Category Archives: Family

บันทึกในเดือนมีนา

บันทึกที่ 1 #บันทึกเด็กป1 

1. ความสม่ำเสมอในการปรับเวลา การแต่งตัวนั่งทำผม และการกินข้าวเช้า ทำให้ตัวยุ่งสามารถจัดการกับกิจกรรมก่อนไปโรงเรียนและพร้อมออกจากบ้านไปโรงเรียนได้ตามกำหนดเวลาที่วางไว้ #ผลงานของแม่หมอ

2. แม้ว่าจะต้องตื่นเช้าออกจากบ้านแต่เช้า แต่ตัวยุ่งไม่ค่อยยอมนอนหลับบนรถระหว่างทาง กิจกรรมของนางคือนั่งฟังเพลงที่พ่อเปิดตลอดทาง “พ่อ…เปิดเพลง” คือ order ของนาง (นอกเสียจากเหนื่อยจากการเดินทางที่พ่อลากไปมาก่อนหน้าจึงจะหลับ) 

3. ทันทีที่พ่อจอดรถเมื่อถึง ประโยคแรกของนางคือ “พ่อ…ซื้อหนม” 

4. เมื่อพ่อมาส่งถึงหน้าประตู  สวัสดีคุณครูแล้ว ตัวยุ่งจะวิ่งเข้าโรงเรียนไปที่ตึก ทั้งๆ ที่เกือบทั้งหมดค่อยๆ เดินเข้าโรงเรียน นางจะวิ่งผ่านทุกคนไป  #จะวิ่งทำมาย #พ่อไม่ถาม #วันนึงลูกคงบอก 

5. แม้จะต้องปรับตัวกับเพื่อนใหม่ ที่ส่วนใหญ่เค้าก็มาจากโรงเรียนเดียวกัน แต่โรงเรียนนางมีนางมาคนเดียว แต่นางก็ทำได้ สามารถมีเพื่อนสนิทเล่นด้วยได้ใน 1week ทั้งๆ ที่มีเพื่อนที่เขม่นนางมาตั้งแต่วันแรก แต่เมื่อวางนางก็ลากหล่อนมาวิ่งเล่นด้วยเป็นก๊วนเดียวกันเรียบร้อย #วิ่งเล่นชนะอคติ 

6. พ่อไม่ชินอย่างมาก เมื่อได้ยินครูเรียกตัวยุ่งว่าหัวหน้าห้อง “หัวหน้าห้อง ครูฝากของไปให้เพื่อนด้วย” ยิ่งไม่ชินเข้าไปอีกตอนเพื่อนมาเรียกนางว่า หัวหน้าห้อง #เสียงดังนั้นมีประโยชน์ #จริงแล้วคือนางพูดมาก 

7. หลังเลิกเรียน นางจะกลับมาเล่าให้ฟังได้ว่าวันนี้ไปเล่นอะไรกะเพื่อนคนไหน แต่ถ้าถามว่าวันนี้เรียนอะไรไปบ้าง คำตอบของนางคือ “จำไม่ได้” 

8. ความจำเป็นในการตื่นเช้ามาเรียนโรงเรียนของนาง เป็นเหตุให้ทุกคนมาพร้อมหน้ากันในตอนเช้า ทุกคนได้ใช้เวลาด้วยกันตอนเช้ามืด (อย่างงัวเงีย) ก่อนจะแยกย้ายไปปฏิบัติกิจประจำวันของตน 

 

บันทึกที่ 2 

เดือนนี้ เจ้านายสอนอยู่สองเรื่อง 

เรื่องแรก “มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ นะไข่” 
เรื่องที่สอง “ไข่ เราไม่ต้องทำอะไรมาก เอาแค่สามอย่าง… คิดดี ทำดี พูดดี แค่นี้พอ” 

 

