Category Archives: Uncategorized

ความมีระเบียบในความไร้ระเบียบ

พอเราอ่านหนังสือได้เดือนละหลายๆ เล่ม ติดต่อกันมาเป็นสิบๆ ปี มันก็เกิดตัวทิฏฐิอุบาทว์บางอย่าง หนึ่งในนั้นคือความรู้สึกว่าไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีเนื้อหาใหม่ มาให้เสพจากหนังสือแต่ละเล่ม แต่นี่คือไม่ถูกนะ จริงๆ มันคือความผยองในรูปหนึ่ง

แม้รู้ว่าไม่ถูก แต่ใช่ว่าชัยชนะจะตกเป็นของสติทุกครั้ง 

ดังนั้น เวลาที่อ่านหนังสือเล่มไหนแล้ว เกิดปรากฏการณ์ที่อารมณ์ว่า “เฮ้ย! นี่คือเรื่องใหม่! นี่ความรู้ใหม่ นี่คือสารใหม่!” นี่คือ WoW! เลย 

และคำว่า WoW ตกเป็นของหนังสือเล่มนี้ 

ไม่น่าแปลกใจนี่คือผลงานร่วมของคุณ #พลอย_จริยะเวช กับ #ดร_ชัยอนันต์_สมุทวณิช 

คนหนึ่งคือ Style Professional อีกคนคือปัญญาชนของยุค 

เราเป็น แฟนงานเขียนของเขาทั้งคู่ แต่ไอ้ที่ตะลึงกว่าคือ ทั้งสองท่านเป็นพ่อลูกกัน! 

(นี่คือไม่รู้มาก่อน แอบละอายด้วยความเชย) 

 

#พุทธะในปราด้า หรือ #Prada_Mandala คือการเชื่อมต่อมุมมองต่อ Lifestyle กับหลักความจริงโดยใช้สายใยพ่อลูก 

คล้ายๆ เป็นการรวมบทความของสองพ่อลูกเข้าด้วยกัน เสริมด้วยภาพถ่ายประกอบ รวมทั้งภาพวาดปลายพู่กันของคุณพลอย 

 

หนังสืออ่านง่าย (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเล่มอื่นๆ ของอาจารย์ชัยอนันต์) ลื่นไหลมาก แม้จะดูเป็นการจับเรื่องที่ Contrast กันมาต่อกัน 

มันเป็นหนังสือที่อ่านแล้วไร้ระเบียบอยู่มาก 

เป็นการเรียงร้อยต่อตามแต่เรื่องที่ผู้เขียนอยากจะบอกเล่า 

ดังนั้น สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านงานเขียนของทั้งสองท่านนี้อยู่แล้ว อาจถึงกับไม่ชอบไปเลยก็ได้ เพราะมันอาจจะอ่านแล้วจับโครงสร้างเรื่องของหนังสือไม่ได้ ด้วยความที่มันอาจจะไม่ได้มีแบบแผนกันตัดต่อเรื่องเหมือนหนังสือปกติ 

มันคือการรวมบทความพ่อลูก ที่คล้ายๆ กระจัดกระจายจากกัน ต้องจับสังเกตในระดับหนึ่งจึงพบว่า อ้อ! มันมีความเป็นธีมเดียวกันอยู่  

 

สิ่งดีงามที่สุดของหนังสือคือ มันให้สารใหม่ๆ มุมมองใหมๆ ให้กับเราได้อีก 

ทั้งวิธีการมองโลกของสองพ่อลูก ทั้งที่ต่างกันและคล้ายกันอยู่ในที 

มันให้แรงบันดาลใจบางอย่างแก่เรา และยังช่วยแนะแนวทางในการเลี้ยงลูกอยู่บ้างด้วย 

 

ชอบ Concept ของหนังสือ 

ชอบเรื่องที่คุณพลอยเล่า วิธีที่เธอเล่า 

ชอบวิธีคิดของอาจารย์ เป็นต้นแบบของนักคิดระดับ Role Model 

เราจึงละเลียดหนังสือเล่มนี้อย่างมีความสุข 

 

