Category Archives: My Life

My 15 Facts

ได้เวลาชดใช้คำท้าแล้วสินะ…

IMG_0308-1.JPG
จริงๆ เค้าท้ามาให้เขียน 20 ข้อ แต่ถ้าไม่ขบถสักหน่อยก็ไม่ใช่แระ เอาไป 15 พอ

1. เกิดวันอาทิตย์ เที่ยงวัน ในหน้าร้อน ในปีที่แม่เล่าว่าร้อนมากกว่าหลายๆ ปีรอบๆ ตัวมัน … คงอธิบายตัวมันเองได้กระมัง ว่าเป็นคนใจร้อนถึงร้อนมาก เข้ากับอากาศร้อนมากได้ดี แต่ก็เข้ากับอากาศหนาวได้ดีเช่นกัน ดูได้จากเวลาขึ้นเขาเข้าป่า อากาศเย็นจัด คนอื่นหนาว แต่เราร้อนรุ่มอยู่คนเดียว ตลอดเวลา จนได้เข้าใจศาสนาพุทธนี่แหละจึงดีขึ้น

2. เป็นลูกชายคนโตของบ้าน หลานชายคนโตของตระกูล มีเมีย เมียก็เป็นลูกคนโตของบ้านอีก … เอิ่ม! อีทีนี้ก็เลยชินกับการเป็นพี่มากกว่าเป็นน้อง เลยทำให้มีนิสัยชอบดูแลคนอื่นมากกว่าชอบให้คนอื่นดูแล แล้วก็ ชินกับการเป็นคนจัดการมากกว่าการเป็นคนถูกจัดการ … อีแบบนี้ก็เลยก็เลยทำให้ตัวเองมีภาวะความอดทนต่ำ ที่มักจะทนกับสภาพอะไรบางอย่างที่ตัวเองรู้สึกว่ามันงี่เง่าๆ ไม่ได้แล้วก็แพ้ภัยตัวเอง ต้องลุกขึ้นมาอาละวาดเปลี่ยนแปลงมันทุกครั้งไป รวมทั้งครั้งล่าสุดนี้ด้วย ซึ่งหลายๆ ครั้ง พออาละวาดทีก็เจ็บตัวที เป็นเช่นนี้ร่ำไป

3. ตอนเด็ก เป็นเด็กขี้เกียจเรียน ขี้เกียจทำการบ้านมาก มือไม้อ่อน เรียนอ่อนมาก โดนครูทำโทษหนักด้วยเหตุที่ไม่ได้ทำการบ้านไปส่ง เวลาเรียนอยู่ในห้องก็ตามเพื่อนๆ ไม่ทัน ไม่เข้าใจว่าเค้าทำอะไรกันในโรงเรียน โรงเรียนประถมต้นเป็นโรงเรียนเอกชนมีชื่ออยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา วันๆ อยู่ในห้องเรียน ก็เอาแต่เหม่อมองเรือที่วิ่งบนแม่น้ำทั้งวัน แล้วมันจะมีตัวหนังสืออะไรเดินเข้าไปในหัวมันได้ (เรื่องนี้ยังเป็น Fact ที่แม่เองก็อาจยังไม่รู้นะเนี่ย ว่าลูกชายตัวดีเข้าห้องเรียนไปนั่งดูแม่น้ำทั้งวัน) ในตอนนั้น เราเข้าใจว่าตัวเราเองเป็นเด็กหัวไม่ดี เรียนไม่เก่ง

4. ชีวิตนี้ได้ดีเพราะเป็นศิษย์มีครู ตั้งแต่ครูคนแรกของชีวิตคือคุณพ่อคุณแม่ ครูในโรงเรียน ครูในมหา’ลัย ครูในที่ทำงาน และครูในชีวิตจริง … นี่คือเรื่องที่โชคดีที่สุดในชีวิต การได้ครูดี ทำให้ศิษย์ประคับประคองชีวิตตัวเองมาจนถึงวันนี้ได้ … ตอนเรียนก็ไม่รู้หรอก แต่พอออกมาในชีวิตทำงานจึงพบว่า ที่เราเข้าใจแล้วสามารถประยุกต์มาใช้ได้เยอะนี้ ก็เพราะได้รับการสอนมาดีมาก ความดีทั้งหมดของเราคือคุณความดีของครูทั้งหลายที่ได้กล่าวมาแล้ว … ที่อยากเล่า ก็คือ ครั้งหนึ่งเคยได้รับความเมตตาจากครูสอนให้เรารู้จักคำว่า ‘ชุ่ย’ โดยที่ครูตำหนิเราว่า ‘ชุ่ย’ ตั้งแต่นั้นความ ‘ชุ่ย’ ของเราหายไปจากตัวอย่างน้อยๆ 60-70% มันเป็นเรื่องลึกซึ้งของเจตนาดีของครูที่มีต่อศิษย์ ท่านสอนให้เรารู้ว่าจงอย่าชุ่ย ในโลกนี้จะมีครูสักกี่คนที่ตำหนิด้วยเจตนาดีที่ลึกซึ้งได้เพียงนี้ บุญสักเพียงใดที่ได้ครูแบบนี้ วันนี้อยากจะกลับไปไหว้ท่าน ท่านก็ไม่อยู่แล้ว ได้แต่อาศัยผลผลิตความดีที่ท่านทิ้งไว้ในตัวเรา ประกาศว่าเป็นคุณความดีของคุณครูทั้งหลายเหล่านั้น

