Category Archives: Family

รอบๆ ข่วงเมืองน่าน

19/10/2017 เราอยู่ที่เมืองน่าน 

ตัวเมืองน่านหรือเรียกได้ว่าที่บริเวณศูนย์กลางของเมือง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นแลนด์มาร์ค 5 สถานที่ ซึ่งน่าจะเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว 

เรามาเมืองน่านนี้ครั้งแรกเมื่อประมาณ 6-7ปีก่อน เมืองน่านคึกคักน้อยกว่านี้อย่างน้อยกว่าครึ่ง ตัดภาพฉึบฉับกลับมา ณ วันนี้ ถ้าเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่หรือสงกรานต์ บริเวณรอบๆ แยกนี้จะมีรถเต็มแทบจะหาที่จอดรถไม่ได้เลย หรือไม่ก็จอดซ้อนสองซ้อนสามกันไปเลยด้วยอิทธิฤทธิ์ตัวฤทธิ์ชาวกรุงเทพ! เกิดศึกแย่งชิงที่จอด ลามไปถึงแย่งที่กินที่นั่ง  

เรากำลังบอกว่า ถ้าเลี่ยงมาช่วงเทศกาลได้ คุณจะได้สัมผัสความสงบเสน่ห์ของเมืองน่านจริงๆ 

แต่เป็นเรา เราก็อยากมาช่วงปีใหม่หรือสงกรานต์อยู่ เพราะชอบการจัดงานปีใหม่ของเมืองน่านมาก นั่งกินขันโตกกันกลางแจ้งที่ข่วง กลัวมากว่ามันจะถูกตัวฤทธิ์ทำลายเหมือนเชียงใหม่ และคิดว่าคงอีกไม่กี่ปี คงต้องเลิกมาช่วงเทศกาลจริงๆ  

 

สถานที่แรก #วัดภูมินทร์ เดิมมีชื่อว่า “วัดพรหมมินทร์” ตั้งชื่อตามเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองนครน่านที่ได้โปรดให้สร้างวัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2139 ต่อมาถูกเรียกกันจนเพี้ยนไป จนเป็น “วัดภูมินทร์” มีพระอุโบสถจตุรมุขเป็นเอกลักษณ์ ที่รวมเอาโบสถ์-วิหาร-เจดีย์ ไว้ด้วยกันในลักษณะการจำลองแผนภูมิจักรวาล โดยมีพระประธานปางมารวิชัย 4 องค์ หันหน้าออกสู่ประตูทั้ง 4 ทิศ ประดิษฐ์ฐานอยู่ มีพญานาคแห่แหนพระอุโบสถไว้กลางลำตัว เสมือนการอุ้มชูพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป และเล่ากันว่าหน้าองค์พระประธาน หนึ่งจากสี่องค์นั่น จะมีอยู่องค์หนึ่งที่หน้าองค์พระยิ้มแย้มมากกว่ราสามองค์ที่เหลือ ก็ให้กราบขอพรที่องค์นั้นแล้วจะได้สมปรารถนา อีกหนึ่งพิเศษของวัดนี้คือ “ฮูปแต้ม” ภาพจิตรกรรมวัดภูมินทร์ ซึ่งน่าจะเกิดจากการบูรณะวัดสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี่เอง ภาพจิตกรรมที่โดดเด่นคือ ภาพกระซิบบันลือโลกของ “ปู่ม่าน ย่าม่าน” (คำเรียกผู้ชายผู้หญิงชาวไทลื้อสมัยโบราณ) ในลักษณะกระซิบสนทนากัน นอกจากนั้นยังมีเจ๋งๆอีกหลายรูป มายืนดูกันเอง เราว่าเป็นภาพวาดผนังโบสถ์ที่พิเศษ เล่าเรื่องวิถีชีวิตคนธรรมดาโดยเฉพาะเรื่องระหว่างหญิงชาย ที่ปกติไม่ค่อยเอามาวาดบนผนังโบสถ์ บอกได้เลยว่ายืนดูแล้วสนุกมาก มาดูกี่ครั้งก็ชอบ

ด้านหน้าของวัดเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกันคือ #ข่วงเมืองน่าน คำว่าข่วงหมายถึงลานกลางแจ้ง เป็นลานจัดกิจกรรมของเมือง ทำบุญตักบาตร งานปีใหม่ งานสงกรานต์ ก็จัดกันที่ข่วงนี้แหละ #ถนนคนเดินเมืองน่าน ก็คือรอบๆ ข่วงนี้ คึกครื้นสนุกสนานมาก มีปีใหม่อยู่ปีหนี่ง มีผู้เฒ่าผู้แก่เปิดฟลอร์แดนซ์จีบมือเพลงคำเมืองกันที่ลานนี้ โหย! เป็นบรรยากาศท้องถิ่นที่ประทับใจ 

 

เดินไล่ไปจากวัดออกมาข่วงแล้วข้ามถนน ฝั่งตรงข้ามถนนของข่วงหน้าวัดคือ #พิพิธภัณฑ์สถานน่าน มาเจอช่วงที่กำลังปิดปรับปรุงพอดี (ฟาล์วได้อีก) แต่กระนั่นยีงเปิดให้เช้าชมบางส่วน ข้างในมีของที่น่าสนใจ Highlight สำคัญคือ #งาช้างดำ (ถ้าคนอ่านเพชรพระอุมาภาค2 น่าจะรู้สึกตื่นเต้นกับช้างงาดำ งาดำของจริงมีให้ดู) มันดูขลังจริงๆ อีก 

