Category Archives: Trip

รอบๆ ข่วงเมืองน่าน

19/10/2017 เราอยู่ที่เมืองน่าน 

ตัวเมืองน่านหรือเรียกได้ว่าที่บริเวณศูนย์กลางของเมือง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นแลนด์มาร์ค 5 สถานที่ ซึ่งน่าจะเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว 

เรามาเมืองน่านนี้ครั้งแรกเมื่อประมาณ 6-7ปีก่อน เมืองน่านคึกคักน้อยกว่านี้อย่างน้อยกว่าครึ่ง ตัดภาพฉึบฉับกลับมา ณ วันนี้ ถ้าเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่หรือสงกรานต์ บริเวณรอบๆ แยกนี้จะมีรถเต็มแทบจะหาที่จอดรถไม่ได้เลย หรือไม่ก็จอดซ้อนสองซ้อนสามกันไปเลยด้วยอิทธิฤทธิ์ตัวฤทธิ์ชาวกรุงเทพ! เกิดศึกแย่งชิงที่จอด ลามไปถึงแย่งที่กินที่นั่ง  

เรากำลังบอกว่า ถ้าเลี่ยงมาช่วงเทศกาลได้ คุณจะได้สัมผัสความสงบเสน่ห์ของเมืองน่านจริงๆ 

แต่เป็นเรา เราก็อยากมาช่วงปีใหม่หรือสงกรานต์อยู่ เพราะชอบการจัดงานปีใหม่ของเมืองน่านมาก นั่งกินขันโตกกันกลางแจ้งที่ข่วง กลัวมากว่ามันจะถูกตัวฤทธิ์ทำลายเหมือนเชียงใหม่ และคิดว่าคงอีกไม่กี่ปี คงต้องเลิกมาช่วงเทศกาลจริงๆ  

 

สถานที่แรก #วัดภูมินทร์ เดิมมีชื่อว่า “วัดพรหมมินทร์” ตั้งชื่อตามเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองนครน่านที่ได้โปรดให้สร้างวัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2139 ต่อมาถูกเรียกกันจนเพี้ยนไป จนเป็น “วัดภูมินทร์” มีพระอุโบสถจตุรมุขเป็นเอกลักษณ์ ที่รวมเอาโบสถ์-วิหาร-เจดีย์ ไว้ด้วยกันในลักษณะการจำลองแผนภูมิจักรวาล โดยมีพระประธานปางมารวิชัย 4 องค์ หันหน้าออกสู่ประตูทั้ง 4 ทิศ ประดิษฐ์ฐานอยู่ มีพญานาคแห่แหนพระอุโบสถไว้กลางลำตัว เสมือนการอุ้มชูพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป และเล่ากันว่าหน้าองค์พระประธาน หนึ่งจากสี่องค์นั่น จะมีอยู่องค์หนึ่งที่หน้าองค์พระยิ้มแย้มมากกว่ราสามองค์ที่เหลือ ก็ให้กราบขอพรที่องค์นั้นแล้วจะได้สมปรารถนา อีกหนึ่งพิเศษของวัดนี้คือ “ฮูปแต้ม” ภาพจิตรกรรมวัดภูมินทร์ ซึ่งน่าจะเกิดจากการบูรณะวัดสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี่เอง ภาพจิตกรรมที่โดดเด่นคือ ภาพกระซิบบันลือโลกของ “ปู่ม่าน ย่าม่าน” (คำเรียกผู้ชายผู้หญิงชาวไทลื้อสมัยโบราณ) ในลักษณะกระซิบสนทนากัน นอกจากนั้นยังมีเจ๋งๆอีกหลายรูป มายืนดูกันเอง เราว่าเป็นภาพวาดผนังโบสถ์ที่พิเศษ เล่าเรื่องวิถีชีวิตคนธรรมดาโดยเฉพาะเรื่องระหว่างหญิงชาย ที่ปกติไม่ค่อยเอามาวาดบนผนังโบสถ์ บอกได้เลยว่ายืนดูแล้วสนุกมาก มาดูกี่ครั้งก็ชอบ

