กว๊านพะเยา พระเจ้าตนหลวง และพระธาตุจอมทอง อ.เมือง จ.พะเยา

16/10/2017 

ออกจากเชียงใหม่ 10:30 ออกเวียงป่าเป้า แล้วตัดออกมาพะเยา ถึงพะเยาตอนบ่าย 

 

พะเยา เมืองที่มีอ่างเก็บน้ำจืดใหญ่สุดในภาคเหนือเป็นใจกลางเมือง 

ตัวเมืองติดกว๊านเลย 

 

เราแวะข้างหนึ่งของกว๊านฝั่งตรงข้ามตัวเมือง 

ฝนตก น้ำท่วมตลิ่ง ถนนจมน้ำเป็นช่วง 

เลยตัดสินใจเลิกขับรถชมกว๊าน เพราะกลัวจะขับรถลงน้ำไปโดยไม่รู้เรื่องเพราะน้ำท่วมถนน 

 

เข้าตัวเมืองพะเยา อากาศเย็นสบาย วิวกว๊านพะเยาสวย (ตัดภาพมา เอ้า! น้ำท่วมตลิ่งมาแล้ว ฝนตกติดต่อกันสักวันสองวัน ท่วมเมืองแน่) 

 

วันแรกนี้ เราตั้งใจแวะวัดต่างๆ รอบๆเมือง 

วัดสวยงามแบบวัดเหนือ แต่แตกต่างไปจากล้านนาแบบเชียงใหม่ หรือหริภุญชัยแบบลำพูน และต่างจากแม่ฮ่องสอนชัดเจน 

แม่ฮ่องสอนเป็นล้านนาที่ได้รับอิทธิพลจากพม่า ส่วนทางพะเยานี้มีเอกลักษณ์ของตัวเองและได้รับอิทธิพลจากทางลาว 

เมืองพะเยาเป็นเมืองที่มีเขตติดต่อกับลาว มีจุดผ่อนผันการค้าชายแดน และวิ่งเชื่อมต่อไปยังหลวงพระบางได้ (คิดถึงๆ) 

 

กลับมาที่กว๊านพะเยา กลางน้ำมีวัดติฯ มีเรือพายพาข้ามจากท่ากว๊านไปส่งที่วัด 

เก๋มาก เราจะเห็นเรือพาย พายข้ามไปมา ไม่มีเรือยนต์แล่นเลย 

ภาพของเรือพายกับวิวกว๊าน ท้องฟ้าเมฆผืนน้ำกับพระอาทิตย์ตก อันนี้คือ Highlight ของมื้อเย็นที่ตัวเมืองพะเยา 

พัก Refresh กันที่นี่หนึ่งคืน 

 

นอกจากวัดติโลกอารามที่อยู่กลางน้ำ ยังมีที่น่าสนใจอีกหลายวัด 

และที่มีตำนานสนุกๆ คือ เรื่องของ #พระเจ้าตนหลวง ที่วัดศรีโคมคำ กับ #พระธาตจอมทอง อ.เมือง จ.พะเยา 

 

พระเจ้าตนหลวงมีประวัติว่า “สร้างโดยสองตายายและพญาเมืองยี่ เจ้าผู้ครองเมืองพะเยาร่วมกับพญายอด เจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ ต่อมาพญาเมืองแก้ว (ราชบุตร) เมืองเชียงใหม่, พญาหัวเคียน เมืองพะเยา สานต่อสร้างจนเสร็จ พร้อมกับสร้างวิหาร จนล่วงเลยมาหลายร้อยปี ต่อมาครูบาศรีวิชัย ได้มาทำการบูรณะสร้างพระเจ้าตนหลวงและวิหารขึ้นมาอีกครั้ง จนล่าสุดครูบาเทือง ได้มาทำการบูรณะปิดทององค์พระเจ้าตนหลวงใหม่ จนถึงปัจจุบัน” 

 

เมื่อเริ่ม มีนกเอี้ยง (ซึ่งเป็นชาติหนึ่งพระพุทธเจ้า) ตกลงไปตายในบึงน้ำ บึงน้ำนั้นจึงได้ชื่อว่าหนองเอี้ยง เป็นหนองน้ำที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ แล้วก็มีพญานาคตนหนึ่งมาอาศัยอยู่ในหนองเอี้ยงนี้ 

