Category Archives: My Life

พอดีคำ

ในวันที่พอมีเวลาที่ไม่ได้อยู่ในกรุงเทพ
เวลาที่พอจะมีให้อ้อยอิ่งกับความเป็นจริงอยู่ได้บ้าง
กินข้าวให้ช้าลง บังคับตัวเองให้กินช้าลง ทำอะไรให้ช้าลง ด้วยการอ่านหนังสือไปด้วยในระหว่างที่กินข้าว
กินไปด้วยอ่านไปด้วย ที่เคยถูกผู้ใหญ่ดุว่าอย่าทำ
อ้างไป… อายุมากแล้วไม่เป็นไร
อ่านไปด้วยกินไปด้วย จะกินช้าลง เคี้ยวช้าลง ระยะห่างระหว่างแต่ละคำนานขึ้น อิ่มเร็วขึ้น และคิดมากขึ้น

เราสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้อะไรเยอะเลย หลักการนี้ยิ่งเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราอยู่ห่างจากสังคม (เมือง) มากขึ้นเรื่อยๆ
ใช่ บางครั้งการที่ต้องอยู่ในสังคมเมือง มันคล้ายมีสภาพบังคับเราต้องมีต้องใช้มากขึ้น

ทบทวนไหม เราต้องมีต้องใช้ขนาดนั้นไหม
เราทบทวนความสุขของเราบ่อยแค่ไหน
เราต้องมีเท่าไหร่ถึงจะพอ

บ้างก็มีคนตั้งข้อสังเกต ว่าต้องมีพอเผื่อสิ่งนั้นสิ่งนี้ ต้องมีให้มากพอ
แต่ พอแค่ไหนถึงจะพอ

#แค่พอดีคำ

Advertisements

บันทึกเดือน 6 ปี 2018

6 มิ.ย. 18

กำลังคิดจะแปลหนังสือเรื่อง Cryptoassets เล่มหนึ่งออกมาทีละตอน
ถ้าเอาชนะใจตัวเองได้เมื่อไหร่ คงได้เห็นกันนะฮะ #แปะไว้เพื่อpushตัวเอง

8 มิ.ย. 18

หลังจากที่ได้เรียนเรื่อง Market Timing ในการ Long/Short Risky Asset จากครูบาอาจารย์มาเกือบยี่สิบปี
มาวันนี้ พบว่า Market Timing ที่จะเข้าไป Long Bitcoin คือให้ดูเอาวันธงชัยเป็นหลัก (แล้วให้ไปทำบุญให้เยอะหน่อย)

10 มิ.ย. 18

พอกลับมานั่งในห้องเรียน โรงเรียนเก่า (ประชุมผู้ปกครอง)
สิ่งที่ทำคือนั่งโยกขาเก้าอี้ จากสี่ขาเหลือนั่งสองขา

แหม! เผลอทำเองโดยสัญชาตญาณเลย
ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี ไม่ว่าจะโดนครูดุมาแล้วกี่มากน้อย กลับมานั่งปุ๊บ โยกขาเก้าอี้ปั๊บเลย

ถถถ กมลสันดานจริงจัง

11 มิ.ย. 18

โปรแกรม A1: สุ่ม trial & error หาคำตอบออกมาเรื่อยๆ
โปรแกรม A2: ตรวจคำตอบจากโปรแกรมของ A1 ว่าคำตอบที่สุ่มออกถูกต้องกว่าคำตอบที่ถูกสุ่มออกมาก่อนหน้ามั้ย เก็บคำตอบที่ถูกต้องกว่าเอาไว้
ทำซ้ำ A1-A2 ไปเรื่อยๆ

โปรแกรม B1: สุ่ม trial & error หาคำตอบออกมาเรื่อยๆ
โปรแกรม B2: ตรวจคำตอบที่สุ่มออกเป็นคำตอบที่เหมาะสมกว่าคำตอบที่สุ่มออกมาก่อนหน้ามั้ย เลือกเก็บคำตอบที่เหมาะสมกว่าเอาไว้
ทำซ้ำ B1-B2 ไปเรื่อยๆ

ด้วยการทำซ้ำที่มากพอ ไม่ว่ามนุษย์หรือคอมพิวเตอร์ก็สามารถทำ problem solving, optimization, และเรียนรู้จากมันได้

เพียงแต่
1. มนุษย์มีเวลาไม่พอ
2. มนุษย์มีความอดทนไม่พอ
3. มนุษย์ขี้เกียจเรียนรู้

และการทำซ้ำ คอมพิวเตอร์สามารถทำได้เร็วกว่า
ในเวลาที่เท่ากัน ในความอดทนที่เท่ากัน คอมพิวเตอร์สามารถทำซ้ำได้จำนวนมากกว่ามากๆ
และคอมพิวเตอร์มีเวลามากพอ คอมพิวเตอร์ไม่รู้จักการเลิกก่อนที่จะทำเสร็จ และคอมพิวเตอร์ไม่รู้จักขี้เกียจ

12 มิ.ย. 18

ฝันถึงครูอีกแล้ว
นั่งคุยกับครู ได้ยินเสียงครู ครูเตือนสติ
ครูบอกว่า บางทีมนุษย์เราก็ไม่รู้ว่าอะไรที่มีค่า… แล้วเราก็ลืมตาตื่นขึ้นมา
พยายามทบทวนคำพูดที่ครูพูดกับเรา เมื่อกี้นี้ ก่อนเราลืมตาขึ้นมา
แล้วทบทวนตัวเองอีกที เช้าวันใหม่