ด้านหน้าของวัดเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกันคือ #ข่วงเมืองน่าน คำว่าข่วงหมายถึงลานกลางแจ้ง เป็นลานจัดกิจกรรมของเมือง ทำบุญตักบาตร งานปีใหม่ งานสงกรานต์ ก็จัดกันที่ข่วงนี้แหละ #ถนนคนเดินเมืองน่าน ก็คือรอบๆ ข่วงนี้ คึกครื้นสนุกสนานมาก มีปีใหม่อยู่ปีหนี่ง มีผู้เฒ่าผู้แก่เปิดฟลอร์แดนซ์จีบมือเพลงคำเมืองกันที่ลานนี้ โหย! เป็นบรรยากาศท้องถิ่นที่ประทับใจ 

 

เดินไล่ไปจากวัดออกมาข่วงแล้วข้ามถนน ฝั่งตรงข้ามถนนของข่วงหน้าวัดคือ #พิพิธภัณฑ์สถานน่าน มาเจอช่วงที่กำลังปิดปรับปรุงพอดี (ฟาล์วได้อีก) แต่กระนั่นยีงเปิดให้เช้าชมบางส่วน ข้างในมีของที่น่าสนใจ Highlight สำคัญคือ #งาช้างดำ (ถ้าคนอ่านเพชรพระอุมาภาค2 น่าจะรู้สึกตื่นเต้นกับช้างงาดำ งาดำของจริงมีให้ดู) มันดูขลังจริงๆ อีก 

Highlight อีกหนึึ่งคือวิวพระธาตุช้างค้ำกับทางเดินท่ามกลางต้นลั่นทม 

ตัวพิพิธภัณฑ์นี้เดิมคือวังเจ้าเมืองน่าน (หอคำ) ดังนั้นแค่เข้ามาชมอาคารก็เจ๋งแล้ว

จากพิพิธภัณฑ์ เราเดินข้ามถนนต่อไปอีกจะเป็น #วัดหัวข่วง และ #วัดพระธาตุช้างค้ำ ที่อยู่กันคนละด้านของพิพิทภัณฑ์  

 

#วัดหัวข่วง เป็นศิลปะแบบล้านนาท้องถิ่นเมืองน่านฝีมืองดงามไม่ปรากฏว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยใด มีเพียงหลักฐานว่าได้รับการบูรณะในราว พ.ศ. 2425 โดยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าเมืองน่านที่ได้รับแต่งตั้งจาก ร.5 เมื่อเข้าไปในโบสถ์ จะมีความแปลกต่างจากวัดทั่วไปคือการตั้งพระประธานไม่สมมาตรแฮะ คือไม่ได้วางตรงกลางแต่กลับตั้งเอียงไปทางด้านซ้าย มาค้นทีหลังได้ความว่า “หลวงพ่อเจ้าอาวาส…ได้เมตตาเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนชาวบ้านในละแวกวัดหัวข่วงมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันกับชาวบ้านคุ้มวัดภูมินทร์  ตีกันบาดเจ็บบ่อย ผู้ใหญ่ของทั้ง 2 คุ้มเห็นว่าคงเป็นเพราะพระประธานทั้ง 2 วัดหันหน้าประชันกัน เพื่อความสงบสุขวัดหัวข่วงจึงยอมขยับพระประธานมาทางซ้าย และตั้งแต่นั้นมา ชาวบ้านทั้ง 2 คุ้มก็อยู่กันสงบสุข แม้เรืองที่เล่านี้หลายร้อยปีแล้ว จนบัดนี้  พระประธานองค์นี้ยังคงอยู่ในตำแหน่งด้านซ้าย เป็นสัญลักษณ์ช่วยสร้างสันติสุขของเมื่องน่าน” 

 

#วัดพระธาตุช้างค้ำ เดิมชื่อ วัดหลวงกลางเวียง เจ้าผู้ครองนครน่าน พญาภูเข่ง เป็นผู้สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ.1949 วิหารของวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เป็นวิหารขนาดใหญ่ สร้างตามสถาปัตยกรรมภาคเหนือ พระธาตุเจดีย์ช้างค้ำวรวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีลิกธาตุ เป็นเจดีย์ได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะสุโขทัยทรงลังกา มีรูปช้างค้ำอยู่ในลักษณะ เหมือนฐานรองรับไว้ด้านละ 6 เชือก ช้างโผล่ส่วนหัวลอยออกมาครึ่งตัว มีความสวยงามและแปลก ไม่ค่อยเห็นกันทั่วไป 

 