ต่อมาถึงสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเสด็จมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่เมืองภูกามยาว และได้ทรงมาประทับแรมบนดอยซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งหนองเอี้ยงนี้ทางทิศเหนือ ทรงให้พระอานนท์ไปตักน้ำมาจากหนองเอี้ยง 

พญานาคเกิดหวงน้ำในหนองเอี้ยง แสดงฤทธิ์ข่มขู่พระอานนท์ ไม่ให้น้ำ พระพุทธเจ้าจึงมาปรามพญานาคตนนี้ด้วยการแปลงร่างให้ใหญ่โตและยกพระบาทมาเหยียบเศียรพญานาคไว้ 

ในที่สุด พญานาคจึงได้ยอมจำนนและได้ฟังธรรมจากพระองค์ 

พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสบอกว่าพญานาคว่า ในอีกหลายพันปีจากนั้นให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นที่นี่เพื่อเป็นการปักหลังของพระพุทธศาสนา โดยให้มีขนาดใหญ่เท่าตัวพระองค์ที่แสดงปาฏิหาริย์เหยียบเศียรพญานาค

เมื่อถึงกำหนด พญานาคจึงได้กลับขึ้นมาบนบก นำทองมามอบให้กับสองตายาย เพื่อใช้ในการสร้างพระพุทธรูปตามที่รับปากไว้ 

จึงเกิดเป็นการดำเนินการถมบางส่วนของหนองเอี้ยงและก่อสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเป็นการปักหลักของพุทธศาสนาในดินแดนแถบนี้ 

พระพุทธรูปขนาดใหญ่นี้คือพระเจ้าตนหลวงองค์นี้ 

ดอยที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับแรม ต่อมาได้มีการสร้างเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุเป็นพระธาตุจอมทองแห่งนี้

 ส่วนหนองเอี้ยงที่มีพญานาคมาอาศัยก็คือกว๊านพะเยา

Advertisements

เดินทางเอง สรุปเอง

เมื่อแรกเริ่มฝึกหัดเดินทาง ที่คิดคือต้องเอาให้คุ้ม ทุกจุด check point ของจังหวัดนั้นๆ อำเภอนั้นๆ ต้องเก็บแต้มให้ครบ
เดี๋ยวจะหาว่าไม่ถึง
หนังสือนำเที่ยวบอกเล่าอะไรๆ ก็ต้องไปดูกับตา
สุดท้ายกลายเป็นทริปยัดเยียดแบบชะโงกทัวร์ แวะชะโงกแล้วไปต่อ
สิ่งที่ได้คือ เหนื่อยด้วย บริหารเวลาผิดพลาดด้วย ไม่สนุกด้วย 
กลายเป็นแผนแน่นเกินไป Rigid เกินไป พาลเป็นหงุดหงิดอารมณ์เสีย ทั้งตัวเราเองก็กลายเป็นไอ้ผีบ้าขับรถ

ที่ค้นพบเอง สรุปเองคือ
การเดินทางนั้นเราต้องให้มีเวลาพักผ่อนให้มากกว่าเวลาเดินทางไว้หน่อย
นอนเล่น นั่งเล่น ให้มากไว้สักหน่อย
ไปเฉพาะที่เราสนใจอยากไป ไปซ้ำๆ ก็ได้ ไม่ไปบ้างก็ได้ เสี่ยงๆ เอาระหว่างเดินทางก็ได้

เอาความสุขเป็นที่ตั้ง ความสุขมาก่อนแผนเสมอ
กระทั่ง แม้เราจ่ายเงินจองที่พักไปแล้ว แต่อยากเปลี่ยนไปนอนที่อื่น ถ้าไม่หนักหนานักก็ทิ้งเงินเปลี่ยนไปพักที่เราอยากพัก ทิ้งรีสอร์ตไปกางเต็นท์นอน
การใช้เวลาร่วมกันสำคัญกว่าแผนเที่ยวเสมอ

สุดท้ายเลยลงเอยที่ว่า เรามักคุยกันแค่วันต่อวัน บางทีแค่เลือกเอาเฉพาะหน้าก็พอ

เลยไม่สามารถตอบได้จริงๆ ว่าเที่ยวนี้ไปไหน
คือพวกเราแค่…ไปเที่ยวครับ

กระต่ายกับหมาป่า

เป็นหนังสือที่ซื้อเก็บไว้พักหนึ่งแล้วเช่นกัน เดิมเพราะเห็นอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งอ่านหนังสือฉบับภาษาอังกฤษชื่อ #Predatory_Thinking 

