Category Archives: Movie

ความทรงจำ ของการมีเวลาร่วมกัน

ความสุข กับ ความรัก มีจุดร่วมกันตรงที่ ความทรงจำ

 หรือที่ถูกคือ… การมีช่วงเวลาร่วมกัน 

 

การมีช่วงเวลาร่วมกัน 

บางครั้ง อยู่ด้วยกัน 

บางครั้ง อาจห่างกัน 

บางครั้ง ยิ้มหรือหัวเราะพร้อมกัน 

บางครั้ง ผิดใจกัน 

บางครั้ง ร่วมทางกัน 

บางครั้ง สวนทางกัน 

กระทั่ง บางครั้ง จากกันในที่สุด 

 

เราอาจมีวันพรุ่งนี้ เป็นวันเดียวกัน 

หรือเราอาจเพียงแค่ เคยมีวันเมื่อวาน หรือเมื่อวันก่อน เป็นวันเดียวกัน 

วันเดียวกันวันนั้น คือวันสำคัญ 

 

ใช่ความสำเร็จในชีวิตใดๆ ที่ยิ่งใหญ่ 

ใช่ชัยชนะที่ไขว่คว้ามาได้ ที่ยิ่งใหญ่ 

แท้จริงแล้วเพียงแค่วันธรรมดา… 

 

วันธรรมดา อาจเพียงแค่หนึ่งวัน 

อาจเป็นในวันเมื่อวาน 

อาจเป็นวันพรุ่งนี้

หรืออาจจะเป็น วันนี้ 

วันที่… เราใช้จ่ายเวลาร่วมกัน 

ดูเรียบง่ายที่สุด แต่ก็อาจซับซ้อนซึ่งที่สุด ในตัวมัน 

เป็นเพราะ… ด้วยการมีเวลาร่วมกัน นั่นจึงมีความทรงจำ! 
เป็นความมหัศจรรย์ 

ท่ามกลางจำนวนนับไม่ถ้วนของผู้คนบนโลกใบนี้ 

ท่ามกลางสถานที่เกือบจะอนันต์ที่เรารับรู้ว่ามีอยู่ 

ท่ามกลางเวลาที่เดินไปโดยอ้างอิงจากการเคลื่อนที่ของดวงดาวในจักรวาล 

ท่ามกลางความชัดเจนหรือพร่ามัว อันประกอบจากแสงและเงามากมาย 

… เรามาเจอกัน … เรามีความทรงจำ … ในเวลาที่ต่างมีอยู่จำกัด 
ทั้งหมดนี้จึงได้เตือนเราอย่างหนักแน่นว่า ไม่ว่าวันเวลาไหนที่เป็นของเรา หรือเคยเป็นของเรา วันเวลาเหล่านั้นจะเป็นความทรงจำ 

เป็นความรัก หรือ เป็นความสุข ในที่สุด 

จงได้ใช้ชีวิตในวันนั้นๆ วันที่เรามีร่วมกัน 

 

เราไม่ได้แค่สวนกัน แต่เรามีวันเวลาร่วมกัน เรามีความทรงจำร่วมกัน 

ความทรงจำนั้น เชื่อมโยงเราด้วยกันไว้ 

 

 

 

หนังสวยมาก โรแมนติกมาก จังหวะพอดีมาก นางเอกสวยมาก และกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำตามาก 

แต่ก็น้ำตานี่แหละ ที่เป็นสัญญาณบ่งบอกความเป็นมนุษย์ของหัวใจที่เต้นอยู่ 

 

อ่านหนังสือแล้วมีความสุข 

ได้มาดูหนังอีก ก็มีความสุข 

เพราะความสุขก็คือความทรงจำแบบหนึ่ง 

 

#พรุ่งนี้ผมจะเดตกับเธอคนเมื่อวาน 

Advertisements

ถ้าวันหนึ่งต้องจบไป ยังดีกว่า

​ดูจบแล้ว… 6/12/2016 

ไม่เหมือนในหนังสือสักทีเดียว 

หนังดี บทดี แสดงดี ฉากสวย 

ไม่ Perfect แต่พอดี

มีประเด็นชวนคิดรอบๆ แกนกลาง 

“เราออกเดินทางทำไม เพื่อที่เราจะได้หลุดพ้นจากเวลา มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวที่กักขังตัวเองด้วยเวลาที่ตัวเองสร้างขึ้น” 

