Category Archives: Trip

สี่แยก 12 กับ 21

เรามีความชอบแยกนี้เป็นพิเศษ 
   1. เป็นแยกตัดกันระหว่างถนนทางหลวงหมายเลข 12 กับทางหลวงหมายเลข 21 ใช่แล้ว 12 กับ 21 … ซึ่งทั้งสองเส้นเป็นทางหลวงที่สวยเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศนี้ 

   2. มีอนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง ตะหง่านเด่น … หนึ่งในผู้ก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัย และมีความเกี่ยวข้องเน่นแฟ้นกับเมืองเชียงทอง (หรือหลวงพระบาง) 

   3. เป็นสี่แยกที่จะเห็นป้ายบอกทางไป เวียงจันทน์ – พนมเปญ – ย่างกุ้ง – กัวลาลัมเปอร์ (เป็นแยกที่บางทีก็มีชื่อเล่นว่า สี่แยกอาเซียน) 

   4. เป็นแยกที่คล้ายๆ เป็นชุมทางเชื่อมระหว่างภาคเหนือกับภาคอีสาน เวลาที่มาถึงที่แยกนี้ อดคิดไม่ได้ว่า “เอ… ขึ้นเหนือหรือไปอีสานดี?” 

   5. อยู่ท่ามกลางเมือง หล่มสัก-หล่มเก่า, วังทอง, ชุมแพ, และเขาค้อ มันคือพื้นที่ฟอกปอด! 

   6. พอถึงแยกนี้ ควรจะนึกถึง มะขาม, ขนมจีน, เห็ดหอม, มะระหวาน, และอาโวคาโด 

   7. เติมอีกข้อ พี่น้องกะสี่แยกนี้ คือสี่แยกอินโดจีน เป็นแยกตัดกันระหว่างทางหลวงหมายเลข 11 กับหมายเลข 12 อยู่ในจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดติดกัน
#เพียงแค่สี่แยกก็มีเรื่องเล่า

Advertisements

ตำนาน โบกไปบ่นไป

​ทะเล เป็นฉากหลังที่ดีที่สุดสำหรับหนังสือที่เป็นตำนานเล่มนี้ 


#สมจุ้ย #ตุ้มพุทรา และ #วายร้ายสีแดง ได้บันทึกวีรกรรมหนุ่มสาว #นักโบก อันลือลั่น ประกอบขึ้นเป็นหนังสือสารคดีบ้างไม่ดีบ้าง ตามที่เขาเรียกขานกันเองไว้ 
ปลื้มปริ่มเปรมปรีดิ์ดี๊ด๊ามากมาย 

อ่านด้วยความฟินเอนโดรฟินหลั่งไหล 

แม้จะเล่มบางไปบ้าง แต่ก็พยายามละเลียดอย่างที่สุดเพื่อซื้อเวลา 

ซื้อเวลาอ่านให้นานที่สุด 
เด็กนิเทศจุฬาฯ รวมตัวกันกว่า 4คนขึ้นไป มิได้ไปก่อม็อบ 

แต่ประกอบพิธีกรรมโบกรถเดินทางไปกลับ round trip จากแหล่งสามย่านไปสมุย 
สำนวนภาษาของ #สมจุ้ยเจตนาน่าสนุก ยังคงสนุกสมชื่อ และสำนวนแบบเฉลียงปรากฎตัวขึ้นบ่อยครั้งในหนังสือ (ยังไม่ลองลำดับเหตุการณ์ดูว่า เพลงของเฉลียง เกิดก่อน หรือตัวอักษรในหนังสือเล่มนี้คลอดก่อน) 

ทำเอาเราเกิดอุปทานส่วนตัวเป็นตุตะว่า อ่านหนังสือไปก็เหมือนนั่งแกะเนื้อเพลงเฉลียงไป 
ตัวหนังสือของนักเขียนอีกสองท่านก็ใช่สมัครเล่น ต่างก็เป็นนักเขียนมือดีของวงการ พอนำมารวมกันสามส่วน จึงพีคแบบละไม 
เรื่องเล่าการเดินทางของพวกเขานี่สิตำนาน เป็นแบบอย่างให้กับหนุ่มสาวเอาอย่าง อ่านไปก็อดอิจฉาไม่ได้ เสียดายที่เราผ่านเวลาแบบนั้นมาโดยไม่ได้ลองเอาอย่างเขา 

แต่การที่เราเคยล่องลงใต้ด้วยเส้นทางเดียวกัน กรุงเทพ หัวหิน ประจวบฯ ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ สมุย ขนอม ไชยา วังมะนาว ราชบุรี นครปฐม และถึงกรุงเทพอีกครา มันอินไม่น้อยเลย 

ตัวหนังสือทีเล่นทีจริงทำเอาเราฝันถึงการเดินทางกว่า 2,000km ครั้งนั้นอีกครั้ง 

แม้เราจะเดินทางโดยขับรถเอา เรายังได้พบเรื่องราวมากมายเพียงนั้น  

แต่นี่ถึงกับโบกรถเอา เรื่องราวน่าจะเล่าขานได้ไม่จบ แต่ก็เลือกมาเขียนเป็นหนังสือเพียงเล่มบาง แต่ละบรรทัดจึงแฝงด้วยบรรยากาศการเดินทางของผองเพื่อนที่อิ่มล้น ชื่นชมผองผู้เขียนกับการเลือกหยิบเรื่องราว เลือกหยิบถ้อยคำ มาเขียน 

แล้วยังอุตส่าห์ปรากฏเกร็ดเรื่องราวของสวนโมกข์กับท่านพุทธทาสในเล่มด้วย 
หากไม่มองข้ามรายละเอียดต่างๆ จนเกินไปนัก เราจะพบความประทับใจในทุกการเดินทาง สั้นหรือยาว สะดวกหรือลำบาก มีวัตถุประสงค์หรือไม่มี ไม่เกี่ยง ล้วนมีความทรงจำมีค่า 

นี่เองที่เราท่าน ต่างใฝ่หาการเดินทางเสมอๆ 
ในวันที่ภาคใต้ประสบภัยน้ำท่วม หวังให้ทุกคนมีกำลัง และช่วยเหลือกันเพื่อผ่านภัยนี้ไป 
แล้วเราจะออกเดินทางอีกครั้ง 

ทะเลใต้ทั้งสองฝั่ง คือทะเลธรรมชาติที่งดงามหาใดเปรียบเสมอมา

EOY2016 Trip – ต้องรอดในฮานอย

ใครจะมาที่นี่ ควรทำใจไว้ก่อนเลยว่า ​มันเป็นเมืองที่ไร้ระเบียบและเต็มไปด้วยควันบุหรี่กับเสียงแตรรถ วันแรกที่เรามาถึง ถึงกับปวดหัวกลับมานอนที่ห้อง วันที่สองค่อยเริ่มปรับตัวได้ (คือต้องรอด!) 