โดยบังเอิญก็มาเจอหนังสือชื่อสะดุดตา #เกิดเป็นกระต่าย_ต้องคิดให้ได้อย่างหมาป่า และพบว่ามันมาแปลมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษเล่มนั้น 

เมื่อเดือนก่อน อยู่ในภาวะติดขัดความคิดอย่างมาก คิดงานไม่ออก รวมถึงมีอาการจิตตก คิดว่าหนังสือ How-To สักเล่มน่าจะช่วยได้ เลยไปหยิบมาเล่มหาคำตอบอะไรบางอย่าง 

พบว่า นี่ถึงกับไม่ใช่หนังสือ How-to แบบที่สำนักพิมพ์ #WE_LEARN ชอบจัดทำ มันไปได้ไกลกว่านั้น 

มันเป็นหนังสือที่รวบรวมประเด็นในการเอาตัวรอดอย่างสร้างสรรค์ หรือจะเรียกว่าการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยการรวบรวมจากเรื่องราวที่น่าคิด โดยเฉพาะเรื่องในวงการโฆษณา (ผู้เขียนอยู่ในวงการโฆษณา) 

 

การอ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้เรา หลุดออกจากกรอบความคิดที่เราสร้างขึ้นมาครอบตัวเอง และได้ตำตอบของปัญหาด้วยความคิดของเราเองได้ในที่สุด 

นี่จึงเป็นหนังสือที่เจ๋งมาก แต่มีข้อแม้คือ อ่านแล้วต้องคิดตามนะ  

 

1. ในการสื่อสารของมนุษย์เรา เราพึ่งจินตนาการของตัวเรามากกว่าที่เราคิด เรามักคิดว่าเราต้องพึ่งตรรกกะในการสื่อสาร วิธีที่เจ๋งกว่ามากคือ เพียงแค่ชี้นำ จากนั้นปล่อยให้จินตนาการของมนุษย์ทำงานต่อ บ่อยครั้งคำโกหกที่เรียบง่ายทรงพลังกว่าความจริงอันซับซ้อน ข้อมูลจะจริงหรือไม่นั้นไม่สำคัญเท่าผู้ฟังพร้อมจะเชื่อมันหรือไม่ ไม่สำคัญว่าเราจะพยายามบอกอะไร ที่สำคัญคือคนฟังยอมรับฟังอะไรไป

 

2. วิธีการแก้ปัญหาที่สรั้างสรรค์คือ ทุกๆ คนล้วนได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ และรากฐานของความคิดสร้างสรรค์คือการตั้งคำถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามว่า “ทำไปแล้ว เขาจะได้อะไร?” 

 

3. แม้ว่าการที่ทุกคนได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการคือการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ แต่ถ้าคุณอยากจะได้อะไร คุณจะต้องไปเอามาจากคนอื่นหรือจากใครสักคนเสมอ ถ้าคุณอยากได้คุณก็ต้องไปเอามันมาจากที่ไหนสักแห่ง แต่เรามักไม่อยากพูดกันชัดๆ ว่าสิ่งที่ตัวเองอยากได้มานั้นจะไปแย่งชิงมาจากไหน ถ้าเป็นมืออาชีพ เราจะบอกว่า “คิดไม่ออก” ไม่ได้ เพราะเราถูกจ้างมาให้คิดให้ออก เรารับค้าจ้างแลกกับการทำงานนั้น ถ้าเป็นมืออาชีพ ต้องเลิกเอาแต่รอให้คนอื่นป้อนให้ (เพราะในธรรมชาติแล้วไม่มีจริง) แล้วลุกไปเอามันมา 

 

4. เราไม่สามารถเพิ่มบางอย่างลงไปได้ถ้าไม่เอาอีกอย่างออกมา ยิ่งมีสิ่งหนึ่งมากยิ่งต้องมีอีกสิ่งน้อยลง ไม่สามารถยัดเยียดอะไรจนมันเกิน 100% โดยเฉพาะอย่างยิ่งปกติมนุษย์เราจดจ่อกับเรื่องราวต่างๆ ได้ทีละอย่าง ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มตัวเลือกแต่เป็นการจัดการกับตัวเลือกที่มี

 