5. กล่าวถึงสถาบันบ้าง … นอกจากสถาบันครอบครัวแล้ว ชีวิตนี้เป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้ก็เพราะสถาบันการศึกษาอันเป็นที่รักยิ่งทั้งสองแห่ง ทั้งอัสสัมชัญ และ จุฬาฯ ทุกวันนี้ที่มีปัญญาหาเลี้ยงครอบครัวได้ ก็เพราะกำลังที่ได้มาจากทั้งสองแห่งนี้ทั้งนั้น ทั้งนี้ก็เพราะได้แม่และพ่อเป็นผู้สนับสนุนที่สำคัญที่สุดจึงได้มาพึ่งใบบุญของทั้งสองแห่งนี้

6. เริ่มจากหนังสือการ์ตูน อ่านจนไม่มีปัญญาซื้ออ่าน ก็เปลี่ยนไปเช่าอ่าน เช่าอ่านไปจนอ่านเกือบทุกเรื่องในร้าน ก็ขยับไปอ่านเทพนิยาย นิยาย นิยายไทยร่วมสมัย นิยายไทยย้อนยุค นิยายแปล นิยายฆาตกรรม มาจนนิยายกำลังภายใน พุทธประวัติ งานเขียนท่านพุทธทาส อ่านสามก็กครบสามรอบตั้งแต่มัธยม ห้องสมุดคือหลุมหลบภัยของชีวิตเลย สนิทกับครูบรรณารักษ์มากจนกระทั้งวันนี้ก็ฝากท่านช่วยดูลูกชายตัวดี เราได้อ่านหนังสือในห้องสมุดเยอะมาก มากซะจนกระทั่งได้รับรางวัลนักอ่านดีเด่นของโรงเรียน ซึ่งถ้าจำไม่ผิดน่าจะมีจัดอยู่ปีเดียวแล้วเราก็ได้มาเป็นรางวัลที่1 รางวัลที่ได้หนึ่งในนั้นคือนิยายเรื่องจักรยานสีแดง ซึ่งเราอ่านจบไปก่อนมอสทาทาจะมาเล่นในอีกเกือบจะสิบปีถัดมา ทั้งหมดที่อ่านมานี้มันก็ตกผลึกอยู่ในนี้แหละ บางทีที่มันออกมาช่วยชีวิตเราเอาไว้ มันก็มาจากไอ้ที่อ่านเอาไว้ตอน ป.6 อะไรประมาณนั้น สุดท้ายมันก็คืออาการเสพติดการอ่านที่เป็นมาตลอดทั้งชีวิต อ่านหนังสือจำเป็นต่อชีวิตพอๆ กับการกินข้าวเลย

