Category Archives: History – Legend

รอบๆ ข่วงเมืองน่าน

19/10/2017 เราอยู่ที่เมืองน่าน 

ตัวเมืองน่านหรือเรียกได้ว่าที่บริเวณศูนย์กลางของเมือง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นแลนด์มาร์ค 5 สถานที่ ซึ่งน่าจะเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว 

เรามาเมืองน่านนี้ครั้งแรกเมื่อประมาณ 6-7ปีก่อน เมืองน่านคึกคักน้อยกว่านี้อย่างน้อยกว่าครึ่ง ตัดภาพฉึบฉับกลับมา ณ วันนี้ ถ้าเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่หรือสงกรานต์ บริเวณรอบๆ แยกนี้จะมีรถเต็มแทบจะหาที่จอดรถไม่ได้เลย หรือไม่ก็จอดซ้อนสองซ้อนสามกันไปเลยด้วยอิทธิฤทธิ์ตัวฤทธิ์ชาวกรุงเทพ! เกิดศึกแย่งชิงที่จอด ลามไปถึงแย่งที่กินที่นั่ง  

เรากำลังบอกว่า ถ้าเลี่ยงมาช่วงเทศกาลได้ คุณจะได้สัมผัสความสงบเสน่ห์ของเมืองน่านจริงๆ 

แต่เป็นเรา เราก็อยากมาช่วงปีใหม่หรือสงกรานต์อยู่ เพราะชอบการจัดงานปีใหม่ของเมืองน่านมาก นั่งกินขันโตกกันกลางแจ้งที่ข่วง กลัวมากว่ามันจะถูกตัวฤทธิ์ทำลายเหมือนเชียงใหม่ และคิดว่าคงอีกไม่กี่ปี คงต้องเลิกมาช่วงเทศกาลจริงๆ  

 

สถานที่แรก #วัดภูมินทร์ เดิมมีชื่อว่า “วัดพรหมมินทร์” ตั้งชื่อตามเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองนครน่านที่ได้โปรดให้สร้างวัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2139 ต่อมาถูกเรียกกันจนเพี้ยนไป จนเป็น “วัดภูมินทร์” มีพระอุโบสถจตุรมุขเป็นเอกลักษณ์ ที่รวมเอาโบสถ์-วิหาร-เจดีย์ ไว้ด้วยกันในลักษณะการจำลองแผนภูมิจักรวาล โดยมีพระประธานปางมารวิชัย 4 องค์ หันหน้าออกสู่ประตูทั้ง 4 ทิศ ประดิษฐ์ฐานอยู่ มีพญานาคแห่แหนพระอุโบสถไว้กลางลำตัว เสมือนการอุ้มชูพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป และเล่ากันว่าหน้าองค์พระประธาน หนึ่งจากสี่องค์นั่น จะมีอยู่องค์หนึ่งที่หน้าองค์พระยิ้มแย้มมากกว่ราสามองค์ที่เหลือ ก็ให้กราบขอพรที่องค์นั้นแล้วจะได้สมปรารถนา อีกหนึ่งพิเศษของวัดนี้คือ “ฮูปแต้ม” ภาพจิตรกรรมวัดภูมินทร์ ซึ่งน่าจะเกิดจากการบูรณะวัดสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี่เอง ภาพจิตกรรมที่โดดเด่นคือ ภาพกระซิบบันลือโลกของ “ปู่ม่าน ย่าม่าน” (คำเรียกผู้ชายผู้หญิงชาวไทลื้อสมัยโบราณ) ในลักษณะกระซิบสนทนากัน นอกจากนั้นยังมีเจ๋งๆอีกหลายรูป มายืนดูกันเอง เราว่าเป็นภาพวาดผนังโบสถ์ที่พิเศษ เล่าเรื่องวิถีชีวิตคนธรรมดาโดยเฉพาะเรื่องระหว่างหญิงชาย ที่ปกติไม่ค่อยเอามาวาดบนผนังโบสถ์ บอกได้เลยว่ายืนดูแล้วสนุกมาก มาดูกี่ครั้งก็ชอบ

ด้านหน้าของวัดเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกันคือ #ข่วงเมืองน่าน คำว่าข่วงหมายถึงลานกลางแจ้ง เป็นลานจัดกิจกรรมของเมือง ทำบุญตักบาตร งานปีใหม่ งานสงกรานต์ ก็จัดกันที่ข่วงนี้แหละ #ถนนคนเดินเมืองน่าน ก็คือรอบๆ ข่วงนี้ คึกครื้นสนุกสนานมาก มีปีใหม่อยู่ปีหนี่ง มีผู้เฒ่าผู้แก่เปิดฟลอร์แดนซ์จีบมือเพลงคำเมืองกันที่ลานนี้ โหย! เป็นบรรยากาศท้องถิ่นที่ประทับใจ 

 

เดินไล่ไปจากวัดออกมาข่วงแล้วข้ามถนน ฝั่งตรงข้ามถนนของข่วงหน้าวัดคือ #พิพิธภัณฑ์สถานน่าน มาเจอช่วงที่กำลังปิดปรับปรุงพอดี (ฟาล์วได้อีก) แต่กระนั่นยีงเปิดให้เช้าชมบางส่วน ข้างในมีของที่น่าสนใจ Highlight สำคัญคือ #งาช้างดำ (ถ้าคนอ่านเพชรพระอุมาภาค2 น่าจะรู้สึกตื่นเต้นกับช้างงาดำ งาดำของจริงมีให้ดู) มันดูขลังจริงๆ อีก 

Highlight อีกหนึึ่งคือวิวพระธาตุช้างค้ำกับทางเดินท่ามกลางต้นลั่นทม 

ตัวพิพิธภัณฑ์นี้เดิมคือวังเจ้าเมืองน่าน (หอคำ) ดังนั้นแค่เข้ามาชมอาคารก็เจ๋งแล้ว

จากพิพิธภัณฑ์ เราเดินข้ามถนนต่อไปอีกจะเป็น #วัดหัวข่วง และ #วัดพระธาตุช้างค้ำ ที่อยู่กันคนละด้านของพิพิทภัณฑ์  

 

#วัดหัวข่วง เป็นศิลปะแบบล้านนาท้องถิ่นเมืองน่านฝีมืองดงามไม่ปรากฏว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยใด มีเพียงหลักฐานว่าได้รับการบูรณะในราว พ.ศ. 2425 โดยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าเมืองน่านที่ได้รับแต่งตั้งจาก ร.5 เมื่อเข้าไปในโบสถ์ จะมีความแปลกต่างจากวัดทั่วไปคือการตั้งพระประธานไม่สมมาตรแฮะ คือไม่ได้วางตรงกลางแต่กลับตั้งเอียงไปทางด้านซ้าย มาค้นทีหลังได้ความว่า “หลวงพ่อเจ้าอาวาส…ได้เมตตาเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนชาวบ้านในละแวกวัดหัวข่วงมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันกับชาวบ้านคุ้มวัดภูมินทร์  ตีกันบาดเจ็บบ่อย ผู้ใหญ่ของทั้ง 2 คุ้มเห็นว่าคงเป็นเพราะพระประธานทั้ง 2 วัดหันหน้าประชันกัน เพื่อความสงบสุขวัดหัวข่วงจึงยอมขยับพระประธานมาทางซ้าย และตั้งแต่นั้นมา ชาวบ้านทั้ง 2 คุ้มก็อยู่กันสงบสุข แม้เรืองที่เล่านี้หลายร้อยปีแล้ว จนบัดนี้  พระประธานองค์นี้ยังคงอยู่ในตำแหน่งด้านซ้าย เป็นสัญลักษณ์ช่วยสร้างสันติสุขของเมื่องน่าน” 

 