บันทึกที่ 3 
เมื่อกลับไปเริ่มต้นใหม่… 

ใช้เวลาสามปีจึงกลับมาถึง level ที่ใกล้เคียงจุดเดิม 

แต่… สิ่งที่เรียนรู้ มันทวีคูณตั้งแต่วันที่กลับไปเริ่มต้นใหม่ 
 

#บันทึก

EOY2016 Trip – สิ้นปีที่ฮานอย 

31/12/2016 สิ้นปีแล้วครับ 

เรามาอยู่ที่ฮานอยแล้ว ในวันที่ 7 ที่จากบ้านมา 

กรุงเทพ – หนองคาย – เวียงจันทน์ – หลวงพระบาง – ฮานอย 

ถ้าบอกว่าไม่เหนื่อยเลย ก็โกหกแล้ว มันเหนื่อยมาก แล้วเหนื่อยขนาดนี้ทำทำไม 

ใช่ครับ มันสนุก มันมันส์มาก กับการเดินทางข้าม 3 ประเทศกว่า 7วัน และมันก็สาหัสนัก 

ที่พบคือ เด็กมีพลังงานสูงกว่าที่เราคิดมาก ในขณะที่เราเดินเหนื่อย เมื่อย มึนจนปวดหัว 
ลูกสาวเธอเดินไป ชมวิวข้างทางไป ร้องเพลงไป  ส่วนลูกชาย เธอก็เดินไป แหย่น้องไป เรียกพ่อเรียกแม่ ดูนู่นดูนี่ตลอดทาง 

เฮ้ย! โอเค ยังไปต่อได้ 

ถ้าวัดความสำเร็จของการเดินทางครั้งนี้คือ เด็กๆ โตขึ้น 

พวกเขาโตระหว่างการเดินทาง 
น้องปริณเรียกพ่อให้หลบรถ พี่ปัณณ์ช่วยพ่อดูแผนที่ 

เด็กๆ อยู่ง่าย กินง่าย เดินไม่บ่น นอนบนรถก็หลับได้ 

กินอาหารเมืองไหนประเทศไหน นั่งร้านยังไง หรือยองๆ กินข้างทาง อากาศร้อนเย็นหนาว พวกเขาก็สามารถกินได้อยู่ได้ 

พร้อมจะเดินทาง หิวก็กิน ง่วงก็นอน เหนื่อยก็พัก จำเป็นต้องขึ้นรถก็ไป ง่วงก็ค่อยไปหาเวลานอนเอา 

วันที่เหนื่อยจัด ปวดหัว ลูกสาวเดินมาถามพ่อว่า “พ่อเป็นอะไรรึป่าว?” ลูกชายจัดการกระเป๋าเดินทางของตัวเอง จัดการอาหารการกินให้ตัวเองกับน้องได้ อ้า! หายเหนื่อยแล้วฮะ 

สำคัญที่สุดคือ เด็กๆ รู้จักที่จะรอ การรอคอยเป็นทักษะที่สำคัญและเริ่มหาได้ยากในสมัยนี้ ระหว่างการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างเมือง บางทีต้องรอรถเป็นชั่วโมงๆ ที่ท่ารถ หรือการเดินทางเราก็ต้องอยู่บนพาหนะเป็นหลายๆ ชั่วโมง กว่าจะถึงปลายทาง พวกเขาสามารถอยู่กับเวลาได้ พวกเขารู้ว่ามันจำเป็นที่จะต้องรอ และพวกเขาก็รอได้ 

นอกจากนี้ การที่ได้เจอผู้คนมากหน้าหลายตา หลายเชื้อชาติ หลายสัญชาติ หลายอาชีพ และหลายๆ ภาษา เห็นผู้คนแต่ละเมืองใช้ชีวิต เค้าได้ทดลองพูดคุยสื่อสารกับผู้คนในเมืองต่างๆ ได้เห็นว่าความจำเป็นในการสื่อสารในการใช้ชีวิตจริง เป็นอย่างไร ความสำคัญของการใช้ภาษาอังกฤษ และไม่ใช่เพียงแค่ภาษาอังกฤษเพียงถ่ายเดียว พวกเขาเริ่มไม่กลัวการพบปะและสื่อสารผู้คนแปลกหน้าแปลกถิ่น จะอย่างไรก็ต้องพยายามสื่อสารกันให้ได้ 

นี่คือสิ่งที่พ่อดีใจที่ทำได้ในปี 2016 นี้ 

เราไม่ใช่พ่อดีเด่น ไม่ใช่พ่อที่เก่งที่เลี้ยงลูกได้ดี ไม่ใช่พ่อที่สอนลูกเก่ง แค่พยายามให้มีเวลาได้ออกเดินทางไปด้วยกัน มีเวลาให้กัน 
#พวกเราล้วนเติบโตระหว่างการเดินทาง 