7. ร่วมสมัยมากับ Computer แม้ว่าจะไม่ค่อยทันกระดาษเจาะรู แต่จากนั้นก็เหมือนโตมาด้วยกัน แม้จะไม่ได้ตั้งใจจะแบบนั้นก็เหอะ ใช้จอ Monior มาครบทุกแบบ ตั้งแต่ Monochrome จอเขียว มา VGA ขาวดำ มา VGA จอสี แล้วก็เรื่อยมาจนถึงตอนนี้ เอิ่ม ยังจะเหลือใครรู้จัก Monochrome Monitor จอเขียวบ้างมั้ยเนี่ย ตอนนั้นขั้าพเจ้าก็ใช้มันเรียน dBase 3+ กับ Lotus123 แล้ว ไม่อยากจะเล่าเลยว่านั่นมันคือก่อนจะมี CU Writer (สุดยอด Word Processor ของประเทศไทย ก่อนที่จะล่มสลายไปเพราะการเกิดขึ้นของ MsOffice) ตั้ง 2-3 ปี เอ่อ… คือยังไม่ได้แก่มากนะครับ แต่ว่าได้เรียน Computer เร็ว ได้เรียนมาตั้งแต่ประถมเท่านั้นเอง ก็อย่าที่เขียนไว้ในข้อ4 ครับ ว่าเราได้ครูดี ถ้าวันนี้เปิด dBase มา ข้าพเจ้าก็ยังสามารถสร้างฐานข้อมูลให้ได้นะ 555 ถ้ายังหาได้ ทั้งหมดนี้ก็ด้วยความรู้ที่ครูสอนมา .. ต่อมาพอคณะวิศวะฯ คอมฯ จุฬาฯ พยายามวางมาตรฐานวิชา Computer ในการเรียนในระดับก่อนอุดมศึกษา เราก็เป็นเด็กอัสสัมที่มาสอบผ่านได้ Certificate ความรู้ Computer เป็นรุ่นแรกๆ ทุกวันนี้ก็ยังเก็บไว้เลย แต่ตั้งแต่ได้ Certificate นี้มาก็ไม่เคยได้เอาไปใช้อะไรที่ไหนเลย เพราะสมัยนั้น Computer เป็นเรื่องใหม่มากๆ สำหรับโรงเรียนระดับประถมศึกษาในประเทศไทย ต่อมาพออยู่ ม.ปลาย ก็สอบผ่านคอมพิวเตอร์โอลิมปิครอบคัดตัวรอบแรก แต่ก็ตัดสินใจเปลี่ยนแนวเพราะไม่อยากจมอยู่หน้าคอม แล้วยังไงต่อ … แล้วก็มาได้รางวัลรองชนะเลิศเขียนโปรแกรมภาษา Pascal ตอนชั้น ม.5-6 … แล้วก็พยามยามเบี่ยงออกไปอีก ไปเรียนเครื่องกล สุดท้ายเป็นไงหล่ะ … พอมาทำงานแบงค์ก็ต้องมาเขียนโปรแกรมให้ User ใช้อีก เพราะดันมาทนระบบเฮงซวยของ IT ไม่ได้ ไล่ไปไล่มา ชีวิตมันก็ตลกดีนะ

8. ขออีกทีเหอะ ยกย่อง กิมย้ง, โกวเล้ง, อาการ์ธา คริสตี้, พนมเทียน มากอ่ะ ทำได้ไงอ่ะ แต่งนิยายได้ขนาดนี้ อ่านซ้ำไปซ้ำมา มากกว่า 3รอบแล้ว ก็ยังหยิบมาอ่านได้อีก สนุกทุกครั้ง ได้ความคิดจากการอ่านทุกครั้ง

9. มีวงบอยแบนด์ที่ชื่นชอบอยู่วงหนึ่ง วงนั้นคือ … NKOTB หรือ New Kids on the Box (อ๊าย!!! เขียนมาถึงตรงนี้รู้สึกว่าตัวเองเป็นเกย์เฒ่ายังไงก็ไม่รู้) ไม่รู้จักกันแน่เลย Single ที่ฮิตๆ ก็มี “Step by Step” “Cover Girl” อะไรประมาณนี้ มีเทปครบนะ (แม้ว่าจะเป็นของปลอมก็เหอะ) ร้องได้เกือบหมดเหมือนกัน ต้องโทษไอ้เพื่อนรักที่ดันมา Build ให้ชอบวงนี้! “Please don’t go, girl….”

10. สมัย ม.ปลาย เป็นเด็กที่เก่งวิชาในสายคำนวณ (แหงแหละ วิดวะนิ) แต่เราชอบวิชาชีวะมากนะ ทุกวันยังติวชีวะให้เด็กได้อยู่นะ ลองมะ? หรือใครจะชวนถกเรื่องวัฏจักรเครปส์ หรือ Cellular Respiration ก็ได้นะ (แต่ชอบถกเรื่อง Reproduction มากกว่า) เคยสอบได้ท็อปชีวะด้วย แต่รู้สึกผิดเพราะเหมือนไปทำให้เพื่อนรักผิดหวัง จากนั้นเลยเอาดีเฉพาะที่จำเป็นก็พอ

11. ทุกวันนี้ที่ชอบวรรณกรรม และการเขียนหนังสือ นอกจากความเป็นหนอนหนังสือส่วนตัวแล้ว เป็นเพราะได้ครูดีตอนมัธยมด้วย ได้เคยอยู่ชมรมวารสาร ได้เคยฝึกเขียนบทความลงวารสาร ฝึกเขียนบทความสั้นๆ ในสมัยเรียน ทักษะนี้เองกลายเป็นทักษะในการเขียนรายงานและทักษะในการสื่อสารทุกวันนี้ ขอบคุณคุณครู (อีกแล้วครับ)