หนังสือยกเรื่องเล่าของพระอานนท์ (ณ ช่วงที่ท่านยังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์) ต้องลอดรูกุญแจเข้าไปให้ได้ก่อน จึงจะสามารถเข้าร่วมสังคายนาพระธรรมกับพระอรหันต์รูปอื่นๆ หลังจากที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพานแล้ว เป็น Case Study ว่าต้องละทิ้งอะไรบ้างจนตัวเล็กจนสามารถรอดผ่านรูกุญแจไปร่วมงานได้ หรือด้วยวิธีอื่น?

นี่ก็เล่นใหญ่ทีเดียว แต่ก็เป็นการ Guide ก่อนจะลงมืออ่านได้ดีเลย 

 

ในความไม่มีระเบียบนั้นก็มีระเบียบแบบแผนของตัวมันเองอยู่ 

และในความมีระเบียบนั้นก็แฝงด้วยสภาพไร้ระเบียบ 

จะจวงจื่อหรือรัฐศาสตร์ พราด้าหรือพุทธะ Style หรือ ความจริงของธรรมชาติ ก็บอกเรื่องราวเหล่านี้ 

 

อ่านจบ ก็พลันนึกถึงหลักของ Thermodynamics 

ดูช่างปนเปยิ่งนัก!

Advertisements

พร่ำเพ้อพักรัก

พร่ำเพ้อ… ทั้งการเดินทาง ทั้งผู้เดินทาง 

ทั้งบันทึก ทั้งสำนวน ช่างพร่ำเพ้อ
แต่ เป็นพร่ำเพ้อที่สวยงาม

การเขียนมีอยู่หลายวิธี งานเขียนมีอยู่หลายแบบแต่งานเขียนบันทึกความพร่ำเพ้อสวยๆ ไม่ใคร่พบได้บ่อยหรือไม่เคยเจอ 

การได้สัมผัสความสวยงามของความพร่ำเพ้อแบบนี้จึงพิเศษ

ทั้งหมดอาจเริ่มต้นจากการกลับไปฟังบรรยายเรื่องประวัติศาสตร์อยุธยา ตอนอวสานอยุธยาและตอนศึกอะแซหวุ่นกี้ ซึ่งเป็นช่วงต้นของราชวงศ์อลองพญาของพม่า ราชวงศ์สุดท้ายของพม่า
ทำให้เรากลับมาสนใจพม่าอีกครั้ง

#รตี_ช่วงแก้ว ผู้หญิงตัวคนเดียว ออกเดินทางใน #พม่า โดยลำพัง หลังผ่านมรสุมชีวิต เธอจึงตัดสินใจลาออกจากงานและออกเดินทางไปในที่ชีวิตไม่คุ้นเคย เพื่อค้นหา หรืออาจเพื่อเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวเธอ
ย่างกุ้ง-พุกาม-กะลอว์-มัณฑะเลย์-พินอูลวิน
เมืองที่เราเคยได้ยินและไม่เคยชื่อมาก่อน
ผู้หญิงตัวคนเดียวเดินทางด้วยรถขนส่งสาธารณะร่วมกับทางกับคนพม่าและอาจมีนักเดินทางชาติอื่นอยู่บ้าง นับเป็นการเดินทางที่เข้มข้นพอดู
เธอพบอะไรในการเดินทางของเธอคือเรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องหนึ่งเธอบันทึกความพร้ำเพ้อตลอดการเดินทางด้วยภาษาที่สวยงาม

ระหว่างทาง เธอเผชิญหน้ากับความเหงา เผชิญหน้ากับความเศร้า เผชิญหน้ากับความกลัว…
ใครบ้างไม่เคยเผชิญ
“…เรานอนคนเดียวใช้ชีวิตคนเดียวได้เพราะความเคยชินไม่ใช่เพราะเข้มแข็ง”
แต่ก็ด้วยความเคยชินที่ก่อตัวขึ้นมาได้นั้น เราจึงเข้มแข็งขึ้น