Highlight อีกหนึึ่งคือวิวพระธาตุช้างค้ำกับทางเดินท่ามกลางต้นลั่นทม 

ตัวพิพิธภัณฑ์นี้เดิมคือวังเจ้าเมืองน่าน (หอคำ) ดังนั้นแค่เข้ามาชมอาคารก็เจ๋งแล้ว

จากพิพิธภัณฑ์ เราเดินข้ามถนนต่อไปอีกจะเป็น #วัดหัวข่วง และ #วัดพระธาตุช้างค้ำ ที่อยู่กันคนละด้านของพิพิทภัณฑ์  

 

#วัดหัวข่วง เป็นศิลปะแบบล้านนาท้องถิ่นเมืองน่านฝีมืองดงามไม่ปรากฏว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยใด มีเพียงหลักฐานว่าได้รับการบูรณะในราว พ.ศ. 2425 โดยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าเมืองน่านที่ได้รับแต่งตั้งจาก ร.5 เมื่อเข้าไปในโบสถ์ จะมีความแปลกต่างจากวัดทั่วไปคือการตั้งพระประธานไม่สมมาตรแฮะ คือไม่ได้วางตรงกลางแต่กลับตั้งเอียงไปทางด้านซ้าย มาค้นทีหลังได้ความว่า “หลวงพ่อเจ้าอาวาส…ได้เมตตาเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนชาวบ้านในละแวกวัดหัวข่วงมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันกับชาวบ้านคุ้มวัดภูมินทร์  ตีกันบาดเจ็บบ่อย ผู้ใหญ่ของทั้ง 2 คุ้มเห็นว่าคงเป็นเพราะพระประธานทั้ง 2 วัดหันหน้าประชันกัน เพื่อความสงบสุขวัดหัวข่วงจึงยอมขยับพระประธานมาทางซ้าย และตั้งแต่นั้นมา ชาวบ้านทั้ง 2 คุ้มก็อยู่กันสงบสุข แม้เรืองที่เล่านี้หลายร้อยปีแล้ว จนบัดนี้  พระประธานองค์นี้ยังคงอยู่ในตำแหน่งด้านซ้าย เป็นสัญลักษณ์ช่วยสร้างสันติสุขของเมื่องน่าน” 

 

#วัดพระธาตุช้างค้ำ เดิมชื่อ วัดหลวงกลางเวียง เจ้าผู้ครองนครน่าน พญาภูเข่ง เป็นผู้สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ.1949 วิหารของวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เป็นวิหารขนาดใหญ่ สร้างตามสถาปัตยกรรมภาคเหนือ พระธาตุเจดีย์ช้างค้ำวรวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีลิกธาตุ เป็นเจดีย์ได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะสุโขทัยทรงลังกา มีรูปช้างค้ำอยู่ในลักษณะ เหมือนฐานรองรับไว้ด้านละ 6 เชือก ช้างโผล่ส่วนหัวลอยออกมาครึ่งตัว มีความสวยงามและแปลก ไม่ค่อยเห็นกันทั่วไป 

 

สุดทั้ายคือข้ามถนนมาอีกฟากหนึ่ง กลับอยู่ตรงข้ามกับวัดภูมินทร์ คือ #ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่ตรงนี้มีร้านกาแฟสดหลายร้านให้นั่งพักดูดซึมบรรยากาศตัวเมืองน่านได้ตามใจอยาก นี่เป็นมุมกาแฟมุมโปรดของเราอีกที่หนึ่ง และปัจจุบันยังมีให้บริการนั่งรถชมตัวเมืองด้วยฮะ

 

#จนกว่าจะพบกันใหม่ ครับ

Advertisements

กว๊านพะเยา พระเจ้าตนหลวง และพระธาตุจอมทอง อ.เมือง จ.พะเยา

16/10/2017 

ออกจากเชียงใหม่ 10:30 ออกเวียงป่าเป้า แล้วตัดออกมาพะเยา ถึงพะเยาตอนบ่าย 

 

พะเยา เมืองที่มีอ่างเก็บน้ำจืดใหญ่สุดในภาคเหนือเป็นใจกลางเมือง 

ตัวเมืองติดกว๊านเลย 

 

เราแวะข้างหนึ่งของกว๊านฝั่งตรงข้ามตัวเมือง 

ฝนตก น้ำท่วมตลิ่ง ถนนจมน้ำเป็นช่วง 

เลยตัดสินใจเลิกขับรถชมกว๊าน เพราะกลัวจะขับรถลงน้ำไปโดยไม่รู้เรื่องเพราะน้ำท่วมถนน 

 

เข้าตัวเมืองพะเยา อากาศเย็นสบาย วิวกว๊านพะเยาสวย (ตัดภาพมา เอ้า! น้ำท่วมตลิ่งมาแล้ว ฝนตกติดต่อกันสักวันสองวัน ท่วมเมืองแน่) 

 