12. เคยไปเรียนพิเศษที่ PEP สยามด้วยนะ โอ้ว! ใครเกิดทันบ้าง 555 ตอนหลังก็มาพบว่าเรียนที่เดียวและรุ่นเดียวกับคุณภรรยาด้วย แต่ตอนนั้นยังไม่รู้จักกัน

13. เด็กๆ เป็นเด็กขี้อายมาก … แล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรมาดลใจทำให้เปลี่ยนไปอีกแบบเลย กลายมาเป็นคนที่ใจร้อนมาก ตอนเป็นวิศวกรโรงงาน ก็เคยเตะเก้าอี้ใส่ผู้จัดการโรงงานชาวญี่ปุ่นมาแล้ว ทุกวันนี้ได้อายุที่มากขึ้นช่วยชีวิตไว้ เพราะฉะนั้น ไอ้วันนั้นที่ไปตบโต๊ะในห้องประชุมตอนที่รำคาญพวก IT ที่งี่เง่าๆ นะ แล้วอาละวาดออกไปนั้นอ่ะ เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ถ้าเทียบกับวีรกรรมสมัยรุ่นๆ หน่ะ … แหลกเหอะ

14. เป็นคนที่โชคดีที่ได้รู้จักการเดินทางมาตั้งแต่เด็ก คุณพ่อคุณแม่พาเดินทางทั่วประเทศไทยมาแล้วตั้งแต่ยังเดินไม่ได้ครับ ดังนั้นบ้านนี้จึงเป็นเช่นนี้ เรามีความสุขกับการอยู่ห่างจากเมืองมากกว่าอยู่ในเมือง ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเลย

15. ไม่เคยเชื่อในเรื่องการมีความสุขในการทำงานประจำเลย จนกระทั่งได้มาทำงานที่ทิสโก้นี่แหละ มันเกิดขึ้นกับตัวเองแล้วจริงๆ กับความรู้สึกที่อยากมาทำงานทุกวัน รีบมาแต่เช้า เสาร์อาทิตย์ ก็มาได้ทุกวัน มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ทำงานเลย เหมือนได้อยู่กับครอบครัวตลอด ขอบคุณครับ ขอบคุณมากๆ เลยจริงๆ แต่อย่างว่าแหละ ทุกสิ่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

พอแค่นี้ละกันนะ ^_^

My own business rule ^_^

1. เริ่มงานให้เร็ว
2. คิดก่อนลงมือ
3. ประเมินเป็นระยะๆ ว่าควรจะทำแบบเดิมต่ออีกมั้ย
4. ไม่กลับบ้านดึก
5. ไม่เอางานกลับไปทำทึ่บ้าน
6. เลิกงาน…ให้เวลากับครอบครัว
7. หมั่นออกกำลัง และหมั่นออกเดินทาง

ไม่มีคำว่าเสียเวลา กับการตามหาตัวเอง

กลับมาเปิด wordpress อีกครั้ง…
หลังจากที่พลิกไปพลิกมา กล้าๆ กลัวๆ ในช่วงชีวิตสับสนอยู่เกือบๆ 5เดือน ครับ
เขียนๆ เลิกๆ จนไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะความสันสนมันแทรกซึมผ่านนิ้วมือลงมาในทุกๆ ตัวหนังสือที่เขียนออกมาด้วย

กลับมาได้อีกครั้ง เพราะหนังสือหลายๆ เล่ม ฉุดสติในชีวิตกลับมา
กลับมาได้อีกครั้ง เพราะครอบครัวที่เป็นคำตอบของทุกคำถามในชีวิต

แน่นอน เราได้ทิ้งโอกาสและความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตไปซะแล้ว
แน่นอน เราได้หันหลังเดินจากความคุ้นเคยที่อบอุ่นออกมาแล้ว
แน่นอน เราได้ทิ้งรายได้หลายๆ บาทไปกับอาการติสท์แตก จากที่อยู่เกือบร้อย โยนทิ้งมานับหนึ่งใหม่จากเลขศูนย์

ดื้อด้านกับทุกคำตักเตือนของผู้ใหญ่หลายท่าน ดื้อที่จะออกไปตามหาอะไรบางอย่างที่ในที่สุดแล้วตัวเองก็ยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร
ดื้อด้านหันหลังจากมาด้วยความมั่นใจบ้าๆ กับอะไรบางอย่างที่ในตอนนั้น ที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจ
มันช่างเป็นการตัดสินใจด้วยอารมณ์ ที่อยู่เหนือเหตุผลทั้งปวง
พูดแบบโลกสวยก็คือ ทำตามเสียงหัวใจตัวเอง ครับ