แต่มันก็เป็นเมืองที่มีเสน่ห์และน่าสนใจในแบบของมันเอง  

1. การเดินทางในเมืองไม่มีปัญหา เนื่องจากมี Taxi Meter (แบบไม่มีใบเสร็จ) ไปไหนมาไหนในเมืองถ้าไม่อยากเดินก็เรียก Taxi ได้เลย แค่อย่าลืมเตือนให้คนขับกดมิเตอร์ด้วย สามล้อ (ถีบ) ก็มี แต่ถ้าไม่ได้อยาก open-air รับอากาศเย็นและควัน ก็เรียก Taxi ไป ตัดปัญหาเรื่องการต่อราคาด้วย แต่จะถ้าจะเดินระหว่างสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองก็เดินไหวนะฮะ เราเดินกันตลอด นับว่าสะดวกดี ได้สัมผัสความเป็นไปของเมืองได้เต็มที่ 

2. ที่ต้องเอาตัวรอดที่สุดในเมืองนี้ ก็คือการเอาตัวรอดจากการจราจรในเมืองฮานอย โอ้! มันเหมือนไร้ซึ่งกฏจราจรใดๆ เหมือนรถทุกคันคิดว่า “ฉันไปก่อน คันอื่นต้องหลบฉัน” ประกอบกับรถทุกคันกดแตรตลอดเวลาฮับ จับดูแล้ว ในเวลา 1 นาที เราจะได้ยินเสียงแตรประมาณ 8-15ครั้ง ในชั่วโมงแรกๆ คือหันซ้ายขวาตลอดเวลาเพราะไอ้เสียงแตรบ้าๆ นี่แหละ แต่แล้วซักพักก็จะชินเอง เพราะมันกดแบบไร้สาระ  แล้วก็จะพบว่า ที่น่ากลัวกว่าหลายเท่าคือรถแทบจะไม่มีการหยุดให้กันเลย และแยกที่ถนนตัดกันส่วนใหญ่ก็ไม่มีไฟจราจร นั่นคือทุกๆ คันต่างมุ่งกันไปเจอกันที่แยก แล้วก็ไปหาทางหลบกันเองตรงแยกที่มาเจอกันนั้น หะ! อะไร! มันเกิดอะไร มันขับรถพุ่งเข้าหากันเฉยเลย แล้วไปหลบกันเอาเองตอนที่เจอกัน คือถ้าเราเฝ้าดู มันจะหวาดเสียวมาก แล้วก็จะไม่กล้าเฉียดลงไปใกล้ถนนเลย แต่ในที่สุดมันไม่ได้ไง คือมันก็เดินบนฟุตบาทก็ไม่ได้อีก เพราะเขาเอารถทั้งสองล้อสามล้อสี่ล้อขับขึ้นมาจอดบนฟุตบาทเลยจ้า ฟุตบาทมันคือที่จอดรถนาจา รถมันไม่มีที่จอดริมฟุตบาทไง เลยขับขึ้นฟุตบาทมาจอดเลย แล้วเจอกับตัวเองคือเราเดินบนฟุตบาทอยู่ดีๆ ก็โดนมอเตอร์ไซค์กดแตรไล่เพราะว่าดันไปขวางทางมันจะขับมอไซต์บนฟุตบาท บ้าไปแล้ว ด่ามันไปเลย (เพราะมันฟังเราไม่ออก) แล้วก็อย่ากระนั้นเลย ถ้าฟุตบาทมันจอดไม่ได้ รถมันจอดตรงกลางแยกเลยเว้ย คันอื่นๆ ก็ต้องมีหน้าที่หลบกันเองสิ ตรงแยกที่รถมันวิ่งมาเจอกันปะกับคันที่จอดอยู่ด้วย นี่มันคือการจราจรบ้าอะไร การเดินริมถนนจึงกลายเป็นโรคจิตไปเลย คือตัวเกร็งตลอดเวลา สุดท้ายวิธีเอาตัวรอดของทุกคนเดินถนนในเมืองนี้คือ เดินๆ ไปเลยครับอย่าได้แคร์ เดี๋ยวรถแ…งต้องหลบเอง บนฟุตบาทเดินไม่ได้เพราะมีรถจอดหรือมีรถวิ่งอยู่บนฟุตบาท ก็ลงไปเดินถนนสิค้าบ ง่ายจะตาย ทีนี้มันคืออะไรหล่ะ รถอยู่บนฟุตบาทแล้วคนกลับลงไปเดินอยู่บนถนนแทน ขั้นสุดยอดของมันคือ เราต้อง Develop Skill การข้ามถนน เพราะมันจะไม่เคยมี Moment รถหยุดกันพร้อมหน้าเพื่อให้คนข้าม รถบนถนนจะไม่เคยหยุดพร้อมกับกดแตรสม่ำเสมอ หน้าที่ของคนข้ามถนนคือ ถ้าจะข้ามก็ต้องหาจังหวะ หา Gap ระหว่างที่รถวิ่งข้ามได้เอง แล้วที่มัน Advance มากคือ ทันทีที่เราก้าวลงไป รถแ…งจะสามารถมาได้จากทุกทิศทุกทาง ทางไหนก็ได้ คือมันพร้อมที่จะข้ามจากเลนของมันเองที่มีรถขวางมันอยู่ ข้ามมาเลนที่รถแล่นสวนทันทีที่ว่าง คนเดินต้องเหลือบตาไปดูกันเอง แต่สุดท้ายถ้าคุณมัวแต่หาจังหวะคุณอาจจะไม่ได้ข้ามเลย ดังนั้น Skill ที่ Advance ของคนข้ามถนนที่นี่คืออยากข้ามตรงไหนเวลาไหนก็ก้าวข้าวถนนมันไปเล้ยเพื่อความเท่าเทียมกัน รถก็ต้องหาทางหลบคนเอาเองเหมือนกัน อั๊ยย่ะ! มันก็คือเกมวัดใจดีๆ นี่เองว่า ใครจะหลบใคร เอาวะเดินๆ ไปเหอะไม่งั้นก็ยืนจดๆ จ้องๆ ไม่ได้ไปไหนพอดี เดินๆ มันลงไป เดี๋ยวมันต้องหลบเราจนได้ หรือไม่เดี๋ยวเราก็หลบมัน สุดท้ายแล้วคือมันจะเครียดเลย เพราะเราจูงลูกเดินตลอดทาง แล้วเราสงสัยมากว่า เฮ้ย! มันเคยชนกันบ้างมั้ยวะ? เลยนั่งตั้งใจเฝ้ามองลงมาจากห้องพักเลย เฝ้าดูที่สี่แยก เฮ้ย มันก็มีชนกันจริงๆ ด้วย  ชนกันเองแล้วก็แยกย้ายกันไปเอง อารมณ์มันคล้ายๆ กับพลาดหลบไม่ทันกันเองนี่หว่า โอเคๆ ผ่านๆ ไป แยกย้ายกันไป อ้าวแล้วไง แล้วถ้าคนที่ถูกชนเป็นเราหล่ะ สุดท้ายก็กลับมาเกร็งกันต่อสิ มันเลยเป็นการเดินในเมืองที่ลุ้นตลอดเวลา เร้าใจอย่างยิ่ง จัดเป็นที่สุดในชีวิตอย่างหนึ่งไป ข้อแนะนำในการเอาตัวรอดจากการจราจรที่นี่ก็คือ เดินๆ ไปเถอะครับ ไม่งั้นไม่ได้เดินไม่ได้ข้ามกันพอดี แต่ให้พึงระวังไว้ว่ารถมันสามารถพุ่งมาหาเราจากทางไหนก็ได้ และการฟังเสียงแตรไม่ได้ช่วยอะไรเลย เหอๆ (เที่ยงคืนตีหนึ่ง มันยังกดแตรอยู่เลย โผล่หน้าออกไปดู ปรากฏว่าทั้งถนนมีรถมอเตอร์ไซค์ขับอยู่คนเดียวแต่กดแตรรัวๆ ทุกๆ 2-3 วินาที) ถึงจะยาวมากแล้วเรื่องนี้คือ ขอเล่าต่ออีกนิดคือ มันมีที่พีคที่สุดคือ เราไปเดินผ่านแยกหนึ่งกลางเมืองฮานอย ปรากฏว่ามียานพาหนะดังนี้คือ จักรยาน สามล้อถีบ มอเตอร์ไซค์ รถยนต์เก๋งเล็ก รถยนต์ใหญ่ รถเมล์ และรถไฟ ทั้งหมดมาเจอกันที่แยกนั้นโดยไม่มีสัญญานไฟจราจรใดๆ แล้วอีคนเดินถนนก็ลงไปแจมในแยกนั้นด้วย เพราะเดินกันอยู่ดีๆ ฟุตบาทมันก็หายไปเฉยๆ เหมือนละลายไปในอากาศสิ ที่นี่ก็สุดจะมันส์เลย เพราะทุกๆ คน ทุกๆ คันพยายามจะเดินหน้า แล้วมันก็สามารถขยับกันได้ด้วยความเร็วประมาณ ครึ่งเมตรต่อวินาที อีรถไฟก็ค่อยๆ กระดึ๊บๆ ไป เร้าใจหาใดเปรียบ ขอเรียกว่าแยกนรกรถไฟผ่าน! 