EOY2016 Trip – ข้ามฝั่งมาเวียงจันทน์ทางบก และการใช้เงินกีบ

ข้ามโขงมาเวียงจันทน์มาทางบกครับ

ที่ขนส่งหนองคาย รอบเช้า มีรถทัวร์วิ่งข้ามสะพานมิตรภาพไทยลาว 7:30, 9:30, … ได้ตั๋วมารอบ 7:30 ระยะทางเดินทางจริงๆ นั้นไม่มาก แต่เราต้องใช้เวลากับพิธีการ Immigration ฝั่งไทยและฝั่งลาวพอสมควร กว่าจะมาทิ้งตัวลงที่ Bus Terminal เวียงจันทน์ จาก 7 โมงครึ่งเช้า ก็ล่วงไปเป็น 11โมงแล้ว 

รถทัวร์ประมาณ ปอ.2 

ถึงจะล็อคที่นั่งตามหน้าตั๋ว แต่ก็มีคนยืนด้วย เจ้าหน้าที่ประจำรถก็ทำเอาเราจิตตก บอกว่าให้ผู้โดยสารดูแลที่นั่งของตัวด้วยนะครับ เพราะระหว่างลงไปทำเรื่อง Immigration แล้วกลับขึ้นมานั่งรถ มักจะมีคนลาวมาแย่งนั่งที่นั่งของผู้โดยสาร ถ้ามากันสองผัวเมียก็ไม่เท่าไหร่ นี้หอบอุ้มลิงมาด้วยอีก 2 ตัว จิตตกกลัวจะเสียที่นั่งไป แล้วลูกต้องยืนตลอดทาง หรือต้องแยกไม่ได้นั่งด้วยกัน ทั้งรีบและทั้งระแวดระวัง เป็นการผ่านด่าน Immigration ออก-เข้าเมืองที่เครียดมาก 

แต่ใจก็นึกว่า จริงๆ ที่มาแย่งที่นั่งนี้ จะเป็นคนไทยหรือคนลาวก็พอกันแหละ การระบุว่าคนลาวชอบมาแย่งที่นั่งดูออกจะไม่แฟร์กับคนเขา จริงแล้วก็ไม่มีใครอยากยืนตลอดทางหรอก ระหว่างต่อแถวที่ด่านก็โดนเข้าเลย แล้วนางก็ถือ  Passport ไทยนี่แหละ ไม่ใช่ใครที่ไหน ก้มหน้าลงมาคุยกับลูก เงยหน้าขึ้นมา อ้าวใครวะ มาแทรกยืนเข้าแถวหน้าเรา ตีเนียนเบียดเข้ามาเลย โอเค อยากได้ขนาดนั้น ก็เอาไป แต่ความเครียดมันไปก่อตัวสะสมอยู่ที่ความเก้าอี้ดนตรีบนรถนั่นแหละ ตรงนี้เองที่ทำให้การมาด้วยกันหลายคนช่วยได้มาก แบ่งหน้าที่กัน คนนึงเข้าคิวด่าน อีกคนวิ่งไปจ่ายค่าธรรมเนียมผ่านด่าน ใครเสร็จก่อนก็รีบกลับขึ้นรถไปก่อน 

ความเครียดนี้เองที่ให้เกิความรีบจนไม่ได้แลกเงินกีบที่ด่าน (มาพบเอาทีหลังว่าตรงนั้น ได้ Rate ดีกว่าในเมือง) เลยไม่มีกีบติดตัว แต่ก็คิดว่าไม่เป็นไรเพราะใช้เงินบาทได้ 

ลงรถที่สถานีขนส่งเวียงจันทน์ ก็มีขาย Sim โทรศัพท์มือถือเลย ควักเงินบาทซื้อ Sim ไป อันละ 100THB จากนั้นก็มาเล่นเกมเอาตัวรอดกะบรรดาสามล้อต่อ แล้วก็เสียทีให้กับสามล้อไป แม้ว่าจะเลือกและต่อราคาแล้ว แต่ความที่ดันงงกะชีวิตและราคาหลักหมื่นประกอบกับไม่มีเงินกีบติดตัว ค่าสามล้อจากขนส่งถึงโรงแรมระยะทางประมาณกิโล โดนไปอีก 300บาท ต่อมาก็ค่าอาหารเที่ยงที่รอบโรงแรมราคา 90,000กีบ ก็ควักแบงค์พันบาทจ่ายไป เค้าก็ทอนมาให้ 140,000กีบ ก็ยังงงๆ อีก รับเงินทอนกันไป 