สุดทั้ายคือข้ามถนนมาอีกฟากหนึ่ง กลับอยู่ตรงข้ามกับวัดภูมินทร์ คือ #ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่ตรงนี้มีร้านกาแฟสดหลายร้านให้นั่งพักดูดซึมบรรยากาศตัวเมืองน่านได้ตามใจอยาก นี่เป็นมุมกาแฟมุมโปรดของเราอีกที่หนึ่ง และปัจจุบันยังมีให้บริการนั่งรถชมตัวเมืองด้วยฮะ

 

#จนกว่าจะพบกันใหม่ ครับ

Advertisements

กว๊านพะเยา พระเจ้าตนหลวง และพระธาตุจอมทอง อ.เมือง จ.พะเยา

16/10/2017 

ออกจากเชียงใหม่ 10:30 ออกเวียงป่าเป้า แล้วตัดออกมาพะเยา ถึงพะเยาตอนบ่าย 

 

พะเยา เมืองที่มีอ่างเก็บน้ำจืดใหญ่สุดในภาคเหนือเป็นใจกลางเมือง 

ตัวเมืองติดกว๊านเลย 

 

เราแวะข้างหนึ่งของกว๊านฝั่งตรงข้ามตัวเมือง 

ฝนตก น้ำท่วมตลิ่ง ถนนจมน้ำเป็นช่วง 

เลยตัดสินใจเลิกขับรถชมกว๊าน เพราะกลัวจะขับรถลงน้ำไปโดยไม่รู้เรื่องเพราะน้ำท่วมถนน 

 

เข้าตัวเมืองพะเยา อากาศเย็นสบาย วิวกว๊านพะเยาสวย (ตัดภาพมา เอ้า! น้ำท่วมตลิ่งมาแล้ว ฝนตกติดต่อกันสักวันสองวัน ท่วมเมืองแน่) 

 

วันแรกนี้ เราตั้งใจแวะวัดต่างๆ รอบๆเมือง 

วัดสวยงามแบบวัดเหนือ แต่แตกต่างไปจากล้านนาแบบเชียงใหม่ หรือหริภุญชัยแบบลำพูน และต่างจากแม่ฮ่องสอนชัดเจน 

แม่ฮ่องสอนเป็นล้านนาที่ได้รับอิทธิพลจากพม่า ส่วนทางพะเยานี้มีเอกลักษณ์ของตัวเองและได้รับอิทธิพลจากทางลาว 

เมืองพะเยาเป็นเมืองที่มีเขตติดต่อกับลาว มีจุดผ่อนผันการค้าชายแดน และวิ่งเชื่อมต่อไปยังหลวงพระบางได้ (คิดถึงๆ) 

 

กลับมาที่กว๊านพะเยา กลางน้ำมีวัดติฯ มีเรือพายพาข้ามจากท่ากว๊านไปส่งที่วัด 

เก๋มาก เราจะเห็นเรือพาย พายข้ามไปมา ไม่มีเรือยนต์แล่นเลย 

ภาพของเรือพายกับวิวกว๊าน ท้องฟ้าเมฆผืนน้ำกับพระอาทิตย์ตก อันนี้คือ Highlight ของมื้อเย็นที่ตัวเมืองพะเยา 

พัก Refresh กันที่นี่หนึ่งคืน 

 

นอกจากวัดติโลกอารามที่อยู่กลางน้ำ ยังมีที่น่าสนใจอีกหลายวัด 

และที่มีตำนานสนุกๆ คือ เรื่องของ #พระเจ้าตนหลวง ที่วัดศรีโคมคำ กับ #พระธาตจอมทอง อ.เมือง จ.พะเยา 

 

พระเจ้าตนหลวงมีประวัติว่า “สร้างโดยสองตายายและพญาเมืองยี่ เจ้าผู้ครองเมืองพะเยาร่วมกับพญายอด เจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ ต่อมาพญาเมืองแก้ว (ราชบุตร) เมืองเชียงใหม่, พญาหัวเคียน เมืองพะเยา สานต่อสร้างจนเสร็จ พร้อมกับสร้างวิหาร จนล่วงเลยมาหลายร้อยปี ต่อมาครูบาศรีวิชัย ได้มาทำการบูรณะสร้างพระเจ้าตนหลวงและวิหารขึ้นมาอีกครั้ง จนล่าสุดครูบาเทือง ได้มาทำการบูรณะปิดทององค์พระเจ้าตนหลวงใหม่ จนถึงปัจจุบัน” 