3. มหันตภัยควัน มันคือเมืองที่คนสูบบุหรี่กันตลอดเวลา บางคนก็อาจเห็นว่าปกติ แต่สำหรับพวกเราที่ไม่ถูกกับควันประเภทนี้อย่างแรง มันเป็นสิ่งที่ทารุณมาก แล้วเค้าไม่มีการห้ามสูบในร้านค้าหรือร้านอาหารใดๆ ด้วย นั่นคือระหว่างที่นั่งกินข้าวกันอยู่ในร้าน โต๊ะติดกันข้างๆ ก็ควักบุหรี่ขึ้นมาสูบได้ พอมันสูบในร้าน ควันมันก็วนๆ อยู่ในนั้นแหละ การเอาตัวรอดก็คือ ต้องส่องให้ชัวร์เลยว่าไม่น่าจะมีคนสูบในร้าน ถ้าเดินเข้าร้านไปแล้วได้กลิ่นบุหรี่ปุ๊บเดินออกเลย กลายเป็นว่าการเลือกเข้าร้านอาหาร เราให้ความสำคัญกับการพิจารณาเรื่องกลิ่นบุหรี่กับคนที่นั่งทานอยู่มากกว่าการเลือกอาหาร เคยเข้าไปนั่งแล้วเจอว่าเจ้าของร้านสูบ อันนี้ก็เดินออกเลยเช่นกัน ดังนั้นการเลือกนั่งร้านที่ Open-air จึงดีกว่าการเข้าไปนั่งในร้านปิด อย่างน้อยยังมีทางหนีทีไล่ครับ ถัดไปก็เป็นเรื่องคนที่ยืนสูบตามถนนหนทาง อันนี้ก็ต้องสังเกตและหาทางเดินเลี่ยงเอา แล้วก็หาซื้อผ้าปิดจมูกมาใส่เดินก็ช่วยได้บ้าง (เลยจะเห็นบางรูปที่เด็กๆ ถ่ายมาจะปิดผ้าปิดจมูกและปากด้วย อันนี้ไม่ได้เป็นหวัดนะ) อ้า ก็เอาตัวรอดได้ แต่พอเดินไปสักพัก เฮ้ย! คราวนี้เจอเค้ายกขึ้นมาสูบกันเป็นบ้องเลยครับ! บ้องจริงๆ ยาวเกือบเมตร ไม่ใช่แค่มวนบุหรี่แล้ว มีทั้งบ้องที่เป็นไม้, เป็นท่อ PVC, หรือกระทั่งเป็นบ้องเหล็ก สูบอัดเข้าปอดกันเป็นกิจลักษณะเลย ไม่รู้ว่ากัญชารึป่าวนะที่นั่งสูบบ้องกันตามถนน แต่มันพ้นจากความสนใจส่วนตัวที่จะเข้าไปหาคำตอบแล้วหล่ะ ขอแค่ได้แต่หลีกให้ห่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

4. เวียดนามมีภาษาเป็นของตัวเอง และมันฟังแล้วเพลินมากเลย ลองนึกภาพตามว่า กลับมาถึงโรงแรม เด็กๆ เปิดการ์ตูนวอลต์ดิสนีย์ดู เจอเอลซ่ากับแอนนาเม้าท์กันเป็นภาษาเวียดนาม เพลินสุดๆ อาจเพราะเขามีภาษาของตัวเอง คนเวียดนามที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดูแล้วน่าจะไม่เกิน 50% ส่วนใหญ่คือคนที่ทำงานบริการอยู่ตามโรงแรม พ่อค้าแม่ค้าตามแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ และคนขับรถ Taxi นอกจากนั้นไป ให้คิดไปก่อนเลยว่าเค้าสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ ดังนั้นการเข้าไปสั่งอาหารตามร้านข้างถนนต่างๆ จะสนุกมาก เค้าจะไม่เข้าใจสิ่งที่เราพูดเลย คุยกันไม่รู้เรื่องเลย ภาษาชี้และภาษามือเท่านั้น และเราก็อ่านไม่ออกด้วยเช่นกันว่ารายการอาหารที่เขียนอยู่มันคืออะไร แต่บางร้านที่เดินเข้าไปก็ไม่มีรายการอาหารใดๆ ทั้งสิ้น เดินตรงไปที่แม่ครัวเลย เห็นอะไรตั้งอยู่ที่พอกินได้ อย่าได้อายเอานิ้วชี้ๆ เอา แล้วกลับไปนั่งลุ้นรอเลยว่ามันจะออกมาเป็นอะไร ก็โอเคนะ เอาตัวรอดได้ทุกครั้ง ปัญหาหนักที่สุดที่เจอคือ อาหารมันออกมาเยอะเกินกว่าจะกินหมดได้ เพราะดันตะกละอยากรู้อยากเห็นเองว่ามันจะมีอะไรคลอดออกมาจากครัวให้กินบ้างจากการชี้ๆ ของเรา  บางร้านเห็นว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ นางก็ออกมาเชียร์ประหนึ่งเด็กเชียร์เบียร์เลยจ้า สาธิตวิธีการกินอันศิวิไลให้ดูด้วย  ให้เอามือหยิบไอ้นั่นจิ้มไอ้นี่กินกะไอ้นั่น อร่อยนะแต่ล้นกระเพาะกันไป เรื่องสั่งอาหารนี่รอดแน่นอนอร่อยด้วย แต่เรื่องถามทางอย่าดีกว่า พึ่ง Google เหอะ  คุยกันแล้วออกทะเล  

5. ระหว่างที่เราเดินอยู่ในเมือง นอกจากที่เราจะถูกจู่โจมด้วยเหล่าบรรดาสามล้อแล้ว (ซึ่งหลังจากที่ผ่านเวียงจันทน์กับหลวงพระบางมา ย่อมมี Skill ในการปฏิเสธสามล้อ ชิลๆ) แต่ในเมืองฮานอยนี้ เราจะเจอผู้คนอีกกลุ่มพุ่งเข้ามาจู่โจม พยายามเข้ามาตะครุบรองเท้าที่ขาเรา เฮ้ย! ยกขาหนีแทบไม่ทัน อะไรวะ! คืออะไรอ่ะ! เขาเข้ามาพร้อมกับหลอดน้ำยาอะไรสักอย่าง พยายามเข้ามาตะครุบเอารองเท้าผ้าใบที่ขาเราไป ตอนแรกก็ตกใจมาก นึกว่าเราไปเหยียบถูกอะไรของเขาเข้า ยกเท้าหนีแล้วแทบกระโดด ไม่จบ! ยังตามมาอีกจะตะครุบอีกไม่ลดละเลิก พูดภาษาเวียดนามโล้งเล้งแล้วชี้มาที่รองเท้าเราเป็นการใหญ่ เฮ้ย! อะไร เราก็เข้าใจไปต่อว่า หรือสงสัยเห็นว่ารองเท้าของเราขาด เลยจะมาหยอดกาวซ่อมให้ แต่อย่าเลย อย่าเถอะขอร้อง หลบหลีบเท้าซ้ายขวา ประหนึ่งเมื่อก่อนที่เล่นบอลลูนเหยียบกับเพื่อนเลย (ถ้าใครเกิดทัน) ปฏิเสธเป็นพลันวัน จึงเอารองเท้าขอตัว รอดออกมาได้ คืออะไรอ่ะ แม้แต่รองเท้าก็มีภัย เฮ้ย! ก็ไม่ขาดนี่หว่า กลับออกมาสังเกตดูห่างๆ อีกที อ๋อ! คือเขารับจ้างเช็ดขัดทำความสะอาดรองเท้า มันทำไมน่ากลัวเกิ้น  ไล่ตะครุบเท้าเราประหนี่งไปเหยียบถูกอะไรของเขาเข้า เป็นอีกหนึ่งบริการที่น่าสนใจ แต่ขอบายนะครับ ไม่มีประสบการณ์การทดลองใช้บริการมาเล่าต่อ 

