Category Archives: My Life

My own business rule ^_^

1. เริ่มงานให้เร็ว
2. คิดก่อนลงมือ
3. ประเมินเป็นระยะๆ ว่าควรจะทำแบบเดิมต่ออีกมั้ย
4. ไม่กลับบ้านดึก
5. ไม่เอางานกลับไปทำทึ่บ้าน
6. เลิกงาน…ให้เวลากับครอบครัว
7. หมั่นออกกำลัง และหมั่นออกเดินทาง

Advertisements

ไม่มีคำว่าเสียเวลา กับการตามหาตัวเอง

กลับมาเปิด wordpress อีกครั้ง…
หลังจากที่พลิกไปพลิกมา กล้าๆ กลัวๆ ในช่วงชีวิตสับสนอยู่เกือบๆ 5เดือน ครับ
เขียนๆ เลิกๆ จนไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะความสันสนมันแทรกซึมผ่านนิ้วมือลงมาในทุกๆ ตัวหนังสือที่เขียนออกมาด้วย

กลับมาได้อีกครั้ง เพราะหนังสือหลายๆ เล่ม ฉุดสติในชีวิตกลับมา
กลับมาได้อีกครั้ง เพราะครอบครัวที่เป็นคำตอบของทุกคำถามในชีวิต

แน่นอน เราได้ทิ้งโอกาสและความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตไปซะแล้ว
แน่นอน เราได้หันหลังเดินจากความคุ้นเคยที่อบอุ่นออกมาแล้ว
แน่นอน เราได้ทิ้งรายได้หลายๆ บาทไปกับอาการติสท์แตก จากที่อยู่เกือบร้อย โยนทิ้งมานับหนึ่งใหม่จากเลขศูนย์

ดื้อด้านกับทุกคำตักเตือนของผู้ใหญ่หลายท่าน ดื้อที่จะออกไปตามหาอะไรบางอย่างที่ในที่สุดแล้วตัวเองก็ยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร
ดื้อด้านหันหลังจากมาด้วยความมั่นใจบ้าๆ กับอะไรบางอย่างที่ในตอนนั้น ที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจ
มันช่างเป็นการตัดสินใจด้วยอารมณ์ ที่อยู่เหนือเหตุผลทั้งปวง
พูดแบบโลกสวยก็คือ ทำตามเสียงหัวใจตัวเอง ครับ

ผล…

ผล…ก็คือเละเป็นโจ้กครับ
ผล…คือความล้มเหลว
ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงานในอุตสาหกรรมนี้ 8ปี
ผมล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเลยครับ
จากที่จะมาเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ กลายเป็นติดลบทันที
โอ้โฮ! ต่อมามันก็กลายพันธ์ุเป็นอาการตัวเองตอกย้ำตัวเอง ตำหนิตัวเอง และสมน้ำหน้าตัวเอง
อยู่ดีไม่ว่าดี ดันติสท์แตกทิ้งทุกอย่างมาเริ่มใหม่ ล้มเหลวอย่างที่สุดก็สมน้ำหน้าแล้ว

ต่อมา มันก็ตามมาติดๆ ด้วยความมั่นใจในตัวเองติดลบ เริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเองเป็นเวลาเกือบๆ ครึ่งปี
นี่เราทำอะไรอยู่? นี่เรามีความสามารถจริง?
หมดสิ้นซึ่งหัวโขนใดๆ อารมณ์ในบางวันก็มีจมดิ่งลงไปในเหวที่ไม่เห็นก้น และไม่เห็นทางที่จะปีนกลับขึ้นมาจากเหวนั้นด้วย

มองดูตัวเอง ก็เห็นเพียงว่ามีบุญเก่าติดตัวมาอยู่สองเรื่อง…
“ครอบครัว และหนังสือ”
เมื่อสับสนไม่มีคำตอบให้ตัวเอง จึงทิ้งทุกอย่างอีกครั้ง เพื่อกลับมาอยู่กับสองสิ่งนี้
เมื่อล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่ไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรพันธนาการแล้วครับ
หม่นๆ อยู่ในความมืด มีเพียงครอบครัวและหนังสือเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเท่านั้น

เมื่อมาถึงจุดที่มืดที่สุด
ที่สุด…เราก็เผชิญหน้ากับเราอีกครั้ง!