#วัดพระธาตุช้างค้ำ เดิมชื่อ วัดหลวงกลางเวียง เจ้าผู้ครองนครน่าน พญาภูเข่ง เป็นผู้สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ.1949 วิหารของวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เป็นวิหารขนาดใหญ่ สร้างตามสถาปัตยกรรมภาคเหนือ พระธาตุเจดีย์ช้างค้ำวรวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีลิกธาตุ เป็นเจดีย์ได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะสุโขทัยทรงลังกา มีรูปช้างค้ำอยู่ในลักษณะ เหมือนฐานรองรับไว้ด้านละ 6 เชือก ช้างโผล่ส่วนหัวลอยออกมาครึ่งตัว มีความสวยงามและแปลก ไม่ค่อยเห็นกันทั่วไป 

 

สุดทั้ายคือข้ามถนนมาอีกฟากหนึ่ง กลับอยู่ตรงข้ามกับวัดภูมินทร์ คือ #ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่ตรงนี้มีร้านกาแฟสดหลายร้านให้นั่งพักดูดซึมบรรยากาศตัวเมืองน่านได้ตามใจอยาก นี่เป็นมุมกาแฟมุมโปรดของเราอีกที่หนึ่ง และปัจจุบันยังมีให้บริการนั่งรถชมตัวเมืองด้วยฮะ

 

#จนกว่าจะพบกันใหม่ ครับ

Advertisements

EOY2016 Trip – หลวงพระบาง – พระบาง

​เรื่องมาเริ่มต้นที่ พื้นที่ที่เป็นเมือง #หลวงพระบาง เป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำ 2 สาย คือแม่น้ำโขงกับแม่น้ำคาน (หรือขาน) 

หลวงพระบางเป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักร #ล้านช้าง อยู่ทางเหนือของเมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงปัจจุบันของลาว ประมาณ 400 km 
แต่เดิมพื้นที่นี้เป็นถิ่นของขอม เจ้าขุนลอขับไล่ขอมลงไปด้านล่าง เข้ามาปกครอบแถบนี้ และตั้งชื่อเมืองว่าเมือง #เชียงทอง มาจนถึงสมัย #สมเด็จพระเจ้าฟ้างุ้มแหล่งหล้าธรณีศรีสัตตนาคนหุต สามารถมาตียึดครองได้จนถึงอาณาบริเวณของพื้นที่ของเมืองเวียงจันทน์ ได้ตั้งขึ้นเป็นอาณาจักรล้านช้างโดยมีศูนย์กลางของอาณาจักรอยู่ที่เมืองเชียงทองนี้ พระองค์มีเชื้อสายมาจากทางราชสำนักเขมร และพระองค์ได้ทรงอัญเชิญ #พระบาง พระพุทธรูปศิลปะสิงหลมาจากราชสำนักเขมร มาประดิษฐานที่เมืองเชียงทองนี้ และได้เปลี่ยนชื่องเมืองเป็นเมือง #หลวงพระบาง ตามที่ได้มีพระบางมาประดิษฐานอยู่  

มาจนถึงสมัยของ #พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ได้มีการย้ายเมืองหลวงของล้างช้างจากหลวงพระบางลงไปอยู่ที่เวียงจันทน์ แต่ก็มิได้อัญเชิญพระบางลงมาที่เวียงจันทน์ด้วย ซึ่งก่อนที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชจะทรงย้ายเมืองหลวง พระองค์ได้ทรงสร้าง #วัดเชียงทอง วัดที่งามที่สุดของหลวงพระบาง  

พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงย้ายเมืองหลวงมาเวียงจันทน์แล้ว แต่ไม่ได้ทรงย้ายพระบางตามลงมาด้วย แต่ได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตจากเชียงใหม่ที่พระองค์เคยได้มาลงมาอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ โดยพระองค์ได้ทรงให้สร้างหอพระแก้ว เพื่อเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต (ขนานนามนครเวียงจันทน์ประดิษฐานพระแก้วมรกตนั้นว่า “จันทบุรีศรีสัตนาคนหุตอุตมราชธานี” ส่วนพระนครเชียงทองที่มีพระบางประดิษฐานอยู่นั้นให้ขนานนามว่า “พระนครศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางราชธานี”) 

สมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 2 (เจ้าไชยองค์เว้) พ.ศ. 2257 ได้อัญเชิญเอาพระบางเจ้าลงไปประดิษฐานที่นครเวียงจันทน์คู่กันกับพระแก้วมรกต มาจนถึงหลังรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช ล้านช้างเกิดความแตกแยกกันภายใน ทำให้อาณาจักรแยกตัวกันออกมาเป็น 3 อาณาจักรคือ ล้านช้างหลวงพระบางในตอนบน, ล้านช้างเวียงจันทน์ในตอนกลาง, และล้านช้างจำปาศักดิ์ในตอนใต้ จนที่สุดแล้วล้านช้างทั้งหมดก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของสยามในสมัยกรุงธนบุรี และไปตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี 


การแตกแยกและความวุ่นวายทั้งหลายของอาณาจักรล้านช้างนั้น เล่าลือกันว่าเกิดจากความเป็นอริกันของเทวดาที่รักษาพระพุทธรูปสำคัญทั้งสององค์คือ พระแก้วมรกต และ พระบาง 

เมื่อมีการนำพระพุทธรูปทั้งสองมาประดิษฐานอยู่ร่วมกันในเมืองเดียวกัน จึงเกินความวุ่นวายหลายประการ เกิดความแตกแยกภายในจนมีการแยกตัวกันออกเป็น 3 อาณาจักร และถึงขั้นเสียเมืองให้กับสยามในที่สุด 


พระบาง เป็นพระพุทธรูปทองสำริด ปางห้ามสมุทร ปัจจุบันนั้นประดิษฐานอยู่ที่หอพระบาง 

ซึ่งหอพระบาง ตั้งอยู่ในอาณาเขตของพิพิทธภัณฑ์แห่งชาติพระราชวังหลวงพระบาง (The Royal Palace Museum)

ตามประวัติ หลังจากที่เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทรงตีเมืองล้านช้างเวียงจันทน์ได้แล้ว พระองค์ก็ได้อัญเชิญ พระแก้วมรกต, พระบาง, และพระเขี้ยวแก้ว กลับมายังกรุงธนบุรี 

และด้วยเหตุว่าทั้งพระแก้วมรกตและพระบางอยู่ด้วยกันที่กรุงธนบุรี บ้างก็ว่า นั่นเป็นเหตุให้ต่อมาเกิดความวุ่นวายในกรุงธนบุรี (จริงเท็จอย่างไร เราไม่กล้าสืบค้นต่อ) แต่ในที่สุดแล้ว รัชกาลที่ 1 พระองค์ได้ทรงโปรดให้อัญเชิญพระบางกลับไปประดิษฐานที่กรุงเวียงจันทน์ตามเดิม และได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้วพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ 

ต่อมาเมื่อเกิดเหตุที่พระเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทน์ทำการกอบกู้เอกราชให้เวียงจันทน์แล้วยกทัพมาตีได้จนถึงเมืองนครราชสีมานั้น กรมสมเด็จพระราชวังบวรสถานมงคลได้ยกทัพตีทัพเวียงจันทน์กลับไปจนสามารถตีเอาเมืองเวียงจันทน์ได้อีกครั้ง พระองค์ก็ได้ทรงอัญเชิญพระบางจากเมืองเวียงจันทน์กลับมาถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงโปรดให้อัญเชิญพระบางไปประดิษฐานอยู่ที่วัดจักรวรรดิราชาวาส และเป็นอีกครั้งที่ทั้งพระแก้วมรกตและพระบางได้กลับมาประดิษฐานอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ เกิดเหตุข้าวยากหมากแพงและความวุ่นวาย ก็มีร่ำลือกันอีกว่าเหตุเพราะความอริระหว่างเทวดาประจำองค์พระพุทธรูปทั้งสองนี้ 

