Category Archives: Uncategorized

เราและผู้คน…บนดาวดวงอื่น

#ปารีสบนดาวดวงอื่น ปารีสในปารีส ปารีสเดียวกันแต่บนดาวคนละดวงกัน
แม้ว่าไม่สามารถจัดประเภทให้หนังสือที่อ่านเล่มนี้ได้ แต่เราก็เพลิดเพลินไปกับหนังสือได้

#โชติกา_ปริณายก ผูกเรื่องราว 13 เรื่องสั้น ที่เกี่ยวข้องกัน อยู่ในปารีสที่เดียวกัน แต่อยู่กันบนดาวคนละดวง เรื่องสั้นแปลกๆ ที่พาเราไปสำรวจมุมต่างๆ ในปารีส

เมื่ออยู่ในสถานที่ที่ไม่ใช่บ้าน
ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว หรือการออกเดินทาง
ถ้าเราได้มีโอกาสตะลอนหรือตระเวณออกไปตามถนน ทางเดิน ตรอกซอยต่างๆ บางจังหวะ บางโอกาส พอเราเงยหน้าขึ้นมา หันไปมอง ก็พลันได้พบกับมุมหรือบรรยากาศพิเศษบางอย่างที่ตรึงเราไว้ตรงนั้น ตำแหน่งนั้น อากาศตรงนั้น แสงตรงนั้น ผู้คนตรงนั้น ภาพตรงนั้น แล้วเราก็หยิบกล้องขึ้นมา ถ่ายรูปเก็บไว้
แม้จะ ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว ไม่ใช่จุดชมวิว ไม่เคยมีใครรีวิวเอาไว้ ไม่มีใครแนะนำ ไม่เคยมีนักเดินทางบ้านเดียวกับเราเคยมาหยุดอยู่ที่ตรงนี้มาก่อน
เกิดเป็นตำแหน่งและช่วงเวลาหายใจส่วนตัวที่ผูกพันกับสถานที่ตรงนั้น พอดิบและพอดี
เป็นความเพลิดเพลินใจพิเศษของคนเดินทาง คนห่างบ้าน ความเพลิดเพลินส่วนตัวที่ยากจะบอกต่อให้คนอื่นเห็นและเข้าใจไปด้วย

ผู้เขียนมีพลังพิเศษ สามารถถ่ายทอดห้วงจังหวะหายใจเข้าออก ณ ที่ตรงนั้น ในปารีส บนดาวคนละดวง มาถ่ายทอดผ่านตัวละครมีชีวิต
แต่ละบท ตัวละครทั้งต่างเป็นตัวเอกในชีวิตของตัวเองและต่างเป็นตัวประกอบในชีวิตของคนอื่น ทั้งผูกพันและไม่ผูกพัน ทั้งสัมพันธ์กันและไม่สัมพันธ์กัน แต่ต่างสัมพัทธ์กันทั้งหมดโดยไม่รู้ตัว
ตัวประกอบในที่หนึ่งไปเป็นตัวเอกในที่หนึ่ง ตัวเอกในที่หนึ่งไปเป็นตัวประกอบในอีกที่หนึ่ง

แต่ชีวิตของเราและคนอื่นๆ ก็เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ
ใครจะบอกได้ว่าใครเป็นส่วนหนึ่งของอะไร หรือว่า หรือเราล้วนต่างแปลกแยก
บางคนเหงา หรือหลายคนเหงา แต่บางคนกำลังมีความสุขอยู่ในความเหงาท่ามกลางหลายคนที่ทุกข์ในอยู่ในความเหงา

ในงานเขียนนี้ มีแสงที่สวยงาม
สวยงามเสียจนมิอาจหักห้ามไม่ให้พลิกกลับไปเปิดอ่าน ซ้ำๆ อีกครั้ง มิอาจหักห้ามมิให้พลิกกลับไปเปิดดูรูปถ่ายรูปนั้น ซ้ำๆ อีกครั้ง
กลายเป็นหนังสือที่มีเสน่ห์ บรรยากาศที่มีเสน่ห์ ความไม่ผูกพันธ์ที่มีเสน่ห์ ความผูกพันธ์ที่มีเสน่ห์

บนดาวคนละดวงกัน

#Paris_in_Paris

Advertisements

ทำความเข้าใจ

มันไม่ใช่การ์ตูนอีกต่อไป มันคือวรรณกรรม 
 



การ์ตูน 12 เรื่องของ #Ghibli ถูกนำมาเล่า ทั้งเชิงลึกและเชิงกว้าง งานเขียนมหัศจรรย์ ของคุณ #อริสา_พิสิฐโสธรานนท์ เราขอเทียบเป็นการทำงานวิจัยวรรณกรรมเลย 
 