วันแรกนี้ เราตั้งใจแวะวัดต่างๆ รอบๆเมือง 

วัดสวยงามแบบวัดเหนือ แต่แตกต่างไปจากล้านนาแบบเชียงใหม่ หรือหริภุญชัยแบบลำพูน และต่างจากแม่ฮ่องสอนชัดเจน 

แม่ฮ่องสอนเป็นล้านนาที่ได้รับอิทธิพลจากพม่า ส่วนทางพะเยานี้มีเอกลักษณ์ของตัวเองและได้รับอิทธิพลจากทางลาว 

เมืองพะเยาเป็นเมืองที่มีเขตติดต่อกับลาว มีจุดผ่อนผันการค้าชายแดน และวิ่งเชื่อมต่อไปยังหลวงพระบางได้ (คิดถึงๆ) 

 

กลับมาที่กว๊านพะเยา กลางน้ำมีวัดติฯ มีเรือพายพาข้ามจากท่ากว๊านไปส่งที่วัด 

เก๋มาก เราจะเห็นเรือพาย พายข้ามไปมา ไม่มีเรือยนต์แล่นเลย 

ภาพของเรือพายกับวิวกว๊าน ท้องฟ้าเมฆผืนน้ำกับพระอาทิตย์ตก อันนี้คือ Highlight ของมื้อเย็นที่ตัวเมืองพะเยา 

พัก Refresh กันที่นี่หนึ่งคืน 

 

นอกจากวัดติโลกอารามที่อยู่กลางน้ำ ยังมีที่น่าสนใจอีกหลายวัด 

และที่มีตำนานสนุกๆ คือ เรื่องของ #พระเจ้าตนหลวง ที่วัดศรีโคมคำ กับ #พระธาตจอมทอง อ.เมือง จ.พะเยา 

 

พระเจ้าตนหลวงมีประวัติว่า “สร้างโดยสองตายายและพญาเมืองยี่ เจ้าผู้ครองเมืองพะเยาร่วมกับพญายอด เจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ ต่อมาพญาเมืองแก้ว (ราชบุตร) เมืองเชียงใหม่, พญาหัวเคียน เมืองพะเยา สานต่อสร้างจนเสร็จ พร้อมกับสร้างวิหาร จนล่วงเลยมาหลายร้อยปี ต่อมาครูบาศรีวิชัย ได้มาทำการบูรณะสร้างพระเจ้าตนหลวงและวิหารขึ้นมาอีกครั้ง จนล่าสุดครูบาเทือง ได้มาทำการบูรณะปิดทององค์พระเจ้าตนหลวงใหม่ จนถึงปัจจุบัน” 

 

เมื่อเริ่ม มีนกเอี้ยง (ซึ่งเป็นชาติหนึ่งพระพุทธเจ้า) ตกลงไปตายในบึงน้ำ บึงน้ำนั้นจึงได้ชื่อว่าหนองเอี้ยง เป็นหนองน้ำที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ แล้วก็มีพญานาคตนหนึ่งมาอาศัยอยู่ในหนองเอี้ยงนี้ 

ต่อมาถึงสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเสด็จมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่เมืองภูกามยาว และได้ทรงมาประทับแรมบนดอยซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งหนองเอี้ยงนี้ทางทิศเหนือ ทรงให้พระอานนท์ไปตักน้ำมาจากหนองเอี้ยง 

พญานาคเกิดหวงน้ำในหนองเอี้ยง แสดงฤทธิ์ข่มขู่พระอานนท์ ไม่ให้น้ำ พระพุทธเจ้าจึงมาปรามพญานาคตนนี้ด้วยการแปลงร่างให้ใหญ่โตและยกพระบาทมาเหยียบเศียรพญานาคไว้ 

ในที่สุด พญานาคจึงได้ยอมจำนนและได้ฟังธรรมจากพระองค์ 

พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสบอกว่าพญานาคว่า ในอีกหลายพันปีจากนั้นให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นที่นี่เพื่อเป็นการปักหลังของพระพุทธศาสนา โดยให้มีขนาดใหญ่เท่าตัวพระองค์ที่แสดงปาฏิหาริย์เหยียบเศียรพญานาค

เมื่อถึงกำหนด พญานาคจึงได้กลับขึ้นมาบนบก นำทองมามอบให้กับสองตายาย เพื่อใช้ในการสร้างพระพุทธรูปตามที่รับปากไว้ 

จึงเกิดเป็นการดำเนินการถมบางส่วนของหนองเอี้ยงและก่อสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเป็นการปักหลักของพุทธศาสนาในดินแดนแถบนี้ 

พระพุทธรูปขนาดใหญ่นี้คือพระเจ้าตนหลวงองค์นี้ 

ดอยที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับแรม ต่อมาได้มีการสร้างเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุเป็นพระธาตุจอมทองแห่งนี้

 ส่วนหนองเอี้ยงที่มีพญานาคมาอาศัยก็คือกว๊านพะเยา

แม่ฮ่องสอนอีกครั้ง ตุลาคม 2017

หลังจากกลับจากเชียงใหม่ 

เราออกเดินทางอีกครั้งในคืนวันพฤ หลังดูอิมเมจร้องเพลง 

 

เมื่อแรกตั้งใจจะไปเพชรบูรณ์-เลย ไปสุดริมโขงที่เชียงคาน แต่พบว่าที่พักเต็มไปแล้ว 90% เดาได้ถึงความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวที่ถนนชายโขง 

