Category Archives: Note

เดินทางเอง สรุปเอง

เมื่อแรกเริ่มฝึกหัดเดินทาง ที่คิดคือต้องเอาให้คุ้ม ทุกจุด check point ของจังหวัดนั้นๆ อำเภอนั้นๆ ต้องเก็บแต้มให้ครบ
เดี๋ยวจะหาว่าไม่ถึง
หนังสือนำเที่ยวบอกเล่าอะไรๆ ก็ต้องไปดูกับตา
สุดท้ายกลายเป็นทริปยัดเยียดแบบชะโงกทัวร์ แวะชะโงกแล้วไปต่อ
สิ่งที่ได้คือ เหนื่อยด้วย บริหารเวลาผิดพลาดด้วย ไม่สนุกด้วย 
กลายเป็นแผนแน่นเกินไป Rigid เกินไป พาลเป็นหงุดหงิดอารมณ์เสีย ทั้งตัวเราเองก็กลายเป็นไอ้ผีบ้าขับรถ

ที่ค้นพบเอง สรุปเองคือ
การเดินทางนั้นเราต้องให้มีเวลาพักผ่อนให้มากกว่าเวลาเดินทางไว้หน่อย
นอนเล่น นั่งเล่น ให้มากไว้สักหน่อย
ไปเฉพาะที่เราสนใจอยากไป ไปซ้ำๆ ก็ได้ ไม่ไปบ้างก็ได้ เสี่ยงๆ เอาระหว่างเดินทางก็ได้

เอาความสุขเป็นที่ตั้ง ความสุขมาก่อนแผนเสมอ
กระทั่ง แม้เราจ่ายเงินจองที่พักไปแล้ว แต่อยากเปลี่ยนไปนอนที่อื่น ถ้าไม่หนักหนานักก็ทิ้งเงินเปลี่ยนไปพักที่เราอยากพัก ทิ้งรีสอร์ตไปกางเต็นท์นอน
การใช้เวลาร่วมกันสำคัญกว่าแผนเที่ยวเสมอ

สุดท้ายเลยลงเอยที่ว่า เรามักคุยกันแค่วันต่อวัน บางทีแค่เลือกเอาเฉพาะหน้าก็พอ

เลยไม่สามารถตอบได้จริงๆ ว่าเที่ยวนี้ไปไหน
คือพวกเราแค่…ไปเที่ยวครับ

Advertisements

เชียงใหม่ – พื้นที่อ่านหนังสือ

เชียงใหม่ของใครๆ หลายๆ คนอาจเหมือนกัน หรือต่างกัน ก็ได้ 

เชียงใหม่ในความทรงจำของบางคน อาจคือสงกรานต์สงครามน้ำ 

เชียงใหม่ของใครอีกคน อาจเป็นอากาศเย็นอากาศดี หรืออาจจะเป็นดอกไม้สวย หรือดอยสุเทพ 

หรือสำหรับบางคน เชียงใหม่ก็อาจหมายถึงนิมมานฯ 
แต่ที่เรารู้สึกไปเองว่าเป็นความแท้ของเชียงใหม่แบบเฉพาะส่วนตัวของเราเองคือ สถานที่สงบสุขพร้อมคนเมืองใจเย็นๆ กลายเป็นพื้นที่สำหรับฝังตัวอ่านหนังสือ 


ตั้งแต่จำความได้ ที่พ่อกับแม่พามา เชียงใหม่คือพื้นที่สงบสุข และมักมีร้านหนังสืออิสระอยู่ตามมุมต่างๆ 

(โดยเฉพาะพื้นที่โดยรอบ มช.) 
เมื่อมาถึงเชียงใหม่ 

หากเราไม่ได้หยิบหนังสือติดมาเองจากบ้าน เราก็สามารถไปหาหนังสือจากร้านต่างๆ หรือกระทั่งฝังตัวอ่านอยู่ในร้านขายหนังสือหลายๆ ชั่วโมงได้ 
พอเวลารัดตัวชึ้น เดินทางมากขึ้น เราก็มีโอกาสน้อยลงอย่างมาก ที่จะฝังตัวในพื้นที่สงบในเชียงใหม่สักหลายวัน เพื่อหนังสือสักเล่มหรือหลายเล่ม 
หวังเพียงว่า ไม่ว่าการรุกรานของเมืองจะรุกคืบเข้ามาเพียงใด 