ที่สุดแล้ว ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ก็ทรงโปรดให้อัญเชิญพระบางกลับไปประดิษฐานที่เมืองหลวงพระบางตามแต่ดั้งเดิม และก็อยู่ที่หลวงพระบางมาจนถึงปัจจุบันนี้ 
สำหรับในตัวเมืองหลวงพระบางแล้ว นอกจาก วัดเชียงทอง และพระบางที่ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่หอพระบางแล้ว 

ยังมีพระธาตุสำคัญของเมืองหลวงพระบาง คือ พระธาตุพูสี ตั้งอยู่บนยอดเขาพูสีกลางใจเมืองหลวงพระบาง สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอนุรุธ 

เราสามารถมองเห็นองค์พระธาตุสีทองจากทุกมุมเมืองหลวงพระบางจริง และจากบนยอดเขา มองลงมาจะเห็นเมืองหลวงพระบางและแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน ทั้งสองสาย 

EOY2016 Trip – เวียงจันทน์ (Vientiane) 

#เวียงจันทน์ เมืองหลวงของประเทศลาว มีพื้นที่ประมาณ 4,000 ตารางกิโลเมตร มีจำนวนประชากรราว 8แสนคน 

หลังจากพระเจ้าฟ้างุ้ม ตั้งอาณาจักรล้านช้าง อีกประมาณ 200ปีถัดมา พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้ทรงย้ายราชธานี จากหลวงพระบางมาอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์นี้ เพื่อเลี่ยงจากการถูกโจมตีโดยทัพพม่าของพระเจ้าบุเรงนอง โดยราชธานีใหม่นี้ตั้งชื่อว่า “กรุงศรีสัตนาคะนะหุตล้านช้างร่มขาวเวียงจันทน์” 

โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชยังได้ทรงสร้างสัมพันธไมตรีกับพระมหาจักรพรรดิ (พระเจ้าช้างเผือกหรือพระเทียรราชา พระอัยกาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) แห่งกรุงศรีอยุธยาและได้มีการก่อสร้างพระธาตุศรีสองรักไว้เป็นสักขีพยานเป็นที่ระลึกในการทำไมตรีต่อกัน ณ กึ่งกลางระหว่างแม่น้ำน่านและแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นรอยต่อของทั้งสองราชอาณาจักร (ปัจจุบันคือ อ.ด่านซ้าย จ.เลย)

ล้านช้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช มีความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาเป็นอันมาก พระองค์ยังได้ทรงสร้าง #วัดพระธาตุหลวง และ #วัดหอแก้ว เพื่อประดิษฐานพระแก้วมรกต ในเมืองเวียงจันทน์นี้ 

ปัจจุบันได้มีการสร้างพระบรมรูปของพระองค์ท่านไว้ที่วัดพระธาตุหลวง (Pha That Luang) ในเวียงจันทน์ แห่งนี้ 

และวัดหอแก้ว ปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิทธภัณฑ์หอพระแก้ว (Hor Phra Keo) 

ส่วนองค์พระแก้วมรกตนั้น ปัจจุบันได้มาประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้ว กรุงเทพฯ แล้ว 

หลังจากนั้น ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรี ล้านช้างได้เข้ามารุกรานอาณาเขตอาณาจักรของกรุงธนบุรีบ่อยครั้ง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงได้ให้พระยามหากษัตริย์ศึก (ร.1) และพระยาสุรสีห์ยกทัพขึ้นไปตีกรุงเวียงจันทน์ และตีได้สำเร็จ ล้านช้างจึงกลายเป็นอาณาจักรในปกครองของสยามนับแต่นั้น 

เมื่อล่วงมาจนถึงในรัชสมัยของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.3 กรุงรัตนโกสินทร์) #เจ้าอนุวงศ์ แห่งล้านช้างเวียงจันทน์ทรงเห็นว่า มีข่าวว่าอังกฤษจะยกกองทัพเรือมายึดกรุงเทพฯ และหากเวียงจันทน์จับมือเข้าร่วมกับญวณฝ่ายไทยจะเกรงใจเพราะกลัวศึกหลายด้าน ทั้งอังกฤษ พม่า และเวียงจันทน์ จึงได้ทรงรวบรวมกำลังกองทัพเข้าตีสยามเพื่อกู้อิสรภาพให้กับล้านช้าง 

กองทัพแรกของล้านช้างโดยทัพเจ้าเมืองจำปาสักเข้าตีเมืองอุบลฯ กองที่สองพระอุปราชเข้าตีเมืองร้อยเอ็ด และกองที่สามเจ้าอนุวงศ์เองเข้าตีเมืองนครราชสีมา 

เจ้าอนุวงศ์จึงได้รับการยกย่องเป็นวีรกษัตริย์ของเวียงจันทน์ในความพยายามกอบกู้เอกราช โดยปัจจุบันได้มีอนุเสาวรีย์ของพระองค์ตั้งอยู่ในสวนอนุวงศ์ ริมแม่น้ำโขงในเมืองเวียงจันทน์ 

เจ้าอนุวงศ์ทรงยกทัพเข้ามาตีสยาม โดยใช้อุบายการให้ข่าวว่า สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ทางเวียงจันทน์ยกกองทัพเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อช่วยรบกับอังกฤษที่จะส่งกองทัพเรือเข้ามา จึงสามารถยกกองทัพเวียงจันทน์ล่วงเข้ามาได้จนถึงเมืองนครราชสีมา และด้วยเหตุที่พระยาปลัดเจ้าเมืองไม่อยู่ว่าราชการ ทัพของเจ้าอนุวงศ์จึงเข้ายึดเมือง ซึ่งในครั้งนี้ คุณหญิงโม ภรรยาของพระยาปลัดก็ได้ถูกคุมตัวด้วย 

คุณหญิงโมได้ออกอุบายมอมเหล้าทหารเวียงจันทน์ และรวบรวมกำลังชาวเมืองนครราชสีมาเข้ารบจนกองทัพเวียงจันทน์แตก และกองทัพสยามได้ตามไล่ตีต่อจนกระทั่งสามารถเข้าตีได้เมืองเวียงจันทน์ ผลจากเหตุการณ์นี้ คุณหญิงโมได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นท้าวสุรนารี (ปัจจุบันมีอนุสาวรีย์ย่าโมอยู่ที่เมืองนครราชสีมา) 

ล้านช้างจึงยังคงอยู่ในการปกครองของสยาม 

ส่วนเมืองเวียงจันทน์นั้น ก็ถูกกองทัพจากสยามเข้าทำลายเมือง จนเกือบจะเป็นเมืองร้าง (บางตำราว่าคล้ายกับตอนที่พม่ามาเผาทำลายกรุงศรีอยุธยา) 

มีวัดของของอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์เพียงวัดเดียวที่หลงเหลือจากการทำลายของสยามคือวัดศรีษะเกษ ในเวียงจันทร์นี้เอง 

จนในที่สุด สยามได้เสียดินแดนเวียงจันทน์ หลวงพระบาง และจำปาสัก ให้กับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสจึงได้ฟื้นฟูเมืองเวียงจันทน์กลับขึ้นมาเป็นเมืองหลวงอีกครั้ง จนกระทั่งลาวได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส และมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น สปป.ลาว เช่นในปัจจุบัน 

ดังนั้นสภาพของพระธาตุหลวง และหอพระแก้ว ในปัจจุบัน เกิดจากการบูรณะในภายหลัง จากที่สภาพเดิมที่ถูกทำลายไปในสมัยที่กองทัพจากกรุงรัตนโกสินทร์ นั่นเอง