คิดถึงครู แปลกดีไหม อีกไม่กี่วันจะมีไหว้ครู

เสาร์ที่ผ่านมา
ปริณมีเพื่อนใหม่มาเรียนด้วย เริ่มต้นด้วยการที่สาวน้อยกอดติดคุณแม่ ไม่ยอมมาเรียนร่วมกับเพื่อนๆ สักพัก พ่อแอบส่องดูลูกสาวตามปกติ เห็นสาวน้อยเพื่อนใหม่ยอมมาเรียนร่วมกับเพื่อนๆ โดยเฉพาะเดินเข้าไปยิ้มพูดคุยกับปริณ คุณแม่ท่านนั้นออกมาเล่าว่าสาวน้อยชื่อปริณมาชวนลูกสาวคุยและชวนไปเรียนด้วยกันพร้อมกับจูงไปเรียน เลยยอมไป

เช้านี้
เมื่อขึ้นชั้นใหม่ ก็ย้ายห้องใหม่ เจอเพื่อนใหม่
ที่หน้าประตูโรงเรียน พ่อพาปริณมาถึง ส่งปริณเข้าโรงเรียน มีสาวน้อยเพื่อนใหม่คนหนึ่งเดินมาถึงก็เข้ามายิ้มให้แล้วจูงมือปริณ ปริณหันหน้ามาลาพ่อแล้วก็เดินเม้ากับเพื่อน เข้าโรงเรียนไปพร้อมกัน

ลูกยังสอนพ่ออยู่เรื่อยๆ

13 มิ.ย. 18

ไปสมัครเป็น eCitizen ของประเทศ Estonia มั้ย?

เค้าไม่สัญจรขุดโครงเก่าๆ ของนครสวรรค์-อุทัย มาโชว์ ไม่เอาเด็กมาพูดภาษาอังกฤษโชว์ แต่เค้าใช้ e-cabinet กับ government cloud ไปเล้ยยย
แล้วเค้าก็ claim กันเก๋ๆ ว่า with this network technology, it is impossible for government to lie to its citizens นาจา

พีคเหนือพีค คือ “with Estonia’s cybersecurity, history cannot be written!”
สุดมาก!

“Government is not the solution to our problem, government is the problem.” Ronald Reagan (1981)

14 มิ.ย. 18

Someones กำลังจะเสนอชื่อทรัมป์รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากการทำข้อตกลงที่สิงคโปร์เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา
คงจะประมาณว่านับถือที่พี่แกยอมถอยตั้งหลายก้าวเพื่อแถลงการณ์ร่วมฉบับนั้น ไม่สมกับเป็นทรัมป์เลย ไรงี้? ใช่เหรอ? #ดราม่าฝรั่ง

15 มิ.ย. 18

เมื่ออรชุนจะออกรบเริ่มต้นสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร กวาดสายตามองออกไปในสนามรบก็เกิดความประหวั่นลังเล คิดยอมถอยเพื่อยับยั้งสงคราม
กระทั่ง พระกฤษณะต้องมาให้เหตุผลถึงความจำเป็นต้องทำสงคราม ออกมาเป็น “คัมภีร์ภัควคีตา”
ในที่สุดอวตารของพระนารายณ์ก็ชี้นำให้เกิดมหาสงคราม มหาโศกนาฏกรรม

ตัวอย่างการยับยั้งชั่งใจครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษย์ก่อนจะตัดสินใจ และการให้เหตุผลเพื่อ Convince การตัดสินใจลงมือกระทำ
ทุกครั้งที่เป็นการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต พึงระลึกถึงเหตุการณ์นี้ในมหากาพย์

17 มิ.ย. 18

มีคนพูดบ่อยว่า “ลูกโตแล้วสบายแล้ว” “เดี๋ยวเข้าโรงเรียนแล้วก็สบาย” “พอเข้าประถม/มัธยมแล้วพ่อแม่ก็มีเวลา”
ตรรกะนี้ไม่เคยจริง อย่างน้อยก็จากประสบการณ์เราเอง
เด็กโตขึ้น วัยเปลี่ยน เรื่องราวก็เปลี่ยน
ปัญหาเดิมอาจคลี่คลายไป แต่เราจะเจอปัญหาใหม่ในวัยใหม่ของเขา เสมอ

#ในบ้านที่มีGenXGenZGenAlphaอยู่ด้วยกัน

สงกรานต์ทริป 2018

ชะอำ-ขุมพร-ระนอง-พังงา-ภูเก็ต-กระบี่-สุราษฎร์-ประจวบ-หัวหิน 10วัน 8จังหวัด 


   

ที่เอ็นจอยสุดการเอ็กซ์พลอรายละเอียดรอบๆ เกาะภูเก็ต 

 

เลี้ยงลูกว่าเหนื่อยแล้ว พาเด็กสามคนพร้อมขนบ้านออกเดินทางยิ่งกว่าเหนื่อย 

สองเด็กเริ่มโต หนึ่งเด็กทารก 

เคยเลี้ยงแล้วสองคน ใช่ว่าอีกคนจะสบาย แค่เป็นงานมากขึ้น

ผลจากการเดินทางคือ ติดมือมากขึ้นจร้าาา แย่แล้ววว 

พ่อแม่ผลัดเวรกันทั้งวันทั้งคืน 

เทคนิคเอาตัวรอดคือ ทริปนี้ใส่ space ลงไปในระหว่างวันให้มากไว้หน่อย และงดเข้าป่า ก็สามารถ complete ที่ตั้งใจไว้ได้ ที่เหลือคือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเป็นเรื่องๆ 

 