พื้นที่การอ่าน และบรรยากาศการสงบเพื่อการอ่าน เหล่านี้ จะยังอยู่

ทักษะที่หายากแล้ว

วันที่… 
   สามารถดูดายหรือเฉยๆ ความไม่ถูกต้องหรือความลำบาก ของคนข้างๆ ในโลกแห่งความเป็นจริงหรือชีวิตจริง แต่ ไม่สามารถอดที่จะแสดงความเห็นส่วนตัวอย่างจริงจัง โดยแสดงอารมณ์เห็นใจหรือแสดงความไม่เห็นด้วย ที่อาจทำร้ายคนอื่นบนพื้นที่ online สาธารณะ เราพักการแสดงน้ำใจบนโลกเป็นจริงไปแสดงความเห็นอกเห็นใจบนพื้นที่นั้น เราปฏิเสธความเชื่อมโยงกับตัวเราบนความเป็นจริงแต่เราพาตัวเราไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนั้นบนพื้นที่นั้น คล้ายความเห็นอกเห็นใจกันจริงนั้นให้ไปไขว่ขว้าหาเอาบนพื้นที่นั้น การปกป้องตนเองกลายเป็นกลไกหลักที่ผลักดันความเป็นไป 

 

   ความรวดเร็วในการตอบสนองมาแทนที่ความอดทน เราไม่สามารถอดทนได้อีก พรสวรรค์กลายเป็นเรื่องปกติ ในขณะที่ทักษะที่ใช้เวลากลายเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ ได้มาสบายๆ เป็นสิ่งที่น่าให้คุณค่ามากว่าอดทน-ฝึกฝน-รอคอยแล้วได้มา คุณค่าของความอดทนถูกบั่นทอน เราเริ่มมีความบิดเบือนจนสับสนว่าเวลาและความอดทนที่ต้องใช้ไปเพื่อให้ได้ผลลัพธ์มานั้นมันสมควรหรือไม่ 
   การทำความเข้าใจผู้คนด้วยกัน ก้าวข้ามจากสามัญสำนึกมนุษย์ ไปสู่เทคโนโลยี เพื่อระบุตัวตน ระบุสถานที่ที่อยู่ขณะนั้น และระบุความเป็นตัวบุคคลจากข้อมูลประวัติศาสตร์ของบุคคลเท่าที่จะสืบค้นได้ในฐานข้อมูลทั้งหมด มาประมวลผลเพื่อเข้าใจบุคคล โดยข้ามสามัญสำนึกมนุษย์ธรรมดาๆ ไป สามัญสำนึกกลายเป็นเรื่องไม่สามารถอ้างอิงได้หรือไม่น่าเชื่อถือ ในที่สุดกลับกลายเป็นสิ่งสาบสูญไป 

 

 

มิได้รณรงค์อะไร มิได้ออกความเห็นเพื่อตำหนิอะไร การเปลี่ยนแปลงย่อมต้องเป็นไป 

เพียงการบันทึก เพื่อสังเกตเป็นการส่วนตัวว่า ทักษะที่จำเป็นและขาดแคลน นับจากวันนี้ไปคือ 

1. การตระหนักที่จะไม่ดูดาย 

2. ความอดทน 

3. สามัญสำนึก 
#เห็นด้วยก็ได้ไม่เห็นด้วยก็ได้

อ่านในปี 2016

​เสาร์แรกของมกรา 
สรุปบันทึกการอ่านของปี 2016 

บันทึกไว้แล้วทั้งสิ้นบน FB 64 เล่ม 

เล่มแรกของปีคือ หนังสือ #Lots_of_Love #7300วันที่เรารักกัน ของคุณหมวย 

เล่มสุดท้ายของปีคือ นิยายแฟนตาซีเรื่อง #Red_Queen #ราชินีสีแดง 

เฉลี่ยแล้ว เดือนละ 5เล่มกว่า 

สิ่งที่ได้จากการบันทึก 
1. สามารถจำสิ่งที่เราอ่านผ่านไปแล้วได้มากขึ้น 

2. สามารถกลับมาทบทวนสิ่งที่อ่านไปแล้วได้ด้วย 

3. อ่านสนุกขึ้น (มาก) … แต่เอ๊ะ! ดูหนังสนุกขึ้น เดินทางสนุกขึ้น ด้วยนะ ไม่รู้ว่าเกี่ยวมั่ย