หลงรักนครหริภุณชัย 

การเดินทางง่ายๆ 

มีจุดเริ่มต้นที่…หัวใจ   มีปลายทางคือ…ความทรงจำ   และ ระหว่างทางมีเรา​ 
นานๆ ที เราจะบันทึกการเดินทางบ้าง วันนี้ขอเสนอเมืองลำพูนครับ

เทอมที่แล้ว เด็กๆ ทำรายงานเรื่องอาณาจักรโบราณ หนึ่งในนั้นคืออาณาจักรหริภุญชัย 

24/10/2016 วันหยุดชดเชยวันปิยะมหาราช เรามาอยู่ที่เมือง #ลำพูน หรือ #นครหริภุณชัย 

ที่แรกที่เราแวะไปในเช้านี้คือ #พระธาตุหริภุญชัย 

งดงามมากครับ 
ระหว่างที่เรามาถึงวัดพระธาตุหริภุญชัย ปัณณ์ก็มากรอกหูพ่อว่า “พ่อ อยากไปเจดีย์กู่กุด” 

พ่อถามว่าคืออะไร ปัณณ์บอกว่า “อยู่ที่วัดจามเทวี ปัณณ์อ่านเจอในหนังสือประวัติศาสตร์” 

#เจดีย์กู่กุด #วัดจามเทวี เป็นโบราณสถานที่สำคัญของภาคเหนือ 

   1. พระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์ห่งนครหริภุญชัย ทรงสละราชสมบัติแล้วออกผนวกชี ที่วัดนี้ และพระอัฐิของพระนางก็บรรจุอยู่ในเจดีย์กู่กุดนี้ 
   2. เดิมเมื่อสร้างในอาณาจักรหริภุญชัย เจดีย์มียอดทำด้วยทองคำ ต่อมายอดทองคำหักและหายไป ชาวบ้านจึงเรียกว่า เจดีย์กู่กุด (กู่กุด เป็นภาษาล้านนา แปลว่า เจดีย์ยอดด้วน) 
   3. สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เสด็จเยี่ยมวัดแห่งนี้ จึงได้โปรดให้เปลี่ยนชื่อจาก วัดกู่กุด เป็น วัดจามเทวี เช่นเดิม 
   4. เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ ผู้ครองนครลำพูนได้นิมนต์ท่านครูบาศรีวิชัย ช่วยบูรณะวัดจามเทวีอีกครั้ง 

นี่คือหนึ่งในต้นแบบของเจดีย์ล้านนา 

อ้อยอิ่ง … 

เราอยากอ้อยอิ่งอยู่ที่เมืองลำพูนนี้นานๆ 
ที่นี่ ทำให้เรารู้สึกอ้อยอิ่ง (เสียยิ่งกว่า แม่กำปอง ที่เลื่องลือของเชียงใหม่) 
อากาศร้อนไปสักนิด 

แต่กลางคืนกับเช้า อากาศเย็นสบาย เงียบเสียง ไม่มีเสียงรถ ไม่มีควัน 

คืนที่ลำพูนนี้ เราหลับสนิทกว่าทุกคืน 
ร้านรวงก็เรียบง่าย แต่มีความสะดวกในระดับที่สามารถเดินหาได้รอบๆ เมือง 

แต่ไม่ได้สะดวกจนถึงกับกระตุ้นตัวขี้เกียจ ผู้คนยิ้มแย้มเอื้อเฟื้อ ดูไปคล้ายเชียงใหม่เมื่อ 20ปีก่อน 
นักท่องเที่ยวจำนวนน้อยกว่าคนพื้นที่ คือสิ่งที่ดึงดูดเรา 

เราอยากชักชวนว่า อย่าเพียงแค่เป็นเมืองผ่าน ผ่านคือพลาด แต่เราก็ไม่อยากชวนให้มากนัก เพราะเราหวาดระแวงปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะมาปนเปื้อน 
เราไม่อยากให้เกิดภาพฝูงคนคราคร่ำมาแย่งกันถ่ายรูปลง FBIG จนเลยจุดเอื้อเฟื้อไป เราหลงใหลในภาพลุงป้าตายาย ทยอยๆ ตัวออกจากโบสถ์วัดหลังเสร็จศาสนกิจ ต่างคนต่างเอื้อเฟื้อมากกว่า 
หลังวัดจามเทวี เราก็ไปกันต่อที่ #วัดสันป่ายางหลวง 

เป็นวัดที่สวยมาก ตามประวัติแล้ว มีการถวายพระเพลิงพระศพของพระนางจามเทวีที่วัดนี้ ก่อนจะนำพระอัฐิไปบรรจุที่เจดีย์กู่กุด 

เดิมที่นี่เป็นศาสนสถานของพราหม์ จนเมื่อศาสนาพุทธเข้ามาลงหลักที่หริภุญชัย ก็มีการปรับมาเป็นวัดทางพุทธ และบูรณะมาจนสวยงามในปัจจุบัน 
สุดท้าย เราเห็นป้ายบอกทางไปพิพิทธภัณฑ์ผ้าไหมไทย เราจึงลองแวะตามป้ายไป 

สุดท้ายก็ได้ไปพบกับ ลำพูนผ้าไหมไทย 

ที่นี่ เราได้มาดูการทอผ้าไหม ยอดงานฝีมือ 

เป็นที่สุดของความละเอียด ช่างทอผ้าไหมที่ชำนาญแล้ว ยังสามารถทอผ้าได้เพียงแค่ความยาว 1cm ต่อวันเท่านั้น นั่นคือ ถ้าผืนหนึ่งยาว 1m ก็ต้องทำกันเป็น 3 เดือนกว่า 

เวลาที่เราทำ Project มามากๆ และเราเกิดทะนงตัวว่า งานเราดี เราทำงานละเอียด งานเราเจ๋ง ให้มาดูคุณป้าคุณยายทอผ้าไหมยกลายนี่เลยครับ 

เราจะตระหนักเลยว่า งานของเราอาจเรียกว่าชุ่ยไปได้เลย 
#เราหลงรักลำพูนแล้ว #เที่ยวจนตังค์หมดก็ได้เวลากลับสินะ 

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

image

Blog นี้ เขียนขึ้นจากการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มา Post เอาไว้รวมๆ กัน ผมไม่ได้เขีบนขึ้นมาเองทั้งหมดครับ
แรงบันดาลในนั้นเกิดจากครอบครัวนี้ไปเที่ยวทะเลบ่อย และมักจะได้เห็นศาลของกรมหลวงชุมพรฯ หรือเสด็จเตี่ย พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทยอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่อค่อยๆ ขับรถล่องลงใต้ไปเรื่อยๆ ทั้งฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามัน เลยสนใจอยากรู้พระประวัติของท่าน
นอกจากนี้ โรงเรียนนายเรือยังเป็นส่วนหนึงที่สำคัญของความก้าวหน้้าทางวิศวกรรมเครื่องกลของไทยด้วย สมัยยังเรียนเครื่องกลอยู่ที่จุฬาฯ อาจารย์บางท่านได้กล่าวถึงงานทางวิศวกรรมเครื่องกลต่างๆ ที่อยู่ที่พิพิธภัณฑ์โรงเรียนนายเรือ ในฐานะของวิศวกรเครื่องกลจึงควรแสดงความเคารพต่อการก่อตั้งโรงเรียนนายเรือนี้
จนที่สุดเมื่อได้อ่านพระประวัติ และได้แวะไปนมัสการศาลของท่านที่จังหวัดชุมพร เลยตั้งใจว่าจะรวบรวมพระประวัติของท่านเขียนเอาไว้