มาตั้งสติอีกที เรื่องค่าเงิน มันมีลอจิคประมาณๆ นี้ 

 เงิน 1,000กีบ เท่ากับ 4บาท แล้วคนลาวมักจะบอกราคาในหน่วยพันกีบ ดังนั้นตั้งสูตรคูณแม่สี่ไว้ในใจให้คล่องๆ เลย 90,000กีบ เค้าบอกเราว่า 90พัน เราก็ผุดเลขในใจเลยว่า 90×4= 360บาท จ่ายเงินบาทพันนึง ทอน 640บาท ทดต่อ 1,000÷4= 250พันกีบ ต้องทอนเรา 250-90 = 160พันกีบสินะ อ้าวเฮ้ย! ทอนกลับมา 140พัน อีก 20,000กีบนั่นคือ Exchange Fee สินะ -_-”

แล้วมันจะงงเข้าไปอีกคือ 140,000กีบ เค้าจะไม่เรียกว่า 140พัน พอเราพูดไปว่า “หนึ่งร้อยสี่สิบพัน” คนเวียงจันทน์เค้าจะเถียงเลยว่า “บ่” ไม่ใช่ 140พันนะ มันคือ “หนึ่งแสนสี่สิบพันตะหากตะเอง” เอาเข้าไปอีก! 

บางทีมันก็มี “ซาวสามพันด้วย” กว่าจะตั้งสติได้ อ้อ! มันคือ สองหมื่นสามพันกีบนี่เอง 555 มันส์ดีนะ (คิดซิๆ กี่บาทไทยฮะ?) 

จริงๆ แล้ว เราคิดว่ากรณีที่จ่ายเป็นเงินบาทแล้วโดนราคาที่แพงกว่า หรือทอนมาให้น้อยกว่าที่คิดไว้ ก็ไม่ใช่เพราะว่าเค้าจะโกงอะไรหรอก แต่ความที่หน่วยเค้าเป็นหลักพันกีบเท่ากับเงินหลักหน่วยในสกุลเงินบาทของเรา เงินเค้าจึงสามารถมีหน่วยละเอียดได้มากกว่าเราหน่อยนึง พอแปลงมาบาทก็ต้องมีการปัดเป็นเลขถ้วนๆ ในหลักร้อยบาท และตามปกติก็ย่อมปัดเศษด้วยการปัดขึ้น ของราคาตั้งแต่ 18พัน-25พัน ก็จะถูกตีเป็นเงินไทย 100บาททั้งหมด 

พอคิดได้ดังนั้น อีคราวนี้ก็แจ้นไปหาแลกกีบไว้ติดตัวเลยจ้า ควักเอาเงินเหรียญ 100USD มาแลก ได้เงินกีบมา แปดแสนสิบพันกับห้าร้อยกีบ 

บอกแล้วว่าสนุก 

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไม่ว่าพ่อค้าแม่ค้าบอกราคามาว่ากี่บาทๆ ก็แล้วแต่ ให้ถามกลับไปเลยว่ามันคือกี่พันกีบ แล้วควักจ่ายไปเป็นเงินกีบไปรัวๆ 

EOY2016 Trip วันที่1 – หนองคาย

เราตัดสินใจกันว่า จะออกเดินทางมาอีสาน โดยเลือกที่หมายแรกคือจังหวัดหนองคาย จังหวัดชายแดนริมแม่น้ำโขง 

เราตัดสินใจที่จะเดินทางในครั้งนี้โดยทางบก แต่ไม่ขับรถมาเอง พ่อ-แม่-ลูก-ลูก สะพายเป้ขึ้นหลัง แล้วมาขึ้นรถโดยสาร 

เมื่อคืนก่อน เรามาเตรียมตัวกันที่สถานี ตั้งแต่สองทุ่ม เพื่อรอรถออกประมาณเกือบๆ ห้าทุ่ม 