 

ในที่สุดจึงตัดสินใจขึ้นเหนืออีก มาเช้าวันศุกร์ที่ลำปาง แวะไหว้พระธาตุ แวะพักและหาข้าวกินที่กาดกองต้า เพื่อตัดสินใจต่อว่าไปไหน 

คุยกันอยู่ว่าจะไปแจ้ซ้อน แล้วออกไปทางแพร่-น่าน 

 

คุณหมอหยิบรูปตัวเมืองแม่ฮ่องสอนขึ้นมาดูๆ แล้วเปรยๆ ว่าคิดถึงเมืองแม่ฮ่องสอน 

ในที่สุด พ่อไข่เลยตัดสินใจไปแม่ฮ่องสอน เราเลยต้องจากลำปางมาพัก Refresh ที่เชียงใหม่ 1 คืน ก่อนจะลุยสองพันกว่าโค้ง เพื่อไปนมัสการพระธาตุดอยกองมู 

 

เช้ามืดวันเสาร์ ออกจากเชียงใหม่ มาถึงปายยังไม่ทันเก้าโมงดี แต่ก็มีเหตุต้องหยุดพักแก้ไขปัญหารถ 

ในที่สุดแล้วก็ก็มาถึงตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเกือบบ่าย 

คุณหมอก็เปรยขึ้นอีกว่าอยากกินชาที่บ้านรักไทย ก่อนเข้าตัวอำเภอเมือง เลี้ยวออกตรงมาที่บ้านรักไทย 

 

ณ บ้านรักไทย ชายเดนไทย-พม่า สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000m ไกลจากบ้าน 950km 

วันเสาร์… ฝนตกริมทะเลสาบ กลิ่นชาหอม 

#อยู่ระหว่างทาง #ตอบไม่ได้ว่าพรุ่งนี้เราจะอยู่ที่ไหน #คืนนี้จะนอนไหนเดี๋ยวค่อยว่ากัน #ในรถมีเต้นท์และถุงนอน #เด็กๆสนุก #ภรรยาแฮปปี้ 

 

มีถนนบางเส้นที่เราขับมาแล้ว คิดในใจเลยว่าถ้าไม่จำเป็นจะไม่ขับมาอีก 

ถนนที่เข้าปางอุ๋งคือเส้นหนึ่งในนั้น  

ไม่ใช่แค่ความชันหรือความคดเคี้ยว แต่เป็นความคับขันของไหล่เขา 

 

แต่ก็นะ เมื่อผ่านด่านที่เป็นปราการธรรมชาติเข้าไป เราจะพบกับสวอนเลค 

สวอนเลคจริงๆ เหมือนในเทพนิยาย อยู่ในป่าในวงล้อมของขุนเขา 

จะอย่างไร ก็ดั้งด้นเข้าไป… 

(ชื่อจริงของปางอุ๋งคือโครงการในพระราชดำริปางตอง2 เป็นส่วนติดต่อกับอุทยานแห่งชาติปางตอง) 

 

กลับเข้าเมืองแม่ฮ่องสอน 5โมงเย็น เพื่อให้ทันแสงสุดท้ายบนดอยกองมู 

พระธาตุคู่สีขาวบนยอดดอยที่มีบันไดเดินขึ้นมาจากด้านล่างได้ 

องค์หนึ่งบรรจุพระธาตุพระโมคคัลลานะ อีกองค์บรรจุพระธาตุพระสารีบุตร อัครสาวกซ้ายขวา 

เมื่อเราอยู่ในตัวอำเภอเมือง แทบทุกที่ถ้าเงยหน้าขึ้นมอง จะมองเห็นพระธาตุขาวคู่สององค์นี้ 

จากที่พระธาตุมองออกไปภูเขารอบเมืองๆ เราก็จะเห็นหมอกปกคลุมอยู่เสมอ #เมืองสามหมอก 

 

มีคนเคยเอ่ยถามว่า ไปมาหลายจังหวัดแล้ว ร้านกาแฟที่ไหนสวยสุด 

 

สวยเป็นเรื่องความชอบของแต่ละคนครับ 

แต่ที่แน่ๆ เรายังไม่คิดว่า ‘Coffee in Love’ ที่ปาย หรือ ‘Route 12’ ที่เขาค้อ หรือ ‘ไจแอนท์’ ที่เชียงใหม่ จะเรียกว่าสวยที่สุดได้ ถ้าเรามานั่งดูแสงสุดท้ายของแม่ฮ่องสอนที่นี่ 

 

ข้อแม้คือ ต้องมาให้ทันพอดีเวลานิดนึง 

มาเร็วเกินไปก็จะร้อนจนนั่งไม่ได้ มาช้าเกินไปก็จะไม่ทันพระอาทิตย์ตก โดนยุงหามเปล่าๆ 

 

แต่ถ้ามาได้พอดีเวลา เราจะได้นั่งจิบชากาแฟ ท่ามกลางขุนเขาสลับซับซ้อน หมอกจับบางๆ ที่ยอด เมฆที่ตัดกับสีท้องฟ้า และดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลับเหลี่ยมเขา (ไม่ก็แสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านช่องว่างของเมฆที่มาบัง) 