———

image

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงเป็นต้นราชสกุล “อาภากร” เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และองค์ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาโหมด พระองค์ทรงได้รับสมัญญานามว่า “องค์บิดาของทหารเรือไทย
พระองค์ทรงเป็นผู้วางรากฐานการบริหารงานของกองทัพเรือ ทรงได้รับการเชิดชูในหมู่ทหารเรือเรียกขานพระองค์ว่า “เสด็จเตี่ย” หรือ “หมอพร” และ “พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย” ต่อมาในปี 2536 มีประกาศกองทัพเรือขนานพระนามพระองค์ว่า “พระบิดาของกองทัพเรือไทย” และในปี 2544 แก้ไขเป็น “องค์บิดาของทหารเรือไทย”

———

พระประสูติกาล พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ (ต้นราชสกุล อาภากร) ทรงเป็น พระเจ้าลูกยาเธอ ในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ ๕ นับลำดับ ราชสกุลวงศ์เป็นพระองค์ที่ ๒๘ มีพระนามเดิมว่า “พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์” ประสูติใน พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๒๓ ตรงกับวันอาทิตย์ แรม ๓ ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง จุลศักราช ๑๒๔๒ เวลา ๑๔.๕๗ และทรงเป็น พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์ที่ ๑ ในเจ้าจอมมารดาโหมด ธิดาเจ้าพระยาสุยาสุรวงศ์ ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) พระองค์ทรงมีพระกนิษฐา และพระอนุชา ร่วมพระมารดา ๒ พระองค์ คือ พระองค์เจ้าหญิงอรองค์อรรคยุพา (สิ้นพระชนม์เมื่อทรงพระเยาว์) และพระองค์เจ้าสุริยงประยุรพันธ์

———

ทรงเข้าเป็นนักเรียนในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ เมื่อมีพระชนมายุได้ 13 พรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษพร้อมกับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้น ทรงดำรงพระอิสริยศักดิ์เป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ในปี พ.ศ. 2436 ทรงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายเรืออังกฤษ ในปี พ.ศ. 2439 ต่อจากนั้นทรงศึกษาต่อ ในมหาวิทยาลัยทหารเรือ โรงเรียนปืนใหญ่ และโรงเรียนตอร์ปิโด จนได้เลื่อนยศเป็นเรือเอก รวมเวลาที่ทรงศึกษาอยู่ในราชนาวีอังกฤษ 6 ปีเศษ
การศึกษาในโรงเรียนนายเรือของอังกฤษนั้น จะต้องฝึกหัดศึกษา หลับนอนอยู่ในเรือ เมื่อสอบความรู้ได้แล้ว จะมีฐานะเป็น นักเรียนทำการนายเรือ (Midshipman) และไปฝึกในเรือรบประจำกองเรือต่างๆ อีกประมาณ 1-2 ปี และก็จะทำการสอบเพื่อเป็นนายเรือตรี ต่อจากนั้น ศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยทหารเรือ โรงเรียนปืนใหญ่ และโรงเรียนตอร์ปิโด จนได้เลื่อนยศเป็นเรือเอก เท่ากับนายทหารรุ่นเดียวกัน เมื่อเสด็จในกรมฯ ทรงเป็นนักเรียนทำการนายเรือ ในราชนาวีอังกฤษ ทรงเล่าว่า “…เมื่อเป็นนักเรียนทำการนายเรือ ในราชนาวีอังกฤษ ได้มีโอกาสขึ้นทำการปราบจลาจลที่เกาะครีท ที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นเวลาราว 3 เดือน ต้องนอนกลางดิน กินกลางทราย หนาวก็หนาว ในสนามรบ ต้องนอนกับศพที่ตายใหม่ๆ และบางคราว ซ้ำยังอดอาหาร ต้องจับหอยทากมาเสวยกับหัวหอม ศพที่ถูกยิงที่ท้องนับว่าเหม็นร้ายกาจมาก ถึงจะเป็นศพตายใหม่ๆ ก็ตาม…” รวมเวลาที่เสด็จในกรมฯ ทรงศึกษาอยู่ในราชนาวีอังกฤษ 6 ปีเศษ
ในขณะที่เสด็จในกรมฯ ทรงเป็นนักเรียนนายเรืออยู่ที่ประเทศอังกฤษนั้น ประจวบกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2440 เสด็จในกรมฯ ทรงขอลาทางโรงเรียนมารับเสด็จสมเด็จพระบรมชนกนาถ โดยเข้าร่วมกระบวนเสด็จที่เกาะลังกา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รับตำแหน่งนักเรียนนายเรือในเรือพระที่นั่งมหาจักรี ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้บัญชาการเรือและได้ทรงถือท้าย เรือพระที่นั่งมหาจักรีด้วยพระองค์เอง เพื่อทรงแสดงความสามารถให้ปรากฏแก่พระเนตรสมเด็จพระบรมชนกนาถ

———

ถึงแม้ว่าเสด็จในกรมฯ จะทรงแก้ไข ปรับปรุง ระเบียบการศึกษา ให้มีความก้าวหน้า แต่สถานที่ตั้ง โรงเรียนนายเรือนั้น ไม่มีที่ตั้ง เป็นหลักแหล่งที่มั่นคง ต้องโยกย้าย สถานที่เรียนบ่อยๆ ซึ่งเป็นเหตุผล ประการหนึ่ง ที่ทำให้ผลการเรียน ของนักเรียนนายเรือ ไม่ดีเท่าที่ควร เสด็จในกรมฯ ทรงพยายามทุกวิถีทาง ที่จะปรับปรุงกิจการด้านนี้ ให้ก้าวหน้า จึงได้นำความขึ้น กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานที่ เพื่อตั้งเป็น โรงเรียนนายเรือ ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ที่ดินบริเวณ พระราชวังเดิม ฝั่งธนบุรี และได้ดัดแปลงเป็น โรงเรียนนายเรือ เมื่อปี พ.ศ.2448 จึงนับว่า รากฐานของทหารเรือ ได้หยั่งลงแล้ว ในการนี้ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณา เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงกระทำพิธีเปิด โรงเรียนนายเรือ ด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2449
เสด็จในกรมฯ ทรงปรับปรุง การศึกษาของ โรงเรียนนายเรือ ให้เจริญและดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสด็จในกรมฯ ได้ทรงตั้ง โรงเรียน นายช่างกลขึ้น เป็นครั้งแรก เพราะทรงเห็นว่า เมื่อมี โรงเรียนนายเรือ ขึ้นมาแล้ว ก็สมควรจะมี โรงเรียนนายช่างกล ซึ่งเป็นของคู่กันอยู่ด้วย เสด็จในกรมฯ ได้รับผู้สมัคร ที่จะเรียนทางช่างกล จากนักเรียนนายเรือนั่น และเมื่อมีโรงเรียนเพิ่มขึ้น เป็นสองโรงเรียน ทางราชการจึงได้รวมการบังคับบัญชา โรงเรียนทั้งสองแห่งเข้าด้วยกัน และตั้งเป็นกองบังคับการขึ้นใหม่ เรียกว่า “กองโรงเรียนนายเรือ” คำว่า “กองโรงเรียนนายเรือ” จึงปรากฏใน ทำเนียบทหารเรือ ตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา
เสด็จในกรมฯ ทรงเห็นว่า ควรจะได้ฝึกหัดให้ ทหารเรือไทยเดินเรือทะเล ได้อย่างชาวต่างประเทศ เพราะในสมัยนั้น คนไทยยังต้องจ้าง ชาวต่างประเทศ มาเป็นผู้บังคับการเรือ เป็นส่วนมาก สำหรับคนไทยที่มีความสามารถ เดินเรือทะเลบริเวณ อ่าวไทยได้ ก็มีแต่พวกอาสา จากบางคนที่อาศัยความชำนาญ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวด้วย หลักวิชาเลย ดังนั้นเสด็จในกรมฯ จึงได้ทรงริเริ่มที่จะ ทำการฝึกหัด และสั่งสอนนายทหารเรือ ให้มีความรู้ความชำนาญ ในการเดินเรือทะเล มากยิ่งขึ้น ซึ่งนับได้ว่า เป็นพระดำริที่ดี และสำคัญอย่างยิ่งอย่างหนึ่ง ในทางการทหารเรือ ของราชนาวีไทย และทางกองเรือ ก็ได้ยึดถือแบบฉบับ อันดีงามนี้ ดำเนินการต่อมา จนตราบเท่าทุกวันนี้