“เราออกเดินทาง เราจะพบว่าโลกนี้มีสิ่งร้ายๆ มากมาย และก็มีสิ่งดีๆ อยู่มากมายเช่นกัน” 
หากการอ่านหนังสือ คือการเดินทางอย่างหนึ่ง 

การดูหนังก็เช่นกัน 
การเดินทางไปกับหนังเรื่องนี้ ในชั่วเวลา เดินทาง 2 ชั่วโมงโดยประมาณ 

ทำให้เราตั้งคำถามกับชีวิตเรา ได้เกือบทั้งชีวิต 

(ส่วนตัว คิดว่าดีแล้วที่เป็นญี่ปุ่นสร้าง ไม่คิดว่าถ้าเป็นฮอลลีวูด จะทำได้ละมุนเท่านี้) 

สาย Dark แน่นอน 

ทั้งเรื่องอยู่กับแกนเรื่องความตาย! 

การหายไป ก็คือความตาย ตายไปจากที่เคยอยู่ 
ความตายนั้นเศร้าจริงหรือไม่? 

หรือความตายคือทุกข์? 

เรามิอาจกล้าตอบคำถามระดับอภิปรัชญานี้ 
แด่ปีแห่งการจากลาที่กำลังจะพ้นไป 

มันบอกเราอย่างหนึ่งว่า 

ในความตายมีการลาจาก 

และแน่ๆ คือ การลาจากย่อมมีความเศร้า และความคิดถึงกันในภายหลังยังอาจขยายมวลความเศร้านั้นได้อีกทวีคูณ 
แต่… 

ถ้าเราเกิดความเศร้าขึ้นเมื่อมีการลาจาก หรือเกิดความคิดถึงตามมาในภายหลังจากนั้น 

นั่นก็เป็นเพราะ เราต่างเคยมีห้วงเวลาแห่งความสุขร่วมกันมิใช่หรือ 

และนั่น คือสิ่งที่มีค่ายากประมาณ 

มันคือความทรงจำ 

แม้ว่ามันเป็นเพียงอดีตให้โหยหา 

แต่เรา จะยอมเอาความทรงจำที่มีค่านี้ไปแลกกับอะไรๆ หรือไม่ 
ขอบคุณที่ครั้งหนึ่ง เราได้ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน แม้การลาจากกันในวันหนึ่งมิอาจเลี่ยงได้ 

มิอาจเลี่ยงได้ 

เมื่อมิอาจเลี่ยง ไยต้องกังวลนัก? 

เพียงเราไม่กักขังเราด้วยเวลาที่เราสร้างขึ้น 

เพียงหนึ่งความทรงจำก็มีค่ายิ่งแล้ว 
ขอบคุณที่เกิดขึ้นมา 

แม้วันหนึ่งจะจบไป แม้วันหนึ่งต้องจากกัน 

มันคงยังดีกว่า ไม่จบ ไม่จาก แต่ความทรงจำขาดวิ่นไม่มีชิ้นดี

My own business rule ^_^

1. เริ่มงานให้เร็ว
2. คิดก่อนลงมือ
3. ประเมินเป็นระยะๆ ว่าควรจะทำแบบเดิมต่ออีกมั้ย
4. ไม่กลับบ้านดึก
5. ไม่เอางานกลับไปทำทึ่บ้าน
6. เลิกงาน…ให้เวลากับครอบครัว
7. หมั่นออกกำลัง และหมั่นออกเดินทาง

ไม่มีคำว่าเสียเวลา กับการตามหาตัวเอง

กลับมาเปิด wordpress อีกครั้ง…
หลังจากที่พลิกไปพลิกมา กล้าๆ กลัวๆ ในช่วงชีวิตสับสนอยู่เกือบๆ 5เดือน ครับ
เขียนๆ เลิกๆ จนไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะความสันสนมันแทรกซึมผ่านนิ้วมือลงมาในทุกๆ ตัวหนังสือที่เขียนออกมาด้วย