#จนกว่าจะพบกันใหม่ 

My 15 Facts

ได้เวลาชดใช้คำท้าแล้วสินะ…

IMG_0308-1.JPG

จริงๆ เค้าท้ามาให้เขียน 20 ข้อ แต่ถ้าไม่ขบถสักหน่อยก็ไม่ใช่แระ เอาไป 15 พอ

1. เกิดวันอาทิตย์ เที่ยงวัน ในหน้าร้อน ในปีที่แม่เล่าว่าร้อนมากกว่าหลายๆ ปีรอบๆ ตัวมัน … คงอธิบายตัวมันเองได้กระมัง ว่าเป็นคนใจร้อนถึงร้อนมาก เข้ากับอากาศร้อนมากได้ดี แต่ก็เข้ากับอากาศหนาวได้ดีเช่นกัน ดูได้จากเวลาขึ้นเขาเข้าป่า อากาศเย็นจัด คนอื่นหนาว แต่เราร้อนรุ่มอยู่คนเดียว ตลอดเวลา จนได้เข้าใจศาสนาพุทธนี่แหละจึงดีขึ้น

2. เป็นลูกชายคนโตของบ้าน หลานชายคนโตของตระกูล มีเมีย เมียก็เป็นลูกคนโตของบ้านอีก … เอิ่ม! อีทีนี้ก็เลยชินกับการเป็นพี่มากกว่าเป็นน้อง เลยทำให้มีนิสัยชอบดูแลคนอื่นมากกว่าชอบให้คนอื่นดูแล แล้วก็ ชินกับการเป็นคนจัดการมากกว่าการเป็นคนถูกจัดการ … อีแบบนี้ก็เลยก็เลยทำให้ตัวเองมีภาวะความอดทนต่ำ ที่มักจะทนกับสภาพอะไรบางอย่างที่ตัวเองรู้สึกว่ามันงี่เง่าๆ ไม่ได้แล้วก็แพ้ภัยตัวเอง ต้องลุกขึ้นมาอาละวาดเปลี่ยนแปลงมันทุกครั้งไป รวมทั้งครั้งล่าสุดนี้ด้วย ซึ่งหลายๆ ครั้ง พออาละวาดทีก็เจ็บตัวที เป็นเช่นนี้ร่ำไป

3. ตอนเด็ก เป็นเด็กขี้เกียจเรียน ขี้เกียจทำการบ้านมาก มือไม้อ่อน เรียนอ่อนมาก โดนครูทำโทษหนักด้วยเหตุที่ไม่ได้ทำการบ้านไปส่ง เวลาเรียนอยู่ในห้องก็ตามเพื่อนๆ ไม่ทัน ไม่เข้าใจว่าเค้าทำอะไรกันในโรงเรียน โรงเรียนประถมต้นเป็นโรงเรียนเอกชนมีชื่ออยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา วันๆ อยู่ในห้องเรียน ก็เอาแต่เหม่อมองเรือที่วิ่งบนแม่น้ำทั้งวัน แล้วมันจะมีตัวหนังสืออะไรเดินเข้าไปในหัวมันได้ (เรื่องนี้ยังเป็น Fact ที่แม่เองก็อาจยังไม่รู้นะเนี่ย ว่าลูกชายตัวดีเข้าห้องเรียนไปนั่งดูแม่น้ำทั้งวัน) ในตอนนั้น เราเข้าใจว่าตัวเราเองเป็นเด็กหัวไม่ดี เรียนไม่เก่ง

4. ชีวิตนี้ได้ดีเพราะเป็นศิษย์มีครู ตั้งแต่ครูคนแรกของชีวิตคือคุณพ่อคุณแม่ ครูในโรงเรียน ครูในมหา’ลัย ครูในที่ทำงาน และครูในชีวิตจริง … นี่คือเรื่องที่โชคดีที่สุดในชีวิต การได้ครูดี ทำให้ศิษย์ประคับประคองชีวิตตัวเองมาจนถึงวันนี้ได้ … ตอนเรียนก็ไม่รู้หรอก แต่พอออกมาในชีวิตทำงานจึงพบว่า ที่เราเข้าใจแล้วสามารถประยุกต์มาใช้ได้เยอะนี้ ก็เพราะได้รับการสอนมาดีมาก ความดีทั้งหมดของเราคือคุณความดีของครูทั้งหลายที่ได้กล่าวมาแล้ว … ที่อยากเล่า ก็คือ ครั้งหนึ่งเคยได้รับความเมตตาจากครูสอนให้เรารู้จักคำว่า ‘ชุ่ย’ โดยที่ครูตำหนิเราว่า ‘ชุ่ย’ ตั้งแต่นั้นความ ‘ชุ่ย’ ของเราหายไปจากตัวอย่างน้อยๆ 60-70% มันเป็นเรื่องลึกซึ้งของเจตนาดีของครูที่มีต่อศิษย์ ท่านสอนให้เรารู้ว่าจงอย่าชุ่ย ในโลกนี้จะมีครูสักกี่คนที่ตำหนิด้วยเจตนาดีที่ลึกซึ้งได้เพียงนี้ บุญสักเพียงใดที่ได้ครูแบบนี้ วันนี้อยากจะกลับไปไหว้ท่าน ท่านก็ไม่อยู่แล้ว ได้แต่อาศัยผลผลิตความดีที่ท่านทิ้งไว้ในตัวเรา ประกาศว่าเป็นคุณความดีของคุณครูทั้งหลายเหล่านั้น

5. กล่าวถึงสถาบันบ้าง … นอกจากสถาบันครอบครัวแล้ว ชีวิตนี้เป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้ก็เพราะสถาบันการศึกษาอันเป็นที่รักยิ่งทั้งสองแห่ง ทั้งอัสสัมชัญ และ จุฬาฯ ทุกวันนี้ที่มีปัญญาหาเลี้ยงครอบครัวได้ ก็เพราะกำลังที่ได้มาจากทั้งสองแห่งนี้ทั้งนั้น ทั้งนี้ก็เพราะได้แม่และพ่อเป็นผู้สนับสนุนที่สำคัญที่สุดจึงได้มาพึ่งใบบุญของทั้งสองแห่งนี้