4. เหลือเล่มที่ค้างรออ่าน หรือเล่มที่อ่านค้างไว้ยังอ่านไม่จบ น้อยลงมาก 

5. ได้พูดคุยกับเพื่อนที่อ่านหนังสือด้วยกันมากขึ้น 

6. ได้มีโอกาสพูดคุยโดยตรงกับนักเขียนด้วย 

7. ทั้งหมดนี้ ทำให้เราเติบโตจากการอ่านในปี 2016 ความคิดแจ่มใสขึ้น และด่วนสรุปน้อยลง 

8. รู้ตัวมากขึ้น ชีวิตคือการเลือก อย่าลังเลที่จะตัดสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต ตัดกิจกรรมที่ไม่ใช่ ตัดหนังสือที่ไม่ใช่ แม้กระทั่ง ตัดคนที่ไม่ใช่ออกไป แล้วเราจะมีเวลาอยู่กับสิ่งที่ใช่มากขึ้น สามารถจัดสรรเวลาไปทำในสิ่งที่เราอยากทำได้เกือบหมด ได้มาซึ่งประสิทธิภาพในการบริหารเวลา 

9. ได้เขียนๆ มากขึ้น บันทึกมากขึ้น มันขยายผลไปถึงทักษะในการเรียงความคิดด้วย และทักษะในการเลือกใช้หรือไม่ใช้คำ 

10. ใส่ใจน้อยลงมาก ว่าคนจะชอบหรือไม่ชอบอ่านที่เขียนไป เอาเป็นว่ามีความสุขกับการเขียน อยากเขียนก็เขียนเลย ใครไม่อยากอ่าน ข้ามไปได้ unfollow ได้ unfriend ได้ หรือจะ Block ทิ้งก็ได้ เข้าใจได้ 

11. พบว่าในสาระบบนี้ มีคนชอบอ่านชอบเขียนอยู่มาก ในที่สุดแล้ว เราต่างโคจรรอบกันและกัน บ้างเราหมุนไปรอบๆ เขา บ้างเขาก็มาหมุนรอบเรา ไม่มีใครเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่เราต่างก็มีตัวหนังสือเป็นแรงดึงดูดระหว่างกัน 
ขอบคุณทุกคนที่แวะมาติดตาม 

ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง เกลียดบ้าง หมั่นไส้บ้าง เข้าใจได้ ไม่ว่ากัน 

เราต่างเลือกทำในสิ่งที่รักในสิ่งที่ชอบ ไม่ด่วนสรุป รับฟังได้ 

แต่เราก็เลือกเช่นกัน ว่าอะไรที่จะได้ไปต่อ หรือไม่ได้ไปต่อ กับเรา 
ขอบคุณ ขอบใจ และขออภัย

วันที่ไร้ FB 

31 October 2016 ที่ผ่านมา FB Account โดน Lock ครับ 
ถูกเรียกเอกสารไปพิสูจน์ตัวตน แล้วหลังจาก FB เค้าพิสูจน์แล้ว จะปลด Lock ให้ ไม่งั้นก็เสีย Account ของเราไปถาวร! เลือกเอา และก็ไม่ได้บอกแน่นอนว่าจะใช้เวลาในการดำเนินการกี่วัน คือส่งไปแล้วรออย่างเดียวฮะ 
เนื้อหาชีวิตส่วนมากตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเราบันทึกอยู่บน FB การที่ไม่สามารถเข้าถึง Account ของเราได้ คล้ายๆ เสียตัวตนของเราไป แต่ เอ! ตัวจริงๆ เป็นๆ เรายังอยู่นี่ 