กลับมาได้อีกครั้ง เพราะหนังสือหลายๆ เล่ม ฉุดสติในชีวิตกลับมา
กลับมาได้อีกครั้ง เพราะครอบครัวที่เป็นคำตอบของทุกคำถามในชีวิต

แน่นอน เราได้ทิ้งโอกาสและความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตไปซะแล้ว
แน่นอน เราได้หันหลังเดินจากความคุ้นเคยที่อบอุ่นออกมาแล้ว
แน่นอน เราได้ทิ้งรายได้หลายๆ บาทไปกับอาการติสท์แตก จากที่อยู่เกือบร้อย โยนทิ้งมานับหนึ่งใหม่จากเลขศูนย์

ดื้อด้านกับทุกคำตักเตือนของผู้ใหญ่หลายท่าน ดื้อที่จะออกไปตามหาอะไรบางอย่างที่ในที่สุดแล้วตัวเองก็ยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร
ดื้อด้านหันหลังจากมาด้วยความมั่นใจบ้าๆ กับอะไรบางอย่างที่ในตอนนั้น ที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจ
มันช่างเป็นการตัดสินใจด้วยอารมณ์ ที่อยู่เหนือเหตุผลทั้งปวง
พูดแบบโลกสวยก็คือ ทำตามเสียงหัวใจตัวเอง ครับ

ผล…

ผล…ก็คือเละเป็นโจ้กครับ
ผล…คือความล้มเหลว
ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงานในอุตสาหกรรมนี้ 8ปี
ผมล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเลยครับ
จากที่จะมาเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ กลายเป็นติดลบทันที
โอ้โฮ! ต่อมามันก็กลายพันธ์ุเป็นอาการตัวเองตอกย้ำตัวเอง ตำหนิตัวเอง และสมน้ำหน้าตัวเอง
อยู่ดีไม่ว่าดี ดันติสท์แตกทิ้งทุกอย่างมาเริ่มใหม่ ล้มเหลวอย่างที่สุดก็สมน้ำหน้าแล้ว

ต่อมา มันก็ตามมาติดๆ ด้วยความมั่นใจในตัวเองติดลบ เริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเองเป็นเวลาเกือบๆ ครึ่งปี
นี่เราทำอะไรอยู่? นี่เรามีความสามารถจริง?
หมดสิ้นซึ่งหัวโขนใดๆ อารมณ์ในบางวันก็มีจมดิ่งลงไปในเหวที่ไม่เห็นก้น และไม่เห็นทางที่จะปีนกลับขึ้นมาจากเหวนั้นด้วย

มองดูตัวเอง ก็เห็นเพียงว่ามีบุญเก่าติดตัวมาอยู่สองเรื่อง…
“ครอบครัว และหนังสือ”
เมื่อสับสนไม่มีคำตอบให้ตัวเอง จึงทิ้งทุกอย่างอีกครั้ง เพื่อกลับมาอยู่กับสองสิ่งนี้
เมื่อล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่ไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรพันธนาการแล้วครับ
หม่นๆ อยู่ในความมืด มีเพียงครอบครัวและหนังสือเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเท่านั้น

เมื่อมาถึงจุดที่มืดที่สุด
ที่สุด…เราก็เผชิญหน้ากับเราอีกครั้ง!

เอ่อ! ทำไมครับ?
ทำไมครับ ทำไมอีตอนสุขสบายดี ก็ไม่ยักเดินออกมาคุยกันให้รู้เรื่อง ให้คำตอบกันและกัน เราและเรา
ต้องรอให้ล้มซะจนหมดแรงลุก แผลลึกฝากรอยอยู่บนหัวใจ จึงจะยอมออกมาเผชิญหน้าคุยกัน

เพราะอะไร…
ตัวเราข้างในพึ่งจะส่งเสียงออกมาในวันที่ล้มเหลวนี้ ถ้าไม่เจ็บ เอ็งก็จะไม่ร้องออกมาใช่มั้ยวะ?
ด่าทอ ไปพร้อมๆ กับการพยายามทำความเข้าใจกันอยู่นาน
จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยว่าถ้ามันไม่เจ็บแล้วเราจะไม่ยอมคุยกับเรา
จริงๆ แล้วเราก็ส่งเสียงออกมาตลอด บางครั้งเราก็ถึงกับตะโกนออกมาจากข้างในด้วยซ้ำ
เพียงแต่เราที่เป็นเรา เราที่ไม่ได้ฟัง เราจึงไม่ได้ยิน!