เอ่อ! ทำไมครับ?
ทำไมครับ ทำไมอีตอนสุขสบายดี ก็ไม่ยักเดินออกมาคุยกันให้รู้เรื่อง ให้คำตอบกันและกัน เราและเรา
ต้องรอให้ล้มซะจนหมดแรงลุก แผลลึกฝากรอยอยู่บนหัวใจ จึงจะยอมออกมาเผชิญหน้าคุยกัน

เพราะอะไร…
ตัวเราข้างในพึ่งจะส่งเสียงออกมาในวันที่ล้มเหลวนี้ ถ้าไม่เจ็บ เอ็งก็จะไม่ร้องออกมาใช่มั้ยวะ?
ด่าทอ ไปพร้อมๆ กับการพยายามทำความเข้าใจกันอยู่นาน
จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยว่าถ้ามันไม่เจ็บแล้วเราจะไม่ยอมคุยกับเรา
จริงๆ แล้วเราก็ส่งเสียงออกมาตลอด บางครั้งเราก็ถึงกับตะโกนออกมาจากข้างในด้วยซ้ำ
เพียงแต่เราที่เป็นเรา เราที่ไม่ได้ฟัง เราจึงไม่ได้ยิน!

เมื่อล้มเหลวที่สุด ความหม่นหมองที่สุดเข้าบดบัง ตัวเราเองจึงได้แต่หยุดสำลักความล้มเหลวเงียบๆ อยู่ในความมืด
เราในความมืด เราในความเงียบ เราจึงพลันได้ยินเสียงของเราเอง

แล้วกลับกลายว่า ชีวิตเริ่มต้นใหม่จากจุดนี้เองครับ เริ่มต้นจากการได้ยินเสียง เริ่มต้นจากการตามหาตัวเราเองเจอในความมืด
การเผชิญหน้ากับตัวเราเองนี้ มันกลับกลายเป็นคำตอบของทุกความสับสนอย่างมหัศจรรย์
กลายเป็นแสงสว่างที่ปลายทาง

จากที่เล่ามานี้ มันเสียเวลาในชีวิตไปน่าดูเลยใช่มั้ยครับ
แถมอดไม่ได้เงินโบนัสด้วย
มันไม่คุ้มกับที่ยอมแลกมาใช่มั้ยครับ?

ตรงข้ามครับ มันคุ้มมากเลย!
จุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งนี้หักความอหังการของตัวเราจนย่อยยับ
และ… เราก็ได้เจอตัวเราเองแบบตัวเป็นๆ อีกครั้ง
นั่งปรับทุกข์กัน อภัยให้กันและกัน
ยอมรับตัวตนที่แท้ของเราและเราอีกครั้ง
แล้วเราก็เติบโตขึ้นจากอัตตาที่ย่อยยับอันนั้นเลยครับ

ล่วงมาจนวันนี้ได้แต่ขอบคุณตัวเองที่ยอมก้าวออกมาในวันนั้น
ใน comfort zone อันนั้น เราจะไม่ได้เรียนรู้บทเรียนนี้ และจะไม่ได้เติบโตแบบนี้เลย
มัวแต่หมกมุ่นกับอหังการในความสำเร็จในกะลาแคบๆ
บทเรียนราคาแพงแลกมาซึ่งความเจ็บปวด แต่เป็นความสำเร็จในการต่อ S Curve ให้กับตัวเอง
ถ้าไม่ผ่านตรงนี้ออกมา ก็ไม่มีอะไรจะทุบทัศนคติของเราได้เช่นนี้อีกแล้ว

ตรงกับงานเขียนในหนังสือเล่มหนึ่งครับว่า “ไม่มีคำว่าเสียเวลากับการตามหาตัวเอง”
และอาจบางที เราจำเป็นจะต้องยอมพาตัวเราเองไปสู่จุดที่ล้มเหลวที่สุดก่อนด้วยซ้ำ ไม่งั้นจิตวิญญาณของเราก็จะไม่ได้เติบโตต่อไป