 

มีคนเคยบรรยายวิวที่นี่ไว้ว่า ‘สวยจนลืมหายใจ’ 

วิวที่นี่ทำกาแฟจืดไปเลยครับ  

(ควรมาช่วงที่นักท่องเที่ยวน้อยหน่อย) 

ใช้เวลา ในเชียงใหม่

7/10/17 เชียงใหม่ ระหว่างสะเมิงไปจอมทอง 
เมฆสีหม่นๆ ลอยตาม ความคิดล่องลอย แต่สงบดี 

มีความสุขกับระหว่างทาง 

ไม่บ่อยนักที่ไม่ต้องขับรถเอง 

เราชอบ สีเขียวของเชียงใหม่ ภูเขาของเชียงใหม่ สายน้ำของเชียงใหม่ 

แผนของวันนี้ มีเพียงหลวมๆ 

แผนของวันพรุ่งนี้ เรียกว่าไม่มีเลยเสียดีกว่า 

เพียงตั้งใจแค่ ฉกฉวยแต่ละทุกขณะเวลา ระหว่างทาง 

ที่หมายปลายทาง ตั้งใจมีไว้แค่เพียง เพื่อให้เกิดการเดินทาง 

 

ลงจากอินทนนท์ กลับเข้าเมืองเชียงใหม่ เวลาประมาณบ่ายสาย 

ค่อยๆ เดินเท้า 

แล้วฟังเสียงของเมือง เพราะเสียงของเมืองแต่ละเมืองย่อมมีความเฉพาะ 

แอบคิดไปว่าน่าจะเสียดาย ถ้ามาถึงแล้วไม่ได้ยิน 

 

20:30 กลับเข้ามาอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่ 

แม้เรื่องที่คิดว่าชัวร์ๆ แล้ว 

การเดินมักพาให้มาพบกับปัญหาเฉพาะหน้าที่คาดไม่ถึง 

ถึงไม่ได้วางแผน แต่ก็มีสิ่งที่ตั้งใจว่าอยากจะทำ และในที่สุดก็ไม่ได้ทำ เพราะปัญหาเฉพาะหน้าอันนั้น ก็ต้องแก้กันเป็นเรื่องๆ ไป 

แต่นี้เอง คือสิ่งที่เราได้จากการเดินทาง 

คือการเติบโตระหว่างทาง การเรียนรู้ระหว่างทาง 

เพราะเมื่อที่สุดแล้ว เมื่อถึงปลายทาง หรือเมื่อกลับถึงบ้าน เรากลับพบว่า เราได้เติบโตขึ้นจากเดิมไปแล้ว 

 

8/10/2017 บ่ายสองโมง วันที่สองในเชียงใหม่ 

บางทีเราก็ไม่รู้ว่าชีวิต หรือการเดินทางจะพาเรามันเจอกับอะไร 

กินข้าวเที่ยงเสร็จ ข้ามถนนตรงหน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ข้ามมาเข้าพิพิธภัณฑ์ล้านนา ในพิพิธภัณฑ์มีร้านกาแฟ หวังหากาแฟกินแก้ง่วง 

ได้เค้กกับฟังเพลงเล่นสดๆ ในร้านกาแฟ ในพิพิทธภัณฑ์ 

 

ห้าโมงเย็นของวันที่สอง 

เราว่า พีคที่สุดของการเดินทางออกมาไกลๆ บ้าน คือ ช่วงเวลาที่เราหยุดนิ่งๆ แล้วไม่ทำอะไรเลย 

ไม่ทำอะไรเลย 

ไม่ทำอะไรเลย สักหนึ่งชั่วโมง หรือนานกว่านั้น 

หลังจากเดินทางมาสักพัก เราต้องมีที่ว่างให้กับการเดินทางเสียบ้าง 

เราเว้นวรรคการเดินทาง เพื่อให้เกิดช่องว่างของเวลา 

บรรจงเลือกร้านที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ และนั่งลง ใช้เวลากับตัวเอง 

ใช้เวลา ไม่ใช่ฆ่าเวลา 

ใช้เวลากับฆ่าเวลานั้นต่างกัน 
ระหว่างใช้เวลาในช่องว่างของการเดินทาง เรารู้สึกได้ถึงความคิดที่ไหลผ่านไปมา 

รสของกาแฟช่างข่มขื่น แต่การเดินทางนั้นกลับได้พักหายใจ 

การเดินทางที่มีลมหายใจ อาศัยการใช้เวลาในช่องว่างที่เว้นวรรคไว้ ได้หายใจ 

 

บ่ายสี่โมงครึ่ง เดินจูงมือลูกสองคนไปร้านหนังสือ 

…ใช้เวลา…ในร้านหนังสือ… 

หกโมงครึ่ง พากันเดินกลับที่พัก 
จึงเป็นเรื่องของ…การใช้เวลา(ร่วมกัน) 

บันทึกในเดือนมีนา

บันทึกที่ 1 #บันทึกเด็กป1 

1. ความสม่ำเสมอในการปรับเวลา การแต่งตัวนั่งทำผม และการกินข้าวเช้า ทำให้ตัวยุ่งสามารถจัดการกับกิจกรรมก่อนไปโรงเรียนและพร้อมออกจากบ้านไปโรงเรียนได้ตามกำหนดเวลาที่วางไว้ #ผลงานของแม่หมอ