เมื่อล้มเหลวที่สุด ความหม่นหมองที่สุดเข้าบดบัง ตัวเราเองจึงได้แต่หยุดสำลักความล้มเหลวเงียบๆ อยู่ในความมืด
เราในความมืด เราในความเงียบ เราจึงพลันได้ยินเสียงของเราเอง

แล้วกลับกลายว่า ชีวิตเริ่มต้นใหม่จากจุดนี้เองครับ เริ่มต้นจากการได้ยินเสียง เริ่มต้นจากการตามหาตัวเราเองเจอในความมืด
การเผชิญหน้ากับตัวเราเองนี้ มันกลับกลายเป็นคำตอบของทุกความสับสนอย่างมหัศจรรย์
กลายเป็นแสงสว่างที่ปลายทาง

จากที่เล่ามานี้ มันเสียเวลาในชีวิตไปน่าดูเลยใช่มั้ยครับ
แถมอดไม่ได้เงินโบนัสด้วย
มันไม่คุ้มกับที่ยอมแลกมาใช่มั้ยครับ?

ตรงข้ามครับ มันคุ้มมากเลย!
จุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งนี้หักความอหังการของตัวเราจนย่อยยับ
และ… เราก็ได้เจอตัวเราเองแบบตัวเป็นๆ อีกครั้ง
นั่งปรับทุกข์กัน อภัยให้กันและกัน
ยอมรับตัวตนที่แท้ของเราและเราอีกครั้ง
แล้วเราก็เติบโตขึ้นจากอัตตาที่ย่อยยับอันนั้นเลยครับ

ล่วงมาจนวันนี้ได้แต่ขอบคุณตัวเองที่ยอมก้าวออกมาในวันนั้น
ใน comfort zone อันนั้น เราจะไม่ได้เรียนรู้บทเรียนนี้ และจะไม่ได้เติบโตแบบนี้เลย
มัวแต่หมกมุ่นกับอหังการในความสำเร็จในกะลาแคบๆ
บทเรียนราคาแพงแลกมาซึ่งความเจ็บปวด แต่เป็นความสำเร็จในการต่อ S Curve ให้กับตัวเอง
ถ้าไม่ผ่านตรงนี้ออกมา ก็ไม่มีอะไรจะทุบทัศนคติของเราได้เช่นนี้อีกแล้ว

ตรงกับงานเขียนในหนังสือเล่มหนึ่งครับว่า “ไม่มีคำว่าเสียเวลากับการตามหาตัวเอง”
และอาจบางที เราจำเป็นจะต้องยอมพาตัวเราเองไปสู่จุดที่ล้มเหลวที่สุดก่อนด้วยซ้ำ ไม่งั้นจิตวิญญาณของเราก็จะไม่ได้เติบโตต่อไป

ขอบคุณ…ครอบครัวที่รักยิ่งที่เป็นคำตอบของทุกๆ คำถามในชีวิต
ขอบคุณ…หนังสือที่เป็นเพื่อนที่ไว้ใจได้ตลอดในเส้นทางสายนี้
ขอบคุณ…ความล้มเหลวที่ยังไม่ละทิ้งเรา
ขอบคุณ…ตัวเราที่ไม่เคยหยุดส่งเสียงออกมาถึงตัวเราทั้งๆ ที่ตัวเราละเลยเสียงของตัวเรานี้มาตลอด

เบา เบา

เดินทางมานอนในป่านี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ นับไม่ถูกแล้ว
แต่ถ้าว่าในปีนี้ ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่ 3 กระมัง
อืมมม ครั้งที่ 3 ของปี ในเดือนเมษา คล้ายๆ เฉลี่ยแล้วปีนี้ ความถี่เกือบๆ เดือนละครั้ง
image