 

เมื่อเริ่ม มีนกเอี้ยง (ซึ่งเป็นชาติหนึ่งพระพุทธเจ้า) ตกลงไปตายในบึงน้ำ บึงน้ำนั้นจึงได้ชื่อว่าหนองเอี้ยง เป็นหนองน้ำที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ แล้วก็มีพญานาคตนหนึ่งมาอาศัยอยู่ในหนองเอี้ยงนี้ 

ต่อมาถึงสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเสด็จมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่เมืองภูกามยาว และได้ทรงมาประทับแรมบนดอยซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งหนองเอี้ยงนี้ทางทิศเหนือ ทรงให้พระอานนท์ไปตักน้ำมาจากหนองเอี้ยง 

พญานาคเกิดหวงน้ำในหนองเอี้ยง แสดงฤทธิ์ข่มขู่พระอานนท์ ไม่ให้น้ำ พระพุทธเจ้าจึงมาปรามพญานาคตนนี้ด้วยการแปลงร่างให้ใหญ่โตและยกพระบาทมาเหยียบเศียรพญานาคไว้ 

ในที่สุด พญานาคจึงได้ยอมจำนนและได้ฟังธรรมจากพระองค์ 

พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสบอกว่าพญานาคว่า ในอีกหลายพันปีจากนั้นให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นที่นี่เพื่อเป็นการปักหลังของพระพุทธศาสนา โดยให้มีขนาดใหญ่เท่าตัวพระองค์ที่แสดงปาฏิหาริย์เหยียบเศียรพญานาค

เมื่อถึงกำหนด พญานาคจึงได้กลับขึ้นมาบนบก นำทองมามอบให้กับสองตายาย เพื่อใช้ในการสร้างพระพุทธรูปตามที่รับปากไว้ 

จึงเกิดเป็นการดำเนินการถมบางส่วนของหนองเอี้ยงและก่อสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเป็นการปักหลักของพุทธศาสนาในดินแดนแถบนี้ 

พระพุทธรูปขนาดใหญ่นี้คือพระเจ้าตนหลวงองค์นี้ 

ดอยที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับแรม ต่อมาได้มีการสร้างเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุเป็นพระธาตุจอมทองแห่งนี้

 ส่วนหนองเอี้ยงที่มีพญานาคมาอาศัยก็คือกว๊านพะเยา

เดินทางเอง สรุปเอง

เมื่อแรกเริ่มฝึกหัดเดินทาง ที่คิดคือต้องเอาให้คุ้ม ทุกจุด check point ของจังหวัดนั้นๆ อำเภอนั้นๆ ต้องเก็บแต้มให้ครบ
เดี๋ยวจะหาว่าไม่ถึง
หนังสือนำเที่ยวบอกเล่าอะไรๆ ก็ต้องไปดูกับตา
สุดท้ายกลายเป็นทริปยัดเยียดแบบชะโงกทัวร์ แวะชะโงกแล้วไปต่อ
สิ่งที่ได้คือ เหนื่อยด้วย บริหารเวลาผิดพลาดด้วย ไม่สนุกด้วย 
กลายเป็นแผนแน่นเกินไป Rigid เกินไป พาลเป็นหงุดหงิดอารมณ์เสีย ทั้งตัวเราเองก็กลายเป็นไอ้ผีบ้าขับรถ

ที่ค้นพบเอง สรุปเองคือ
การเดินทางนั้นเราต้องให้มีเวลาพักผ่อนให้มากกว่าเวลาเดินทางไว้หน่อย
นอนเล่น นั่งเล่น ให้มากไว้สักหน่อย
ไปเฉพาะที่เราสนใจอยากไป ไปซ้ำๆ ก็ได้ ไม่ไปบ้างก็ได้ เสี่ยงๆ เอาระหว่างเดินทางก็ได้

เอาความสุขเป็นที่ตั้ง ความสุขมาก่อนแผนเสมอ
กระทั่ง แม้เราจ่ายเงินจองที่พักไปแล้ว แต่อยากเปลี่ยนไปนอนที่อื่น ถ้าไม่หนักหนานักก็ทิ้งเงินเปลี่ยนไปพักที่เราอยากพัก ทิ้งรีสอร์ตไปกางเต็นท์นอน
การใช้เวลาร่วมกันสำคัญกว่าแผนเที่ยวเสมอ