ขอบคุณ…ครอบครัวที่รักยิ่งที่เป็นคำตอบของทุกๆ คำถามในชีวิต
ขอบคุณ…หนังสือที่เป็นเพื่อนที่ไว้ใจได้ตลอดในเส้นทางสายนี้
ขอบคุณ…ความล้มเหลวที่ยังไม่ละทิ้งเรา
ขอบคุณ…ตัวเราที่ไม่เคยหยุดส่งเสียงออกมาถึงตัวเราทั้งๆ ที่ตัวเราละเลยเสียงของตัวเรานี้มาตลอด

เบา เบา

เดินทางมานอนในป่านี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ นับไม่ถูกแล้ว
แต่ถ้าว่าในปีนี้ ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่ 3 กระมัง
อืมมม ครั้งที่ 3 ของปี ในเดือนเมษา คล้ายๆ เฉลี่ยแล้วปีนี้ ความถี่เกือบๆ เดือนละครั้ง
image

เป็นครั้งที่ 3 ของปี แต่เป็นครั้งแรก
เป็นการนอนป่าครั้งแรกหลังการละครั้งใหญ่ในชีวิต
เป็นครั้งใหญ่ในชีวิต!
เป็นความเงียบ ความเงียบในใจ
เป็นการมีเวลาให้กับตัวเอง
เป็นพื้นที่ให้ตัวเองหายใจ
เป็นที่ว่างให้ตนได้ทบทวน
เป็นบริเวณได้สังเกตอารมณ์
เป็นการนั่งดูความคิดของตน… จริงๆ เราคิดอะไรอยู่
เป็นการนอนค้างในป่า

ยามนี้…
ไม่มีผลงานในอดีต ไม่มีสิ่งขีดเขียนใดติดตามเป็นหน้าตา
ไม่มีตำแหน่งใหญ่โต ไร้ความโก้เก๋เท่ห์ในตำแหน่งหัวหน้า
ไม่มียศฐา ไม่ต้องหาใครมาเยินยอ เพราะต่างก็ไม่รู้จักเราในความเป็นมา
ไม่มีผองทีมงานอันเป็นที่รัก ซึ่งใครๆ ก็มักนิยมในตัวเราที่ผ่านพ้นมา
ไม่มีภาพประดับ กลับไปยังสภาพเมื่อเริ่มต้น กลับมาค้นหารากของตน คนที่ตนเป็นจริงๆ ต้องค้นหา

ไม่ปฏิเสธว่าคิดเสียดาย เสียดายลาภยศสรรเสริญที่เคยมีทั่ว
ไม่ปฏิเสธว่าเสียดาย เสียดายความรักที่มีต่อกันดั่งครอบครัว
ไม่ปฏิเสธว่าใจยังคิดถึง ซ้ำยังคิดถึงไม่เว้นวัน พร้อมกันด้วยความเหงา เคล้ามาเป็นเงาตามตัว
ไม่ปฏิเสธว่ายังสงสัย สงสัยในการตัดสินใจ เดินจากไปอย่างเงียบๆ ของตัว
ไม่ปฏิเสธว่าเราก็หวั่นไหว ที่เลือกเดินไกลแยกออกทางแยกที่ดูน่ากลัว

การมีความสุขจากการสะสม ปะทะ ความสุขจากการสละออก
มีความสุขกับสิ่งใด ก็ใช่ว่าจะเป็นต้องเก็บสะสมสิ่งนั้น
ไม่ได้ครอบครองสุขกว่าการได้เป็นเจ้าของหรือไม่
เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ หากแต่ไร้คนเข้าใจรึป่าว
ความชอบและความสุข กับการสะสมมาเป็นเจ้าของ ใช่สิ่งเดียวกันหรือไม่
คำตอบแต่ละคนย่อมไม่เหมือน และคงใจแคบเกินไปถ้าจะมานั่งตัดสินถูกผิด