บอกก่อนว่า หนังสือเล่มนี้ เป็นการหยิบเอาการ์ตูนทั้ง 12 เรื่องของค่าย #Ghibli มาเล่าแบบวิเคราะห์ โดยเน้นอธิบายมนุษย์ด้วยวรรณกรรมในรูปแบบการ์ตูน ดังนั้น มัน Spoil เนื่อเรื่องการ์ตูนทั้ง 12 เรื่องเลย เราจะได้เจอกับ #Totoro #Ashitaka #Ponpoko #Kaonashi (#ปีศาจไร้หน้า) #Kiki #Calcifer #Kaguya #Nausicaa และอื่นๆ 
 
แต่! เรายินยอมพร้อมใจ และมีความสุขกับการถูก Spoil ด้วยการอ่านหนังสือเล่มนี้มาก ขอคารวะความทุ่มเทของคุณอริสา คือหนังสือ Masterpiece จริงๆ 
ถ้าเราพลาดไป เรานับเป็นการพลาดโอกาสในการเรียนรู้ผ่านวรรณกรรมครั้งยิ่งใหญ่ 
 
ดีใจที่ไม่พลาดเล่มนี้ไป ได้แต่ขอบคุณโชคและสัญชาตญาณที่พาเรามาเจอหนังสือเล่มนี้ 
  
ชอบมากครับ 
ผู้เขียนค่อยๆ เล่าเรื่องการ์ตูนแต่ละเรื่องด้วยวิธีการเล่าเหมือนเล่าให้เพื่อนฟัง และขยายความต่อด้วยข้อมูลทั้งในเชิงลึกและเชิงกว้าง และวิเคราะห์ต่อให้ด้วย ทำให้เห็นความลึกซึ้งของการสร้างการ์ตูนทั้ง 12 เรื่องนี้ ยอมรับเลยว่าไปหามานั่งดูเอง คงไม่สามารถตีความได้ขนาดนี้แน่นอน 
ด้วยวิธีการเล่าแบบนี้ ทำให้เราเสพได้สิ่งต่างๆ จากเรื่องราวเลยจากเขตแดนความบันเทิงล่วงไปถึงเขตแดนของความรู้ ทั้งเชิงภาษา จิตวิทยา ประวัติศาสตร์ เทววิทยา จริยธรรม เข้าใจตัวละครในการ์ตูนเลยไปจนถึงเข้าใจจิตใจมนุษย์ 
หากใครที่สนใจเรื่องจิตวิทยาอยู่แล้ว มาอ่านหนังสือเล่มนี้ จะฟินเป็นที่สุด เป็นหนังสือที่คุ้มค่ามาก มูลค่าเกินราคาไปไกลมาก 
ใครจะรู้ว่า การวิเคราะห์การ์ตูน จะให้ความเข้าใจเรื่องจิตวิทยามนุษย์ และยังได้คติทางจริยธรรมอีกชั้นหนึ่ง  
 
ใช้เวลาอ่านพอสมควรครับ ไม่ใช้เพราะความหนาของหนังสือ แต่ด้วยความกว้างและความลึกในการวิเคราะห์ ทำให้ไม่ต้องการพลาดรายละเอียดใดๆ ไป มีแต่ต้องละเลียดให้ตัวหนังสือแต่ละตัว แต่ละบรรทัด ซึมผ่านเข้าหัวใจผ่านทางสายตาของคนอ่านหนังสือ ทีละตัว ทัละบรรทัด 
ใครจะเชื่อ แต่ละตัวหนังสือที่ซึมเข้าหัวใจไป จะมีปาฏิหาริย์ทำให้หัวใจเต้นช้าลงแต่เข้มแข็งขึ้น เต้นช้าลงแต่เป็นจังหวะที่ชัดเจนขึ้น 
จะบอกเกินเลยไปไหมว่า ในอากาศหนาวๆ ที่ไม่สม่ำเสมอแบบเหวี่ยงๆ ของกรุงเทพฯ ในช่วงเวลานี้ สามารถใช้ตัวหนังสือในหนังสือนี้สร้างความอบอุ่นให้กับหัวใจของเราได้ 
 
การเคารพต่อธรรมชาติ การค้นพ้นตัวเอง และการรู้จักพอ จะมีปรัชญาการดำเนินชีวิตใดที่งดงามไปกว่านี้อีก ไม่เป็นการกล่าวเกินเลยว่า การขมวดทั้ง 12เรื่อง ตกผลึกออกมาเป็นสามประเด็นนี้ ก้าวข้ามเขตแดนของการ์ตูนบันเทิงไปไกลถึงการปลุกสำนึกมนุษย์ที่ดีงาม 
 
ไม่เกริ่นเรื่องในหนังสือนะ อยากให้อ่านเองมากกว่า ไม่ก็หาการ์ตูนมาลองดู มันอุ่นหัวใจมาก 
 