5.ถ้าไม่ขอเราก็จะไม่ได้ ถ้าเรากลัวการถูกปฏิเสธ ก็คือเรายอมล้มเหลวมากกว่าการถูกปฏเสธ เราอาจหลีกเลี่ยงความล้มเหลวได้ แต่เราจะไม่สามารถประสบความสำเร็จจากการหลีกเลี่ยงความล้มเหลว

 

6. เราจะเรียนรู้ได้จากการพ่ายแพ้มากกว่าการชนะ และคำวิจารณ์มีประโยชน์กว่าคำชม ความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับเราเช่นกัน เราเติบโตได้จากการแพ้และเรียนรู้จากความไม่ยุติธรรมใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้น สำหรับความไม่ยุติธรรมนั้น มันเกิดขึ้นแล้วและกลายเป็นอดีตไป เรียนรู้แต่ไม่หมกมุ่น การหมกมุ่นอยู่กับมันมีแต่จะรั้งเราไว้จากปัจจุบันและอนาคต บทเรียนจากประวัติศาสตร์ก็มักเกิดจากความผิดพลาดซ้ำๆ ของผู้เชี่ยวชาญ 

 

7. ถ้าอยากเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก อย่างแรกที่ต้องทำให้ได้คือต้องพาตัวเองไปให้ถึงเส้นชัยให้ได้ก่อน และถ้าเราแข่งด้วยความฉลาดไม่ได้ เราต้องแข่งด้วยตวามตั้งใจมานะ รายละเอียดใดๆ ที่เราไม่ใส่ใจอาจทำให้เราแพ้ได้ ส่วนรายละเอียดใดๆ ที่เราใส่ใจอาจทำให้เราชนะได้ 

 

8. ด้วยความเร็วของยุคสมัย อนาคตของเราอาจไม่แน่นอนมากกว่าที่เป็นมา ความร้ใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนจะถาโถม แต่… แต่สิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนคือคน ประวัติศาสตร์ยังคงซ้ำรอยเดิม มนุษย์ยังคงผิดพลาดในเรื่องเดิม 

 

สรุปประเด็นเอาไว้เพื่อเป็นบันทึกการอ่านเตือนตัวเอง หนังสือยังมีประเด็นให้คิดตามคิดแย้งอีกมากกว่านี้ครับ 

 

#ในโลกของกระต่ายที่มีกระต่ายที่พยายามทำตัวเป็นหมาป่ากินกระต่ายพวกเดียวกัน

แม่ฮ่องสอนอีกครั้ง ตุลาคม 2017

หลังจากกลับจากเชียงใหม่ 

เราออกเดินทางอีกครั้งในคืนวันพฤ หลังดูอิมเมจร้องเพลง 

 

เมื่อแรกตั้งใจจะไปเพชรบูรณ์-เลย ไปสุดริมโขงที่เชียงคาน แต่พบว่าที่พักเต็มไปแล้ว 90% เดาได้ถึงความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวที่ถนนชายโขง 

 

ในที่สุดจึงตัดสินใจขึ้นเหนืออีก มาเช้าวันศุกร์ที่ลำปาง แวะไหว้พระธาตุ แวะพักและหาข้าวกินที่กาดกองต้า เพื่อตัดสินใจต่อว่าไปไหน 

คุยกันอยู่ว่าจะไปแจ้ซ้อน แล้วออกไปทางแพร่-น่าน 

 

คุณหมอหยิบรูปตัวเมืองแม่ฮ่องสอนขึ้นมาดูๆ แล้วเปรยๆ ว่าคิดถึงเมืองแม่ฮ่องสอน 

ในที่สุด พ่อไข่เลยตัดสินใจไปแม่ฮ่องสอน เราเลยต้องจากลำปางมาพัก Refresh ที่เชียงใหม่ 1 คืน ก่อนจะลุยสองพันกว่าโค้ง เพื่อไปนมัสการพระธาตุดอยกองมู 

 

เช้ามืดวันเสาร์ ออกจากเชียงใหม่ มาถึงปายยังไม่ทันเก้าโมงดี แต่ก็มีเหตุต้องหยุดพักแก้ไขปัญหารถ 

ในที่สุดแล้วก็ก็มาถึงตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเกือบบ่าย 

คุณหมอก็เปรยขึ้นอีกว่าอยากกินชาที่บ้านรักไทย ก่อนเข้าตัวอำเภอเมือง เลี้ยวออกตรงมาที่บ้านรักไทย 