เอาเป็นว่า วันนี้เข้าใจความคิดของตัวเองในส่วนหนึ่ง

ยิ่งออกเดินทางไกล ยิ่งต้องตัวเบา ยิ่งต้องลดการสะสม
ยิ่งออกเดินทาง ยิ่งต้องมีของน้อยลง ยิ่งตัวเบา ยิ่งเดินได้นาน ยิ่งเดินยิ่งไกล ยิ่งเดินไปกับคนรักได้ไกล
ยิ่งไร้ภาระ ยิ่งสามารถช่วยแบ่งเบาภาระจากคนที่เดินไปพร้อมๆ กับเราได้
ยิ่งเดินทาง จึงยิ่งต้องมีของให้น้อย สัมภาระเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้นจริงๆ
ยิ่งเดิน ยิ่งน้อย ยิ่งไป ยิ่งเบา ยิงไกล ยิ่งสบาย

ประสบการณ์จึงสอนให้เรารู้ว่าอะไรบ้างที่ต้องทิ้ง ไม่ใช่สอนให้เรารู้ว่าอะไรบ้างที่ต้องสะสม
ตัวเบา เดินสบายครับ
เดินทางไกล ตัวเบาเบา

20140426-232824.jpg

หนังสือ again

ต้องได้อ่านหนังสือมามากพอ จึงจะเข้าใจว่า หนังสือบางเล่มที่ซื้อมา หยุดอ่านกลางครัน มีประโยชน์กว่าอ่านต่อไปจนจบเล่ม

ไม่รู้ว่าในชีวิตที่ผ่านมาอ่านหนังสือไปกี่มากน้อยแล้ว จึงมาเข้าใจเรื่องนี้
เราฉลาดน้อยกว่าที่คิดเสมอๆ

สถานที่ที่เปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล

จากหนังสือเล่มหนึ่ง…
สถานที่มีอิทธิพลถึงขั้นที่สามารถแบ่งช่วงเวลาในชีวิตคนออกเป็นสองช่วง คือช่วงก่อนได้ไปกับหลังจากที่ได้ไปสภานที่นั้น
เป็นความพยายามที่จะอธิบายถึงแรงบันดาลใจที่เกิดจากการเดินทาง โดยเฉพาะการเดินทางไปยังสถานที่มหัศจรรย์บางที่ เช่นเทือกเขาหิมาลัย เป็นต้น
image

การเดินทางเหล่านั้นได้มอบการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิต หรือ Turning Point of Life

จะนิยามการเดินทางว่าอย่างไร
ถ้าเราจะบอกว่าการเดินทางคือการเคลื่อนที่ (หรือว่า…ต้องเกิดการกระจัด? ต้องเกิดงาน? ^o^)
การเดินทางต้องลำบากกว่าการใช้ชีวิตประจำวันตามปกติรึป่าว?
ตีความแบบนี้ได้ไหม… การใช้ชีวิตประจำวันของเรา ก็เป็นการเดินทางในแบบหนึ่ง เดินทางไปกับชีวิต ไปกับผู้คนรอบๆ ตัวเรา
แปลว่า… เราสามารถกำหนดการเดินทางได้ทุกวัน โดยการกำหนดการใช้ชีวิตของเรา

การใช้ชีวิตประจำวันกับสถานที่บางที่ คือการเดินทางของชีวิตที่ไปถึงยังสถานที่นั้นๆ
สถานที่บางที่ในชีวิตที่ผ่านมา ก็เปลี่ยนชีวิตเราไปโดยสิ้นเชิงจริงๆ โดยที่สถานที่นั้นก็อาจจะไม่จำเป็นต้องเดินทางไปลำบาก หรือต้องยิ่งใหญ่ขนาดเทือกเขาหิมาลัย
เป็นที่ๆ ไปได้ไม่ยากนัก นั่งรถเมล์ไปประมาณไม่เกินชั่วโมงก็ถึง (ถ้ารถไม่ติดมาก หรือไม่ได้โดนปิดถนน สมัยนั้นยังไม่มีรถไฟฟ้า ^o^)

ณ สถานที่ที่หนึ่งในกรุงเทพฯ ได้ไปในช่วงเวลา ม.ปลาย ช่วงวัยที่กำลังจะห่ามจนขีดสุด
สถานที่นั้น มันแบ่งชีวิตเราออกเป็นสองช่วงจริงๆ คือ ช่วงชีวิตก่อนที่ได้ไป กับ ช่วงชีวิตหลังจากได้ไปแล้ว
ชีวิตทั้งสองช่วงนี้ เปลี่ยนแปลงและแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
ชีวิตในช่วงหลังนั้น ความเหงามันไม่รู้หายไปไหน มันค่อยๆ หายหน้่าไปจนไม่พบเห็นหน้ามันอีกเลย
ชีวิตหลังจากไป กับ ชีวิตก่อนไป…ได้รู้จักเธอในสถานที่นั้น