———

พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้พระองค์ออกจากราชการอยู่ชั่วระยะหนึ่ง สาเหตุที่ออก ก็เพราะว่ามีพวกทหารเรือไปเที่ยว พบกับทหารมหาดเล็ก เกิดเรื่องวิวาท กันขึ้น เรื่องทราบไปถึง พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เข้า ทรงไม่พอพระทัย รับสั่งให้ไปทูลเสด็จในกรมฯ ให้ส่งทหารเรือที่วิวาทกับ ทหารมหาดเล็กไปให้ ท่านไม่ยอมส่งให้ ได้ให้ทูลพระเจ้าอยู่หัวว่า เป็นเรื่องของคนวิวาทกัน ซึ่งจะว่าข้างใดเป็นผู้ผิดไม่ได้ และท่านก็รักทหารเรือ ของท่านเหมือนกับลูก ท่านไม่เคยส่งลูกไปให้ใครเขาเฆี่ยนตี ถ้าจะตีก็จะตีเสียเอง พระเจ้าอยู่หัวทรงกริ้วรับสั่งว่า ถ้าท่านไม่ส่งไปให้ก็ต้องให้ออก เพราะว่าทำงานร่วมกันไม่ได้ เสด็จในกรมฯ จึงต้องออกจากราชการในคราวนั้น

———

ระหว่างที่ทรงออกจากประจำการ ได้ทรงศึกษาวิชาแพทย์ แผนโบราณ จากตำราไทย ทรงเขียนตำราสมุดข่อยด้วยฝีพระหัตถ์ ของพระองค์เอง ซึ่งกล่าวกันว่า ปัจจุบันสมุดข่อย ตำรายานี้ได้เคยเก็บรักษาอยู่ ณ ศาลกรมหลวงชุมพร นางเลิ้ง
เมื่อผู้คนพากันรู้ว่า เจ้าพ่อรักษาโรคได้ฉมังนัก จึงทำให้ร่ำลือ และแตกตื่นกันทั้งบ้าน ทั้งเมือง ไม่ทรงให้ใครเรียกพระองค์ว่า เสด็จในกรมฯ หรือยกย่อง เป็นเจ้านาย แต่ทรงเรียกพระองค์เองว่า “หมอพร” เมื่อมีประชาชน มาหาพระองค์ให้รักษา ก็ทรงต้อนรับ ด้วยไมตรีจิต และรักษาให้เป็นการฟรี ไม่คิดค่ารักษา แต่ประการใด นอกจากจะเชิญไปรักษาตามบ้าน ซึ่งเจ้าของไข้จะต้องหารถรา ให้พระองค์เสด็จไป และนำเสด็จกลับ โดยมากเป็นรถม้าเท่านั้น
เมื่อกิตติศัพท์ร่ำลือกันว่า หมอพรรักษาโรคได้ฉมังนัก และไม่คิดมูลค่าเป็นเงินทองด้วย ประชาชนก็พาเลื่อมใสทั้งกรุงเทพฯ และระบือลือลั่นไปทั้งกรุง เป็นเหตุให้ ความนิยมพระองค์ ได้กว้างขวาง และกิตติศัพท์นี้ ก็ไปถึงพระกรรณ ในหลวง ร.๖ ซึ่งทำให้ทรงพิศวงไม่ใช่น้อย เหมือนกับว่า อนุชาของพระองค์เป็นผู้ที่แปลกประหลาดอย่างยิ่งทีเดียว ทั้งๆ ที่ยังหนุ่มแน่น ทหารก็รักใคร่และเรียกเป็น “เจ้าพ่อ” เดี๋ยวนี้ประชาชนทั้งเมือง เลื่องลือกันว่าเป็นผู้วิเศษกันอีก ที่สำคัญคือไม่คิดเงินคิดทองผู้ไปรักษา จึงทำให้สภาวะของวังพระองค์ท่าน กลายเป็นโรงพยาบาลเล็ก ๆ ที่ต้อนรับผู้คนอย่างแน่นขนัดขึ้นมา ทุกวันจะมีคนไปที่วังแน่นขนัด และทรงต้อนรับด้วยดีทุกคน เมื่อไปถึงก็พากันกราบกราน ที่พระบาท ขอให้ “หมอพร” ช่วยชุบชีวิต คนเจ็บคนป่วย ก็ทรงเต็มพระทัยรักษาให้ จนหายโดยทั่วกัน

———

พ.ศ. 2460 ประเทศไทยได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 และกองทัพเรือยังขาดผู้มีความรู้ความสามารถ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นชุมพรเขตร์อุดมศักดิ์ เสด็จกลับเข้ารับราชการในตำแหน่ง เจ้ากรมจเรทหารเรือ
ครั้นวันที่ 25 มกราคม พุ.ศ. 2461 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จในกรมฯ พ้นจากตำแหน่งจเรทหารเรือ เข้าทรงดำรงตำแหน่ง เสนาธิการทหารเรือ และเมื่อ พ.ศ. 2462 ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงพิเศษออกไปจัดหาซื้อเรือในภาคพื้นยุโรป เรือที่จะจัดซื้อนี้ได้รับพระราชทานนามว่า “เรือหลวงพระร่วง” ทรงเป็นผู้บังคับการเรือ นำเรือหลวงพระร่วงเดินเรือข้ามทวีปจากประเทศอังกฤษ เข้ามายังกรุงเทพมหานคร ด้วยพระองค์เอง
พ.ศ. 2463 มีพระบรมราชโองการให้เลื่อนพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตร์อุดมศักดิ์ ขึ้นเป็นกรมหลวงมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สิงหนาม (คำ “เขตร์” ในพระนามเปลี่ยนเป็น “เขต” ด้วย)
ในปี พ.ศ. 2463 นี้เอง เนื่องจากผลของการสำรวจ พื้นภูมิประเทศบริเวณสัตหีบ เสด็จในกรมฯ ทรงมีความเห็น ทางด้านยุทธศาสตร์ว่า สมควรใช้พื้นที่บริเวณ ตำบลที่สัตหีบสร้างเป็น ที่มั่นสำหรับ กิจการทหารเรือขึ้น ตามชายฝั่งและเกาะต่างๆ ในอ่าวสัตหีบ เพราะทำเลเหมาะแก่การ สร้างเป็นฐานทัพเรือ ตามพระราชประสงค์ ในด้านการป้องกันฐานทัพ ได้ทรงให้ความเห็นไว้ว่า ควรสร้างป้อมปืนใหญ่ และปืนยิงเครื่องบินด้วย โดยพร้อมขึ้นไว้ บนยอดเกาะต่างๆ ในอ่าวสัตหีบ นอกจากนี้ ควรสร้างป้อมวางปืนใหญ่ชนิดต่างๆ เพื่อป้องกันการส่งทหารยกพลขึ้นบก ของข้าศึกด้วย ส่วนสถานที่ทำการ จะต้องที่สร้างสิ่งต่างๆ เช่น โรงพยาบาล โรงทหาร โรงงาน สถานีเรือบินทะเล การประปา การคมนาคม การสุขาภิบาล ฯลฯ ดังนั้นในวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๔ เสด็จในกรมฯ ในฐานะเสนาบดี กระทรวงทหารเรือ ได้มีลายพระหัตถ์ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานที่ดิน ที่สัตหีบ เพื่อเป็นกรรมสิทธิ์ แก่กองทัพเรือ สร้างเป็นฐานทัพเรือ เมื่อ พ.ศ. 2465 เนื่องจากทรงเห็นว่า อ่าวสัตหีบเป็นอ่าวที่มีขนาดใหญ่ น้ำลึกเหมาะแก่การฝึกซ้อมยิงตอร์ปิโด มีเกาะน้อยใหญ่รายล้อม สามารถบังคับคลื่นลมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เมื่อเรือภายนอกแล่นผ่านบริเวณนี้จะไม่สามารถมองเห็นฐานทัพได้เลย