6. เริ่มจากหนังสือการ์ตูน อ่านจนไม่มีปัญญาซื้ออ่าน ก็เปลี่ยนไปเช่าอ่าน เช่าอ่านไปจนอ่านเกือบทุกเรื่องในร้าน ก็ขยับไปอ่านเทพนิยาย นิยาย นิยายไทยร่วมสมัย นิยายไทยย้อนยุค นิยายแปล นิยายฆาตกรรม มาจนนิยายกำลังภายใน พุทธประวัติ งานเขียนท่านพุทธทาส อ่านสามก็กครบสามรอบตั้งแต่มัธยม ห้องสมุดคือหลุมหลบภัยของชีวิตเลย สนิทกับครูบรรณารักษ์มากจนกระทั้งวันนี้ก็ฝากท่านช่วยดูลูกชายตัวดี เราได้อ่านหนังสือในห้องสมุดเยอะมาก มากซะจนกระทั่งได้รับรางวัลนักอ่านดีเด่นของโรงเรียน ซึ่งถ้าจำไม่ผิดน่าจะมีจัดอยู่ปีเดียวแล้วเราก็ได้มาเป็นรางวัลที่1 รางวัลที่ได้หนึ่งในนั้นคือนิยายเรื่องจักรยานสีแดง ซึ่งเราอ่านจบไปก่อนมอสทาทาจะมาเล่นในอีกเกือบจะสิบปีถัดมา ทั้งหมดที่อ่านมานี้มันก็ตกผลึกอยู่ในนี้แหละ บางทีที่มันออกมาช่วยชีวิตเราเอาไว้ มันก็มาจากไอ้ที่อ่านเอาไว้ตอน ป.6 อะไรประมาณนั้น สุดท้ายมันก็คืออาการเสพติดการอ่านที่เป็นมาตลอดทั้งชีวิต อ่านหนังสือจำเป็นต่อชีวิตพอๆ กับการกินข้าวเลย

7. ร่วมสมัยมากับ Computer แม้ว่าจะไม่ค่อยทันกระดาษเจาะรู แต่จากนั้นก็เหมือนโตมาด้วยกัน แม้จะไม่ได้ตั้งใจจะแบบนั้นก็เหอะ ใช้จอ Monior มาครบทุกแบบ ตั้งแต่ Monochrome จอเขียว มา VGA ขาวดำ มา VGA จอสี แล้วก็เรื่อยมาจนถึงตอนนี้ เอิ่ม ยังจะเหลือใครรู้จัก Monochrome Monitor จอเขียวบ้างมั้ยเนี่ย ตอนนั้นขั้าพเจ้าก็ใช้มันเรียน dBase 3+ กับ Lotus123 แล้ว ไม่อยากจะเล่าเลยว่านั่นมันคือก่อนจะมี CU Writer (สุดยอด Word Processor ของประเทศไทย ก่อนที่จะล่มสลายไปเพราะการเกิดขึ้นของ MsOffice) ตั้ง 2-3 ปี เอ่อ… คือยังไม่ได้แก่มากนะครับ แต่ว่าได้เรียน Computer เร็ว ได้เรียนมาตั้งแต่ประถมเท่านั้นเอง ก็อย่าที่เขียนไว้ในข้อ4 ครับ ว่าเราได้ครูดี ถ้าวันนี้เปิด dBase มา ข้าพเจ้าก็ยังสามารถสร้างฐานข้อมูลให้ได้นะ 555 ถ้ายังหาได้ ทั้งหมดนี้ก็ด้วยความรู้ที่ครูสอนมา .. ต่อมาพอคณะวิศวะฯ คอมฯ จุฬาฯ พยายามวางมาตรฐานวิชา Computer ในการเรียนในระดับก่อนอุดมศึกษา เราก็เป็นเด็กอัสสัมที่มาสอบผ่านได้ Certificate ความรู้ Computer เป็นรุ่นแรกๆ ทุกวันนี้ก็ยังเก็บไว้เลย แต่ตั้งแต่ได้ Certificate นี้มาก็ไม่เคยได้เอาไปใช้อะไรที่ไหนเลย เพราะสมัยนั้น Computer เป็นเรื่องใหม่มากๆ สำหรับโรงเรียนระดับประถมศึกษาในประเทศไทย ต่อมาพออยู่ ม.ปลาย ก็สอบผ่านคอมพิวเตอร์โอลิมปิครอบคัดตัวรอบแรก แต่ก็ตัดสินใจเปลี่ยนแนวเพราะไม่อยากจมอยู่หน้าคอม แล้วยังไงต่อ … แล้วก็มาได้รางวัลรองชนะเลิศเขียนโปรแกรมภาษา Pascal ตอนชั้น ม.5-6 … แล้วก็พยามยามเบี่ยงออกไปอีก ไปเรียนเครื่องกล สุดท้ายเป็นไงหล่ะ … พอมาทำงานแบงค์ก็ต้องมาเขียนโปรแกรมให้ User ใช้อีก เพราะดันมาทนระบบเฮงซวยของ IT ไม่ได้ ไล่ไปไล่มา ชีวิตมันก็ตลกดีนะ

8. ขออีกทีเหอะ ยกย่อง กิมย้ง, โกวเล้ง, อาการ์ธา คริสตี้, พนมเทียน มากอ่ะ ทำได้ไงอ่ะ แต่งนิยายได้ขนาดนี้ อ่านซ้ำไปซ้ำมา มากกว่า 3รอบแล้ว ก็ยังหยิบมาอ่านได้อีก สนุกทุกครั้ง ได้ความคิดจากการอ่านทุกครั้ง

9. มีวงบอยแบนด์ที่ชื่นชอบอยู่วงหนึ่ง วงนั้นคือ … NKOTB หรือ New Kids on the Box (อ๊าย!!! เขียนมาถึงตรงนี้รู้สึกว่าตัวเองเป็นเกย์เฒ่ายังไงก็ไม่รู้) ไม่รู้จักกันแน่เลย Single ที่ฮิตๆ ก็มี “Step by Step” “Cover Girl” อะไรประมาณนี้ มีเทปครบนะ (แม้ว่าจะเป็นของปลอมก็เหอะ) ร้องได้เกือบหมดเหมือนกัน ต้องโทษไอ้เพื่อนรักที่ดันมา Build ให้ชอบวงนี้! “Please don’t go, girl….”