ผล…

ผล…ก็คือเละเป็นโจ้กครับ
ผล…คือความล้มเหลว
ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงานในอุตสาหกรรมนี้ 8ปี
ผมล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเลยครับ
จากที่จะมาเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ กลายเป็นติดลบทันที
โอ้โฮ! ต่อมามันก็กลายพันธ์ุเป็นอาการตัวเองตอกย้ำตัวเอง ตำหนิตัวเอง และสมน้ำหน้าตัวเอง
อยู่ดีไม่ว่าดี ดันติสท์แตกทิ้งทุกอย่างมาเริ่มใหม่ ล้มเหลวอย่างที่สุดก็สมน้ำหน้าแล้ว

ต่อมา มันก็ตามมาติดๆ ด้วยความมั่นใจในตัวเองติดลบ เริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเองเป็นเวลาเกือบๆ ครึ่งปี
นี่เราทำอะไรอยู่? นี่เรามีความสามารถจริง?
หมดสิ้นซึ่งหัวโขนใดๆ อารมณ์ในบางวันก็มีจมดิ่งลงไปในเหวที่ไม่เห็นก้น และไม่เห็นทางที่จะปีนกลับขึ้นมาจากเหวนั้นด้วย

มองดูตัวเอง ก็เห็นเพียงว่ามีบุญเก่าติดตัวมาอยู่สองเรื่อง…
“ครอบครัว และหนังสือ”
เมื่อสับสนไม่มีคำตอบให้ตัวเอง จึงทิ้งทุกอย่างอีกครั้ง เพื่อกลับมาอยู่กับสองสิ่งนี้
เมื่อล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่ไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรพันธนาการแล้วครับ
หม่นๆ อยู่ในความมืด มีเพียงครอบครัวและหนังสือเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเท่านั้น

เมื่อมาถึงจุดที่มืดที่สุด
ที่สุด…เราก็เผชิญหน้ากับเราอีกครั้ง!

เอ่อ! ทำไมครับ?
ทำไมครับ ทำไมอีตอนสุขสบายดี ก็ไม่ยักเดินออกมาคุยกันให้รู้เรื่อง ให้คำตอบกันและกัน เราและเรา
ต้องรอให้ล้มซะจนหมดแรงลุก แผลลึกฝากรอยอยู่บนหัวใจ จึงจะยอมออกมาเผชิญหน้าคุยกัน

เพราะอะไร…
ตัวเราข้างในพึ่งจะส่งเสียงออกมาในวันที่ล้มเหลวนี้ ถ้าไม่เจ็บ เอ็งก็จะไม่ร้องออกมาใช่มั้ยวะ?
ด่าทอ ไปพร้อมๆ กับการพยายามทำความเข้าใจกันอยู่นาน
จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยว่าถ้ามันไม่เจ็บแล้วเราจะไม่ยอมคุยกับเรา
จริงๆ แล้วเราก็ส่งเสียงออกมาตลอด บางครั้งเราก็ถึงกับตะโกนออกมาจากข้างในด้วยซ้ำ
เพียงแต่เราที่เป็นเรา เราที่ไม่ได้ฟัง เราจึงไม่ได้ยิน!

เมื่อล้มเหลวที่สุด ความหม่นหมองที่สุดเข้าบดบัง ตัวเราเองจึงได้แต่หยุดสำลักความล้มเหลวเงียบๆ อยู่ในความมืด
เราในความมืด เราในความเงียบ เราจึงพลันได้ยินเสียงของเราเอง

แล้วกลับกลายว่า ชีวิตเริ่มต้นใหม่จากจุดนี้เองครับ เริ่มต้นจากการได้ยินเสียง เริ่มต้นจากการตามหาตัวเราเองเจอในความมืด
การเผชิญหน้ากับตัวเราเองนี้ มันกลับกลายเป็นคำตอบของทุกความสับสนอย่างมหัศจรรย์
กลายเป็นแสงสว่างที่ปลายทาง

จากที่เล่ามานี้ มันเสียเวลาในชีวิตไปน่าดูเลยใช่มั้ยครับ
แถมอดไม่ได้เงินโบนัสด้วย
มันไม่คุ้มกับที่ยอมแลกมาใช่มั้ยครับ?