ชีวิตผมแบ่งออกเป็นสองช่วงครับ… ชีวิตก่อนที่จะได้รู้จักเธอ กับชีวิตหลังจากที่ไ้ด้รู้จักเธอ

Happy วันมาฆบูชา 2014 นะครับ ^o^

Reader

“ได้ของขวัญมาเป็นหนังสือเล่มหนา… นิสัยเสียกับการเสพหนังสือก็เริ่มทำงาน อ่านตั้งแต่หน้าแรก บรรทัดแรก ตัวหนังสือตัวแรก คำนิยม คำนำสำนักพิมพ์ คำนำผู้เขียน สารบัญ … แล้วจมดิ่งลงไปอยู่ในตัวอักษร เดินทางอยู่ระหว่างบรรทัด ไม่สนใจตอนจบ ปล่อยให้จินตนาการทำงาน”
Post บน Wall ของ FB ไปแบบนั้น

เขียนถึงการอ่านหนังสืออีกแล้ว
ถือว่าเป็นภาคต่อของ Blog ที่เคยเขียนก็ได้นะ

ครั้งที่แล้ว ผมบันทึกไว้ถึงการอ่านหนังสือภายใต้แสงต่างๆ
วันนี้ ค้นพบความคิดอะไรบางอย่าง ระหว่างเดินทางไปกับตัวอักษรบนหน้าสี่เหลี่ยมมุมฉาก

เคยมีความคิดว่าหากอ่านหนังสือได้เร็วกว่านี้ก็คงดี เพราะแม้อ่านมาแล้วมาก แต่ยังมีหนังสืิอที่อยากอ่านอีกมากกว่า
และหนังสือที่ซื้อไว้เข้าคิวรออ่านแม้มีอีกน้อยกว่า แต่ก็ไม่เคยลดเหลือระดับ zero inventory – JIT (Just in Time) ซักที

วันหนึ่ง ระหว่างเดินทางระหว่างบรรทัดตามปกติ ความคิดก็กระตุกหัวใจแรงๆ ขึ้นมา …
มีหลายครั้ง กับหนังสือหลายเล่ม ที่เราอ่านไปก็ยื้อไป
ยื้ออะไร ยื้ออ่าน! ไม่อยากให้ถึงตอนจบ

จริงๆ แล้ว การอ่านช้าๆ มันก็มีความสุขของมัน
มีความสุขกับการสะกดคำ ความสุขกับการจินตนาการไปตามช่องว่างระหว่างตัวอักษร
ความสุขระหว่างการอ่านเดินไปเป็นจังหวะพร้อมๆ กับจินตนาการบนบรรทัด

คล้ายๆ กับการเดินทางกระมัง
ที่การบรรลุถึงจุดหมายปลายทางคือความสำเร็จ แต่การมีความสุขระหว่างทางก็คือความสำเร็จเช่นเดียวกัน
ดังนั้น หากเราเร่งรีบเดินทางให้ถึงจุดหมายโดยเร็ว โดยไม่สังเกต ไม่สนใจระหว่างทางเลย เมื่อถึงจุดหมายแล้ว ก็นับได้ว่าสำเร็จแค่ครึ่งเดียว เพราะทิ้งการมีความสุขระหว่างทางไป
กลับกัน หากมีความสุขระหว่างทาง แต่ไปไม่ถึงจุดหมาย ก็สำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง เพราะเรามีความสุขกับสิ่งที่เราทำ

ว่ากันว่า สุขระหว่างทาง สุขได้นานกว่าสุขเมื่อถึงจุดหมาย เพราะเรามักใช้เวลาระหว่างทางมากกว่าใช้เวลาอยู่ที่จุดหมายครับ