2. แม้ว่าจะต้องตื่นเช้าออกจากบ้านแต่เช้า แต่ตัวยุ่งไม่ค่อยยอมนอนหลับบนรถระหว่างทาง กิจกรรมของนางคือนั่งฟังเพลงที่พ่อเปิดตลอดทาง “พ่อ…เปิดเพลง” คือ order ของนาง (นอกเสียจากเหนื่อยจากการเดินทางที่พ่อลากไปมาก่อนหน้าจึงจะหลับ) 

3. ทันทีที่พ่อจอดรถเมื่อถึง ประโยคแรกของนางคือ “พ่อ…ซื้อหนม” 

4. เมื่อพ่อมาส่งถึงหน้าประตู  สวัสดีคุณครูแล้ว ตัวยุ่งจะวิ่งเข้าโรงเรียนไปที่ตึก ทั้งๆ ที่เกือบทั้งหมดค่อยๆ เดินเข้าโรงเรียน นางจะวิ่งผ่านทุกคนไป  #จะวิ่งทำมาย #พ่อไม่ถาม #วันนึงลูกคงบอก 

5. แม้จะต้องปรับตัวกับเพื่อนใหม่ ที่ส่วนใหญ่เค้าก็มาจากโรงเรียนเดียวกัน แต่โรงเรียนนางมีนางมาคนเดียว แต่นางก็ทำได้ สามารถมีเพื่อนสนิทเล่นด้วยได้ใน 1week ทั้งๆ ที่มีเพื่อนที่เขม่นนางมาตั้งแต่วันแรก แต่เมื่อวางนางก็ลากหล่อนมาวิ่งเล่นด้วยเป็นก๊วนเดียวกันเรียบร้อย #วิ่งเล่นชนะอคติ 

6. พ่อไม่ชินอย่างมาก เมื่อได้ยินครูเรียกตัวยุ่งว่าหัวหน้าห้อง “หัวหน้าห้อง ครูฝากของไปให้เพื่อนด้วย” ยิ่งไม่ชินเข้าไปอีกตอนเพื่อนมาเรียกนางว่า หัวหน้าห้อง #เสียงดังนั้นมีประโยชน์ #จริงแล้วคือนางพูดมาก 

7. หลังเลิกเรียน นางจะกลับมาเล่าให้ฟังได้ว่าวันนี้ไปเล่นอะไรกะเพื่อนคนไหน แต่ถ้าถามว่าวันนี้เรียนอะไรไปบ้าง คำตอบของนางคือ “จำไม่ได้” 

8. ความจำเป็นในการตื่นเช้ามาเรียนโรงเรียนของนาง เป็นเหตุให้ทุกคนมาพร้อมหน้ากันในตอนเช้า ทุกคนได้ใช้เวลาด้วยกันตอนเช้ามืด (อย่างงัวเงีย) ก่อนจะแยกย้ายไปปฏิบัติกิจประจำวันของตน 

 

บันทึกที่ 2 

เดือนนี้ เจ้านายสอนอยู่สองเรื่อง 

เรื่องแรก “มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ นะไข่” 
เรื่องที่สอง “ไข่ เราไม่ต้องทำอะไรมาก เอาแค่สามอย่าง… คิดดี ทำดี พูดดี แค่นี้พอ” 

 

บันทึกที่ 3 
เมื่อกลับไปเริ่มต้นใหม่… 

ใช้เวลาสามปีจึงกลับมาถึง level ที่ใกล้เคียงจุดเดิม 

แต่… สิ่งที่เรียนรู้ มันทวีคูณตั้งแต่วันที่กลับไปเริ่มต้นใหม่ 
 

#บันทึก

EOY2016 Trip – สิ้นปีที่ฮานอย 

31/12/2016 สิ้นปีแล้วครับ 

เรามาอยู่ที่ฮานอยแล้ว ในวันที่ 7 ที่จากบ้านมา 

กรุงเทพ – หนองคาย – เวียงจันทน์ – หลวงพระบาง – ฮานอย 

ถ้าบอกว่าไม่เหนื่อยเลย ก็โกหกแล้ว มันเหนื่อยมาก แล้วเหนื่อยขนาดนี้ทำทำไม 

ใช่ครับ มันสนุก มันมันส์มาก กับการเดินทางข้าม 3 ประเทศกว่า 7วัน และมันก็สาหัสนัก 

ที่พบคือ เด็กมีพลังงานสูงกว่าที่เราคิดมาก ในขณะที่เราเดินเหนื่อย เมื่อย มึนจนปวดหัว 
ลูกสาวเธอเดินไป ชมวิวข้างทางไป ร้องเพลงไป  ส่วนลูกชาย เธอก็เดินไป แหย่น้องไป เรียกพ่อเรียกแม่ ดูนู่นดูนี่ตลอดทาง 

เฮ้ย! โอเค ยังไปต่อได้ 

ถ้าวัดความสำเร็จของการเดินทางครั้งนี้คือ เด็กๆ โตขึ้น 

พวกเขาโตระหว่างการเดินทาง 
น้องปริณเรียกพ่อให้หลบรถ พี่ปัณณ์ช่วยพ่อดูแผนที่ 

เด็กๆ อยู่ง่าย กินง่าย เดินไม่บ่น นอนบนรถก็หลับได้ 

กินอาหารเมืองไหนประเทศไหน นั่งร้านยังไง หรือยองๆ กินข้างทาง อากาศร้อนเย็นหนาว พวกเขาก็สามารถกินได้อยู่ได้ 