10. สมัย ม.ปลาย เป็นเด็กที่เก่งวิชาในสายคำนวณ (แหงแหละ วิดวะนิ) แต่เราชอบวิชาชีวะมากนะ ทุกวันยังติวชีวะให้เด็กได้อยู่นะ ลองมะ? เคยสอบได้ท็อปชีวะด้วย แต่รู้สึกผิดเพราะเหมือนไปทำให้เพื่อนรักผิดหวัง จากนั้นเลยเอาดีเฉพาะที่จำเป็นก็พอ

11. ทุกวันนี้ที่ชอบวรรณกรรม และการเขียนหนังสือ นอกจากความเป็นหนอนหนังสือส่วนตัวแล้ว เป็นเพราะได้ครูดีตอนมัธยมด้วย ได้เคยอยู่ชมรมวารสาร ได้เคยฝึกเขียนบทความลงวารสาร ฝึกเขียนบทความสั้นๆ ในสมัยเรียน ทักษะนี้เองกลายเป็นทักษะในการเขียนรายงานและทักษะในการสื่อสารทุกวันนี้ ขอบคุณคุณครู (อีกแล้วครับ)

12. เคยไปเรียนพิเศษที่ PEP สยามด้วยนะ โอ้ว! ใครเกิดทันบ้าง 555 ตอนหลังก็มาพบว่าเรียนที่เดียวและรุ่นเดียวกับคุณภรรยาด้วย แต่ตอนนั้นยังไม่รู้จักกัน

13. เด็กๆ เป็นเด็กขี้อายมาก … แล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรมาดลใจทำให้เปลี่ยนไปอีกแบบเลย กลายมาเป็นคนที่ใจร้อนมาก ตอนเป็นวิศวกรโรงงาน ก็เคยเตะเก้าอี้ใส่ผู้จัดการโรงงานชาวญี่ปุ่นมาแล้ว ทุกวันนี้ได้อายุที่มากขึ้นช่วยชีวิตไว้ เพราะฉะนั้น ไอ้วันนั้นที่ไปตบโต๊ะในห้องประชุมตอนที่รำคาญพวก IT ที่งี่เง่าๆ นะ แล้วอาละวาดออกไปนั้นอ่ะ เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ถ้าเทียบกับวีรกรรมสมัยรุ่นๆ หน่ะ … แหลกเหอะ

14. เป็นคนที่โชคดีที่ได้รู้จักการเดินทางมาตั้งแต่เด็ก คุณพ่อคุณแม่พาเดินทางทั่วประเทศไทยมาแล้วตั้งแต่ยังเดินไม่ได้ครับ ดังนั้นบ้านนี้จึงเป็นเช่นนี้ เรามีความสุขกับการอยู่ห่างจากเมืองมากกว่าอยู่ในเมือง ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเลย

15. ไม่เคยเชื่อในเรื่องการมีความสุขในการทำงานประจำเลย จนกระทั่งได้มาทำงานที่ทิสโก้นี่แหละ มันเกิดขึ้นกับตัวเองแล้วจริงๆ กับความรู้สึกที่อยากมาทำงานทุกวัน รีบมาแต่เช้า เสาร์อาทิตย์ ก็มาได้ทุกวัน มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ทำงานเลย เหมือนได้อยู่กับครอบครัวตลอด ขอบคุณครับ ขอบคุณมากๆ เลยจริงๆ แต่อย่างว่าแหละ ทุกสิ่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

พอแค่นี้ละกันนะ ^_^

11 ขวบ

ปีนี้ นายปัณณ์ 11ขวบแล้ว
ในปีที่นายเกิด พ่อย้ายมาทำงานในสายสถาบันการเงิน ดังนั้น อายุงานพ่อในวงการนี้ ก็อายุเท่านายนี่พอดี

พ่อกะแม่เลี้ยงนายมา ไม่เคยมีเรื่องง่ายสักเรื่อง การมีนายออกมาเป็นสมาชิกใหม่ของบ้าน และเลี้ยงนายมาจนโตนี่เป็น Coming of Age ของพ่อกะแม่นายโดยแท้จริง ข้อดีคือ เลี้ยงน้องสาวเลยเป็นเรื่องง่ายไปเลย

เกิดมา ดันรับเอาความมึนของพ่อกับแม่ไปทั้งคู่ นายเลยซุปเปอร์มึน ซึ่งก็โทษนายทั้งหมดคงไม่ได้ มันมีส่วนความมึนจากยีนส์ที่ได้ไป แต่ช่วยมึนให้น้อยๆ ลงหน่อยจะดีมากๆ

เกิดมาก็ดันมีแม่เป็นหมอสัตว์ มีพ่อเป็นวิดวะ มีอาแท้ๆ สองคน คนหนึ่งก็เป็น Physiotherapist อีกคนก็ดันเป็นนักคณิตศาสตร์สถิติ วันๆ ก็ถูกสั่งสอนด้วย Logic มีแต่มนุษย์ Logic มันก็จะอยู่ยากนิดนึง แถมเรียนหนังสือก็ยังเรียนที่เดียวกับพ่อและอา เจอครูที่โรงเรียนก็ไม่รู้จักพ่อก็รู้จักอา บางคนสอนทั้งพ่อทั้งอา ก็ซวยอยู่บ้าง กระดิกอะไรนิดหน่อยเรื่องแ…งถึงพ่อเลย ซวยไป
แถมเพื่อนสนิทพ่อ รตอ.หมอเอ กะ อาชาร์ป แ…งก็หัวหกก้นขวิดกันในโรงเรียนนี้แหละ หมดสิทธิ์มาอำพ่อเรื่องโรงเรียน