สุดท้าย… ผมค้นพบอีกความรู้สึกนึงครับ
แม้ว่าจะเป็นท่าทางร่างกายในการอ่านที่ดูจะเป็นท่าที่เมื่อยกว่าท่าอื่นๆ
แต่ผมว่า เวลาที่เราอ่านหนังสือไป แล้วกอดคนที่เรารักไปด้วย … มันรู้สึกดีมากนะครับ

พรุ่งนี้ วันจันทร์แล้วครับ

20131216-002506.jpg

เสื้อเก่า

25/8/2013 นานๆ ทีจะได้มีเวลาอยู่บ้าน เต็มๆ
คุณหมอที่รัก จึงได้ดำเนินการขนเสื้อผ้าเก่าในกรุ ออกมาทำ 5ส
ซึ่งกระบวนการนี้ ก็เป็นไปตามกฏ “1 ปี” (ขอตั้งชื่อเองอ่ะนะ)
“ของอะไรก็ตาม ที่เก็บขึ้นพ้นจากมือ (เข้ากรุ) แล้วตลอดเวลา 1 ปีจากนั้น ไม่ได้เดือดร้อนต้องกลับไปรื้อค้นเอาออกมา หรือถึงขั้นว่าลืมไปแล้วว่าเคยมีด้วย ของเหล่านั้นสามารถกำจัดทิ้งได้เลย”

จริงๆ ก็ไม่ใช่แค่ปีเดียว กรุที่คุณหมอรื้อออกมารอบนี้น่าจะอายุอานามสัก 3ปีเป็นอย่างน้อย
ก็นับเป็นกิจกรรมส่งเสริมความรักได้ เพราะช่วยให้เรานั่งจามเป็นคู่ นั่งจามพร้อมกัน กลายเป็นลมหายใจของเราพ้องกันในชั่วขณะนั้น เกือบๆ จะกลายเป็นปรากฎการณ์ Resonance โชคดีที่ไม่ไปตรงกับความถี่ธรรมชาติของอะไรเข้า
(ไม่สงวนสิทธิ์ที่ใครจะเอาไปใช้ครับ แต่ผมแนะนำว่าให้ ให้เตรียมยาแก้แพ้หรือยาพ่นจมูกไว้เผื่อฉุกเฉินด้วย จะดีมาก)

ก็ตามนั้นครับ เสื้อผ้าเกือบ 98-99% เอาไปบริจาคได้เลย
ที่จะเอามาบันทึกไว้ตรงนี้คือ เรื่องของความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้นระหว่างที่เสื้อเก่า-กางเกงเก่า มันได้กลับมาสัมผัสผิวของเราอีกครั้ง ผ่านมือเราอีกครั้ง บางตัวก็หนักถึงขั้นหยิบขึ้นมาลองกันเลยทีเดียว

“ความทรงจำ” ครับ แปลก! มันคล้ายเรากำลังนั่งดูรูปถ่ายในอดีตกันอยู่
ตัวนี้เราซื้อที่นั่นที่นี่ เก็บเงินกันอย่างงั้น ไปซื้อเพราะอย่างงี้
ตัวนี้เราได้มาจากคนๆ นั่น เค้าให้มาเพราะอะไร
อุ๊ย! ตัวนี้ซื้อสยาม ไปกะแกงค์ หรือไปกะสาว สมัยเค้าฮิตเสื้อแขนยาวลายสก็อต (สมชายครับ -_-“)
อ้า! เราใส่ตัวนี้ไปงานนั้น ใส่ตัวนี้ไปเดทครั้งแรก
อะแฮ่มๆ ตัวนี้เราใส่ตอนขอเทอเป็นแควน เอิ้กๆ
เราใส่เสื้อตัวนี้กับยีนส์ตัวนั้นตอนพาแฟนไปเที่ยวครั้งแรก ไปกวดวิชาที่นี่ ไปนั่งรอเธอเลิกเรียน
ตัวนี้ใส่ตอนไปซื้อเพจเจอร์ แล้วก็อีตัวนี้ตอนไปเดินมาบุญครองกับแฟนเพื่อซื้ออะไรบางอย่างมาแต่งอีเพจเจอร์เครื่องนั้นแหละ 555
ใส่ตัวนี้ไปฉลองรับปริญญา และ… ใส่กางเกงขายาวตัวนั้นไปสมัครงาน
แล้วสุดท้าย เราสองคนก็ตัดสินใจเก็บตัวพวกนี้เข้ากรุเพราะต้องเคลียร์พื้นที่สำหรับชุดคลุมท้อง แล้วต่อมาก็เก็บชุดคลุมท้องเข้ากรุเพราะต้องมีพื้นที่ให้เสื้อผ้าของลูกๆ …