6. ที่แนะนำอย่างมากๆ เลยคือพิพิทธภัณฑ์ในฮานอยครับ มีอยู่หลายที่เลย แต่ละที่เขาทำได้ดีมาก และตั้งใจทำมากๆ รู้สึกน้อยใจกับพิพิทธภัณฑ์ของบ้านเราเลย แม้พิพิธภัณฑ์ของเขาจะดูมีรายละเอียดเป็นภาษาเวียดนามเยอะไปบ้าง แต่มันดี มันสวยงาม ดูน่าสนใจมาก ของเยอะ เอาจริงๆ การเข้าไปดูแต่ละที่ใช้เวลาอย่างน้อยๆ 2ชั่วโมงเลย คือควรได้แวะมาดูเพื่อเปิดหูเปิดตาเปิดใจมาก ขัดใจอยู่เรื่องเดียวเลยคือ พอถึงเวลาปิด (คือมันมีอยู่ที่หนึ่งปิดพักเที่ยง!) เจ้าหน้าสวมบททหารเดินไล่คนออกทันทีเลย ไม่สนใจว่าคุณกำลังเดินดูอยู่ตรงไหนชั้นไหนของพิพิทธภัณฑ์ คุณก็โดนไล่ออกมาโดยพร้อมเพรียง ก็มันถึงเวลาปิดแล้วไงไม่เข้าใจรึไง จะมาบ่นไรเนี่ย วิธีเอาตัวรอดก็ง่ายเลย คือว่าง่ายไง เค้าไล่ให้ออกก็ออกดิ จะไปหือกะคุณทหารเพื่ออะไร ที่ได้ดูมาก่อนหน้านั้นแล้วก็ดีแล้ว อยากดูต่อก็ไปจ่ายตังค์เข้าไปดูรอบสองสิ 
7. การส่งไปรษณีย์ไปต่างประเทศจากฮานอย ติดแสตมป์ 15,000ดองฮะ คืดเป็นเงินประมาเกือบ 25บาท นับว่าแพงถ้าเทียบกับ เมืองไทย 15บาท, มาเลย์ 5บาท แต่ถูกกว่าลาวที่อยู่ที่ 32บาท ตอนนี้คือมีโปสการ์ดติดแสตมป์ เขียนเรียบร้อยแล้วหาตู้ไปรณีย์อยู่ เดินตามท้องถนนแล้วยังหาไม่เจอเลย สงสัยจะมีแต่ที่ที่ทำการไปรษณีย์ 
8. ธนาคารในฮานอย มีสภาพเป็นตึกโทรมๆ ห้องแถวโทรมๆ สภาพเหมือตึกอาคารแถวๆ บริเวณวงเวียน 22กรกฎา ในกรุงเทพฯ เลย เครื่อง Self-Service Machine เท่าที่เห็นก็มีแต่ ATM แม่กระทั่งเครื่อง Update Passbook ก็ยังไม่เจอนะ แต่เพราะมาในช่วงปีใหม่ ธนาคารปิดกัน เลยไม่สามารถเข้าไป Observe อะไรๆ ได้มากกว่านี้ อีกอย่าง ทหารยืนกันทุกแยกใหญ่ อันนี้ยิ่งไม่กล้าเข้าไปจดๆ จ้องๆ อะไรให้มาก 
9. จริงๆ ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกมานะ ขอสรุปมาในข้อเดียวกันอีก 3 อย่างที่เราชอบมากคือหนึ่งการชักหุ่นกระบอกน้ำ สองวิหารแห่งความรู้ (Temple of Literature) และสามชุดประจำชาติของสาวเวียดนาม เราว่ามันดีงามมาก ผู้หญิงที่แต่งชุดสวยดี อาจเป็นเพราะอยู่ในเมืองอากาศเย็น กำลังคิดหาซื้อชุดประจำชาติสวยๆ นี้ให้ปริณๆ อยู่ (สุดท้ายก็หาได้ ^^)
สรุปแล้ว มาที่นี่ประทับใจนะ ได้พบได้เจอ ได้ประสบการ์ณแปลกใหม่ เป็นความทรงจำที่ดี แต่คุณต้องเอาตัวให้รอดก่อน แล้วจะสนุกกันมันนะ 

EOY2016 Trip – สิ้นปีที่ฮานอย 

31/12/2016 สิ้นปีแล้วครับ 

เรามาอยู่ที่ฮานอยแล้ว ในวันที่ 7 ที่จากบ้านมา 

กรุงเทพ – หนองคาย – เวียงจันทน์ – หลวงพระบาง – ฮานอย 

ถ้าบอกว่าไม่เหนื่อยเลย ก็โกหกแล้ว มันเหนื่อยมาก แล้วเหนื่อยขนาดนี้ทำทำไม 

ใช่ครับ มันสนุก มันมันส์มาก กับการเดินทางข้าม 3 ประเทศกว่า 7วัน และมันก็สาหัสนัก 

ที่พบคือ เด็กมีพลังงานสูงกว่าที่เราคิดมาก ในขณะที่เราเดินเหนื่อย เมื่อย มึนจนปวดหัว 
ลูกสาวเธอเดินไป ชมวิวข้างทางไป ร้องเพลงไป  ส่วนลูกชาย เธอก็เดินไป แหย่น้องไป เรียกพ่อเรียกแม่ ดูนู่นดูนี่ตลอดทาง 

เฮ้ย! โอเค ยังไปต่อได้ 

ถ้าวัดความสำเร็จของการเดินทางครั้งนี้คือ เด็กๆ โตขึ้น 

พวกเขาโตระหว่างการเดินทาง 
น้องปริณเรียกพ่อให้หลบรถ พี่ปัณณ์ช่วยพ่อดูแผนที่ 

เด็กๆ อยู่ง่าย กินง่าย เดินไม่บ่น นอนบนรถก็หลับได้ 

กินอาหารเมืองไหนประเทศไหน นั่งร้านยังไง หรือยองๆ กินข้างทาง อากาศร้อนเย็นหนาว พวกเขาก็สามารถกินได้อยู่ได้ 

พร้อมจะเดินทาง หิวก็กิน ง่วงก็นอน เหนื่อยก็พัก จำเป็นต้องขึ้นรถก็ไป ง่วงก็ค่อยไปหาเวลานอนเอา 

วันที่เหนื่อยจัด ปวดหัว ลูกสาวเดินมาถามพ่อว่า “พ่อเป็นอะไรรึป่าว?” ลูกชายจัดการกระเป๋าเดินทางของตัวเอง จัดการอาหารการกินให้ตัวเองกับน้องได้ อ้า! หายเหนื่อยแล้วฮะ 

สำคัญที่สุดคือ เด็กๆ รู้จักที่จะรอ การรอคอยเป็นทักษะที่สำคัญและเริ่มหาได้ยากในสมัยนี้ ระหว่างการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างเมือง บางทีต้องรอรถเป็นชั่วโมงๆ ที่ท่ารถ หรือการเดินทางเราก็ต้องอยู่บนพาหนะเป็นหลายๆ ชั่วโมง กว่าจะถึงปลายทาง พวกเขาสามารถอยู่กับเวลาได้ พวกเขารู้ว่ามันจำเป็นที่จะต้องรอ และพวกเขาก็รอได้ 