เป็นครั้งที่ 3 ของปี แต่เป็นครั้งแรก
เป็นการนอนป่าครั้งแรกหลังการละครั้งใหญ่ในชีวิต
เป็นครั้งใหญ่ในชีวิต!
เป็นความเงียบ ความเงียบในใจ
เป็นการมีเวลาให้กับตัวเอง
เป็นพื้นที่ให้ตัวเองหายใจ
เป็นที่ว่างให้ตนได้ทบทวน
เป็นบริเวณได้สังเกตอารมณ์
เป็นการนั่งดูความคิดของตน… จริงๆ เราคิดอะไรอยู่
เป็นการนอนค้างในป่า

ยามนี้…
ไม่มีผลงานในอดีต ไม่มีสิ่งขีดเขียนใดติดตามเป็นหน้าตา
ไม่มีตำแหน่งใหญ่โต ไร้ความโก้เก๋เท่ห์ในตำแหน่งหัวหน้า
ไม่มียศฐา ไม่ต้องหาใครมาเยินยอ เพราะต่างก็ไม่รู้จักเราในความเป็นมา
ไม่มีผองทีมงานอันเป็นที่รัก ซึ่งใครๆ ก็มักนิยมในตัวเราที่ผ่านพ้นมา
ไม่มีภาพประดับ กลับไปยังสภาพเมื่อเริ่มต้น กลับมาค้นหารากของตน คนที่ตนเป็นจริงๆ ต้องค้นหา

ไม่ปฏิเสธว่าคิดเสียดาย เสียดายลาภยศสรรเสริญที่เคยมีทั่ว
ไม่ปฏิเสธว่าเสียดาย เสียดายความรักที่มีต่อกันดั่งครอบครัว
ไม่ปฏิเสธว่าใจยังคิดถึง ซ้ำยังคิดถึงไม่เว้นวัน พร้อมกันด้วยความเหงา เคล้ามาเป็นเงาตามตัว
ไม่ปฏิเสธว่ายังสงสัย สงสัยในการตัดสินใจ เดินจากไปอย่างเงียบๆ ของตัว
ไม่ปฏิเสธว่าเราก็หวั่นไหว ที่เลือกเดินไกลแยกออกทางแยกที่ดูน่ากลัว

การมีความสุขจากการสะสม ปะทะ ความสุขจากการสละออก
มีความสุขกับสิ่งใด ก็ใช่ว่าจะเป็นต้องเก็บสะสมสิ่งนั้น
ไม่ได้ครอบครองสุขกว่าการได้เป็นเจ้าของหรือไม่
เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ หากแต่ไร้คนเข้าใจรึป่าว
ความชอบและความสุข กับการสะสมมาเป็นเจ้าของ ใช่สิ่งเดียวกันหรือไม่
คำตอบแต่ละคนย่อมไม่เหมือน และคงใจแคบเกินไปถ้าจะมานั่งตัดสินถูกผิด

เอาเป็นว่า วันนี้เข้าใจความคิดของตัวเองในส่วนหนึ่ง

ยิ่งออกเดินทางไกล ยิ่งต้องตัวเบา ยิ่งต้องลดการสะสม
ยิ่งออกเดินทาง ยิ่งต้องมีของน้อยลง ยิ่งตัวเบา ยิ่งเดินได้นาน ยิ่งเดินยิ่งไกล ยิ่งเดินไปกับคนรักได้ไกล
ยิ่งไร้ภาระ ยิ่งสามารถช่วยแบ่งเบาภาระจากคนที่เดินไปพร้อมๆ กับเราได้
ยิ่งเดินทาง จึงยิ่งต้องมีของให้น้อย สัมภาระเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้นจริงๆ
ยิ่งเดิน ยิ่งน้อย ยิ่งไป ยิ่งเบา ยิงไกล ยิ่งสบาย

ประสบการณ์จึงสอนให้เรารู้ว่าอะไรบ้างที่ต้องทิ้ง ไม่ใช่สอนให้เรารู้ว่าอะไรบ้างที่ต้องสะสม
ตัวเบา เดินสบายครับ
เดินทางไกล ตัวเบาเบา