#เข้าใจจิบลิ 
#deepfilm.net

พระเจ้าพาราละแข่ง – พระมหามัยมุนี

เรื่องนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากการไปฟังการเล่าเรื่องสงครามเก้าทัพอีกรอบ 

มีการเล่าไปถึงตอนที่พระเจ้าปดุงแห่งราชวงศ์อลองพญาของพม่า (พระองค์มีพระนามเมื่อครองราชย์ว่า “ปโดงเมง” หมายถึง “พระราชาจากเมืองปโดง”) ที่สามารถสั่งให้ยกทัพไปตีชนะรัฐยะไข่ที่อยู่ทางตะวันตกได้สำเร็จ โดยรัฐยะไข่นี้นับเป็นรัฐที่แทบจะไม่มีใครเคยเข้าไปตีได้สำเร็จ เนื่องจากความเข้มแข็งประการหนึ่งคือการที่มีเทือกเขาอาระกันโยมาเป็นปราการป้องกันยากแก่การยกทัพเข้าไปโจมตี

a (ยะไข่-ตะวันตกของพม่า)

โดยมีเรื่องเล่า เนื่องจากค้นพบเส้นทาง จึงสามารถยกทัพพม่าเข้าไปตีได้สำเร็จ 

จุดสำคัญหนึ่งคือ หลังจากที่ตียะไข่ได้ พระเจ้าปดุงได้อัญเชิญพระมหามัยมุนี อันเป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญมากประจำชาติพม่า จากยะไข่มากลับมาที่อาณาจักรพม่า โดยพระพุทธรูปพระมหามัยมุนีนี้ มีความเป็นมาที่มหัศจรรย์และได้รับการนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก และนับเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของพม่า (เช่นเดียวกับพระแก้วมรกตของไทย พระบางของลาว)

หลังจากตีได้ยะไข่และได้พระมหามัยมุนีนี้แล้ว พระเจ้าปดุงทรงพระโสมนัสยิ่งนัก และประกาศขึ้นว่าจะยกทัพมาตีสยามและโมกุล (อินเดีย) ให้ได้ เพื่อแสดงพระบารมีว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหาจักรพรรดิแห่งชมพูทวีป 

แทรกเรื่องพระมหาจักรพรรดิขึ้นนิดนึงตรงที่ ตามประวัติศาสตร์มีกล่าวถึงพระมหาจักรพรรดิอยู่สองพระองค์ พระองค์แรก คือพระมหาจักรพรรดิของไทยหรือพระเฑียรราชาพระราชอัยกาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้ที่เชื่อกันว่าเป็นผู้มีบุญบารมีมาก ทรงมีช้างเผือกคู่บารมีถึง 7 เชือก เป็นเหตุให้พระเจ้าตเบงชเวตี้และต่อมาจนถึงพระเจ้าบุเรงนองมาทูลขอแบ่งช้างเผือกไป ในที่สุดก็เกิดเป็นสงครามช้างเผือกและต่อเนื่องมาจนถึงพระเจ้าบุเรงนองสามารถตีอยุธยาได้สำเร็จเป็นการเสียกรุงครั้งที่หนึ่งของอยุธยา พระเจ้าบุเรงนองพระองค์นี้เองที่ได้รับยกย่องเป็นพระมหาจักรพรรดิอีกพระองค์หนึ่ง

ความที่พระเจ้าปดุงต้องการแสดงบุญบารมีของพระองค์ว่าทรงเป็นพระมหาจักรพรรดิเหนือดินแดนแถบนี้ด้วย จึงได้เกิดเป็นการยกทัพเข้ามาตีสยาม (กรุงเทพฯ) โดยทรงยกมาทั้งหมดถึง 9 ทัพ แยกเข้ามา 5 เส้นทาง เกิดเป็นสงครามเก้าทัพอันลือลั่นในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ามหาราช

ดังนั้นเหตุที่ พระองค์ได้ครอบครองพระมหามัยมุนีนั้น จึงนับเป็นเหตุการณ์สำคัญหนึ่งที่เป็นต้นเรื่องของสงครามเก้าทัพ จึงเห็นว่าพระพุทธรูปองค์นี้มึความสำคัญยิ่ง 

 

มาเข้าเรื่องของพระพุทธรูปพระมหามัยมุนีครับ พระมหามัยมุนีเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ทรงเครื่องกษัตริย์  ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ อดีตราชธานีของพม่าในยุคราชวงศ์คองบอง เดิมทีเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของยะไข่

b

เชื่อว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยกษัตริย์แห่งเมืองยะไข่ องค์พระทำจากทองสัมฤทธิ์ 