———

เสด็จในกรมฯ ได้ทรงปฏิบัติราชการสืบมา จนได้รับพระราชทานเลื่อนยศจาก พลเรือโท ขึ้นเป็น พลเรือเอก เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ.2467 และ ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2466 ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เสด็จในกรมฯ ทรงดำรงตำแหน่ง เสนาบดี กระทรวงทหารเรือ ทรงบัญชาการทหารเรือเต็ม ตามตำแหน่ง

———

เสด็จในกรมฯ ทรงดำรงตำแหน่ง เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ก็ได้กราบบังคม ลาออกจากราชการ ไปตากอากาศ เพื่อพักผ่อน รักษาพระองค์ เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2466 ทั้งนี้ก็เพราะ เสด็จในกรมฯ ทรงมีสุขภาพ ไม่สมบูรณ์ และประชวร พระโรค ภายใน อยู่ด้วย
ทางกระทรวง ทหารเรือ ได้สั่งให้กระบวนเรือที่ 2 จัด ร.ล.เจนทะเล ถวายเป็นพาหนะ และกรมแพทย์ทหารเรือ ได้จัดนายแพทย์ประจำพระองค์ ๑ นาย พร้อมด้วยพยาบาลตามเสด็จไปด้วย เสด็จในกรมฯ ได้เสด็จออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2466 เสด็จในกรมฯ ได้เสด็จไปประทับ อยู่ที่ด้านใต้ปากน้ำ เมืองชุมพร ซึ่งเป็นที่เสด็จในกรมฯ ทรงจองไว้จะทำสวน ขณะที่เสด็จในกรมฯ ประทับอยู่ที่จังหวัดชุมพรนี้ ก็เกิดเป็นพระโรคหวัดใหญ่ เนื่องจากถูกฝน ทรงประชวรอยู่เพียง 3 วัน ก็สิ้นพระชนม์ที่ ตำบลทรายรี ในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 สิริพระชนมายุได้ 44 พรรษา
กองทัพเรือไทยถือเอาวันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์ เป็น “วันอาภากร”

บันทึกของ
เสด็จในกรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ

“เจอบันทึกนี้ ให้เอาคำต่อไปนี้ของกูไปประกาศให้คนรับรู้ว่า
กู กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
ผู้เป็นโอรสของพระปิยะมหาราช
ขอประกาศให้พวกมึงรับรู้ไว้ว่า
แผ่นดินสยามนี้ บรรพบุรุษได้เอาเนื้อเอาชีวิตเข้าแลกไว้
ไอ้อีผู้ใด มันคิดบังอาจทำลายแผ่นดิน
ทำลายชาติ ทำลายศาสนา พระมหากษัตริย์
ฤากระทำการทุจริต ก่อให้เกิดความเดือนร้อนต่อส่วนรวม
จงหยุดคิดการกระทำนั้นเสียโดยเร็ว
ก่อนที่กูจะสั่งทหารผลาญสิ้นทั้งโคตรให้หมดเสนียดของแผ่นดินสยาม
อันเป็นที่รักของกู ตราบใดที่คำว่าอาภากร
ยังยืนหยัดอยู่ในโลก กูจะรักษาแผ่นดินสยามของกู
ลูกหลานทั้งหลาย
แผ่นดินใดให้กำเนิดเรามา แผ่นดินใดให้ที่ซุกหัวนอน
ให้ความร่มเย็นเป็นสุข มิให้อนาทรร้อนใจ
จงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนั้น”

———-

ศาลกรมหลวงชุมพรฯ หาดทรายรี ชุมพร
image

อยู่ห่างจากเขตเทศบาลเมืองชุมพรไปตามทางหลวงหมายเลข 4119 และ 4098 ประมาณ 20 กิโลเมตร มีรถโดยสารวิ่งจากตัวเมืองถึงชายหาด เป็นหาดทรายยาวสีขาวสะอาดตา บริเวณหาดมีที่พักและร้านอาหารบริการ ใกล้ๆ ชายหาดเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานของพลเรือเอกพระบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผู้ทรงสถาปนากองทัพเรืออันทันสมัยให้กับประเทศไทย และเป็นที่เคารพสักการะของประชาชน
อนุสรณ์สถานประกอบด้วย ศาลกรมหลวงชุมพรฯ หลังเก่าและที่สร้างขึ้นใหม่บนเนินเขา สวนสมุนไพรหมอพร อยู่บริเวณเชิงเขา เป็นโครงการของกระทรวงสาธารณสุข เพื่ออนุรักษ์สมุนไพรที่มีคุณค่า สืบทอดเจตนารมณ์ของ “กรมหลวงชุมพรฯ” หรือ “หมอพร” ของชาวบ้าน
เรือรบหลวงชุมพร เป็นเรือตอร์ปิโดขนาดใหญ่ มีความยาว 68 เมตร กว้าง 6.55 เมตร เรือลำนี้ปลดประจำการเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2518 ต่อมาในปี พ.ศ.2522 กองทัพเรือได้มอบเรือนี้ให้มาตั้ง ณ หาดทรายรี เพื่อเป็นอนุสรณ์ของกรมหลวงชุมพรฯ เปิดตั้งแต่เวลา 06.30-20.00น.
ผมและครอบครัวได้ไปนมัสการมาแล้วครับ หาดทรายรี เป็นหาดทรายที่สวยงามมาก บรรยากาศโดยรอบยังไม่วุ่นวาย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่แนะนำให้ลองมากันครับ
image image
image image

และก็อย่าลืม ผ้าบาติกฝีมือดีมาก ของชุมพรครับ
image image

———-

ศาลกรมหลวงชุมพรฯ ปราณบุรี

การเดินทางไปชุมพร อาจจะไกลอยู่พอสมควร
แต่ถ้าใครที่มาเที่ยวหัวหิน ขับรถต่อออกมาอีกหน่อยถึงปราณบุรี ก็จะมีศาลเสด็จเตี่ยริมทะเลที่สวยงามอีกที่หนึ่งครับ
จากสามแยกชายหาดปราณบุรี จ.ประจวบฯ แล้วเลี้ยวซ้ายขึ้นทางเหนือไปตามถนนเลียบชายทะเล ปากน้ำปราณ ที่สวนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ที่กว้างขวางครับ
image