พร้อมจะเดินทาง หิวก็กิน ง่วงก็นอน เหนื่อยก็พัก จำเป็นต้องขึ้นรถก็ไป ง่วงก็ค่อยไปหาเวลานอนเอา 

วันที่เหนื่อยจัด ปวดหัว ลูกสาวเดินมาถามพ่อว่า “พ่อเป็นอะไรรึป่าว?” ลูกชายจัดการกระเป๋าเดินทางของตัวเอง จัดการอาหารการกินให้ตัวเองกับน้องได้ อ้า! หายเหนื่อยแล้วฮะ 

สำคัญที่สุดคือ เด็กๆ รู้จักที่จะรอ การรอคอยเป็นทักษะที่สำคัญและเริ่มหาได้ยากในสมัยนี้ ระหว่างการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างเมือง บางทีต้องรอรถเป็นชั่วโมงๆ ที่ท่ารถ หรือการเดินทางเราก็ต้องอยู่บนพาหนะเป็นหลายๆ ชั่วโมง กว่าจะถึงปลายทาง พวกเขาสามารถอยู่กับเวลาได้ พวกเขารู้ว่ามันจำเป็นที่จะต้องรอ และพวกเขาก็รอได้ 

นอกจากนี้ การที่ได้เจอผู้คนมากหน้าหลายตา หลายเชื้อชาติ หลายสัญชาติ หลายอาชีพ และหลายๆ ภาษา เห็นผู้คนแต่ละเมืองใช้ชีวิต เค้าได้ทดลองพูดคุยสื่อสารกับผู้คนในเมืองต่างๆ ได้เห็นว่าความจำเป็นในการสื่อสารในการใช้ชีวิตจริง เป็นอย่างไร ความสำคัญของการใช้ภาษาอังกฤษ และไม่ใช่เพียงแค่ภาษาอังกฤษเพียงถ่ายเดียว พวกเขาเริ่มไม่กลัวการพบปะและสื่อสารผู้คนแปลกหน้าแปลกถิ่น จะอย่างไรก็ต้องพยายามสื่อสารกันให้ได้ 

นี่คือสิ่งที่พ่อดีใจที่ทำได้ในปี 2016 นี้ 

เราไม่ใช่พ่อดีเด่น ไม่ใช่พ่อที่เก่งที่เลี้ยงลูกได้ดี ไม่ใช่พ่อที่สอนลูกเก่ง แค่พยายามให้มีเวลาได้ออกเดินทางไปด้วยกัน มีเวลาให้กัน 
#พวกเราล้วนเติบโตระหว่างการเดินทาง 

EOY2016 Trip – ข้ามฝั่งมาเวียงจันทน์ทางบก และการใช้เงินกีบ

ข้ามโขงมาเวียงจันทน์มาทางบกครับ

ที่ขนส่งหนองคาย รอบเช้า มีรถทัวร์วิ่งข้ามสะพานมิตรภาพไทยลาว 7:30, 9:30, … ได้ตั๋วมารอบ 7:30 ระยะทางเดินทางจริงๆ นั้นไม่มาก แต่เราต้องใช้เวลากับพิธีการ Immigration ฝั่งไทยและฝั่งลาวพอสมควร กว่าจะมาทิ้งตัวลงที่ Bus Terminal เวียงจันทน์ จาก 7 โมงครึ่งเช้า ก็ล่วงไปเป็น 11โมงแล้ว 

รถทัวร์ประมาณ ปอ.2 

ถึงจะล็อคที่นั่งตามหน้าตั๋ว แต่ก็มีคนยืนด้วย เจ้าหน้าที่ประจำรถก็ทำเอาเราจิตตก บอกว่าให้ผู้โดยสารดูแลที่นั่งของตัวด้วยนะครับ เพราะระหว่างลงไปทำเรื่อง Immigration แล้วกลับขึ้นมานั่งรถ มักจะมีคนลาวมาแย่งนั่งที่นั่งของผู้โดยสาร ถ้ามากันสองผัวเมียก็ไม่เท่าไหร่ นี้หอบอุ้มลิงมาด้วยอีก 2 ตัว จิตตกกลัวจะเสียที่นั่งไป แล้วลูกต้องยืนตลอดทาง หรือต้องแยกไม่ได้นั่งด้วยกัน ทั้งรีบและทั้งระแวดระวัง เป็นการผ่านด่าน Immigration ออก-เข้าเมืองที่เครียดมาก 