ประวัติย้อนไปตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงเสด็จมาแสดงธรรมที่เมืองธรรมวดี พระเจ้าจันทรสูรยะเป็นเจ้าเมืองยะไข่ ทรงต้อนรับพระองค์อย่างดี พระพุทธเจ้าแสดงธรรมอยู่ที่นี่นานถึง 1 สัปดาห์ พอจะเสด็จกลับ พระเจ้าจันทรสูรยะขอให้พระองค์ทรงฝากบางอย่างเพื่อให้เป็นที่เคารพบูชาสืบไป พระพุทธเจ้าจึงประทับเข้าสมาธิใต้ต้นโพธิ์อีก 1 สัปดาห์ ระหว่างนั้น คนเมืองยะไข่ช่วยกันหล่อพระองค์หนึ่งที่ดูเหมือนพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จออกจากสมาธิ ทรงเห็นพระพุทธรูปดังกล่าวจึงตรัสว่า พระพุทธธรรมจะคงอยู่ไปอีก 5,000 ปี เช่นเดียวกับพระพุทธรูปองค์นี้ พระมหามุนีจึงเป็นพระพุทธรูป “เหมือนจริง” ที่หล่อในสมัยพระพุทธเจ้า 

ในอดีตแม้เมืองยะไข่จะถูกโจมตีโดยกษัตริย์เมืองอื่นที่ทรงแสนยานุภาพอย่างไร ก็ไม่อาจที่จะเคลื่อนย้ายองค์พระมหามัยมุนีนี้ออกจากเมืองได้ ต้องมีเหตุให้ขัดข้องทุกครั้งไป จนกระทั่งในที่สุด พระเจ้าปดุงสามารถตียะไข่ได้ และได้อัญเชิญพระมหามัยมุนีออกจากยะไข่ ล่องมาตามแม่น้ำอิระวดีมาถึงเมืองมัณฑะเลย์ พระมหามัยมุนีจึงได้มาประดิษฐานอยู่ที่เมืองมัณฑเลย์เป็นการถาวรนับแต่นั้นมา 

นอกจากนี้ เชื่อกันว่าพระพุทธรูปพระมหามัยมุนีนี้ ได้รับประทานลมหายใจจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย ดังนั้นจึงเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มากและถือเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของพม่า

มีบันทึกว่า ต่่อมาเมื่อปี 1988 ได้เริ่มมีประเพณีล้างพระพักต์ถวายพระมหามัยมุนี โดยพระมหาเถระและสาธุชนทั่วไปที่ศรัทธาจะมาทำพิธีล้างพระพักตร์ด้วยน้ำอบน้ำหอมผสมทานาคาอย่างดี พร้อมกับใช้แปรงทองแปรงที่พระโอษฐ์เสมือนหนึ่งแปรงพระทนต์ถวายพระพุทธเจ้า ก่อนใช้ผ้าจากศรัทธาสาธุชนที่ถวายมาเช็ดจนแห้งสนิท แล้วนำกลับคืนแก่สาธุชนผู้นั้นไปบูชาต่อ เสมือนหนึ่งได้อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนมชีพอยู่ 

ตามที่ Wikipedia เล่าเพิ่มเติมคือ องค์พระมหามัยมุนีมีการปิดทองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเป็นรอยย่นตะปุ่มตะป่ำไปทัวทั้งองค์ ซึ่งหากเอานิ้วกดลงไปจะรู้สึกได้ถึงความอ่อนนิ่มของทองคำเปลวที่ปิดทับซ้อนกันนับเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ชั้น ทำให้พระมหามัยมุนีมีอีกพระนามหนึ่งว่า “พระเนื้อนิ่ม” แต่น่าแปลกที่ว่าแม้จะมีการปิดทองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนองค์พระใหญ่ขึ้นเพียงใดก็ตาม แต่พระพักตร์ขององค์พระมหามัยมุนีก็ยังแลดูใหญ่ตามองค์พระอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งที่ไม่ได้มีการปิดทองที่องค์พระพักตร์เลย

 

ตัดกลับมาที่เมืองไทยครับ ที่เมืองไทย มีพระพุทธรูปจำลององค์พระมหามัยมุนีอยู่สององค์ องค์หนึ่งอยู่ที่ลำพูน อีกองค์อยู่ที่วัดหัวเวียงกลางเมืองแม่ฮ่องสอน

ที่แม่ฮ่องสอนนี่แหละครับ ที่นายไข่อึ้งมาก เพราะตัวเองได้ไปแวะไหว้พระที่วัดนี้ทุกครั้งที่ได้ไปแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นอีกเมืองหนึ่งที่เรารักมาก แต่ดันไม่รู้เลยว่ามีพระพุทธรูปสำคัญอยู่ที่วัดนี้ 

c.JPG

อยากเขกหัวตัวเองจริงจัง

พระพุทธรูปจำลองพระมหามัยมุนีที่วัดหัวเวียงนี้ก็คือ พระเจ้าพาราละแข่ง ที่วัดนี้เอง