สุดท้ายเลยลงเอยที่ว่า เรามักคุยกันแค่วันต่อวัน บางทีแค่เลือกเอาเฉพาะหน้าก็พอ

เลยไม่สามารถตอบได้จริงๆ ว่าเที่ยวนี้ไปไหน
คือพวกเราแค่…ไปเที่ยวครับ

แม่ฮ่องสอนอีกครั้ง ตุลาคม 2017

หลังจากกลับจากเชียงใหม่ 

เราออกเดินทางอีกครั้งในคืนวันพฤ หลังดูอิมเมจร้องเพลง 

 

เมื่อแรกตั้งใจจะไปเพชรบูรณ์-เลย ไปสุดริมโขงที่เชียงคาน แต่พบว่าที่พักเต็มไปแล้ว 90% เดาได้ถึงความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวที่ถนนชายโขง 

 

ในที่สุดจึงตัดสินใจขึ้นเหนืออีก มาเช้าวันศุกร์ที่ลำปาง แวะไหว้พระธาตุ แวะพักและหาข้าวกินที่กาดกองต้า เพื่อตัดสินใจต่อว่าไปไหน 

คุยกันอยู่ว่าจะไปแจ้ซ้อน แล้วออกไปทางแพร่-น่าน 

 

คุณหมอหยิบรูปตัวเมืองแม่ฮ่องสอนขึ้นมาดูๆ แล้วเปรยๆ ว่าคิดถึงเมืองแม่ฮ่องสอน 

ในที่สุด พ่อไข่เลยตัดสินใจไปแม่ฮ่องสอน เราเลยต้องจากลำปางมาพัก Refresh ที่เชียงใหม่ 1 คืน ก่อนจะลุยสองพันกว่าโค้ง เพื่อไปนมัสการพระธาตุดอยกองมู 

 

เช้ามืดวันเสาร์ ออกจากเชียงใหม่ มาถึงปายยังไม่ทันเก้าโมงดี แต่ก็มีเหตุต้องหยุดพักแก้ไขปัญหารถ 

ในที่สุดแล้วก็ก็มาถึงตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเกือบบ่าย 

คุณหมอก็เปรยขึ้นอีกว่าอยากกินชาที่บ้านรักไทย ก่อนเข้าตัวอำเภอเมือง เลี้ยวออกตรงมาที่บ้านรักไทย 

 

ณ บ้านรักไทย ชายเดนไทย-พม่า สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000m ไกลจากบ้าน 950km 

วันเสาร์… ฝนตกริมทะเลสาบ กลิ่นชาหอม 

#อยู่ระหว่างทาง #ตอบไม่ได้ว่าพรุ่งนี้เราจะอยู่ที่ไหน #คืนนี้จะนอนไหนเดี๋ยวค่อยว่ากัน #ในรถมีเต้นท์และถุงนอน #เด็กๆสนุก #ภรรยาแฮปปี้ 

 

มีถนนบางเส้นที่เราขับมาแล้ว คิดในใจเลยว่าถ้าไม่จำเป็นจะไม่ขับมาอีก 

ถนนที่เข้าปางอุ๋งคือเส้นหนึ่งในนั้น  

ไม่ใช่แค่ความชันหรือความคดเคี้ยว แต่เป็นความคับขันของไหล่เขา 

 

แต่ก็นะ เมื่อผ่านด่านที่เป็นปราการธรรมชาติเข้าไป เราจะพบกับสวอนเลค 

สวอนเลคจริงๆ เหมือนในเทพนิยาย อยู่ในป่าในวงล้อมของขุนเขา 

จะอย่างไร ก็ดั้งด้นเข้าไป… 

(ชื่อจริงของปางอุ๋งคือโครงการในพระราชดำริปางตอง2 เป็นส่วนติดต่อกับอุทยานแห่งชาติปางตอง) 

 

กลับเข้าเมืองแม่ฮ่องสอน 5โมงเย็น เพื่อให้ทันแสงสุดท้ายบนดอยกองมู 

พระธาตุคู่สีขาวบนยอดดอยที่มีบันไดเดินขึ้นมาจากด้านล่างได้ 

องค์หนึ่งบรรจุพระธาตุพระโมคคัลลานะ อีกองค์บรรจุพระธาตุพระสารีบุตร อัครสาวกซ้ายขวา 