นอกจากนี้ การที่ได้เจอผู้คนมากหน้าหลายตา หลายเชื้อชาติ หลายสัญชาติ หลายอาชีพ และหลายๆ ภาษา เห็นผู้คนแต่ละเมืองใช้ชีวิต เค้าได้ทดลองพูดคุยสื่อสารกับผู้คนในเมืองต่างๆ ได้เห็นว่าความจำเป็นในการสื่อสารในการใช้ชีวิตจริง เป็นอย่างไร ความสำคัญของการใช้ภาษาอังกฤษ และไม่ใช่เพียงแค่ภาษาอังกฤษเพียงถ่ายเดียว พวกเขาเริ่มไม่กลัวการพบปะและสื่อสารผู้คนแปลกหน้าแปลกถิ่น จะอย่างไรก็ต้องพยายามสื่อสารกันให้ได้ 

นี่คือสิ่งที่พ่อดีใจที่ทำได้ในปี 2016 นี้ 

เราไม่ใช่พ่อดีเด่น ไม่ใช่พ่อที่เก่งที่เลี้ยงลูกได้ดี ไม่ใช่พ่อที่สอนลูกเก่ง แค่พยายามให้มีเวลาได้ออกเดินทางไปด้วยกัน มีเวลาให้กัน 
#พวกเราล้วนเติบโตระหว่างการเดินทาง 

EOY2016 Trip – หลวงพระบาง – พระบาง

​เรื่องมาเริ่มต้นที่ พื้นที่ที่เป็นเมือง #หลวงพระบาง เป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำ 2 สาย คือแม่น้ำโขงกับแม่น้ำคาน (หรือขาน) 

หลวงพระบางเป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักร #ล้านช้าง อยู่ทางเหนือของเมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงปัจจุบันของลาว ประมาณ 400 km 
แต่เดิมพื้นที่นี้เป็นถิ่นของขอม เจ้าขุนลอขับไล่ขอมลงไปด้านล่าง เข้ามาปกครอบแถบนี้ และตั้งชื่อเมืองว่าเมือง #เชียงทอง มาจนถึงสมัย #สมเด็จพระเจ้าฟ้างุ้มแหล่งหล้าธรณีศรีสัตตนาคนหุต สามารถมาตียึดครองได้จนถึงอาณาบริเวณของพื้นที่ของเมืองเวียงจันทน์ ได้ตั้งขึ้นเป็นอาณาจักรล้านช้างโดยมีศูนย์กลางของอาณาจักรอยู่ที่เมืองเชียงทองนี้ พระองค์มีเชื้อสายมาจากทางราชสำนักเขมร และพระองค์ได้ทรงอัญเชิญ #พระบาง พระพุทธรูปศิลปะสิงหลมาจากราชสำนักเขมร มาประดิษฐานที่เมืองเชียงทองนี้ และได้เปลี่ยนชื่องเมืองเป็นเมือง #หลวงพระบาง ตามที่ได้มีพระบางมาประดิษฐานอยู่  

มาจนถึงสมัยของ #พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ได้มีการย้ายเมืองหลวงของล้างช้างจากหลวงพระบางลงไปอยู่ที่เวียงจันทน์ แต่ก็มิได้อัญเชิญพระบางลงมาที่เวียงจันทน์ด้วย ซึ่งก่อนที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชจะทรงย้ายเมืองหลวง พระองค์ได้ทรงสร้าง #วัดเชียงทอง วัดที่งามที่สุดของหลวงพระบาง  

พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงย้ายเมืองหลวงมาเวียงจันทน์แล้ว แต่ไม่ได้ทรงย้ายพระบางตามลงมาด้วย แต่ได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตจากเชียงใหม่ที่พระองค์เคยได้มาลงมาอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ โดยพระองค์ได้ทรงให้สร้างหอพระแก้ว เพื่อเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต (ขนานนามนครเวียงจันทน์ประดิษฐานพระแก้วมรกตนั้นว่า “จันทบุรีศรีสัตนาคนหุตอุตมราชธานี” ส่วนพระนครเชียงทองที่มีพระบางประดิษฐานอยู่นั้นให้ขนานนามว่า “พระนครศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางราชธานี”) 

สมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 2 (เจ้าไชยองค์เว้) พ.ศ. 2257 ได้อัญเชิญเอาพระบางเจ้าลงไปประดิษฐานที่นครเวียงจันทน์คู่กันกับพระแก้วมรกต มาจนถึงหลังรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช ล้านช้างเกิดความแตกแยกกันภายใน ทำให้อาณาจักรแยกตัวกันออกมาเป็น 3 อาณาจักรคือ ล้านช้างหลวงพระบางในตอนบน, ล้านช้างเวียงจันทน์ในตอนกลาง, และล้านช้างจำปาศักดิ์ในตอนใต้ จนที่สุดแล้วล้านช้างทั้งหมดก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของสยามในสมัยกรุงธนบุรี และไปตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี 


การแตกแยกและความวุ่นวายทั้งหลายของอาณาจักรล้านช้างนั้น เล่าลือกันว่าเกิดจากความเป็นอริกันของเทวดาที่รักษาพระพุทธรูปสำคัญทั้งสององค์คือ พระแก้วมรกต และ พระบาง 

เมื่อมีการนำพระพุทธรูปทั้งสองมาประดิษฐานอยู่ร่วมกันในเมืองเดียวกัน จึงเกินความวุ่นวายหลายประการ เกิดความแตกแยกภายในจนมีการแยกตัวกันออกเป็น 3 อาณาจักร และถึงขั้นเสียเมืองให้กับสยามในที่สุด 


พระบาง เป็นพระพุทธรูปทองสำริด ปางห้ามสมุทร ปัจจุบันนั้นประดิษฐานอยู่ที่หอพระบาง 

ซึ่งหอพระบาง ตั้งอยู่ในอาณาเขตของพิพิทธภัณฑ์แห่งชาติพระราชวังหลวงพระบาง (The Royal Palace Museum)

ตามประวัติ หลังจากที่เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทรงตีเมืองล้านช้างเวียงจันทน์ได้แล้ว พระองค์ก็ได้อัญเชิญ พระแก้วมรกต, พระบาง, และพระเขี้ยวแก้ว กลับมายังกรุงธนบุรี 

และด้วยเหตุว่าทั้งพระแก้วมรกตและพระบางอยู่ด้วยกันที่กรุงธนบุรี บ้างก็ว่า นั่นเป็นเหตุให้ต่อมาเกิดความวุ่นวายในกรุงธนบุรี (จริงเท็จอย่างไร เราไม่กล้าสืบค้นต่อ) แต่ในที่สุดแล้ว รัชกาลที่ 1 พระองค์ได้ทรงโปรดให้อัญเชิญพระบางกลับไปประดิษฐานที่กรุงเวียงจันทน์ตามเดิม และได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้วพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ 

ต่อมาเมื่อเกิดเหตุที่พระเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทน์ทำการกอบกู้เอกราชให้เวียงจันทน์แล้วยกทัพมาตีได้จนถึงเมืองนครราชสีมานั้น กรมสมเด็จพระราชวังบวรสถานมงคลได้ยกทัพตีทัพเวียงจันทน์กลับไปจนสามารถตีเอาเมืองเวียงจันทน์ได้อีกครั้ง พระองค์ก็ได้ทรงอัญเชิญพระบางจากเมืองเวียงจันทน์กลับมาถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงโปรดให้อัญเชิญพระบางไปประดิษฐานอยู่ที่วัดจักรวรรดิราชาวาส และเป็นอีกครั้งที่ทั้งพระแก้วมรกตและพระบางได้กลับมาประดิษฐานอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ เกิดเหตุข้าวยากหมากแพงและความวุ่นวาย ก็มีร่ำลือกันอีกว่าเหตุเพราะความอริระหว่างเทวดาประจำองค์พระพุทธรูปทั้งสองนี้ 