20140426-232824.jpg

หนังสือ again

ต้องได้อ่านหนังสือมามากพอ จึงจะเข้าใจว่า หนังสือบางเล่มที่ซื้อมา หยุดอ่านกลางครัน มีประโยชน์กว่าอ่านต่อไปจนจบเล่ม

ไม่รู้ว่าในชีวิตที่ผ่านมาอ่านหนังสือไปกี่มากน้อยแล้ว จึงมาเข้าใจเรื่องนี้
เราฉลาดน้อยกว่าที่คิดเสมอๆ

สถานที่ที่เปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล

จากหนังสือเล่มหนึ่ง…
สถานที่มีอิทธิพลถึงขั้นที่สามารถแบ่งช่วงเวลาในชีวิตคนออกเป็นสองช่วง คือช่วงก่อนได้ไปกับหลังจากที่ได้ไปสภานที่นั้น
เป็นความพยายามที่จะอธิบายถึงแรงบันดาลใจที่เกิดจากการเดินทาง โดยเฉพาะการเดินทางไปยังสถานที่มหัศจรรย์บางที่ เช่นเทือกเขาหิมาลัย เป็นต้น
image

การเดินทางเหล่านั้นได้มอบการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิต หรือ Turning Point of Life

จะนิยามการเดินทางว่าอย่างไร
ถ้าเราจะบอกว่าการเดินทางคือการเคลื่อนที่ (หรือว่า…ต้องเกิดการกระจัด? ต้องเกิดงาน? ^o^)
การเดินทางต้องลำบากกว่าการใช้ชีวิตประจำวันตามปกติรึป่าว?
ตีความแบบนี้ได้ไหม… การใช้ชีวิตประจำวันของเรา ก็เป็นการเดินทางในแบบหนึ่ง เดินทางไปกับชีวิต ไปกับผู้คนรอบๆ ตัวเรา
แปลว่า… เราสามารถกำหนดการเดินทางได้ทุกวัน โดยการกำหนดการใช้ชีวิตของเรา

การใช้ชีวิตประจำวันกับสถานที่บางที่ คือการเดินทางของชีวิตที่ไปถึงยังสถานที่นั้นๆ
สถานที่บางที่ในชีวิตที่ผ่านมา ก็เปลี่ยนชีวิตเราไปโดยสิ้นเชิงจริงๆ โดยที่สถานที่นั้นก็อาจจะไม่จำเป็นต้องเดินทางไปลำบาก หรือต้องยิ่งใหญ่ขนาดเทือกเขาหิมาลัย
เป็นที่ๆ ไปได้ไม่ยากนัก นั่งรถเมล์ไปประมาณไม่เกินชั่วโมงก็ถึง (ถ้ารถไม่ติดมาก หรือไม่ได้โดนปิดถนน สมัยนั้นยังไม่มีรถไฟฟ้า ^o^)

ณ สถานที่ที่หนึ่งในกรุงเทพฯ ได้ไปในช่วงเวลา ม.ปลาย ช่วงวัยที่กำลังจะห่ามจนขีดสุด
สถานที่นั้น มันแบ่งชีวิตเราออกเป็นสองช่วงจริงๆ คือ ช่วงชีวิตก่อนที่ได้ไป กับ ช่วงชีวิตหลังจากได้ไปแล้ว
ชีวิตทั้งสองช่วงนี้ เปลี่ยนแปลงและแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
ชีวิตในช่วงหลังนั้น ความเหงามันไม่รู้หายไปไหน มันค่อยๆ หายหน้่าไปจนไม่พบเห็นหน้ามันอีกเลย
ชีวิตหลังจากไป กับ ชีวิตก่อนไป…ได้รู้จักเธอในสถานที่นั้น

ชีวิตผมแบ่งออกเป็นสองช่วงครับ… ชีวิตก่อนที่จะได้รู้จักเธอ กับชีวิตหลังจากที่ไ้ด้รู้จักเธอ

Happy วันมาฆบูชา 2014 นะครับ ^o^