แต่ใจก็นึกว่า จริงๆ ที่มาแย่งที่นั่งนี้ จะเป็นคนไทยหรือคนลาวก็พอกันแหละ การระบุว่าคนลาวชอบมาแย่งที่นั่งดูออกจะไม่แฟร์กับคนเขา จริงแล้วก็ไม่มีใครอยากยืนตลอดทางหรอก ระหว่างต่อแถวที่ด่านก็โดนเข้าเลย แล้วนางก็ถือ  Passport ไทยนี่แหละ ไม่ใช่ใครที่ไหน ก้มหน้าลงมาคุยกับลูก เงยหน้าขึ้นมา อ้าวใครวะ มาแทรกยืนเข้าแถวหน้าเรา ตีเนียนเบียดเข้ามาเลย โอเค อยากได้ขนาดนั้น ก็เอาไป แต่ความเครียดมันไปก่อตัวสะสมอยู่ที่ความเก้าอี้ดนตรีบนรถนั่นแหละ ตรงนี้เองที่ทำให้การมาด้วยกันหลายคนช่วยได้มาก แบ่งหน้าที่กัน คนนึงเข้าคิวด่าน อีกคนวิ่งไปจ่ายค่าธรรมเนียมผ่านด่าน ใครเสร็จก่อนก็รีบกลับขึ้นรถไปก่อน 

ความเครียดนี้เองที่ให้เกิความรีบจนไม่ได้แลกเงินกีบที่ด่าน (มาพบเอาทีหลังว่าตรงนั้น ได้ Rate ดีกว่าในเมือง) เลยไม่มีกีบติดตัว แต่ก็คิดว่าไม่เป็นไรเพราะใช้เงินบาทได้ 

ลงรถที่สถานีขนส่งเวียงจันทน์ ก็มีขาย Sim โทรศัพท์มือถือเลย ควักเงินบาทซื้อ Sim ไป อันละ 100THB จากนั้นก็มาเล่นเกมเอาตัวรอดกะบรรดาสามล้อต่อ แล้วก็เสียทีให้กับสามล้อไป แม้ว่าจะเลือกและต่อราคาแล้ว แต่ความที่ดันงงกะชีวิตและราคาหลักหมื่นประกอบกับไม่มีเงินกีบติดตัว ค่าสามล้อจากขนส่งถึงโรงแรมระยะทางประมาณกิโล โดนไปอีก 300บาท ต่อมาก็ค่าอาหารเที่ยงที่รอบโรงแรมราคา 90,000กีบ ก็ควักแบงค์พันบาทจ่ายไป เค้าก็ทอนมาให้ 140,000กีบ ก็ยังงงๆ อีก รับเงินทอนกันไป 

มาตั้งสติอีกที เรื่องค่าเงิน มันมีลอจิคประมาณๆ นี้ 

 เงิน 1,000กีบ เท่ากับ 4บาท แล้วคนลาวมักจะบอกราคาในหน่วยพันกีบ ดังนั้นตั้งสูตรคูณแม่สี่ไว้ในใจให้คล่องๆ เลย 90,000กีบ เค้าบอกเราว่า 90พัน เราก็ผุดเลขในใจเลยว่า 90×4= 360บาท จ่ายเงินบาทพันนึง ทอน 640บาท ทดต่อ 1,000÷4= 250พันกีบ ต้องทอนเรา 250-90 = 160พันกีบสินะ อ้าวเฮ้ย! ทอนกลับมา 140พัน อีก 20,000กีบนั่นคือ Exchange Fee สินะ -_-”

แล้วมันจะงงเข้าไปอีกคือ 140,000กีบ เค้าจะไม่เรียกว่า 140พัน พอเราพูดไปว่า “หนึ่งร้อยสี่สิบพัน” คนเวียงจันทน์เค้าจะเถียงเลยว่า “บ่” ไม่ใช่ 140พันนะ มันคือ “หนึ่งแสนสี่สิบพันตะหากตะเอง” เอาเข้าไปอีก! 

บางทีมันก็มี “ซาวสามพันด้วย” กว่าจะตั้งสติได้ อ้อ! มันคือ สองหมื่นสามพันกีบนี่เอง 555 มันส์ดีนะ (คิดซิๆ กี่บาทไทยฮะ?) 

จริงๆ แล้ว เราคิดว่ากรณีที่จ่ายเป็นเงินบาทแล้วโดนราคาที่แพงกว่า หรือทอนมาให้น้อยกว่าที่คิดไว้ ก็ไม่ใช่เพราะว่าเค้าจะโกงอะไรหรอก แต่ความที่หน่วยเค้าเป็นหลักพันกีบเท่ากับเงินหลักหน่วยในสกุลเงินบาทของเรา เงินเค้าจึงสามารถมีหน่วยละเอียดได้มากกว่าเราหน่อยนึง พอแปลงมาบาทก็ต้องมีการปัดเป็นเลขถ้วนๆ ในหลักร้อยบาท และตามปกติก็ย่อมปัดเศษด้วยการปัดขึ้น ของราคาตั้งแต่ 18พัน-25พัน ก็จะถูกตีเป็นเงินไทย 100บาททั้งหมด 

พอคิดได้ดังนั้น อีคราวนี้ก็แจ้นไปหาแลกกีบไว้ติดตัวเลยจ้า ควักเอาเงินเหรียญ 100USD มาแลก ได้เงินกีบมา แปดแสนสิบพันกับห้าร้อยกีบ 

บอกแล้วว่าสนุก 

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไม่ว่าพ่อค้าแม่ค้าบอกราคามาว่ากี่บาทๆ ก็แล้วแต่ ให้ถามกลับไปเลยว่ามันคือกี่พันกีบ แล้วควักจ่ายไปเป็นเงินกีบไปรัวๆ