เรายังพบความสวยงามของพม่า ผ่านบันทึกของเธอด้วย
เมืองที่เหมือนถูกหยุดเวลาไว้ ท่ามกลางความแตกต่างที่อิทธิพลท่ผลัดกันเข้ามาปกครอง

สิ่งที่เธอพบ เมื่ออยู่เบื้องหน้าเจดีย์ชเวดากองนั้น แม้ไม่กล้าบอกเล่าว่าคือความจริงที่สุด
แต่อย่างน้อย ก็ทำให้ความสงบบางส่วนในตัวคนอ่านเริ่มทำงานเช่นกัน

ความพร่ำเพ้อที่สวยงาม เมืองที่สวยงาม
#พม่าพักรัก

ชีวิตไม่สั้นเกินกว่าความเหงา

​เราเคยมีอาจารย์วิศวะคนหนึ่ง แกจบมาจากเยอรมัน 

ยอมรับว่าเป็นแก ที่ทำให้เราสนใจประเทศนี้ขึ้นมา เพราะว่าเราต้องใช้ความพยายามอย่างมากมายแสนเข็ญกว่าจะฝ่าด่านการสอนและการวัดผลของแก หลักสูตรของประเทศนี้คล้ายกลับเป็นอีกขั้วของหลักสูตรมาตรฐาน 
แล้วเรื่องราวนั้นก็เลยผ่านมา 

แต่นั้นก็มากพอที่ทำให้เราสนใจหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ในครั้งแรก 


หนังสืออะไรกัน แค่ชื่อหนังสือก็เหงาแล้ว 

ฉันคือเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน!

แม้ชีวิตจะสั้นเกินกว่าจะเรียนที่เยอรมันคนเดียว 

แต่มันก็ยาวนานพอที่จะทำให้เราตกหลุมรักกับความเหงา 
นี่ไม่ใช่ความเรียงว่าด้วยเรื่องราวสถานที่ในเยอรมัน 

นี่คือความเรียงของความเหงา 

#พวงสร้อย เลือกหยิบเอาความเหงามาเรียงเป็นตัวหนังสือให้เราเสพ 
ช่วยไม่ได้เลย ที่เราเห็นหว่องคาร์ไว ในบางบรรทัด 
ต้องเป็นมนุษย์ซี่งรู้สึกว่าตนแตกแยก ไม่รู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่อยู่รอบตัว จึงส่งสารความเหงาออกมาระดับนี้ได้ 

แล้วเราก็อินไปกับสารความเหงาของ #พวงสร้อย 
เทียบกันแล้ว นี้คล้ายเป็นด้านตรงข้ามของหนังสือ Lost and Found ของ ฐิตวินน์ คำเจริญ 

เล่มหนึ่งว่าด้วยความรู้สึกว่าตนแตกแยก แต่อีกเล่มหนึ่งกลับเล่าเรื่องการพบว่าส่วนหนึ่งของตนเป็นส่วนหนึ่งของอะไรๆ 
ผู้เขียนมีความเข้าใจเรื่องการสื่อสารอารมณ์ออกมาผ่านทางสื่อดีมาก นี่เองที่ทำให้งานเขียนของเธอพลุ่งพล่านไปด้วยอารมณ์ 

แม้ไม่ต้องเขียนคำว่า ‘ความเหงา’ ลงในหนังสือ เราก็รู้สึกถึงมวลอบอวลของเหงาได้ 
ทึกทักเอาว่าการได้ดื่มด่ำกับมวลความเหงาระดับนี้ เราจะได้กลั่นสารความสุขจากการที่รู้จักยินดีกับสิ่งที่เรามีอยู่ 

ในโลก ที่เราพึ่งนั่งสนทนากับเพื่อนจบ (ก่อนลงมือพิมพ์ตัวอักษรชุดนี้) 