ที่สุดแล้ว ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ก็ทรงโปรดให้อัญเชิญพระบางกลับไปประดิษฐานที่เมืองหลวงพระบางตามแต่ดั้งเดิม และก็อยู่ที่หลวงพระบางมาจนถึงปัจจุบันนี้ 
สำหรับในตัวเมืองหลวงพระบางแล้ว นอกจาก วัดเชียงทอง และพระบางที่ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่หอพระบางแล้ว 

ยังมีพระธาตุสำคัญของเมืองหลวงพระบาง คือ พระธาตุพูสี ตั้งอยู่บนยอดเขาพูสีกลางใจเมืองหลวงพระบาง สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอนุรุธ 

เราสามารถมองเห็นองค์พระธาตุสีทองจากทุกมุมเมืองหลวงพระบางจริง และจากบนยอดเขา มองลงมาจะเห็นเมืองหลวงพระบางและแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน ทั้งสองสาย 

EOY2016 Trip – บันทึกการเอาตัวรอดในลาว

สะบายดี ขอบใจหลายที่ติดตาม 

ลองอ่านดู ตัวพิมพ์ชุดนี้อาจเรียงตัวไว้ไม่สลวยเท่าไร เน้นเก็บไว้อ่านเอาสนุก อาจมีประโยชน์บ้างตามอัธยาศัย 

1. เริ่มจากการเดินทางไปไหนมาไหนก่อน ใน #เวียงจันทน์ ตัวเมืองค่อนข้างใหญ่ แต่ก็อยู่ในวิสัยที่จะเดินถึงกันได้ในระดับแค่เมื่อยขาลาก แต่ถ้าเจอแดดของประเทศนี้เข้าไป อาจถึงกับระทมอกไหม้หลังไหม้ แดดจัดมาก เดินเช้าก่อนแดดมา work กว่า ถ้าแดดมาแล้วอาจต้องพึ่งสามล้อเครื่อง ซึ่งถ้าเราจะเรียกรถ ซึ่งจริงๆ กลับกันคือรถจะเรียกเราตลอดทางมากกว่า เดินคนเดียวก็ไม่เคยเหงา ตุ้กๆ จะทักเราตลอดเกือบทุกๆ 5 นาที (ถ้าจะเดินไม่นั่งรถก็หมั่นบอกปฏิเสธไป) แต่ถ้าจะเรียกสามล้อ ต้องเตรียมใจต่อราคาเลย เพราะตุ้กๆ จะบอกเราก่อนเลยว่าที่ๆ เราจะไปมันไกลขอค่าน้ำมันแสนนึง (กีบ) ซึ่งเท่ากับสี่ร้อยนะครับ ในระยะทางที่เราเดินถึงได้ แล้วคิดจะถามเป็นราคาบาท อย่าถามเลยดีกว่าเพราะราคาบาทจะแพงกว่าราคากีบเสมอ (ท่องไว้เลย) Step เทพของการเรียกรถสามล้อคือ ถามราคาปุ้ป ส่ายหน้าแล้วบอกไปเลยว่าแพง ถ้ายังไม่ยอมลด ให้บอกว่าไม่ไป แล้วเดินออกมาทันที 90% จะรีบเดินตามมาลดราคาให้ ถ้าเราทำเป็นไม่สนใจ อาจถึงกับวิ่งตามมา หรือตะโกนลดราคาไล่หลังมาเลย ได้ราคาที่ถูกใจแล้วค่อยไป ถ้าแนะนำคือ ถ้าเจอสามล้อคนไหนถูกใจให้ขอเบอร์มือถือไว้ แล้วใช้บริการเขาตลอดที่อยู่เวียงจันทน์ หรือเหมาเอาเลยทั้งวันจะ Work กว่ามาเซ็งกับการต่อราคานั่งสามล้อเป็นแสน สำหรับที่ #หลวงพระบาง เดินเอาอย่างเดียวครับ ถ้าอยู่ในเมือง เดินๆๆ สะบายดีสะบายใจ ที่สุด ถึงโรงแรมแล้วค่อยนวดยาเอา เรายังไม่เห็นความจำเป็นของการนั่งสามล้อ เว้นแต่จะออกไปนอกเมืองหลวงพระบาง

2. การใช้เงิน ใช้เป็นเงินกีบอย่างเดียว ราคาเป็นบาท ราคาเป็นเหรียญ USD จะแพงกว่า แลกเงินกีบใช้วันต่อวัน ถ้ากีบเหลือกลับบ้าน ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรอีก นอกจากเก็บไว้เป็นที่ระลึก ส่วน Exchange Booth ก็มีกระจายอยู่ทั่วเมือง สะดวกทั้ง Bank และ Non-Bank แลกได้แบบไม่ต้องโชว์ Passport ไม่มี KYC ฮะ เดิน Survey ดู Rate ก่อน เจอว่า Booth ของ Non-Bank ให้ราคาดีกว่า ส่วนเงินบาทก็มีติดไว้ บางทีก็จำเป็น แต่ให้แลกเป็นแบงค์ร้อยบาทไว้ให้หมด ถ้าจ่ายเป็นแบงค์ห้าร้อยหรือแบงค์พัน เขาจะทอนเงินมาให้เป็นเงินกีบ ซึ่งเราเวียนหัวมาก หายเวียนหัวอีกทีก็จะรู้ว่ามันคิดราคาบวกๆ เข้าไปอีก จ่ายแพงเข้าไปอีก ส่วนบัตรเครดิตก็ไม่ค่อยรับในร้านทั่วไป ต้องเป็นร้านดีๆ ถึงจะมีหัวรูด และเกือบทุกร้านจะคิดราคากลับเป็นเหรียญ USD แล้ว charge 3% นั่นคือโดนบวกเข้าไปอีกสองเด้ง รูดปื้ด ราคาเพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยบาท นี่คือลองมาแล้วเพราอยากรู้ล้วนๆ เสียค่า Taking Course ไปตามระเบียบ 