แน่นอน มันไม่สบาย มันต้องมารอ และมันอาจไม่ส่วนตัวเท่าไรนัก แต่มันคือการได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน เรารอรถด้วยกัน เราขนกระเป๋าด้วยกัน เราขึ้นรถด้วยกัน เราออกเดินทางด้วยกัน และเราแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบ 

การใช้เวลาด้วยกัน มันคือเวลาคุณภาพของครอบครัว 

ดีบ้าง ร้ายบ้าง ที่เราพบเจอด้วยกัน เจอพร้อมกัน คือประสบการณ์ชนิดพิเศษ ยิ่งเราได้เลือกออกนอกความคุ้นเคยด้วยการเปลี่ยนแปลงการเดินทางด้วยรถส่วนตัว เป็นการเดินทางด้วยรถร่วมกันผู้อื่น เด็กๆ ต้องเรียนรู้ที่จะต้องอดทน อดทนกับความไม่สบายกาย อดทนต่อการรอคอย และอดทนต่อการอยู่ร่วมกัน 

ในกาละเวลานี้ ความอดทน และการรู้จักการรอคอย เป็นทักษะที่หายากเสียยิ่งกว่าทักษะการใช้ Computer หรือทักษะทางภาษาอังกฤษ เสียอีก 


เรามาถึงหนองคาย เช้าวันที่ 24/12/2016 เป็น Christmas Eve พอดี แต่หนองคายก็ดูมิได้ใส่ใจกับเทศกาลในวันนี้วันพรุ่งนี้เลย แม้แต่น้อย 

ถึงตัวเมืองหนองคายเช้า 8 โมงครึ่ง เร็วเกินกว่าจะ Check-In  เข้าโรงแรม ได้แต่เพียงนำกระเป๋ามาฝากไว้ จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของสองขาของแต่ละคน จะออกก้าวเดินไปยังที่หมายต่างๆ 

ที่หมายแรกคืออาหารเช้าริมแม่น้ำโขง แล้วก็มุ่งก้าวเดินไปที่หมายต่อไป คือ #วัดโพธ์ชัย (หลวงพ่อพระใส) พระอารามหลวงของเมือง #หนองคาย


หลังไหว้พระเสร็จแล้ว เราก็ยังมีเวลาเหลือ 

คำว่ามีเวลาเหลือ มันคือคำทรงคุณค่า เราเคยนับดูไหม ว่าที่เราบอกว่ามีเวลาเหลือ เราพูดได้บ่อยได้กี่มากน้อย 

เมื่อมีเวลาเหลือ ไยเราจึงต้องฆ่าเวลาทิ้ง เราปฏิเสธการฆ่าเวลา! เราเลือกจะอยู่กับเวลา เราค่อยๆ เดินกลับมาริมน้ำโขงอีกครั้ง แล้วนั่งลงจิบกาแฟ ชมแม่น้ำ ใครไคร่เดินเล่นก็เดิน ใครไคร่นั่งก็นั่ง ใครไคร่เขียนก็ลงมือเขียน เพราะเราไม่ได้ฆ่าเวลา แต่เราอยู่กับเวลา เวลาที่เรามีเหลือ 

นอกจากนี้ ยังได้มีจังหวะเวลา เขียนโปสการ์ดถึง เขียนถึงตัวเองบ้าง เขียนถึงคนที่เรานึกถึงบ้าง คนสำคัญที่เราคิดถึง เมื่อเรายังมีความคิดถึง ความรักก็ยังอยู่รอบๆ ตัวเรา 

ชีวิตที่ยังได้เดินด้วยขา สะพายเป้ด้วยบ่า บันทึกด้วยการเขียน และฝากไปรษณีย์ส่งความคิดถึง

ระหว่างเดินทางนั้น มีความเสียหายเกิดขึ้นบ้าง เกิดรอยขูดขีดบนหน้าปัดนาฬิกา เกิดรอยถลอกบนหนังรองเท้าคู่ใหม่ กระเป้ใบโปรดเริ่มปริ ยังถึงกับเริ่มฉีกขาด แสตมป์เริ่มถูกใช้หมดไป หน้ากระดาษบันทึกปรากฏรอยปากกาจนเต็ม ปากกาที่ติดตัวพร่องหมึกไปเรื่อยๆ แต่เราก็ทึกทักเอาไว้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อประสบการณ์ ความทรงจำ และจิตสำนึก ที่พอกพูน 

แม่น้ำโขงยังคงไหลต่อเนื่อง เวลาก็เช่นกัน ตัวเราเติบโตขึ้นบ้างไหม? 