ในโลก ที่เรามีเพื่อนที่ดี นอกไปจากตัวเราเอง 
ในโลกที่เราแอบชอบความเหงาของ Puangsoi Rose Aksornsawang 
และในโลก ที่เราควรมีความเหงาเป็นของตัวเองบ้าง 

เพราะ #พวงสร้อย เล่าให้เราฟังว่า ความเหงาทำให้เราเติบโต

บทที่1 แห่งโอโตริ

ตำนานแห่งโอโตริ

image

หน้าปกบรรยายว่านี้คือภาคแรกของมหากาพย์ ปกหลังบรรยายว่าฮอลลีวูดซื้อลิขสิทธิ์ไปเตรียมทำเป็นหนัง
ลองซื้อภาค1 มาอ่านก่อน จากทั้งหมด 5ภาค

อ่านจบแล้วรูสึกว่าที่บรรยายบนปกหน้าว่าเป็นมหากาพย์ออกจะเกินเลยไปหน่อย
สำหรับเราแล้ว นี้ไม่ใช่มหากาพย์
แต่มันเป็นการเติบโตของเด็กหนุ่มคนนึง ในยุคศึกสงคราม เป็นเรื่องของมนุษย์ปุถุชน มีความรัก ครอบครัว บุญคุณ ความแค้น ความริษยา เป็นเรื่องราวของมนุษย์ที่จับต้องได้

นี่จึงไม่ใช่มหากาพย์
สำหรับเรา นี้คือวรรณกรรมโรแมนติกที่ยอดเยี่ยมอีกหนึ่ง
ความยอดเยี่ยมอยู่ที่ความลงตัวของการเขียน เนื้อเรื่องที่ยาวพอที่ทำให้เราได้ดื่มด่ำกับจินตนาการตามการผจญภัยท่ามกลางศึกแย่งชิงอำนาจระหว่างตระกูล แต่ก็สั้นพอที่จะทำให้เนื้อความไม่เยิ่นเย้อ ไม่พร่ำเพ้อพิร่ำพิไร
ประจวบเหมาะกับได้ผู้แปลที่สามารถเลือกภาษามาวางได้ถูกที่ถูกทาง จนเราได้ยินเสียงนกไนติงเกลดังมาจากพื้นของปราสาท

อ่านสนุกมาก
สนุกโดยที่โครงเรื่องไม่ซับซ้อน อ่านสบายและเพลินกว่าการนั่งอ่าน Load of the Ring กับ Game of Thrones เสียอีก เชื่อมั้ย?
คือคนเขียนไม่พยายามเล่นใหญ่(รัชดาลัยเธียเตอร์) เกินความจำเป็น เรื่องราวจึงพอดี ลงตัว

ความรักและเกมการเมืองดำเนินไปพร้อมๆ กัน
อ่านสนุก วางไม่ลง

เราหลงรักตัวละครทุกตัว เพราะช่างมีความเป็นมนุษย์จากการที่ผู้เขียนแต้มความไม่สมบูรณ์ไว้ให้ แต่มนุษย์ย่อมมีข้อบกพร่องเสมอ เช่นนี้เอง

มันแย่ตรงที่ หลังอ่านจบ มันจะไม่สามารถหยุดที่เพียงเล่มนี้เล่มเดียว คงต้องตามไปต่อจนครบ 5ภาค เตรียมหาที่เก็บได้เลย 

ต้องลองครับ

ใกล้ครบรอบแห่งการเดินออกมา

เมล็ดพันธุ์ดีเลิศเลอแต่ถ้าตกลงบนก้อนหินโล้นแห้ง
ดีเลิศเพียงใดก็มิอาจงอกงาม แม้เพียงหยั่งรากแก้วยังแทบเป็นไปไม่ได้

ไม่ก้าวออกจากกับดักและภาพลวงตาด้วยตัวเอง ไยมานั่งบ่นปรับทุกข์ปัญหาแห่งตน

ชื่อตำแหน่ง-ยศถาคือกับดัก หัวโขนคือภาพลวงตา ชื่อเสียงและคำติชมก็เช่นกัน หลงยึดติดคืออบายมุข

จริงอยู่ การก้าวออกมาอาจเป็นเช่นหนีเสือปะจรเข้ แต่การทนไม่หนีเสืออาจเป็นเพียงการหลอกตัวเองไปวันๆ ว่าอยู่โดนเสือตัวเดิมฆ่าตายดีกว่าหนีออกไปเสี่ยงสู้กับจรเข้ตัวใหม่

จริงอยู่เรามีคติสอนใจเรื่องกบเลือกนาย แต่เราก็กลับกลายเป็นกบในกะลา!