โอ้ว!!! แวะไปตั้งไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง ยังคุยกันอยู่เลยว่าชื่อแปลกจัง แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเป็นพระพุทธรูปจำลองของพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่ง

d.JPG

#พาราละแข่ง เป็นภาษาไทใหญ่ แปลว่าพระพุทธรูปยะไข่ นี่เอง

พระเจ้าพาราละแข่ง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยทรงเครื่อง ฝีมือช่างชาวเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า องค์พระหล่อจากทองเหลือง พระพักต์มีส่วนผสมทองคำจึงมีความเงางาม มีบันทึกว่ามีการจำลองมาเพิ่อประดิษฐานที่แม่ฮ่องสอน และเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของแม่ฮ่องสอน และก็ได้เริ่มมีประเพณีล้างพระพักต์ที่วัดหัวเวียง แม่ฮ่องสอน นี้ด้วย

 

เชยจริงจัง รอบหน้าไม่พลาดแน่นอน ทั้งหมดนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้บันทึกเรื่องราวนี้เอาไว้ครับ

 

 

 

 

จงไม่ตั้งอยู่ในความด่วนสรุป

คืน X’Mas Eve 2017 

ว่าจะไม่เขียนถึงเรื่องนี้ แล้วก็อดไม่ได้ 

ดึกแล้ว พร่ำเพ้อได้ 

 

ว่ากันว่าสมองมนุษย์เราแท้ที่จริงแล้วรักสบาย (แหงเหนอะ ใครบ้างจะไม่) ตรงๆ คือขี้เกียจ 

ดังนั้นจึงไม่ส่งเสริมในการเข้าไปมักจี่กะความวุ่นวายซับซ้อน แต่รักที่จะอ้างอิงเรื่องราวที่ประสบเข้ากับรูปแบบอย่างใดๆ อย่างหนึ่งที่สมองมีความคุ้นเคยอยู่ก่อน 

คือการ Simplify นั่นเอง 

 

ระบบการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์จึงมักเริ่มต้นจากการอธิบายปรากฎการณ์ต่างด้วยแบบจำลอง เริ่มต้นจากแบบจำลองง่ายๆ แล้วเพิ่มความซับซ้อนไปเรื่อย แบบจำลองอตอมเอย อนุกรมภิธานเอย ดีมานด์ซับพลายเอย กฎของนิวตันเอย แม้กระทั่งทฤษฎีสัมพันธภาพ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นแบบจำลองที่สร้างขึ้นเพื่ออธิบายและเลยไปถึงทำนายปรากฏการณ์ 

สูตรคณิตศาสตร์ก็เช่นกัน ไล่ตั้งแต่ กว้างxยาว ไปจนถึง Integration-Differentiation นู้น 

มันคือกระบวนการที่ Work ในการจูงใจสมองขี้เกียจๆ ของเราไปเข้าใจและคาดการณ์สิ่งต่างๆ ได้ถึงความแม่นยำ 

 

อย่างไรก็ดี ธรรมชาตินั้นมีความผันแปร แล้วเกี่ยวโยงกัน คล้ายกับคำบอกเล่าปรากฎการณ์ผีเสื้อ 

ผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกบินที่นี่อาจเกี่ยวข้องไปถึงการแตกดับของดาวดวงหนึ่ง ที่อยู่พ้นวิสัยการรับรู้ของมนุษย์ 

 

แบบจำลองทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเครื่องมือจูงใจให้สมองสันหลังยาวทำงานนั้น  อาจจะกลับกลายเป็นหลุมพรางของความแตกฉานที่แท้ 

มันอาจจะนำมาซึ่งการด่วนสรุป มาซึ่งการด่วนตัดสินว่าเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ และยังตอกตะปูย้ำลงไปด้วยความถือมั่น ถือดี 

วิทยาศาสตร์จริงหรือวิทยาศาสตร์เทียม การให้เหตุผลหรือดันทุรัง 

บางทีเราเองก็พร่ามัว 

 

#มายาคติของแบบจำลอง 

 

เขียนได้บอกได้ ใช่ว่าเราจะเอาตัวรอดจากหลุมพรางนี้ได้ 

เราเองที่แท้ทรูที่ยังเวียนว่ายตายเกิดในหลุมนี้ 

อาศัยก็แต่บารมีของครูบาอาจารย์ เพียรให้ระลึกถึงคำครู เตือนสติให้ตัวเราชะโงกหัวขึ้นมาดูนอกหลุมบ้าง 

เพราะมีครูดีจึงให้ศิษย์ได้ล้างความเขลาลงได้บ้าง 

 

เหตุการณ์ที่ประสบในช่วงเวลารอบๆ ที่เขียนบันทึกนี้ จูงใจให้ลุกขึ้นบันทึกเป็นตัวหนังสือไว้บ้าง วันใดที่ได้กลับมาอ่านจะได้ฉุดหัวตัวเราเองขึ้นมาดูนอกหลุม 

 