ตรงข้ามครับ มันคุ้มมากเลย!
จุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งนี้หักความอหังการของตัวเราจนย่อยยับ
และ… เราก็ได้เจอตัวเราเองแบบตัวเป็นๆ อีกครั้ง
นั่งปรับทุกข์กัน อภัยให้กันและกัน
ยอมรับตัวตนที่แท้ของเราและเราอีกครั้ง
แล้วเราก็เติบโตขึ้นจากอัตตาที่ย่อยยับอันนั้นเลยครับ

ล่วงมาจนวันนี้ได้แต่ขอบคุณตัวเองที่ยอมก้าวออกมาในวันนั้น
ใน comfort zone อันนั้น เราจะไม่ได้เรียนรู้บทเรียนนี้ และจะไม่ได้เติบโตแบบนี้เลย
มัวแต่หมกมุ่นกับอหังการในความสำเร็จในกะลาแคบๆ
บทเรียนราคาแพงแลกมาซึ่งความเจ็บปวด แต่เป็นความสำเร็จในการต่อ S Curve ให้กับตัวเอง
ถ้าไม่ผ่านตรงนี้ออกมา ก็ไม่มีอะไรจะทุบทัศนคติของเราได้เช่นนี้อีกแล้ว

ตรงกับงานเขียนในหนังสือเล่มหนึ่งครับว่า “ไม่มีคำว่าเสียเวลากับการตามหาตัวเอง”
และอาจบางที เราจำเป็นจะต้องยอมพาตัวเราเองไปสู่จุดที่ล้มเหลวที่สุดก่อนด้วยซ้ำ ไม่งั้นจิตวิญญาณของเราก็จะไม่ได้เติบโตต่อไป

ขอบคุณ…ครอบครัวที่รักยิ่งที่เป็นคำตอบของทุกๆ คำถามในชีวิต
ขอบคุณ…หนังสือที่เป็นเพื่อนที่ไว้ใจได้ตลอดในเส้นทางสายนี้
ขอบคุณ…ความล้มเหลวที่ยังไม่ละทิ้งเรา
ขอบคุณ…ตัวเราที่ไม่เคยหยุดส่งเสียงออกมาถึงตัวเราทั้งๆ ที่ตัวเราละเลยเสียงของตัวเรานี้มาตลอด

เบา เบา

เดินทางมานอนในป่านี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ นับไม่ถูกแล้ว
แต่ถ้าว่าในปีนี้ ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่ 3 กระมัง
อืมมม ครั้งที่ 3 ของปี ในเดือนเมษา คล้ายๆ เฉลี่ยแล้วปีนี้ ความถี่เกือบๆ เดือนละครั้ง
image

เป็นครั้งที่ 3 ของปี แต่เป็นครั้งแรก
เป็นการนอนป่าครั้งแรกหลังการละครั้งใหญ่ในชีวิต
เป็นครั้งใหญ่ในชีวิต!
เป็นความเงียบ ความเงียบในใจ
เป็นการมีเวลาให้กับตัวเอง
เป็นพื้นที่ให้ตัวเองหายใจ
เป็นที่ว่างให้ตนได้ทบทวน
เป็นบริเวณได้สังเกตอารมณ์
เป็นการนั่งดูความคิดของตน… จริงๆ เราคิดอะไรอยู่
เป็นการนอนค้างในป่า

ยามนี้…
ไม่มีผลงานในอดีต ไม่มีสิ่งขีดเขียนใดติดตามเป็นหน้าตา
ไม่มีตำแหน่งใหญ่โต ไร้ความโก้เก๋เท่ห์ในตำแหน่งหัวหน้า
ไม่มียศฐา ไม่ต้องหาใครมาเยินยอ เพราะต่างก็ไม่รู้จักเราในความเป็นมา
ไม่มีผองทีมงานอันเป็นที่รัก ซึ่งใครๆ ก็มักนิยมในตัวเราที่ผ่านพ้นมา
ไม่มีภาพประดับ กลับไปยังสภาพเมื่อเริ่มต้น กลับมาค้นหารากของตน คนที่ตนเป็นจริงๆ ต้องค้นหา

ไม่ปฏิเสธว่าคิดเสียดาย เสียดายลาภยศสรรเสริญที่เคยมีทั่ว
ไม่ปฏิเสธว่าเสียดาย เสียดายความรักที่มีต่อกันดั่งครอบครัว
ไม่ปฏิเสธว่าใจยังคิดถึง ซ้ำยังคิดถึงไม่เว้นวัน พร้อมกันด้วยความเหงา เคล้ามาเป็นเงาตามตัว
ไม่ปฏิเสธว่ายังสงสัย สงสัยในการตัดสินใจ เดินจากไปอย่างเงียบๆ ของตัว
ไม่ปฏิเสธว่าเราก็หวั่นไหว ที่เลือกเดินไกลแยกออกทางแยกที่ดูน่ากลัว

การมีความสุขจากการสะสม ปะทะ ความสุขจากการสละออก
มีความสุขกับสิ่งใด ก็ใช่ว่าจะเป็นต้องเก็บสะสมสิ่งนั้น
ไม่ได้ครอบครองสุขกว่าการได้เป็นเจ้าของหรือไม่
เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ หากแต่ไร้คนเข้าใจรึป่าว
ความชอบและความสุข กับการสะสมมาเป็นเจ้าของ ใช่สิ่งเดียวกันหรือไม่
คำตอบแต่ละคนย่อมไม่เหมือน และคงใจแคบเกินไปถ้าจะมานั่งตัดสินถูกผิด