เรามีเพียงชีวิตเดียว เราผ่านนาทีนี้เพียงครั้งเดียวในชีวิต
แล้วคุณใช้เวลานาทีนี้อยู่กับใคร

วันนี้เรารู้ตัวว่า ตัวเราช่างโง่เขลานัก
เขลาเสียยิ่งกว่าเมื่อสองปีที่แล้ว
แต่ความรู้ตัวนี้ก็ช่วยทำลายอัตตาของเราทิ้ง เทน้ำออกจากแก้วไปเกือบทั้งหมด

#ตัดสินใจถูกต้องแล้วที่เดินออกมา
#เมื่อมองกลับไปเราจะเห็นว่าใครเป็นใคร
#ดวงตากระจ่างเมื่อใจสันโดษ

ส่งความสุข

ไม่น่าเชื่อว่า ความละเมียดในการคุยกันผ่านทางจดหมาย-โปสการ์ด จะให้ความสุขกับเรา …  

ช่วงเวลาที่เลือกซื้อหา จดหมาย โปสการ์ด แสตมป์ 

ช่วงเวลาที่นั่งลง ส่งผ่านความรู้สึกลงบนตัวอักษรทีละตัวๆ จนประกอบกันเป็นข้อความ เป็นประโยค 
ช่วงเวลาที่ค่อยๆ บรรจุเอามวลอากาศรอบๆ ตัว แทรกบรรจุลงไปในช่องว่างระหว่างบรรทัด 

ช่วงเวลาจ่ายหน้าจดหมายไป พร้อมๆ กับนึกถึงหน้าผู้รับไป และคาดเดาว่าผู้รับจะรู้สึกนึกคิดอะไรเมื่อได้รับ ได้อ่าน 

ช่องเวลาที่ออกเดินไปหาตู้ไปรณีย์ 

ช่วงเวลาที่ค่อยๆ ประคอง หย่อนความรู้สึกบรรจุในชุดกระดาษอันนั้น หย่อนลงในตู้ไปรณีย์ และพยายามหาคำตอบว่า จะมีเจ้าหน้าที่มาไขเปิดตู้นั้น กี่โมง เพื่อส่งต่อความรู้สึกอันนั้นให้กับเรา 

ช่วงเวลาที่รอให้ สิ่งที่หย่อนลงตู้แดงๆ นั้น เดินทางไปถึงมือผู้รับ 

ช่วงเวลาที่รอรับจดหมายตอบกลับ 

ช่วงเวลาที่เปิดจดหมายตอบกลับ ขึ้นมาอ่านและรู้สึกกับสิ่งต่างๆ ที่ส่งกลับมาทางไปรษณีย์ 

และช่วงเวลาที่เริ่มต้นลงมือเขียนจดหมายตอบกลับ อีกครั้ง 

เช่นนี้วนเป็นรอบไป ประหนึ่งวงจรความสุข 

ความสุขอยู่ในช่วงของเวลา การไม่ทันทีคือความสุขนั่นเอง แปลกไหมครับ 

ขอบคุณไปรณีย์ไทยครับ 

  

เข้าใจผิด

บางที เราก็เข้าใจผิด
ที่เราไม่มี ‘ความคิด’ อะไรใหม่ๆ ออกมานั้น
ไม่ได้เพราะว่า สมองของเราว่างเปล่า

แต่ มันเป็นเพราะ สมองของเราเต็ม เต็มจนไม่เหลือที่ว่างใดๆ เลย ต่างหาก