แบบจำลองก็ดี การจัดประเภทก็ดี สูตรคำนวณก็ดี ล้วนตั้งอยู่ในสมมุติฐานห้วงหนึ่ง จงอย่าได้ลืมตระหนักถึงความหลากหลายที่มีอยู่จริงของธรรมชาติ 

แสงที่ส่องทางสว่างให้ เรายังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าตัวตนของแสงนั้นคืออะไร อธิบายใกล้เคียงที่สุดได้เพียงแค่ความน่าจะเป็น 

 

จงไม่ตั้งอยู่ในความด่วนสรุป 

ใดๆ ล้วนอาจคิดน้อยไป เพราะความขี้เกียจของสมองมักชนะเสมอ 

สาธุ 

 

 

(ในคืนเมื่อบริโภคกาแฟเพื่อไปเป็นสารตั้งต้นมากเกินไป เลยเป็นปฏิปักษ์ตอนการพักผ่อน)

เล่าเรื่องทั้งมีและไม่มี 

หนังสือเล่มนี้อายุเก้าปี และจะเข้าสิบปีอยู่แล้ว 

สภาพหนังสือจากห้องสมุดอยู่ในสภาพดีมาก (ถ้าไม่เพราะถูกเก็บรักษาไว้ดี ก็อาจเพราะผ่านมือคนอ่านไม่มากมือ) 

เคยอ่านแล้วครั้งหนึ่งเมื่อนานมากแล้ว จำไม่ได้ว่าจากที่ไหน คลับคล้ายว่าจากห้องสมุดแห่งหนึ่ง ครั้งนี้ก็มาเจอในห้องสมุดอีกแห่ง 

ทุกครั้งที่มาถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตจะต้องมีหนังสือเป็นส่วนประกอบหนึ่ง หรือ บางทีหนังสือก็คือส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง 

ครานี้ก็นำเล่มนี้มาเป็นส่วนประกอบหนึ่ง 

 

ขอละที่จะบรรยายถึงอาจารย์ #กรรณิกา เพราะเป็นที่รู้จักอยู่มากแล้ว 

 

หนังสือเป็นอาจารย์แอ้เล่าเรื่องชีวิตของอาจารย์เอง จากที่ประสบความสำเร็จโด่งดังมีบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์พร้อมๆ กันถึงสี่รายกาย พลิกกลับเป็นล้มเหลวเป็นหนี้สินจนหมดตัว เลยเถิดถึงคิดฆ่าตัวตาย แล้วกลับมาพบความสงบในชีวิตได้ ด้วยพระธรรมของพระพุทธเจ้า 

 

Plot ก็อาจดู Mass ไปบ้างในยุคสมัยแห่ง Storytelling นี้ 

แต่นี่คือชีวิตจริงของผู้หญิงปัญญาชนคนหนึ่ง คุณแม่ Single Mom คนหนึ่ง แม่เลี้ยงเดี๋ยวเลี้ยงลูกสองคน Working Woman คนหนึ่งที่ล้มเหลวทางธุรกิจและชีวิตคู่ ลูกน้องหักหลัง ถูกสามีนอกใจ ต่อสู้เลี้ยงดูลูกสองคนท่ามกลางยุคสมัยที่ไม่เอื้ออำนวยกับผู้หญิงเก่งนัก ทั้งยังอาจหาญลงเล่นการเมืองได้รับเลือกเป็น ส.ส. แล้วก็โดนใบเหลือง 

เข้มข้นดีไหม? 

เรากล้าพูดไหม ว่าถ้าเกิดขึ้นกับตัวเราเอง เราจะผ่านมันไปได้? 

 

แน่นอน เราอาจปฏิเสธว่าเสียงแข็งว่า เราจะไม่ยอมประมาทให้เกิดเรื่องเหล่านี้ 

แต่เราแน่ใจจริงหรือ? 

การอ่านเรื่องเล่าของอาจารย์นี้ นี่แหละคือหนึ่งในความไม่ประมาท! 

เรียนรู้จากประสบการณ์ จากความล้มเหลวของคนอื่น คือสุดยอดเคล็ดวิชาชีวิต 

 

หนีงสือไม่ได้เล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก อาจทำให้คนอ่านผิดหวังในเรื่องรายละเอียดนี้ 

และก็ไม่ได้ใช้คารมคมคายแบบพิธีกรผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น 

กลับเป็นการใช้ภาษาไทยง่ายๆ สบายๆ เล่าเรื่องแบบกี่งกันเองกึ่งแนะนำ 

 

หากคาดหวังถึงคมคำเฉียบคมบาดลึกสะกิดกระตุ้นเตือนใจ อาจไม่สมหวัง อาจผิดหวัง 

แต่ความดีของการเล่าเรื่องแบบนี้ เป็นการบอกแนะวิธีคิด ที่เจ้าตัวพบมาด้วยต้วเองว่าสามารถพาตัวรอดพ้นความทุกข์และหุบเหวแห่งการคิดฆ่าตัวตาย ปีนกลับขี้นมาพบกับความสงบของชีวิตได้อย่างไร 