ถึงจะหมั่นหาเรื่องใส่ตัวให้โดนด่าทุกวัน แต่ก็มีเรื่องที่พ่อภูมิใจในตัวนายนะ
1. นายเป็นเด็กใจดี อ่อนโยน มีเมตตา และรักน้อง นี่เป็นความพิเศษมาแต่เกิดเลย ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้นายพิเศษ ความพิเศษนี่จะรักษาตัวนาย
2. ตอนสอบเข้า ป.1 พ่อให้ไปสอบสองโรงเรียนดัง สอบติดทั้งสองที่เลย สุดท้ายพ่อเลือกให้มาเรียนโรงเรียนเก่าพ่อกะอา เลยไม่ได้เรียนในเมืองหลวง นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของสองแม่ลูก
3. ทุกวันนี้สามารถช่วยแบ่งเบางานที่บ้านได้ ตัวก็มีการบ้านมากมาย แต่ก็มาช่วยงานบ้านด้วยตำแหน่งพี่ชายคนโตของบ้าน ทำได้ดีบ้างแย่บ้าง แต่ช่วยก็คือช่วย

ถ้าวันนึงข้างหน้า นายอาจจะได้มาเปิดอ่าน อย่างน้อยก็ให้รู้ว่า พวกเราก็มากันได้ไกลแล้วหล่ะ จากวันแรก
พ่อเพียงหวังแค่ว่า นายอย่าลืมเรื่องความรับผิดชอบ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
อย่าลืมนะ!

รอบๆ ข่วงเมืองน่าน

19/10/2017 เราอยู่ที่เมืองน่าน 

ตัวเมืองน่านหรือเรียกได้ว่าที่บริเวณศูนย์กลางของเมือง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นแลนด์มาร์ค 5 สถานที่ ซึ่งน่าจะเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว 

เรามาเมืองน่านนี้ครั้งแรกเมื่อประมาณ 6-7ปีก่อน เมืองน่านคึกคักน้อยกว่านี้อย่างน้อยกว่าครึ่ง ตัดภาพฉึบฉับกลับมา ณ วันนี้ ถ้าเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่หรือสงกรานต์ บริเวณรอบๆ แยกนี้จะมีรถเต็มแทบจะหาที่จอดรถไม่ได้เลย หรือไม่ก็จอดซ้อนสองซ้อนสามกันไปเลยด้วยอิทธิฤทธิ์ตัวฤทธิ์ชาวกรุงเทพ! เกิดศึกแย่งชิงที่จอด ลามไปถึงแย่งที่กินที่นั่ง  

เรากำลังบอกว่า ถ้าเลี่ยงมาช่วงเทศกาลได้ คุณจะได้สัมผัสความสงบเสน่ห์ของเมืองน่านจริงๆ 

แต่เป็นเรา เราก็อยากมาช่วงปีใหม่หรือสงกรานต์อยู่ เพราะชอบการจัดงานปีใหม่ของเมืองน่านมาก นั่งกินขันโตกกันกลางแจ้งที่ข่วง กลัวมากว่า มันจะถูกตัวฤทธิ์ทำลายเหมือนเชียงใหม่ และคิดว่าคงอีกไม่กี่ปี คงต้องเลิกมาช่วงเทศกาลจริงๆ  

 

สถานที่แรก #วัดภูมินทร์ เดิมมีชื่อว่า “วัดพรหมมินทร์” ตั้งชื่อตามเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองนครน่านที่ได้โปรดให้สร้างวัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2139 ต่อมาถูกเรียกกันจนเพี้ยนไป จนเป็น “วัดภูมินทร์” มีพระอุโบสถจตุรมุขเป็นเอกลักษณ์ ที่รวมเอาโบสถ์-วิหาร-เจดีย์ ไว้ด้วยกันในลักษณะการจำลองแผนภูมิจักรวาล โดยมีพระประธานปางมารวิชัย 4 องค์ หันหน้าออกสู่ประตูทั้ง 4 ทิศ ประดิษฐ์ฐานอยู่ มีพญานาคแห่แหนพระอุโบสถไว้กลางลำตัว เสมือนการอุ้มชูพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป และเล่ากันว่าหน้าองค์พระประธาน หนึ่งจากสี่องค์นั่น จะมีอยู่องค์หนึ่งที่หน้าองค์พระยิ้มแย้มมากกว่าสามองค์ที่เหลือ ก็ให้กราบขอพรที่องค์นั้นแล้วจะได้สมปรารถนา อีกหนึ่งพิเศษของวัดนี้คือ “ฮูปแต้ม” ภาพจิตรกรรมวัดภูมินทร์ ซึ่งน่าจะเกิดจากการบูรณะวัดสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี่เอง ภาพจิตกรรมที่โดดเด่นคือ ภาพกระซิบบันลือโลกของ “ปู่ม่าน ย่าม่าน” (คำเรียกผู้ชายผู้หญิงชาวไทลื้อสมัยโบราณ) ในลักษณะกระซิบสนทนากัน นอกจากนั้นยังมีเจ๋งๆอีกหลายรูป มายืนดูกันเอง เราว่าเป็นภาพวาดผนังโบสถ์ที่พิเศษ เล่าเรื่องวิถีชีวิตคนธรรมดาโดยเฉพาะเรื่องระหว่างหญิงชาย ที่ปกติไม่ค่อยเอามาวาดบนผนังโบสถ์ บอกได้เลยว่ายืนดูแล้วสนุกมาก มาดูกี่ครั้งก็ชอบ