อุลตร้า

​บันทึกระหว่างนั่งดู อุลตร้าแมน กะปริณๆ 

   1. ทีมงานที่คิด  Character ของสัตว์ประหลาดแต่ละตัว คงคิดกันหนักน่าดู โดยการพยายามนำเอาสัตว์ต่างๆ กับสิ่งต่างๆ มาสมาสกัน ปลา+กิ้งก่า+ทุเรียน  หรือว่า เห็บ+แม่น เป็นต้น 

   2. แต่ละตอนจะต้องมี concept เป็นของตัวเอง ยังคงหลักการนี้มาตลอด 

   3. การแปลงร่างจะเป็น Unique ของอุลตร้าแมนแต่ละตัวและทุกๆ ตอนต้องใช้ฉากแปรงร่างเดียวกัน ไม่ว่าจะทำการ์ตูนแปรงร่างมากี่พันเรื่องแล้วก็ตาม ก็ยังคงหลักการนี้ 

   4. เนื้อเรื่องมักประกอบไปด้วยการเข้าใจผิดก่อน บลาๆๆๆ สู้กันๆ แล้วก็ดลับมาทำความเข้าใจกัน 

   5. พออุลตร้าแมนโผล่มามากกว่า 1 ตัว อันนี้มันก็คือการยกพวกรุมสัตว์ประหลาดตัวเดียวสินะ อ๊ะ! เหล่าบรรดาขบวนการยอดมนุษย์ 5 สี มันก็คือการรุมกินโต๊ะสัตว์ประหลาดตัวเดียวนี้เอง นี้คือการผดุงครรภ์ เฮ้ย! การผดุงความยุติธรรมแบบไม่ยุติธรรม 

   6. เพลงไตเติ้ลหรือเพลงจบ มักแปลเป็นภาษาไทย ซึ่งพอดูไปสักพัก ปริณๆ จะเริ่มเอามาร้องให้พ่อฟัง ซึ่งพ่อฟังไม่ออกและนึกว่าปริณกะลังร้องเพลงภาษาอื่นอยู่ ย้อนแย้งยิ่งนัก! 

   7. พอได้มานั่งดูเอง อ้อ! นี่มันเพลงภาษาไทยนี่หว่า ช่างซับซ้อนนัก สามารถสอนเด็กให้ร้องเพลงออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่น โดยการแปลงเป็นเพลงภาษาไทยก่อน และต้องมีท่อนบังคับคือ “พวกเราร่วมกัน…ไปสู่ฝัน” 

   8. ท่าเตะของอุลตร้าแมนสวยงามเสมอ 

   9. และ… กล้ามก้นของอุลตร้าแมน ก็สวยงามเสมอ 

พาเด็กเข้าป่า เล่นน้ำตก  ลงมาเขื่อน

16/10/2016 ออกจากบ้านแต่เช้า ขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เล่นน้ำตก ​

ถึงบ่าย ตีรถลงจากเขาใหญ่ มาเขื่อนขุนด่านฯ 

พ่อ: “เคยมายัง” 

ปริณ (พึ่งตื่น): “เคยค่ะ” 

ปัณณ์: “หลายรอบแล้ว เราขึ้นไปนั่งรถบนสันเขื่อนด้วย” 

พ่อ: “ใครเป็นคนคิดสร้างเขื่อนนี้?” 

ปัณณ์: “ในหลวง” 

พ่อ: “สร้างทำไม?” 

ปัณณ์: “ในหลวงเก็บน้ำไว้ให้ประชาชนได้มีใช้ตลอด” 

พ่อ: “น้ำมาจากไหน” 

ปัณณ์: “บนเขา” 

พ่อ: “มาจากเขาใหญ่” (เมื่อกี้พึ่งเล่นน้ำตกเหวสุวัตกันมา) 

ปัณณ์: “เหมือนลำตะคอง” 

พ่อ: “ฝั่งนู้นคือลำตะคอง ถ้าทางฝั่งนครนายกนี้ก็คือเขื่อนขุนด่าน” 

ปริณ: “หนูชอบ” (น้ำแข็งใสบนสันเขื่อนอร่อย) 

ปัณณ์: “น่าเล่นน้ำจัง” (ท้ายเขื่อนมีเล่นน้ำ) 


กลับถึงบ้าน… 

พ่อ: “เราเคยไปน้ำตกเหวสุวัตตอนหน้าร้อน จำได้มั้ย” 

ปัณณ์: “ครับ” 

พ่อ: “น้ำเป็นไง” 

ปัณณ์: “แห้งงงง” 

พ่อ: “แล้ววันนี้หล่ะ?” 