2 Nov 2016 หลังเที่ยงคืนมาไม่กี่นาที ก็ได้รับการติดต่อกลับมาว่า ปลดให้แล้วจ้า! ดังนั้นนับรวมเวลาแล้วก็ประมาณ 2 วัน ที่โดนยึด FB ไป

ระหว่างวันที่ปราศจาก FB เกิดอะไรขึ้นบ้าง… 
   1. ความคิดที่ได้กลับมา คือ เราเอาเนื้อหาตัวตนของเราฝากไว้บน FB มากเกินความจำเป็น ทำให้มันมีอิทธิพลบางอย่างเหนือเรา คือ ก็ไม่ได้เสียดายการไม่ได้กลับขึ้นไป on FB ใหม่นัก แต่เสียดายเนื้อหาส่วนตัวและความสัมพันธ์มากมายที่เราฝากไว้บนนั้น มันมีความทรงจำอยู่ในนั้น ทันทีที่ Log-In ไม่ได้ เนื้อหาบน FB เหล่านั้นเป็นศูนย์ทันทีครับ เสียไปทันทีคือความทรงจำที่เราบันทึกไว้ ที่ได้มาคือการหายหมดในทันทีนี่คือการ Reset ชีวิตใหม่โดยทันทีเช่นกัน เมื่อไร้ซึ่งความทรงจำนั่นคือการเริ่มต้นใหม่ 
   2. เวลาที่ได้กลับคืนมา อันนี้แน่นอน พอไม่มี FB การใช้เวลาบนหน้าจอมือถือลดลงทันที แม้ว่าจะมี Twitter, IG, Pinterest, และคุย Line แต่พิสูจน์เลยว่าเราใช้เวลาบน FB มากกว่าอื่นๆ เรามีเวลาว่างเพิ่มขึ้นทันทีในวันนั้น 
   3. แบต iPhone ใช้ไม่หมด! ก็รู้อยู่แหละว่าการเข้า FB รัวๆ ตลอดทั้งวัน คือตัวรับประทานแบตจริง แต่ก็ตกใจเลยว่า พอไม่มี FB แล้ว เหลือแบตกลับบ้านบานเลย  
   4. อ่านหนังสือได้จบ 2 เล่ม และกำลังเริ่มเล่มที่ 3 อันนี้คือผลจากเวลาว่าง ที่ได้กลับคืนมา 
   5. ดู GoT Season6 จบไป 4 ตอน ก็อ่ะนะ อ่านไปเยอะๆ ก็เปลี่ยนมาดูซีรี่ย์บ้าง (มันยากมากเลยที่จะกด Stop หยุดไว้ แล้วมาดูตอนต่อไปในวันอื่น กว่าจะทำได้ ก็ล่วงเลยไปแล้ว 4 ตอน) 
   6. ในตอนเช้า หลังส่งลูกไปโรงเรียน วิ่งได้อีกเกือบชั่วโมง ก่อนไปทำงาน 
   7. อ่าน eMail ได้มากขึ้น จากเดิมที่สไลด์ eMail ที่ไหลเข้ามาแบบผ่านๆ เลยเป็นว่ามีเวลาและสมาธิเข้าไปอ่านเนื้อหาในแต่ละเมล์ 
FB นี่มันฆ่าเวลาได้ชะงักดีทีเดียว และผลจากการฆ่าเวลานี่ มันฆ่าอีกหลายๆ สิ่งตามมาด้วยนะครับ  

นี่คือ มันแค่เรียกร้องให้เราใช้ตัวตนจริงนะครับ และถ้าต่อไป มันเกิดเรียกเก็บเงินจากการเข้ามาใช้บริการ FB หล่ะ 
โดยส่วนมากแล้ว ทุกวันนี้เราเริ่มเอา FB Account ของเราไปเป็น Log-In Account ในการใช้บริการ online ตัวอื่นๆ ด้วย ทั้งยังมีแนวโน้มนำเอา FB Account นี้ไปใช้ Log-In พวกบริการทางการเงินหรือ Fintec ต่างแล้ว เพราะความเชื่อที่ว่า เดี๋ยวนี้ทุกคนก็มี FB กันทั้งนั้นแล้ว 