3. ว่าด้วยเรื่องของธนาคาร เราว่าลาวเป็นประเทศที่มีธนาคารเยอะมาก ทั้งธนาคารของลาวเองและธนาคารของไทย ในเวียงจันทน์แถวๆ ประตูชัยจะพบธนาคารไทยเรียงตัวกันทั้ง CIMB Thai, ไทยพาณิชย์, กสิกร, และแบงค์กรุงเทพ ธุรกรรมหลักๆ ของเค้าคือ ฝากเงิน ชำระเงิน แล้วก็แลกเงินนี่แหละ ยิ่งการแลกเปลี่ยนเงินนี่คือคึกคักเลย แม้ว่าจะเป็นคนลาวเอง น่าจะเป็นเพราะบ้านเมืองเค้าใช้เงินทั้งสามสกุล พร้อมๆ ดังนั่นนี่น่าจะเป็นลักษณะเฉพาะของธุรกรรมทางการเงินของที่นี่ ตู้ ATM ก็มีอยู่เยอะมากในตัวเมือง ว่ากันว่ากดตังค์ที เสียค่าธรรมเนียมการถอน 100บาท เลยยังไม่ได้ลอง (เก็บตังค์ไว้จ่ายค่ารูดบัตรเครดิตข้อก่อนหน้า) แต่ยังไม่เห็นธนาคารไหนสาขาไหนมี Self-Service Kiosk รับฝากธนบัตร หรือเครื่อง Update Passbook ลูกค้าถือ Book นั่งรอในสาขากันตรึม ธนาคารในเวียงจันทน์เป็น Case Study ที่ดี เค้าใช้ห้องๆ เดียวพื้นที่แค่ Shop เล็กๆ Shop เดียว หรือห้องแถวชั้นล่างห้องเดียวให้บริการลูกค้าได้ ไม่ต้องมีพื้นที่มาก ลูกค้าก็นั่งกันเต็มพื้นที่ บางทีก็ล้นสาขาออกมา แต่ก็ให้บริการธนาคารได้ เทียบกับของไทยแล้วต้องบอกว่าสาขาที่นี่เล็กมากจริง สาขาไหนที่ลูกค้าล้นๆ ก็มีระบบบัตรคิวอันนี้ก็เหมือนธนาคารบ้านเรา และก็ที่มีเสน่ห์มากคือการเจรจาพาทีระหว่างลูกค้ากะ Teller อันนี้ดูลูกทุ่งและเข้าถึงมากๆ 555 คือมาเที่ยวนะแต่ยังอุตส่าห์มาส่องธนาคารเค้าอีก นิสัยตามอาชีพนี่แก้ไม่หาย ขอเติมอีกนิด บางธนาคารใหญ่ๆ ก็มี eBanking ด้วย แต่ไม่แน่ใจเรื่อง Usage เหมือนกันไม่กล้าเข้าไปถามขนาดนั้น แล้วก็มี  Non-Bank  ที่รับฝากเงินทั่วไปจากประชาชนด้วย (อันนี้ก็ไม่ได้ไปส่อง  Interest Rate แค่นี้ยามก็เริ่มมองหน้าแระ) 

4. ตัวหนังสือลาวคล้ายของไทยมาก ถ้าพยายามแกะกันจริงๆ เราสามารถอ่านหนั้ั้งสือของเค้าได้ อย่ากระนั้นเลย สอยกลับมา 2-3 เล่ม ส่วนภาษาพูด ก็ฟัง-พูดกันรู้เรื่อง แต่ถ้าไม่ชัวร์จริงๆ ถามย้ำไปดีกว่า ในเวียงจันทน์และหลวงพระบาง มีคนเวียดนามเข้ามาอาศัย ทำงานให้บริการอยู่บ้าง ถ้าเจอให้สื่อสารภาษาอังกฤษไปเลยไม่งั้นจะมึนกันไปใหญ่

5. ส่งไปรษณีย์ ถ้าในไทยส่ง Postcard ไปต่างประเทศติดแสตมป์ 15บาท ถ้าอยู่ในมาเลเซีย ส่ง Postcard ไปต่างประเทศติดแสตมป์ 0.50MYR แต่ถ้าเราอยู่ในลาว แล้วจะส่ง Postcard ไปต่างประเทศติดแสตมป์ 8,000กีบ ถ้าเทียบตามนี้ส่งที่ลาวแพงสุด ส่งที่มาเลย์ถูกสุด ส่วน Postcard ทั้งที่เวียงจันทน์และที่หลวงพระบางขายอยู่ที่ราคาใบละ 2,000กีบ ฮะ สำหรับ Postcard ทั้วๆ ไป ข้อสังเกตคือในที่ทำการไปรษณีย์ไทยกับที่ทำการไปรษณีย์มาเลย์ คนจะเยอะ มีคนรอคิวทำรายการยาวเลย แต่ที่เวียงจันทน์กับหลวงพระบาง ที่ทำการไปรษณีย์เค้าเงียบแฮะ ทั้งๆ ที่ในเมืองเวียงจันทน์น่าจะมีอยู่ที่ทำการฯ อยู่ที่เดียวคือที่ตลาดเช้า ที่ในเมืองหลวงพระบางก็เช่นกันคืออยู่ใกล้ๆ ตลาดเช้า ถามใครๆ เค้าก็บอกให้มาที่นี่ แต่พอมาที่นี่กลับเงียบเลย ส่วนตู้ไปรษณีย์ที่หลวงพระบางนี่ เราต้องขอบันทึกไว้นิดนึงเลย คือ เห็นตั้งกระจายๆ อยู่ริมถนนหลัก แต่พอถามคนพื้นที่ เค้าก็บอกว่าอยากไปหยอดจดหมายลงตู้นั้นนะ อ้าวเฮ้ย! เพราะไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่จะมาเปิดตู้เมื่อไหร่ (ที่ตู้ไปรษณีย์ก็ไม่มีเขียนเวลาไขตู้ไว้จริงด้วยแฮะ ทั้งๆ ที่ตู้ที่เวียงจันทน์มีระบุเวลานะ) คนเค้าแนะนำว่าให้เอาไปฝากร้านที่ขายไปรษณียบัตรให้นักท่องเที่ยวแทน ที่ร้านนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ไปรับทุกวัน อ้าว คือไรอ่ะ … สุดท้ายเลยตัดสินใจเอาไปหย่อนในช่องหย่อนจดหมายที่ที่ทำการไปรษณีย์เลย ก็ลองดูฟะ ส่วนตัวแล้วเรารู้สึกไปเองว่าการส่งไปรษณีย์ถือเป็น Infrastructure ที่สำคัญของเมืองนะ แม้ว่าเราจะมี iPhone, Sumsung, หรือ DHL ใช้ก็เหอะ มาดู Case Study ที่ไทยเลย เราส่งแหนมเนืองได้ด้้วยนาจา 

6. บริการซักผ้า เคล็ดอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เราลดน้ำหนักกระเป๋าได้คือการลดปริมาณเสื้อผ้าที่ติดมา พาลูกมาเสื้อผ้าลูกอาจมีตามจำนวนวัน แต่ของพ่อต้องน้อยกว่าครึ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อย ที่ทำได้คือเราสามารถซักระหว่างทางได้ หาบริการซักผ้าซึ่งเราซักเอาสะอาดอยู่แล้ว ไม่ต้องรีด … ที่เวียงจันทน์และที่หลวงพระบาง เค้ารับซักให้โดยชั่งเป็น kg ฮะ ถ้าที่เวียงจันทน์ก็คิดกิโลละหมื่นกีบ (40บาท) ที่หลวงพระบางราคา Double เป็นโลละสองหมื่น ส่งซักวันนี้พรุ่งนี้ได้สบายแฮ 

7. ว่าด้วย SIM โทรศัพท์ 3G เห็นๆ มีอยู่ 3 ค่าย แต่ตอนที่ลงรถทัวร์ ซื้อ SIM ที่สถานี คนขายเค้าแนะนำให้ซื้อของ Unitel ราคา SIM อันละ 100บาท มี Net พอใช้ได้ประมาณ 2 วัน แต่ตอนเปิด SIM มีความยุ่งยากนิดนึง ต้องให้ที่ร้านเค้า Register ให้ ถึงใช้ Net ได้ หลังจากนั้น บัตรเติมเงินก็หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปฮะ แต่ SIM จะหาซื้อยากหน่อย โดยเฉพาะในหลวงพระบาง ร้ายขาย SIM จะมากระจุกตัวอยู่ที่เดียวกันคือที่ Dara Market แม่ค้าเล่าว่าเพราะอีขั้นตอน Register นี่แหละ ทำให้ไม่สะดวก ร้านค้าทั่วๆ ไปเลยไม่ได้รับไปขาย แต่หมายเหตุคืออีตอน Register ก็ไม่ได้ต้องใช้ Passport หรือ ID อะไร ร้านที่ขาย SIM เค้าทำให้หมดเลย ไม่มี KYC ใดๆ อีกเช่นกัน สรุปคือ ถ้าใครอยากหลบเลี่ยงการทำ KYC คือไม่อยากแสดงตัวตน ลาวก็เป็นทางเลือกนะฮะ 