เอาเป็นว่า วันนี้เข้าใจความคิดของตัวเองในส่วนหนึ่ง

ยิ่งออกเดินทางไกล ยิ่งต้องตัวเบา ยิ่งต้องลดการสะสม
ยิ่งออกเดินทาง ยิ่งต้องมีของน้อยลง ยิ่งตัวเบา ยิ่งเดินได้นาน ยิ่งเดินยิ่งไกล ยิ่งเดินไปกับคนรักได้ไกล
ยิ่งไร้ภาระ ยิ่งสามารถช่วยแบ่งเบาภาระจากคนที่เดินไปพร้อมๆ กับเราได้
ยิ่งเดินทาง จึงยิ่งต้องมีของให้น้อย สัมภาระเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้นจริงๆ
ยิ่งเดิน ยิ่งน้อย ยิ่งไป ยิ่งเบา ยิงไกล ยิ่งสบาย

ประสบการณ์จึงสอนให้เรารู้ว่าอะไรบ้างที่ต้องทิ้ง ไม่ใช่สอนให้เรารู้ว่าอะไรบ้างที่ต้องสะสม
ตัวเบา เดินสบายครับ
เดินทางไกล ตัวเบาเบา

20140426-232824.jpg

หนังสือ again

ต้องได้อ่านหนังสือมามากพอ จึงจะเข้าใจว่า หนังสือบางเล่มที่ซื้อมา หยุดอ่านกลางครัน มีประโยชน์กว่าอ่านต่อไปจนจบเล่ม

ไม่รู้ว่าในชีวิตที่ผ่านมาอ่านหนังสือไปกี่มากน้อยแล้ว จึงมาเข้าใจเรื่องนี้
เราฉลาดน้อยกว่าที่คิดเสมอๆ

สถานที่ที่เปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล

จากหนังสือเล่มหนึ่ง…
สถานที่มีอิทธิพลถึงขั้นที่สามารถแบ่งช่วงเวลาในชีวิตคนออกเป็นสองช่วง คือช่วงก่อนได้ไปกับหลังจากที่ได้ไปสภานที่นั้น
เป็นความพยายามที่จะอธิบายถึงแรงบันดาลใจที่เกิดจากการเดินทาง โดยเฉพาะการเดินทางไปยังสถานที่มหัศจรรย์บางที่ เช่นเทือกเขาหิมาลัย เป็นต้น
image

การเดินทางเหล่านั้นได้มอบการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิต หรือ Turning Point of Life

จะนิยามการเดินทางว่าอย่างไร
ถ้าเราจะบอกว่าการเดินทางคือการเคลื่อนที่ (หรือว่า…ต้องเกิดการกระจัด? ต้องเกิดงาน? ^o^)
การเดินทางต้องลำบากกว่าการใช้ชีวิตประจำวันตามปกติรึป่าว?
ตีความแบบนี้ได้ไหม… การใช้ชีวิตประจำวันของเรา ก็เป็นการเดินทางในแบบหนึ่ง เดินทางไปกับชีวิต ไปกับผู้คนรอบๆ ตัวเรา
แปลว่า… เราสามารถกำหนดการเดินทางได้ทุกวัน โดยการกำหนดการใช้ชีวิตของเรา

การใช้ชีวิตประจำวันกับสถานที่บางที่ คือการเดินทางของชีวิตที่ไปถึงยังสถานที่นั้นๆ
สถานที่บางที่ในชีวิตที่ผ่านมา ก็เปลี่ยนชีวิตเราไปโดยสิ้นเชิงจริงๆ โดยที่สถานที่นั้นก็อาจจะไม่จำเป็นต้องเดินทางไปลำบาก หรือต้องยิ่งใหญ่ขนาดเทือกเขาหิมาลัย
เป็นที่ๆ ไปได้ไม่ยากนัก นั่งรถเมล์ไปประมาณไม่เกินชั่วโมงก็ถึง (ถ้ารถไม่ติดมาก หรือไม่ได้โดนปิดถนน สมัยนั้นยังไม่มีรถไฟฟ้า ^o^)