อ่า! ที่นี่ ถ้าอี FB Account ตูโดนจับเป็นตัวประกันปุ้ป ต้องคิดจ่ายค่าไถ่ตัวมันก่อนเลย เพราะคงคล้ายๆ โดนยึดบัตรประชาชน หรือยึดใบขับขี่ ไปเลย 

แล้วที่คลุมเครือมากคือ ถ้าคิดต่อว่าถ้าเราฟ้องร้องอะไรๆ ไป กฏหมายไทยมันจะไปทำอะไรๆ กับเรื่องนี้ได้แค่ไหน 

โอ! นี่ยังคิดต่อกันได้อีกยาว 
อันนี้ก็บันทึก เล่ากันเอาขำๆ ก่อนนะครับ เพราะยังไงตอนนี้ก็ได้กลับคืนมาแระ 

แต่บอกเลยว่า หลังจากนี้ต้องมีการจัดระเบียบชีวิต Online ของเรา ระดับ Transformation กันเลยทีเดียว

CEO – TRUST

​อันนี้เป็นบันทึกส่วนตัว 

เป็นปัจฉิมโอวาท 

… 
ได้มีโอกาสทำงานให้กับ CEO มาสองสามท่าน ท่านนี้เป็นท่านที่มีความเป็น ‘เยนเทิ้ลแมน’ ที่สุดท่านหนึ่ง 

เปิดเรื่องด้วยคำว่า Trust 

“งานธนาคาร ไม่มีใครเป็นพหูสูต เราต้องฟังคนอื่น ฟังคนทำงาน ฟังคนที่เจอลูกค้า ฟัง Operation … และเราต้องเชื่อใจกันว่าแต่ละคนได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดี” 

นี่คือหาได้ยาก ในชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ที่จะเจอนายใหญ่ที่เค้าฟัง 

ที่ผ่านก็มีบ้างที่บอกว่าเค้าฟัง แล้วพอเราพูด เค้าก็บอกว่า “รู้แล้วๆ” 

เมื่อผู้นำเชื่อและวางใจในผู้ตาม ผู้ตามก็วางใจในผู้นำ ไม่มีอะไรซับซ้อน 
Trust ที่ 1 เชื่อในทีมงาน เชื่อในการทำงานเป็นทีม เชื่อในตัวคนว่าทำหน้าที่ของสมาชิกของทีมเป็นอย่างดี ไม่มานั่งสงสัยกัน ไม่เคยมานั่งจุกจิกสงสัยใครต่อใครว่า ทำหน้าที่ดีแล้วหรือยัง 
Trust ที่ 2 เคารพที่จะรับฟังผู้อื่น เวลา Present ใดๆ มักไม่ค่อยถูก Interupt ระหว่างการพูด การอธิบายเลย หากเรามีวินัยกับเวลา เราจะได้พูดจนจบตามที่เราเตรียมมา แล้วท่านจึงค่อยถาม ทั้งยังได้ยินการเอ๋ยปากขอโทษอยู่เนืองๆ หากมีการด่วนสรุปอะไรไปก่อนเอง  
Trust ที่ 3 เข้าใจ และพยายามที่เข้าใจเหตุผลของกันและกัน ความเข้าใจกันนี่คือหัวใจของทีม เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่เราเข้าใจกัน 
Trust ที่ 4 พูดบอกกล่าวกัน แบ่งปันความคิดเห็น แบ่งปันความรู้ แบ่งปันประสบการณ์ ไม่มีใครรู้ทุกเรื่อง ลูกน้องรู้บางเรื่อง หัวหน้ารู้บางเรื่อง เราแบ่งปันกัน 
Trust ที่ 5 เป็นเรื่องวิสัยทัศน์ มองไปข้างหน้า มองผลกระทบกับ Stakeholders เรื่องหนึ่งเป็นเหตุของเรื่องหนึ่ง และเป็นผลของอีกเรื่องหนึ่งเสมอ 
เราก็ไม่ได้ทำได้ทุกข้อ หรือทำได้ตลอดเวลา เพราะอารมณ์เหวี่ยงส่วนบุคคลของเรา 