 

วิธีคิดนี้เองกลับทรงคุณค่ากว่า กว่าคำคมทั้งหลาย ทั้งยังง่ายกว่า กว่าในการนำไปใช้ขับไล่มิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย 

 

เราทำงานหรืองานทำเรา? เราใช้เงินหรือเงินใช้เรา 

หากตัองการเป็นอิสระจากการมีอิทธิพลของทั้งงานและทั้งเงิน บทเรียนจากหนังสือเล่มนี้มีคุณยิ่ง 

“มีลาภ…เสื่อมลาภ มียศ…เสื่อมยศ มีสรรเสริญ…มีนินทา และมีสุข…ก็ย่อมมีทุกข์” 

 

#จะมืดกี่ด้านก็ผ่านได้

ความมีระเบียบในความไร้ระเบียบ

พอเราอ่านหนังสือได้เดือนละหลายๆ เล่ม ติดต่อกันมาเป็นสิบๆ ปี มันก็เกิดตัวทิฏฐิอุบาทว์บางอย่าง หนึ่งในนั้นคือความรู้สึกว่าไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีเนื้อหาใหม่ มาให้เสพจากหนังสือแต่ละเล่ม แต่นี่คือไม่ถูกนะ จริงๆ มันคือความผยองในรูปหนึ่ง

แม้รู้ว่าไม่ถูก แต่ใช่ว่าชัยชนะจะตกเป็นของสติทุกครั้ง 

ดังนั้น เวลาที่อ่านหนังสือเล่มไหนแล้ว เกิดปรากฏการณ์ที่อารมณ์ว่า “เฮ้ย! นี่คือเรื่องใหม่! นี่ความรู้ใหม่ นี่คือสารใหม่!” นี่คือ WoW! เลย 

และคำว่า WoW ตกเป็นของหนังสือเล่มนี้ 

ไม่น่าแปลกใจนี่คือผลงานร่วมของคุณ #พลอย_จริยะเวช กับ #ดร_ชัยอนันต์_สมุทวณิช 

คนหนึ่งคือ Style Professional อีกคนคือปัญญาชนของยุค 

เราเป็น แฟนงานเขียนของเขาทั้งคู่ แต่ไอ้ที่ตะลึงกว่าคือ ทั้งสองท่านเป็นพ่อลูกกัน! 

(นี่คือไม่รู้มาก่อน แอบละอายด้วยความเชย) 

 

#พุทธะในปราด้า หรือ #Prada_Mandala คือการเชื่อมต่อมุมมองต่อ Lifestyle กับหลักความจริงโดยใช้สายใยพ่อลูก 

คล้ายๆ เป็นการรวมบทความของสองพ่อลูกเข้าด้วยกัน เสริมด้วยภาพถ่ายประกอบ รวมทั้งภาพวาดปลายพู่กันของคุณพลอย 

 

หนังสืออ่านง่าย (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเล่มอื่นๆ ของอาจารย์ชัยอนันต์) ลื่นไหลมาก แม้จะดูเป็นการจับเรื่องที่ Contrast กันมาต่อกัน 

มันเป็นหนังสือที่อ่านแล้วไร้ระเบียบอยู่มาก 

เป็นการเรียงร้อยต่อตามแต่เรื่องที่ผู้เขียนอยากจะบอกเล่า 

ดังนั้น สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านงานเขียนของทั้งสองท่านนี้อยู่แล้ว อาจถึงกับไม่ชอบไปเลยก็ได้ เพราะมันอาจจะอ่านแล้วจับโครงสร้างเรื่องของหนังสือไม่ได้ ด้วยความที่มันอาจจะไม่ได้มีแบบแผนกันตัดต่อเรื่องเหมือนหนังสือปกติ 

มันคือการรวมบทความพ่อลูก ที่คล้ายๆ กระจัดกระจายจากกัน ต้องจับสังเกตในระดับหนึ่งจึงพบว่า อ้อ! มันมีความเป็นธีมเดียวกันอยู่  

 

สิ่งดีงามที่สุดของหนังสือคือ มันให้สารใหม่ๆ มุมมองใหมๆ ให้กับเราได้อีก 

ทั้งวิธีการมองโลกของสองพ่อลูก ทั้งที่ต่างกันและคล้ายกันอยู่ในที 

มันให้แรงบันดาลใจบางอย่างแก่เรา และยังช่วยแนะแนวทางในการเลี้ยงลูกอยู่บ้างด้วย 

 