ด้านหน้าของวัดเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกันคือ #ข่วงเมืองน่าน คำว่าข่วงหมายถึงลานกลางแจ้ง เป็นลานจัดกิจกรรมของเมือง ทำบุญตักบาตร งานปีใหม่ งานสงกรานต์ ก็จัดกันที่ข่วงนี้แหละ #ถนนคนเดินเมืองน่าน ก็คือรอบๆ ข่วงนี้ คึกครื้นสนุกสนานมาก มีปีใหม่อยู่ปีหนี่ง มีผู้เฒ่าผู้แก่เปิดฟลอร์แดนซ์จีบมือเพลงคำเมืองกันที่ลานนี้ โหย! เป็นบรรยากาศท้องถิ่นที่ประทับใจ 

 

เดินไล่ไปจากวัดออกมาข่วงแล้วข้ามถนน ฝั่งตรงข้ามถนนของข่วงหน้าวัดคือ #พิพิธภัณฑ์สถานน่าน มาเจอช่วงที่กำลังปิดปรับปรุงพอดี (ฟาล์วได้อีก) แต่กระนั่นยีงเปิดให้เช้าชมบางส่วน ข้างในมีของที่น่าสนใจ Highlight สำคัญคือ #งาช้างดำ (ถ้าคนอ่านเพชรพระอุมาภาค2 น่าจะรู้สึกตื่นเต้นกับช้างงาดำ งาดำของจริงมีให้ดู) มันดูขลังจริงๆ อีก 

Highlight อีกหนึ่งคือวิวพระธาตุช้างค้ำกับทางเดินท่ามกลางต้นลั่นทม 

ตัวพิพิธภัณฑ์นี้เดิมคือวังเจ้าเมืองน่าน (หอคำ) ดังนั้นแค่เข้ามาชมอาคารก็เจ๋งแล้ว

จากพิพิธภัณฑ์ เราเดินข้ามถนนต่อไปอีกจะเป็น #วัดหัวข่วง และ #วัดพระธาตุช้างค้ำ ที่อยู่กันคนละด้านของพิพิทภัณฑ์  

 

#วัดหัวข่วง เป็นศิลปะแบบล้านนาท้องถิ่นเมืองน่านฝีมืองดงามไม่ปรากฏว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยใด มีเพียงหลักฐานว่าได้รับการบูรณะในราว พ.ศ. 2425 โดยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าเมืองน่านที่ได้รับแต่งตั้งจาก ร.5 เมื่อเข้าไปในโบสถ์ จะมีความแปลกต่างจากวัดทั่วไปคือการตั้งพระประธานไม่สมมาตรแฮะ คือไม่ได้วางตรงกลางแต่กลับตั้งเอียงไปทางด้านซ้าย มาค้นทีหลังได้ความว่า “หลวงพ่อเจ้าอาวาส…ได้เมตตาเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนชาวบ้านในละแวกวัดหัวข่วงมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันกับชาวบ้านคุ้มวัดภูมินทร์  ตีกันบาดเจ็บบ่อย ผู้ใหญ่ของทั้ง 2 คุ้มเห็นว่าคงเป็นเพราะพระประธานทั้ง 2 วัดหันหน้าประชันกัน เพื่อความสงบสุขวัดหัวข่วงจึงยอมขยับพระประธานมาทางซ้าย และตั้งแต่นั้นมา ชาวบ้านทั้ง 2 คุ้มก็อยู่กันสงบสุข แม้เรืองที่เล่านี้หลายร้อยปีแล้ว จนบัดนี้  พระประธานองค์นี้ยังคงอยู่ในตำแหน่งด้านซ้าย เป็นสัญลักษณ์ช่วยสร้างสันติสุขของเมื่องน่าน” 

 

#วัดพระธาตุช้างค้ำ เดิมชื่อ วัดหลวงกลางเวียง เจ้าผู้ครองนครน่าน พญาภูเข่ง เป็นผู้สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ.1949 วิหารของวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เป็นวิหารขนาดใหญ่ สร้างตามสถาปัตยกรรมภาคเหนือ พระธาตุเจดีย์ช้างค้ำวรวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีลิกธาตุ เป็นเจดีย์ได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะสุโขทัยทรงลังกา มีรูปช้างค้ำอยู่ในลักษณะ เหมือนฐานรองรับไว้ด้านละ 6 เชือก ช้างโผล่ส่วนหัวลอยออกมาครึ่งตัว มีความสวยงามและแปลก ไม่ค่อยเห็นกันทั่วไป 

 

สุดท้ายคือข้ามถนนมาอีกฟากหนึ่ง กลับมาอยู่ตรงข้ามกับวัดภูมินทร์ คือ #ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่ตรงนี้มีร้านกาแฟสดหลายร้านให้นั่งพักดูดซึมบรรยากาศตัวเมืองน่านได้ตามใจอยาก นี่เป็นมุมกาแฟมุมโปรดของเราอีกที่หนึ่ง และปัจจุบันยังมีให้บริการนั่งรถชมตัวเมืองด้วยฮะ

 

#จนกว่าจะพบกันใหม่ ครับ

กว๊านพะเยา พระเจ้าตนหลวง และพระธาตุจอมทอง อ.เมือง จ.พะเยา

16/10/2017 

ออกจากเชียงใหม่ 10:30 ออกเวียงป่าเป้า แล้วตัดออกมาพะเยา ถึงพะเยาตอนบ่าย 

 