แต่มันดีที่มีคนสอน 
บางทีชีวิตไปต่อได้เพราะมีครูดี 

และไปต่อได้ ก็ด้วยเรายอมถอยหลังออกมาก่อน

ก่อนจะถึง

ชีวิตเดินทางผ่านจุดเปลี่ยนมาระยะทางหนึ่ง
มาถึงจุดที่ได้พบกับเรื่องราวบางอย่างในปีนี้
เรื่องราวที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต
มากบ้าง น้อยบ้าง

1. พบกับการพลัดพราก จากบุคคลอันเป็นที่รัก
2. พบว่าความตาย ก็คือการออกเดินทางต่อไป
3. พบว่าความรัก ก็คือการเดินทาง บางที ก็เป็นการเดินทางระหว่างความสุขกับความเศร้า ซึ่งระยะทางระหว่างความสุขกับความเศร้า ดูคล้ายตายตัวแต่ไม่แน่นอน
4. พบกับคำตอบของ Quick Win คือการเดินทางไปสู่จุดหมายเดียวกับ Transformation เพียงแต่เลือกเดินในเส้นทางที่เรียบง่ายกว่า
5. พบว่า นอกจากการอ่านหนังสือแล้ว การเขียนก็คือการเดินทางเช่นกัน
6. พบสถานที่ใหม่ ในสถานที่เดิมๆ ที่มันก็อยู่ของมันตรงนั้น แต่เพียงแค่เราไม่เคยเดินไป
7. พบกับสถานที่ใหม่จริงๆ เพราะเราเดินทางไปในที่ใหม่ๆ
8. พบกับเพื่อนชาว Kazakhstan จีนก็ไม่ใช่ แขกก็ไม่ใช่ มานั่งทำงานใน Kuala Lumpur แล้วก็ย้ายไปทำงานที่ Hong Kong
9. พบกับคนที่ออกเดินทาง ที่อยู่ๆ ก็ลางาน Banking Strategy 6 เดือน สะพายเป้ นั่งรถไฟเดินทางไปจีน-อินเดีย-รัสเซีย แล้วค่อยกลับมาเริ่มต้นทำงานตำแหน่งใหม่ในธนาคารเดิม หลังจาก 6 เดือนแห่งการเดินทาง
10. พบกับคนอีกคู่ ที่เดินทางไปเรื่อยๆ ไปทีละประเทศๆ และถ่ายรูประหว่างทางมาฝากให้เรา แล้วถ้าเราต้องการรูปนั้นๆ ก็จ่ายเงินให้เค้า เท่าไหร่ก็ได้! แล้วเค้าก็รับไว้เป็นทุนเพื่อเดินทางต่อๆ ไป ไปประเทศอื่นต่อๆ ไป
11. พบกับคนจีนอีกคน ที่เดินทางไกลจากบ้านเกิด เกิดเมืองจีน จบปริญญาเมืองจีน เดินทางมาทำงานกับบริษัท GE เดินทางทำงานไปทั่ว แล้วก็มาสอน 6Sigma แบบเฉพาะกิจที่มาเลย์
12. พบกับคนที่มีสถานการณ์ สถานการณ์ของคนที่คิดจะเปลี่ยนแปลง แต่ตีกรอบให้กับตัวเองไม่เปลี่ยนแปลง แล้วชีวิตเค้าก็พาเค้าเดินทางมาจนพบจุด Turning Point แล้วเค้าก็บอกว่าเค้าจะเปลี่ยนแปลง แล้วเราก็อยากเห็นเขาเปลี่ยนแปลง

เพราะเรายังคงเดินทาง
เพราะเราเชื่อว่า..ยังต้องมีจุดเปลี่ยนอีกมากมายในชีวิต
เพราะเราเชื่อว่า…ด้วยการเดินทาง…จุดเปลี่ยนแต่ละจุดคือ milestone
เพราะเรายังเชื่ออีกว่า…ด้วยการเปลี่ยนแปลงเท่านั้นเราจึงเติบโต

#อื่นๆอีกมากมาย

image