ชอบ Concept ของหนังสือ 

ชอบเรื่องที่คุณพลอยเล่า วิธีที่เธอเล่า 

ชอบวิธีคิดของอาจารย์ เป็นต้นแบบของนักคิดระดับ Role Model 

เราจึงละเลียดหนังสือเล่มนี้อย่างมีความสุข 

 

หนังสือยกเรื่องเล่าของพระอานนท์ (ณ ช่วงที่ท่านยังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์) ต้องลอดรูกุญแจเข้าไปให้ได้ก่อน จึงจะสามารถเข้าร่วมสังคายนาพระธรรมกับพระอรหันต์รูปอื่นๆ หลังจากที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพานแล้ว เป็น Case Study ว่าต้องละทิ้งอะไรบ้างจนตัวเล็กจนสามารถรอดผ่านรูกุญแจไปร่วมงานได้ หรือด้วยวิธีอื่น?

นี่ก็เล่นใหญ่ทีเดียว แต่ก็เป็นการ Guide ก่อนจะลงมืออ่านได้ดีเลย 

 

ในความไม่มีระเบียบนั้นก็มีระเบียบแบบแผนของตัวมันเองอยู่ 

และในความมีระเบียบนั้นก็แฝงด้วยสภาพไร้ระเบียบ 

จะจวงจื่อหรือรัฐศาสตร์ พราด้าหรือพุทธะ Style หรือ ความจริงของธรรมชาติ ก็บอกเรื่องราวเหล่านี้ 

 

อ่านจบ ก็พลันนึกถึงหลักของ Thermodynamics 

ดูช่างปนเปยิ่งนัก!

พร่ำเพ้อพักรัก

พร่ำเพ้อ… ทั้งการเดินทาง ทั้งผู้เดินทาง 

ทั้งบันทึก ทั้งสำนวน ช่างพร่ำเพ้อ
แต่ เป็นพร่ำเพ้อที่สวยงาม

การเขียนมีอยู่หลายวิธี งานเขียนมีอยู่หลายแบบแต่งานเขียนบันทึกความพร่ำเพ้อสวยๆ ไม่ใคร่พบได้บ่อยหรือไม่เคยเจอ 

การได้สัมผัสความสวยงามของความพร่ำเพ้อแบบนี้จึงพิเศษ

ทั้งหมดอาจเริ่มต้นจากการกลับไปฟังบรรยายเรื่องประวัติศาสตร์อยุธยา ตอนอวสานอยุธยาและตอนศึกอะแซหวุ่นกี้ ซึ่งเป็นช่วงต้นของราชวงศ์อลองพญาของพม่า ราชวงศ์สุดท้ายของพม่า
ทำให้เรากลับมาสนใจพม่าอีกครั้ง

#รตี_ช่วงแก้ว ผู้หญิงตัวคนเดียว ออกเดินทางใน #พม่า โดยลำพัง หลังผ่านมรสุมชีวิต เธอจึงตัดสินใจลาออกจากงานและออกเดินทางไปในที่ชีวิตไม่คุ้นเคย เพื่อค้นหา หรืออาจเพื่อเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวเธอ
ย่างกุ้ง-พุกาม-กะลอว์-มัณฑะเลย์-พินอูลวิน
เมืองที่เราเคยได้ยินและไม่เคยชื่อมาก่อน
ผู้หญิงตัวคนเดียวเดินทางด้วยรถขนส่งสาธารณะร่วมกับทางกับคนพม่าและอาจมีนักเดินทางชาติอื่นอยู่บ้าง นับเป็นการเดินทางที่เข้มข้นพอดู
เธอพบอะไรในการเดินทางของเธอคือเรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องหนึ่งเธอบันทึกความพร้ำเพ้อตลอดการเดินทางด้วยภาษาที่สวยงาม

ระหว่างทาง เธอเผชิญหน้ากับความเหงา เผชิญหน้ากับความเศร้า เผชิญหน้ากับความกลัว…
ใครบ้างไม่เคยเผชิญ
“…เรานอนคนเดียวใช้ชีวิตคนเดียวได้เพราะความเคยชินไม่ใช่เพราะเข้มแข็ง”
แต่ก็ด้วยความเคยชินที่ก่อตัวขึ้นมาได้นั้น เราจึงเข้มแข็งขึ้น

เรายังพบความสวยงามของพม่า ผ่านบันทึกของเธอด้วย
เมืองที่เหมือนถูกหยุดเวลาไว้ ท่ามกลางความแตกต่างที่อิทธิพลท่ผลัดกันเข้ามาปกครอง

สิ่งที่เธอพบ เมื่ออยู่เบื้องหน้าเจดีย์ชเวดากองนั้น แม้ไม่กล้าบอกเล่าว่าคือความจริงที่สุด
แต่อย่างน้อย ก็ทำให้ความสงบบางส่วนในตัวคนอ่านเริ่มทำงานเช่นกัน

ความพร่ำเพ้อที่สวยงาม เมืองที่สวยงาม
#พม่าพักรัก