ปัณณ์: “ซู่เลย” (ทำมือประกอบ) 

พ่อ: “คนใช้น้ำมันจะต่างจากหน้าแล้งมั้ย?” 

ปัณณ์: “หน้าร้อนก็ไม่มีน้ำใช้เลย ตอนนี้ก็น้ำท่วม” 

พ่อ: “แล้วไงดี” 

ปัณณ์: “ก็ต้องมีเขื่อนไงพ่อ” 

พ่อ: “แสดงว่าคนที่คิดเรื่องเขื่อน ก็ต้องเข้าใจเรื่องนี้” 

ปัณณ์: “ช่ายยยย” 

พ่อ: “ใครคิดนะ?” 

ปัณณ์: “พระเจ้าอยู่หัว” 

พ่อ: “เจ๋งป่ะ?” 

ปัณณ์: “เจ๋ง!” 

พ่อ: “ก็ที่เค้าบรรยายไงว่าหลังสร้างเขื่อนแล้ว นครนายกทำเกษตรได้ตลอดทั้งปีเลย” 

ปัณณ์: “อืม” 

พ่อ: “รีบไปทำอะไรให้เสร็จ แล้วไปนอนไป” 

ชีวิตเปราะบาง

ชีวิตช่างเปราะบางนัก ยิ่งดูแลจึงพบว่ามันเปราะบางยิ่ง
หรือ นั่นเพราะเราดูแล จึงพบว่าเปราะบาง
หรือ ยิ่งดูแล จึงยิ่งเปราะบาง
หรือ หากดูแลแล้วมันยังเปราะบางเยี่ยงนี้ หากไม่ดูแลแล้วจะปวกเปียกกว่านี้
ไม่ว่าตรรกะจะเป็นเช่นไร

เหตุการณ์เมื่อต้นปี ปักหมุดในความตั้งใจ
จะไม่นำน้ำพักน้าแรงทั้งชีวิตที่ผ่านมา ไปจ่ายเป็นผลกำไรของอุตสาหกรรมโรงพยาบาล

แล้วจะจบลงอย่างไร เป็นสิ่งเหนือพ้นมิตินี้ที่จะตอบได้
เพียงมุ่งมั่นกับชีวิตอันเปราะบาง ในวันนี้ เวลานี้ ด้วยความตั้งใจอย่างดีที่สุด
ดังคำคติบางสำนักที่ว่า ส่วนที่เหลือแล้วแต่สวรรค์

เพียงยังคงเดินต่อไป ตามที่ตั้งใจ
ใช้เวลาจากความเปราะบางที่มีอยู่อย่างดียิ่ง กับครอบครัว เพื่อน และสิ่งที่รัก ทุกๆ วินาทีของห้วงเวลาที่เรายังคงเป็นเจ้าของ
แต่เพียงชั่วพริบตา วินาทีที่เราเคยเป็นเจ้าของอยู่ก็พลันตกไปอยู่ในมือผู้อื่น
ใครจะบอกได้ว่าผลในท้ายสุดจะเป็นอย่างไร
หากแต่เราบอกได้ เราได้ใช้เวลาที่เคยเป็นของเราอย่างดีที่สุดแล้ว เมื่อเวลายังเป็นของเรา

เวลายังคงเดินต่อไป ชีวิตยังคงเปราะบาง
เรายังคงตั้งใจ เราสัญญากับเธอ เพียงวินาทีนี้เท่านั้นที่ยังเป็นของเราอยู่
หายใจจบหนึ่งคำ พลันหยิบยื่นส่งต่อวินาทีนี้ถึงมือผู้อื่นทันที ไม่ได้เป็นของเราอีกต่อไป

ชีวิตยังคงเปราะบาง

#บันทึกไว้ก่อนลงมือเปิดอ่านหนังสือBeingMortal(ตายเป็น)