8. พิซซ่าเตาฟืนที่เวียงจันทน์นี่เราแนะนำเลย มีอยู่หลายร้านหาไม่ยาก ถาดหนึ่ง 60-80กีบ (แบ่งได้ 8 ชิ้น) ทำกันสดๆ เผากันเห็นๆ เผาจริงไม่เผาหลอก ใช้ดุ้นพื้นเผาเลย อร่อย เครื่องเต็ม ราคานี้ถูกกว่าเมืองไทยมาก แต่พอจากเวียงจันทน์มาที่หลวงพระบาง ก็จะเป็นครัวซองค์ มีทั้งมีไส้ไม่มีไส้ อร่อยไม่แพง 
ก็ยังมีอีกหลายสิ่ง แต่เอาแค่นี้ก่อนละกัน มันเริ่มยาวมากแล้วววว 

9. แวะมาเติมอีกข้อคือ ที่หลวงพระบางเนี่ย ถ้าทำ  iPhone 5S หายแล้ว จะไม่ได้คืนนะ จริงๆ นะ อันนี้ก็ลองแล้วกับตัวเองเหมือนกัน (T_T) 

EOY2016 Trip – เวียงจันทน์ (Vientiane) 

#เวียงจันทน์ เมืองหลวงของประเทศลาว มีพื้นที่ประมาณ 4,000 ตารางกิโลเมตร มีจำนวนประชากรราว 8แสนคน 

หลังจากพระเจ้าฟ้างุ้ม ตั้งอาณาจักรล้านช้าง อีกประมาณ 200ปีถัดมา พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้ทรงย้ายราชธานี จากหลวงพระบางมาอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์นี้ เพื่อเลี่ยงจากการถูกโจมตีโดยทัพพม่าของพระเจ้าบุเรงนอง โดยราชธานีใหม่นี้ตั้งชื่อว่า “กรุงศรีสัตนาคะนะหุตล้านช้างร่มขาวเวียงจันทน์” 

โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชยังได้ทรงสร้างสัมพันธไมตรีกับพระมหาจักรพรรดิ (พระเจ้าช้างเผือกหรือพระเทียรราชา พระอัยกาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) แห่งกรุงศรีอยุธยาและได้มีการก่อสร้างพระธาตุศรีสองรักไว้เป็นสักขีพยานเป็นที่ระลึกในการทำไมตรีต่อกัน ณ กึ่งกลางระหว่างแม่น้ำน่านและแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นรอยต่อของทั้งสองราชอาณาจักร (ปัจจุบันคือ อ.ด่านซ้าย จ.เลย)

ล้านช้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช มีความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาเป็นอันมาก พระองค์ยังได้ทรงสร้าง #วัดพระธาตุหลวง และ #วัดหอแก้ว เพื่อประดิษฐานพระแก้วมรกต ในเมืองเวียงจันทน์นี้ 

ปัจจุบันได้มีการสร้างพระบรมรูปของพระองค์ท่านไว้ที่วัดพระธาตุหลวง (Pha That Luang) ในเวียงจันทน์ แห่งนี้ 

และวัดหอแก้ว ปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิทธภัณฑ์หอพระแก้ว (Hor Phra Keo) 

ส่วนองค์พระแก้วมรกตนั้น ปัจจุบันได้มาประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้ว กรุงเทพฯ แล้ว 

หลังจากนั้น ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรี ล้านช้างได้เข้ามารุกรานอาณาเขตอาณาจักรของกรุงธนบุรีบ่อยครั้ง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงได้ให้พระยามหากษัตริย์ศึก (ร.1) และพระยาสุรสีห์ยกทัพขึ้นไปตีกรุงเวียงจันทน์ และตีได้สำเร็จ ล้านช้างจึงกลายเป็นอาณาจักรในปกครองของสยามนับแต่นั้น 

เมื่อล่วงมาจนถึงในรัชสมัยของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.3 กรุงรัตนโกสินทร์) #เจ้าอนุวงศ์ แห่งล้านช้างเวียงจันทน์ทรงเห็นว่า มีข่าวว่าอังกฤษจะยกกองทัพเรือมายึดกรุงเทพฯ และหากเวียงจันทน์จับมือเข้าร่วมกับญวณฝ่ายไทยจะเกรงใจเพราะกลัวศึกหลายด้าน ทั้งอังกฤษ พม่า และเวียงจันทน์ จึงได้ทรงรวบรวมกำลังกองทัพเข้าตีสยามเพื่อกู้อิสรภาพให้กับล้านช้าง 

กองทัพแรกของล้านช้างโดยทัพเจ้าเมืองจำปาสักเข้าตีเมืองอุบลฯ กองที่สองพระอุปราชเข้าตีเมืองร้อยเอ็ด และกองที่สามเจ้าอนุวงศ์เองเข้าตีเมืองนครราชสีมา 

เจ้าอนุวงศ์จึงได้รับการยกย่องเป็นวีรกษัตริย์ของเวียงจันทน์ในความพยายามกอบกู้เอกราช โดยปัจจุบันได้มีอนุเสาวรีย์ของพระองค์ตั้งอยู่ในสวนอนุวงศ์ ริมแม่น้ำโขงในเมืองเวียงจันทน์ 

เจ้าอนุวงศ์ทรงยกทัพเข้ามาตีสยาม โดยใช้อุบายการให้ข่าวว่า สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ทางเวียงจันทน์ยกกองทัพเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อช่วยรบกับอังกฤษที่จะส่งกองทัพเรือเข้ามา จึงสามารถยกกองทัพเวียงจันทน์ล่วงเข้ามาได้จนถึงเมืองนครราชสีมา และด้วยเหตุที่พระยาปลัดเจ้าเมืองไม่อยู่ว่าราชการ ทัพของเจ้าอนุวงศ์จึงเข้ายึดเมือง ซึ่งในครั้งนี้ คุณหญิงโม ภรรยาของพระยาปลัดก็ได้ถูกคุมตัวด้วย 

คุณหญิงโมได้ออกอุบายมอมเหล้าทหารเวียงจันทน์ และรวบรวมกำลังชาวเมืองนครราชสีมาเข้ารบจนกองทัพเวียงจันทน์แตก และกองทัพสยามได้ตามไล่ตีต่อจนกระทั่งสามารถเข้าตีได้เมืองเวียงจันทน์ ผลจากเหตุการณ์นี้ คุณหญิงโมได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นท้าวสุรนารี (ปัจจุบันมีอนุสาวรีย์ย่าโมอยู่ที่เมืองนครราชสีมา) 

ล้านช้างจึงยังคงอยู่ในการปกครองของสยาม 

ส่วนเมืองเวียงจันทน์นั้น ก็ถูกกองทัพจากสยามเข้าทำลายเมือง จนเกือบจะเป็นเมืองร้าง (บางตำราว่าคล้ายกับตอนที่พม่ามาเผาทำลายกรุงศรีอยุธยา) 

มีวัดของของอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์เพียงวัดเดียวที่หลงเหลือจากการทำลายของสยามคือวัดศรีษะเกษ ในเวียงจันทร์นี้เอง 

จนในที่สุด สยามได้เสียดินแดนเวียงจันทน์ หลวงพระบาง และจำปาสัก ให้กับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสจึงได้ฟื้นฟูเมืองเวียงจันทน์กลับขึ้นมาเป็นเมืองหลวงอีกครั้ง จนกระทั่งลาวได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส และมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น สปป.ลาว เช่นในปัจจุบัน 

ดังนั้นสภาพของพระธาตุหลวง และหอพระแก้ว ในปัจจุบัน เกิดจากการบูรณะในภายหลัง จากที่สภาพเดิมที่ถูกทำลายไปในสมัยที่กองทัพจากกรุงรัตนโกสินทร์ นั่นเอง