Memory Flow ครับ ความทรงจำไหลบ่าต่อเนื่อง ถาโถมอยู่อย่างงั้น จนกระทั่งเราตัดสินใจวางมันลงบนกองที่จะเอาไปบริจาค
ไม่มีใครไม่ใจหายหรอกครับ!
แต่! ความสุขบางทีมันก็ต้องเริ่มต้นจากการตัดสินใจที่จะตัดอะไรบางอย่างออกจากชีวิตไป เพื่อไม่ให้ตัวเราบ้าหอบฟางจนเดินแฮกกัน

ที่เราตัดใจบริจาคไม่ลงจริงๆ และเป็นความเห็นพ้องของทั้งคู่ซะด้วย (ความเห็นพ้องนี้ นานๆ มีสักทีก็ดีเหมือนกัน เหนื่อยน้อยลงเยอะเลย >_<*) คือเสื้อผ้าลูกตอนเล็กๆ ครับ จริงๆ โอกาสจะเอามาใช้อีกน้อยมากๆๆๆๆ แต่… ขอเก็บเหอะ
มีชุดหนึ่ง ถึงขั้นว่าเป็นชุดของแม่ตอนเด็กมาก่อน อาม่าของแม่เย็บให้ คราวนี้แม่ก็เอามาให้ลูกใส่ ตอนนี้ลูกทั้งสองก็โตขึ้นใส่ไม่ได้แล้ว และเราก็เข็ดจะไม่มีคนที่สามแล้ว (อั๊ยย่ะ!) อ้าวแล้วไง? ทิ้งไม่ได้บริจาคไม่ได้ครับ มันต้องอยู่ครอบครัวเราต่อไป เก็บไว้ให้ลูกของลูก มันไม่ใช่แคชุดเด็กครับ แต่มันคือความรักของปู่ย่าตายายที่ส่งผ่านถึงลูกถึงหลานและถึงลูกของหลาน

ก่อนจบนี้ก็ขอพูดถึงเสื้ออีก 3ตัวที่ทิ้งไม่ได้ บริจากไม่ลงอีก แม้ว่าจะไม่ใช้เสื้อผ้าของลูก

20130825-233325.jpg
เสื้อ 3ตัวนี้ครับ

ไล่ตามเวลา ตัวแรกคือเสื้อกีฬาสีสมัยม.ต้น สีน้ำเงิน size 4L (สมัยนี้ก็น่าจะ XL เนอะ) เป็นช่วงชีวิตที่สนุกครับ ยังงงๆ อยู่เลยว่า สอบ Entrance คือไร (วะ) เล่นสนุกกับเพื่อน เฮฮามากมาย
ตัวที่สองคือเสื้อช้อป ตอน Freshy ก็โดนพูดกรอกหูตลอดว่าห้ามใส่นอกห้องช้อปนะ ยังแอบคิดว่าจะได้ใส่สักกี่มากน้อย (วะ)
ไม่คิดเลยว่าตอนปี 4 ถ้าไม่ได้เสื้อตัวนี้เข้าลงไม้ลงมือในช้อปเครื่องกล ก็คงไม่จบ
ส่วนตัวสุดท้ายก็ตอนเรียน MBA ครับ ไม่น่าเชื่อ และคิดไม่ถึงเลยว่า เราจะได้อะไรๆ จากการเรียนครั้งนี้มากมาย ได้เพื่อนรัก และยังได้วิชาชีพที่ให้เรายืนได้ทุกวันนี้ (เพราะครูทั้งนั้นแหละครับ)

20130825-234348.jpg

20130825-234413.jpg

20130825-234431.jpg
โอย! เรื่องราวเยอะมากครับ เขียนไปเรื่อยๆ จาก Blog มันจะกลายเป็นนิยายไป

ลองกลับไปลองเปิดกรุเสื้อเก่าๆ ของเราดูนะครับ