———-

พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ
สถานที่: Naval Museum
ที่ตั้ง: ทางเหนือของศาลากลางจังหวัด บนถนนสุขุมวิท, ตรงข้ามโรงเรียนนายเรือ
เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ 8.30น. – 15.30น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ
ค่าเข้าชม: ฟรี
เป็นสถานที่รวบรวมและอนุรักษ์วัตถุสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ และรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกองทัพเรือไทยและยุทธนาวีครั้ง สำคัญ แบ่งเป็น 2 อาคาร คือ อาคาร 1 จัดแสดงประวัติบุคคลสำคัญที่เกี่ยวกับกองทัพเรือ อาทิ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ องค์พระบิดาของทหารเรือไทย และห้องจัดแสดงเครื่องแบบต่างๆ ของทหารเรือไทย อาคาร 2 ชั้นล่างจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ชั้น 2 จัดแสดงเกี่ยวกับเรือพระราชพิธี ชั้น 3 เป็นการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ หมุนเวียนตามช่วงเวลาและเหตุการณ์สำคัญ เช่น ยุทธนาวีที่เกาะช้าง สงครามเอเชียมหาบูรพา วีรกรรมที่ดอนน้อย เรือดำน้ำแห่งราชนาวี และการปฏิบัติการของทหารนาวิกโยธิน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงวัตถุอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ในบริเวณโดยรอบ อาทิ เรือดำน้ำ รถสะเทินน้ำสะเทินบก รวมทั้งยังสามารถชมประภาคารแห่งแรกของประเทศไทยได้ ณ ที่แห่งนี้
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2394 1997 หรือ 0 2475 3808

20130907-190757.jpg

พระนางสร้อยดอกหมาก-พระนางเรือล่ม

เหตุเกิดจากความผิดพลาดของตัวเอง ก็เลยลองเข้าไปทำ Research เรื่องนี้ดูเล็กน้อย แล้วก็อยากจะบันทึกเอาไว้ เผื่อว่าจะมีคนสนใจเรื่องราวเหล่านี้

เริ่มจากที่ได้ฟังน้องสาวคนหนึ่ง เล่าเรื่องพระนางเรือล่มให้ฟัง
นิสัยเสียส่วนตัวในการด่วนสรุป จึงนึกไปถึงเรื่องตำนานของวัดพนัญเชิง อยุธยา คุยกันไปมาหลายรอบก็ยิ่งทึกทักไปเองใหญ่ ว่าพระนางสร้อยดอกหมาก วัดพนัญเชิง กับพระนางเรือล่ม เป็นองค์เดียวกัน

พอวันหนึ่ง ได้มีโอกาสได้ไปสักการะพระนางสร้อยดอกหมากที่วัดพนัญเชิง ก็เลยถ่ายรูปพระนาง ส่ง Line ไปให้น้องสาวดู น้องก็เลยรีบทักกลับมาว่าน่าจะไม่ใช่องค์เดียวกัน เราจึงเอะใจ ลอง Google ดูรายละเอียด เป็นว่าเราผิดเอง เป็นพระนางคนละองค์ และต่างเป็นที่สักการะ และมีอยู่ในบันทึกทางประวัติศาสตร์

พระนางองค์แรก พระนางสร้อยดอกหมาก อยู่ในยุคต้นๆ อยุธยาเลย เป็นพระมเหสีของเจ้าชายสายน้ำผึ้ง
20121010-231854.jpg

พระนางพระองค์หลังคือพระนางเรือล่ม อยู่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงเป็นพระอัครมเหสีพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
20121010-231935.jpg 20121010-232546.jpg

พระนางสร้อยดอกหมาก ทรงเป็นพระราชธิดาของพระเจ้ากรุงจีน หลังจากราชาภิเษกเป็นพระมเหสีของพระเจ้าสายน้ำผึ้งแล้ว จึงได้เสด็จกลับอยุธยา ด้วยเหตุที่พระนางเข้าพระทัยผิด จึงเกิดเป็นความน้อยพระทัยจนพระนางกลั้นพระทัย สิ้นพระชนม์บนเรือพระทิ้งนั่ง พระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงเสียพระทัยมาก โปรดเกล้าให้อัญเชิญพระศพของพระนางขึ้นมาพระราชทานเพลิง ท่ามกลางความอาลัยรักของประชาชนชาวจีนและชาวไทย จึงทรงสร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระนางสร้อยดอกหมาก และได้ตั้งชื่อวัดนี้ว่า “ วัดพระนางเชิญ ” แต่นั้นมา

พระนางเรือล่ม สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระอัครมเหสีพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ลำดับที่ 50 พระมารดาคือ สมเด็จพระปิยมาวดีศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน ปีวอก พ.ศ. 2403 ณ พระบรมมหาราชวังทรงถวายองค์เป็นพระมเหสีในรัชกาลที่ 5 เมื่อเจริญพระชนมายุได้ 17 พรรษา ด้วยมีพระสิริโฉมงดงาม พระสติปัญญาฉลาดเฉียบแหลม จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น “พระอัครมเหสี” และยังเป็นที่โปรดปรานสนิทเสน่หายิ่งกว่าพระอัครมเหสีองค์อื่น สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ ทรงมีพระราชธิดา พระองค์แรกเมื่อพระชนมายุได้ 19 พรรษา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์ เพชรรัตน์ จวบกระทั่งวันที่เสด็จทิวงคตเพราะเรือล่ม ณ วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2423 ขณะกำลังเสด็จฯ มายัง พระราชวังบางปะอินพระองค์ก็ทรงพระครรภ์ได้ 5 เดือน
เหตุสลดในวันนั้นเล่ากันว่า สาเหตุที่ทำให้เรือของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ ล่ม เนื่องเพราะเรือพระพันปีหลวง หรือสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถบรมราชชนนี พันปีหลวงแล่นแซง ประกอบกับนายท้ายเรือของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ เมาเหล้า ขาดสติในการควบคุมเรือเรือจึงล่ม และทั้งที่พระองค์ก็ทรงว่ายน้ำได้ แต่เพราะความที่ทรงห่วงพระราชธิดา จึงต้องสิ้นพระชนม์ไปพร้อม ๆ กัน รวมทั้งพระพี่เลี้ยง รวมทั้งสิ้น 4 ศพ ที่จมอยู่ใต้ท้องเรือโดยที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย เพราะติดอยู่ที่กฎมณเฑียรบาลว่า ห้ามผู้ใดแตะต้องพระวรกายพระมเหสีมิฉะนั้นจะถูกประหารทั้งโคตร

ด้วยเหตุที่เรามักง่ายเข้าใจผิดนี้เอง จึงขอบันทึกเรื่องของพระนางทั้งสองเอาไว้ใน Blog นี้
และสถานที่ที่เราจะสามารถไปบูชาสักการะพระนางทั้งสองคือ ศาลเจ้าแม่พระนางสร้อยดอกหมาก วัดพนัญเชิง อยุธยา และศาลสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ วัดกู้

วัดพนัญเชิงเป็นวัดเก่าแก่ก่อสร้างมาตั้งแต่ก่อนตั้งกรุงอยุธยา มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สวยงามหลายองค์ ถ้าไปในวันหยุด คนจะเยอะมาก จนแทบจะไม่สามารถเบียดเข้าในวิหารเพื่อกราบหลวงพ่อโต (หลวงพ่อซำปอกง) ควรไปในวันธรรมดา และศาลของพระนางสร้อยดอกหมากจะอยู่นอกกำแพงวิหารและตั้งอยู่ริมแม่น้ำ และเดินไปอีกหน่อยจะมีศาลาริมน้ำ

ส่วนวัดกู้ อยู่ในจังหวัดนนทบุรี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

20121010-234833.jpg
ยังไม่เคยไปเลย ถ้ามีโอกาส ก็อยากแวะไปนมัสการสักครั้ง ยิ่งด้วยความที่เป็นเด็กจุฬา ที่ได้พระมหากรุณาธิคุณของพระปิยะมหาราชได้ที่เรียนหนังสือจนสามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ ก็เกิดความศรัทธาเมื่อได้ทราบประวัติพระนาง คงต้องหาโอกาสไปสักครั้ง

ป.ล. ถ้ามีตรงจุดไหนผมบันทึกไว้ผิดพลาดอย่่างไร แจ้งให้แก้ไขได้เลยนะครับ