พะเยา เมืองที่มีอ่างเก็บน้ำจืดใหญ่สุดในภาคเหนือเป็นใจกลางเมือง 

ตัวเมืองติดกว๊านเลย 

 

เราแวะข้างหนึ่งของกว๊านฝั่งตรงข้ามตัวเมือง 

ฝนตก น้ำท่วมตลิ่ง ถนนจมน้ำเป็นช่วง 

เลยตัดสินใจเลิกขับรถชมกว๊าน เพราะกลัวจะขับรถลงน้ำไปโดยไม่รู้เรื่องเพราะน้ำท่วมถนน 

 

เข้าตัวเมืองพะเยา อากาศเย็นสบาย วิวกว๊านพะเยาสวย (ตัดภาพมา เอ้า! น้ำท่วมตลิ่งมาแล้ว ฝนตกติดต่อกันสักวันสองวัน ท่วมเมืองแน่) 

 

วันแรกนี้ เราตั้งใจแวะวัดต่างๆ รอบๆเมือง 

วัดสวยงามแบบวัดเหนือ แต่แตกต่างไปจากล้านนาแบบเชียงใหม่ หรือหริภุญชัยแบบลำพูน และต่างจากแม่ฮ่องสอนชัดเจน 

แม่ฮ่องสอนเป็นล้านนาที่ได้รับอิทธิพลจากพม่า ส่วนทางพะเยานี้มีเอกลักษณ์ของตัวเองและได้รับอิทธิพลจากทางลาว 

เมืองพะเยาเป็นเมืองที่มีเขตติดต่อกับลาว มีจุดผ่อนผันการค้าชายแดน และวิ่งเชื่อมต่อไปยังหลวงพระบางได้ (คิดถึงๆ) 

 

กลับมาที่กว๊านพะเยา กลางน้ำมีวัดติฯ มีเรือพายพาข้ามจากท่ากว๊านไปส่งที่วัด 

เก๋มาก เราจะเห็นเรือพาย พายข้ามไปมา ไม่มีเรือยนต์แล่นเลย 

ภาพของเรือพายกับวิวกว๊าน ท้องฟ้าเมฆผืนน้ำกับพระอาทิตย์ตก อันนี้คือ Highlight ของมื้อเย็นที่ตัวเมืองพะเยา 

พัก Refresh กันที่นี่หนึ่งคืน 

 

นอกจากวัดติโลกอารามที่อยู่กลางน้ำ ยังมีที่น่าสนใจอีกหลายวัด 

และที่มีตำนานสนุกๆ คือ เรื่องของ #พระเจ้าตนหลวง ที่วัดศรีโคมคำ กับ #พระธาตจอมทอง อ.เมือง จ.พะเยา 

 

พระเจ้าตนหลวงมีประวัติว่า “สร้างโดยสองตายายและพญาเมืองยี่ เจ้าผู้ครองเมืองพะเยาร่วมกับพญายอด เจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ ต่อมาพญาเมืองแก้ว (ราชบุตร) เมืองเชียงใหม่, พญาหัวเคียน เมืองพะเยา สานต่อสร้างจนเสร็จ พร้อมกับสร้างวิหาร จนล่วงเลยมาหลายร้อยปี ต่อมาครูบาศรีวิชัย ได้มาทำการบูรณะสร้างพระเจ้าตนหลวงและวิหารขึ้นมาอีกครั้ง จนล่าสุดครูบาเทือง ได้มาทำการบูรณะปิดทององค์พระเจ้าตนหลวงใหม่ จนถึงปัจจุบัน” 

 

เมื่อเริ่ม มีนกเอี้ยง (ซึ่งเป็นชาติหนึ่งพระพุทธเจ้า) ตกลงไปตายในบึงน้ำ บึงน้ำนั้นจึงได้ชื่อว่าหนองเอี้ยง เป็นหนองน้ำที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ แล้วก็มีพญานาคตนหนึ่งมาอาศัยอยู่ในหนองเอี้ยงนี้ 

ต่อมาถึงสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเสด็จมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่เมืองภูกามยาว และได้ทรงมาประทับแรมบนดอยซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งหนองเอี้ยงนี้ทางทิศเหนือ ทรงให้พระอานนท์ไปตักน้ำมาจากหนองเอี้ยง 

พญานาคเกิดหวงน้ำในหนองเอี้ยง แสดงฤทธิ์ข่มขู่พระอานนท์ ไม่ให้น้ำ พระพุทธเจ้าจึงมาปรามพญานาคตนนี้ด้วยการแปลงร่างให้ใหญ่โตและยกพระบาทมาเหยียบเศียรพญานาคไว้ 

ในที่สุด พญานาคจึงได้ยอมจำนนและได้ฟังธรรมจากพระองค์ 

พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสบอกว่าพญานาคว่า ในอีกหลายพันปีจากนั้นให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นที่นี่เพื่อเป็นการปักหลังของพระพุทธศาสนา โดยให้มีขนาดใหญ่เท่าตัวพระองค์ที่แสดงปาฏิหาริย์เหยียบเศียรพญานาค

เมื่อถึงกำหนด พญานาคจึงได้กลับขึ้นมาบนบก นำทองมามอบให้กับสองตายาย เพื่อใช้ในการสร้างพระพุทธรูปตามที่รับปากไว้ 

จึงเกิดเป็นการดำเนินการถมบางส่วนของหนองเอี้ยงและก่อสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเป็นการปักหลักของพุทธศาสนาในดินแดนแถบนี้ 

พระพุทธรูปขนาดใหญ่นี้คือพระเจ้าตนหลวงองค์นี้ 

ดอยที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับแรม ต่อมาได้มีการสร้างเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุเป็นพระธาตุจอมทองแห่งนี้

 ส่วนหนองเอี้ยงที่มีพญานาคมาอาศัยก็คือกว๊านพะเยา