เมื่อเราอยู่ในตัวอำเภอเมือง แทบทุกที่ถ้าเงยหน้าขึ้นมอง จะมองเห็นพระธาตุขาวคู่สององค์นี้ 

จากที่พระธาตุมองออกไปภูเขารอบเมืองๆ เราก็จะเห็นหมอกปกคลุมอยู่เสมอ #เมืองสามหมอก 

 

มีคนเคยเอ่ยถามว่า ไปมาหลายจังหวัดแล้ว ร้านกาแฟที่ไหนสวยสุด 

 

สวยเป็นเรื่องความชอบของแต่ละคนครับ 

แต่ที่แน่ๆ เรายังไม่คิดว่า ‘Coffee in Love’ ที่ปาย หรือ ‘Route 12’ ที่เขาค้อ หรือ ‘ไจแอนท์’ ที่เชียงใหม่ จะเรียกว่าสวยที่สุดได้ ถ้าเรามานั่งดูแสงสุดท้ายของแม่ฮ่องสอนที่นี่ 

 

ข้อแม้คือ ต้องมาให้ทันพอดีเวลานิดนึง 

มาเร็วเกินไปก็จะร้อนจนนั่งไม่ได้ มาช้าเกินไปก็จะไม่ทันพระอาทิตย์ตก โดนยุงหามเปล่าๆ 

 

แต่ถ้ามาได้พอดีเวลา เราจะได้นั่งจิบชากาแฟ ท่ามกลางขุนเขาสลับซับซ้อน หมอกจับบางๆ ที่ยอด เมฆที่ตัดกับสีท้องฟ้า และดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลับเหลี่ยมเขา (ไม่ก็แสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านช่องว่างของเมฆที่มาบัง) 

 

มีคนเคยบรรยายวิวที่นี่ไว้ว่า ‘สวยจนลืมหายใจ’ 

วิวที่นี่ทำกาแฟจืดไปเลยครับ  

(ควรมาช่วงที่นักท่องเที่ยวน้อยหน่อย) 

ใช้เวลา ในเชียงใหม่

7/10/17 เชียงใหม่ ระหว่างสะเมิงไปจอมทอง 
เมฆสีหม่นๆ ลอยตาม ความคิดล่องลอย แต่สงบดี 

มีความสุขกับระหว่างทาง 

ไม่บ่อยนักที่ไม่ต้องขับรถเอง 

เราชอบ สีเขียวของเชียงใหม่ ภูเขาของเชียงใหม่ สายน้ำของเชียงใหม่ 

แผนของวันนี้ มีเพียงหลวมๆ 

แผนของวันพรุ่งนี้ เรียกว่าไม่มีเลยเสียดีกว่า 

เพียงตั้งใจแค่ ฉกฉวยแต่ละทุกขณะเวลา ระหว่างทาง 

ที่หมายปลายทาง ตั้งใจมีไว้แค่เพียง เพื่อให้เกิดการเดินทาง 

 

ลงจากอินทนนท์ กลับเข้าเมืองเชียงใหม่ เวลาประมาณบ่ายสาย 

ค่อยๆ เดินเท้า 

แล้วฟังเสียงของเมือง เพราะเสียงของเมืองแต่ละเมืองย่อมมีความเฉพาะ 

แอบคิดไปว่าน่าจะเสียดาย ถ้ามาถึงแล้วไม่ได้ยิน 

 

20:30 กลับเข้ามาอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่ 

แม้เรื่องที่คิดว่าชัวร์ๆ แล้ว 

การเดินมักพาให้มาพบกับปัญหาเฉพาะหน้าที่คาดไม่ถึง 

ถึงไม่ได้วางแผน แต่ก็มีสิ่งที่ตั้งใจว่าอยากจะทำ และในที่สุดก็ไม่ได้ทำ เพราะปัญหาเฉพาะหน้าอันนั้น ก็ต้องแก้กันเป็นเรื่องๆ ไป 

แต่นี้เอง คือสิ่งที่เราได้จากการเดินทาง 

คือการเติบโตระหว่างทาง การเรียนรู้ระหว่างทาง 

เพราะเมื่อที่สุดแล้ว เมื่อถึงปลายทาง หรือเมื่อกลับถึงบ้าน เรากลับพบว่า เราได้เติบโตขึ้นจากเดิมไปแล้ว 

 