ณ สถานที่ที่หนึ่งในกรุงเทพฯ ได้ไปในช่วงเวลา ม.ปลาย ช่วงวัยที่กำลังจะห่ามจนขีดสุด
สถานที่นั้น มันแบ่งชีวิตเราออกเป็นสองช่วงจริงๆ คือ ช่วงชีวิตก่อนที่ได้ไป กับ ช่วงชีวิตหลังจากได้ไปแล้ว
ชีวิตทั้งสองช่วงนี้ เปลี่ยนแปลงและแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
ชีวิตในช่วงหลังนั้น ความเหงามันไม่รู้หายไปไหน มันค่อยๆ หายหน้่าไปจนไม่พบเห็นหน้ามันอีกเลย
ชีวิตหลังจากไป กับ ชีวิตก่อนไป…ได้รู้จักเธอในสถานที่นั้น

ชีวิตผมแบ่งออกเป็นสองช่วงครับ… ชีวิตก่อนที่จะได้รู้จักเธอ กับชีวิตหลังจากที่ไ้ด้รู้จักเธอ

Happy วันมาฆบูชา 2014 นะครับ ^o^

Reader

“ได้ของขวัญมาเป็นหนังสือเล่มหนา… นิสัยเสียกับการเสพหนังสือก็เริ่มทำงาน อ่านตั้งแต่หน้าแรก บรรทัดแรก ตัวหนังสือตัวแรก คำนิยม คำนำสำนักพิมพ์ คำนำผู้เขียน สารบัญ … แล้วจมดิ่งลงไปอยู่ในตัวอักษร เดินทางอยู่ระหว่างบรรทัด ไม่สนใจตอนจบ ปล่อยให้จินตนาการทำงาน”
Post บน Wall ของ FB ไปแบบนั้น

เขียนถึงการอ่านหนังสืออีกแล้ว
ถือว่าเป็นภาคต่อของ Blog ที่เคยเขียนก็ได้นะ

ครั้งที่แล้ว ผมบันทึกไว้ถึงการอ่านหนังสือภายใต้แสงต่างๆ
วันนี้ ค้นพบความคิดอะไรบางอย่าง ระหว่างเดินทางไปกับตัวอักษรบนหน้าสี่เหลี่ยมมุมฉาก

เคยมีความคิดว่าหากอ่านหนังสือได้เร็วกว่านี้ก็คงดี เพราะแม้อ่านมาแล้วมาก แต่ยังมีหนังสืิอที่อยากอ่านอีกมากกว่า
และหนังสือที่ซื้อไว้เข้าคิวรออ่านแม้มีอีกน้อยกว่า แต่ก็ไม่เคยลดเหลือระดับ zero inventory – JIT (Just in Time) ซักที

วันหนึ่ง ระหว่างเดินทางระหว่างบรรทัดตามปกติ ความคิดก็กระตุกหัวใจแรงๆ ขึ้นมา …
มีหลายครั้ง กับหนังสือหลายเล่ม ที่เราอ่านไปก็ยื้อไป
ยื้ออะไร ยื้ออ่าน! ไม่อยากให้ถึงตอนจบ

จริงๆ แล้ว การอ่านช้าๆ มันก็มีความสุขของมัน
มีความสุขกับการสะกดคำ ความสุขกับการจินตนาการไปตามช่องว่างระหว่างตัวอักษร
ความสุขระหว่างการอ่านเดินไปเป็นจังหวะพร้อมๆ กับจินตนาการบนบรรทัด

คล้ายๆ กับการเดินทางกระมัง
ที่การบรรลุถึงจุดหมายปลายทางคือความสำเร็จ แต่การมีความสุขระหว่างทางก็คือความสำเร็จเช่นเดียวกัน
ดังนั้น หากเราเร่งรีบเดินทางให้ถึงจุดหมายโดยเร็ว โดยไม่สังเกต ไม่สนใจระหว่างทางเลย เมื่อถึงจุดหมายแล้ว ก็นับได้ว่าสำเร็จแค่ครึ่งเดียว เพราะทิ้งการมีความสุขระหว่างทางไป
กลับกัน หากมีความสุขระหว่างทาง แต่ไปไม่ถึงจุดหมาย ก็สำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง เพราะเรามีความสุขกับสิ่งที่เราทำ

ว่ากันว่า สุขระหว่างทาง สุขได้นานกว่าสุขเมื่อถึงจุดหมาย เพราะเรามักใช้เวลาระหว่างทางมากกว่าใช้เวลาอยู่ที่จุดหมายครับ

สุดท้าย… ผมค้นพบอีกความรู้สึกนึงครับ
แม้ว่าจะเป็นท่าทางร่างกายในการอ่านที่ดูจะเป็นท่าที่เมื่อยกว่าท่าอื่นๆ
แต่ผมว่า เวลาที่เราอ่านหนังสือไป แล้วกอดคนที่เรารักไปด้วย … มันรู้สึกดีมากนะครับ

พรุ่งนี้ วันจันทร์แล้วครับ

20131216-002506.jpg