่า เราสมควรได้สิ่งที่ดีกว่าสิ่งที่เราหวังจะได้ ณ ขณะนี้ ความผิดหวังในครั้งนั้น เป็นเพียงแค่ ชีวิตต้องการจะพาเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เหมาะสมกว่า 
4. บางที รู้ทั้งรู้ว่า เส้นทางนี้จะพาเราไปจบที่ใด แต่บางที คนบางคน ก็ไม่มีปัญญาจะเปลี่ยนแปลงอะไรๆ เพื่อย้ายตัวเองออกไปจากวงจรอุบาทว์นี้ ตั้งความหวังว่าจะมีโชคอะไรบางอย่าง จะพาให้ไปถึงปลายทางที่ต่างออกไป มันมีจริงหรือ สิ่งที่คิดได้คือ เราต้องไม่ใช่คนๆ นี้ ย้ายก้นตัวเองออกไปให้พ้นทางนี้ซะ แม้ว่าจะเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่อย่างน้อยก็ได้หลุดออกมาจากวงจรอุบาทว์นั้น 
#ขอบคุณชีวิต

สังเกตเห็นว่าเปลี่ยน

โลกเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก
มากซะจน…

1. เราอาจไม่สามารถหาคำตอบใดๆ ในอดีต มาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น หรือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้
2. เราไม่อาจใช้บริบทจริยธรรมแบบเดิมๆ มาคาดการณ์พฤติกรรมของผู้คน
3. สิ่งที่เคยเป็นปัญหาจะไม่เป็นปัญหาอีก แต่สิ่งเคยปกติจะกลับเป็นปัญหา เป็นปัญหาใหม่ แต่มันไม่ใหม่ เพราะเคยมีมาแต่เดิม เพียงแต่เดิมมันไม่เคยเป็นปัญหา
4. สิ่งที่เคยมีค่าจะไม่มีค่า สิ่งที่เคยไม่มีค่าจะมีค่า เพราะบริบทเปลี่ยนไป 
5. สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่เคยถูกนิยามหรือถูกอธิบายมาก่อน พอเราอธิบายมันได้ มันก็จะเปลี่ยนผ่านเป็นสิ่งอื่นอีก
6. อำนาจจะเปลี่ยนมือไปอย่างรวดเร็ว
7. การวางแผนระยะยาวอาจกลายเป็นความไร้สาระ เราทำได้เพียงวางแผนรายเดือน หรือปีต่อปี
8. ในที่สุด เราอาจเสพติดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นคราวๆ หรือเสพติดความมักง่าย แต่เราจะทำอะไรก็ได้ดีกว่านี้?
9. เราต้องตั้งคำถาม “ความมั่นคงมีอยู่จริง?” และ “ทฤษฎี Risk Management ที่ใช้มาหลายสิบปีแล้วจะยังคงใช้ Apply ได้อยู่หรือ?” “Systematic Risk ของระบบสูงขึ้นเรื่อยๆ การทำ Diversify ยังคุ้มที่จะทำ?”
10. เดิมเมื่อเราไม่มี เราจะโหยหาสิ่งที่เรายังไม่มี แต่แล้วเมื่อเรามี เราจะโหยหาสิ่งที่เราเคยมี
11. สุดท้ายแล้ว การตระหนักรู้ เจ๋งกว่าการครุ่นคิดพิจารณา