8/10/2017 บ่ายสองโมง วันที่สองในเชียงใหม่ 

บางทีเราก็ไม่รู้ว่าชีวิต หรือการเดินทางจะพาเรามันเจอกับอะไร 

กินข้าวเที่ยงเสร็จ ข้ามถนนตรงหน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ข้ามมาเข้าพิพิธภัณฑ์ล้านนา ในพิพิธภัณฑ์มีร้านกาแฟ หวังหากาแฟกินแก้ง่วง 

ได้เค้กกับฟังเพลงเล่นสดๆ ในร้านกาแฟ ในพิพิทธภัณฑ์ 

 

ห้าโมงเย็นของวันที่สอง 

เราว่า พีคที่สุดของการเดินทางออกมาไกลๆ บ้าน คือ ช่วงเวลาที่เราหยุดนิ่งๆ แล้วไม่ทำอะไรเลย 

ไม่ทำอะไรเลย 

ไม่ทำอะไรเลย สักหนึ่งชั่วโมง หรือนานกว่านั้น 

หลังจากเดินทางมาสักพัก เราต้องมีที่ว่างให้กับการเดินทางเสียบ้าง 

เราเว้นวรรคการเดินทาง เพื่อให้เกิดช่องว่างของเวลา 

บรรจงเลือกร้านที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ และนั่งลง ใช้เวลากับตัวเอง 

ใช้เวลา ไม่ใช่ฆ่าเวลา 

ใช้เวลากับฆ่าเวลานั้นต่างกัน 
ระหว่างใช้เวลาในช่องว่างของการเดินทาง เรารู้สึกได้ถึงความคิดที่ไหลผ่านไปมา 

รสของกาแฟช่างข่มขื่น แต่การเดินทางนั้นกลับได้พักหายใจ 

การเดินทางที่มีลมหายใจ อาศัยการใช้เวลาในช่องว่างที่เว้นวรรคไว้ ได้หายใจ 

 

บ่ายสี่โมงครึ่ง เดินจูงมือลูกสองคนไปร้านหนังสือ 

…ใช้เวลา…ในร้านหนังสือ… 

หกโมงครึ่ง พากันเดินกลับที่พัก 
จึงเป็นเรื่องของ…การใช้เวลา(ร่วมกัน) 

สี่แยก 12 กับ 21

เรามีความชอบแยกนี้เป็นพิเศษ 
   1. เป็นแยกตัดกันระหว่างถนนทางหลวงหมายเลข 12 กับทางหลวงหมายเลข 21 ใช่แล้ว 12 กับ 21 … ซึ่งทั้งสองเส้นเป็นทางหลวงที่สวยเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศนี้ 

   2. มีอนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง ตะหง่านเด่น … หนึ่งในผู้ก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัย และมีความเกี่ยวข้องเน่นแฟ้นกับเมืองเชียงทอง (หรือหลวงพระบาง) 

   3. เป็นสี่แยกที่จะเห็นป้ายบอกทางไป เวียงจันทน์ – พนมเปญ – ย่างกุ้ง – กัวลาลัมเปอร์ (เป็นแยกที่บางทีก็มีชื่อเล่นว่า สี่แยกอาเซียน) 

   4. เป็นแยกที่คล้ายๆ เป็นชุมทางเชื่อมระหว่างภาคเหนือกับภาคอีสาน เวลาที่มาถึงที่แยกนี้ อดคิดไม่ได้ว่า “เอ… ขึ้นเหนือหรือไปอีสานดี?” 

   5. อยู่ท่ามกลางเมือง หล่มสัก-หล่มเก่า, วังทอง, ชุมแพ, และเขาค้อ มันคือพื้นที่ฟอกปอด! 

   6. พอถึงแยกนี้ ควรจะนึกถึง มะขาม, ขนมจีน, เห็ดหอม, มะระหวาน, และอาโวคาโด 

   7. เติมอีกข้อ พี่น้องกะสี่แยกนี้ คือสี่แยกอินโดจีน เป็นแยกตัดกันระหว่างทางหลวงหมายเลข 11 กับหมายเลข 12 อยู่ในจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดติดกัน
 

#เพียงแค่สี่แยกก็มีเรื่องเล่า

ตำนาน โบกไปบ่นไป

​ทะเล เป็นฉากหลังที่ดีที่สุดสำหรับหนังสือที่เป็นตำนานเล่มนี้ 


#สมจุ้ย #ตุ้มพุทรา และ #วายร้ายสีแดง ได้บันทึกวีรกรรมหนุ่มสาว #นักโบก อันลือลั่น ประกอบขึ้นเป็นหนังสือสารคดีบ้างไม่ดีบ้าง ตามที่เขาเรียกขานกันเองไว้ 
ปลื้มปริ่มเปรมปรีดิ์ดี๊ด๊ามากมาย 

อ่านด้วยความฟินเอนโดรฟินหลั่งไหล 

แม้จะเล่มบางไปบ้าง แต่ก็พยายามละเลียดอย่างที่สุดเพื่อซื้อเวลา 

ซื้อเวลาอ่านให้นานที่สุด 
เด็กนิเทศจุฬาฯ รวมตัวกันกว่า 4คนขึ้นไป มิได้ไปก่อม็อบ 

แต่ประกอบพิธีกรรมโบกรถเดินทางไปกลับ round trip จากแหล่งสามย่านไปสมุย 
สำนวนภาษาของ #สมจุ้ยเจตนาน่าสนุก ยังคงสนุกสมชื่อ และสำนวนแบบเฉลียงปรากฎตัวขึ้นบ่อยครั้งในหนังสือ (ยังไม่ลองลำดับเหตุการณ์ดูว่า เพลงของเฉลียง เกิดก่อน หรือตัวอักษรในหนังสือเล่มนี้คลอดก่อน) 

ทำเอาเราเกิดอุปทานส่วนตัวเป็นตุตะว่า อ่านหนังสือไปก็เหมือนนั่งแกะเนื้อเพลงเฉลียงไป 
ตัวหนังสือของนักเขียนอีกสองท่านก็ใช่สมัครเล่น ต่างก็เป็นนักเขียนมือดีของวงการ พอนำมารวมกันสามส่วน จึงพีคแบบละไม 
เรื่องเล่าการเดินทางของพวกเขานี่สิตำนาน เป็นแบบอย่างให้กับหนุ่มสาวเอาอย่าง อ่านไปก็อดอิจฉาไม่ได้ เสียดายที่เราผ่านเวลาแบบนั้นมาโดยไม่ได้ลองเอาอย่างเขา 

แต่การที่เราเคยล่องลงใต้ด้วยเส้นทางเดียวกัน กรุงเทพ หัวหิน ประจวบฯ ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ สมุย ขนอม ไชยา วังมะนาว ราชบุรี นครปฐม และถึงกรุงเทพอีกครา มันอินไม่น้อยเลย 

ตัวหนังสือทีเล่นทีจริงทำเอาเราฝันถึงการเดินทางกว่า 2,000km ครั้งนั้นอีกครั้ง 

แม้เราจะเดินทางโดยขับรถเอา เรายังได้พบเรื่องราวมากมายเพียงนั้น  

แต่นี่ถึงกับโบกรถเอา เรื่องราวน่าจะเล่าขานได้ไม่จบ แต่ก็เลือกมาเขียนเป็นหนังสือเพียงเล่มบาง แต่ละบรรทัดจึงแฝงด้วยบรรยากาศการเดินทางของผองเพื่อนที่อิ่มล้น ชื่นชมผองผู้เขียนกับการเลือกหยิบเรื่องราว เลือกหยิบถ้อยคำ มาเขียน 

แล้วยังอุตส่าห์ปรากฏเกร็ดเรื่องราวของสวนโมกข์กับท่านพุทธทาสในเล่มด้วย 
หากไม่มองข้ามรายละเอียดต่างๆ จนเกินไปนัก เราจะพบความประทับใจในทุกการเดินทาง สั้นหรือยาว สะดวกหรือลำบาก มีวัตถุประสงค์หรือไม่มี ไม่เกี่ยง ล้วนมีความทรงจำมีค่า 

นี่เองที่เราท่าน ต่างใฝ่หาการเดินทางเสมอๆ 
ในวันที่ภาคใต้ประสบภัยน้ำท่วม หวังให้ทุกคนมีกำลัง และช่วยเหลือกันเพื่อผ่านภัยนี้ไป 
แล้วเราจะออกเดินทางอีกครั้ง 

ทะเลใต้ทั้งสองฝั่ง คือทะเลธรรมชาติที่งดงามหาใดเปรียบเสมอมา