 

ณ บ้านรักไทย ชายเดนไทย-พม่า สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000m ไกลจากบ้าน 950km 

วันเสาร์… ฝนตกริมทะเลสาบ กลิ่นชาหอม 

#อยู่ระหว่างทาง #ตอบไม่ได้ว่าพรุ่งนี้เราจะอยู่ที่ไหน #คืนนี้จะนอนไหนเดี๋ยวค่อยว่ากัน #ในรถมีเต้นท์และถุงนอน #เด็กๆสนุก #ภรรยาแฮปปี้ 

 

มีถนนบางเส้นที่เราขับมาแล้ว คิดในใจเลยว่าถ้าไม่จำเป็นจะไม่ขับมาอีก 

ถนนที่เข้าปางอุ๋งคือเส้นหนึ่งในนั้น  

ไม่ใช่แค่ความชันหรือความคดเคี้ยว แต่เป็นความคับขันของไหล่เขา 

 

แต่ก็นะ เมื่อผ่านด่านที่เป็นปราการธรรมชาติเข้าไป เราจะพบกับสวอนเลค 

สวอนเลคจริงๆ เหมือนในเทพนิยาย อยู่ในป่าในวงล้อมของขุนเขา 

จะอย่างไร ก็ดั้งด้นเข้าไป… 

(ชื่อจริงของปางอุ๋งคือโครงการในพระราชดำริปางตอง2 เป็นส่วนติดต่อกับอุทยานแห่งชาติปางตอง) 

 

กลับเข้าเมืองแม่ฮ่องสอน 5โมงเย็น เพื่อให้ทันแสงสุดท้ายบนดอยกองมู 

พระธาตุคู่สีขาวบนยอดดอยที่มีบันไดเดินขึ้นมาจากด้านล่างได้ 

องค์หนึ่งบรรจุพระธาตุพระโมคคัลลานะ อีกองค์บรรจุพระธาตุพระสารีบุตร อัครสาวกซ้ายขวา 

เมื่อเราอยู่ในตัวอำเภอเมือง แทบทุกที่ถ้าเงยหน้าขึ้นมอง จะมองเห็นพระธาตุขาวคู่สององค์นี้ 

จากที่พระธาตุมองออกไปภูเขารอบเมืองๆ เราก็จะเห็นหมอกปกคลุมอยู่เสมอ #เมืองสามหมอก 

 

มีคนเคยเอ่ยถามว่า ไปมาหลายจังหวัดแล้ว ร้านกาแฟที่ไหนสวยสุด 

 

สวยเป็นเรื่องความชอบของแต่ละคนครับ 

แต่ที่แน่ๆ เรายังไม่คิดว่า ‘Coffee in Love’ ที่ปาย หรือ ‘Route 12’ ที่เขาค้อ หรือ ‘ไจแอนท์’ ที่เชียงใหม่ จะเรียกว่าสวยที่สุดได้ ถ้าเรามานั่งดูแสงสุดท้ายของแม่ฮ่องสอนที่นี่ 

 

ข้อแม้คือ ต้องมาให้ทันพอดีเวลานิดนึง 

มาเร็วเกินไปก็จะร้อนจนนั่งไม่ได้ มาช้าเกินไปก็จะไม่ทันพระอาทิตย์ตก โดนยุงหามเปล่าๆ 

 

แต่ถ้ามาได้พอดีเวลา เราจะได้นั่งจิบชากาแฟ ท่ามกลางขุนเขาสลับซับซ้อน หมอกจับบางๆ ที่ยอด เมฆที่ตัดกับสีท้องฟ้า และดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลับเหลี่ยมเขา (ไม่ก็แสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านช่องว่างของเมฆที่มาบัง) 

 

มีคนเคยบรรยายวิวที่นี่ไว้ว่า ‘สวยจนลืมหายใจ’ 

วิวที่นี่ทำกาแฟจืดไปเลยครับ  

(ควรมาช่วงที่นักท่องเที่ยวน้อยหน่อย) 

สอนพ่อแม่เรื่องวัยว้าวุ่น 

เป็นหนังสือเล่มที่สองของ #หมอมินบานเย็น ที่นายไข่ไปซื้อหามาอ่าน หลังจากที่ชอบจากการอ่าน #เข็นเด็กขึ้นภูเขา ไปเล่มที่แล้ว 

เล่มนี้ว่าด้วยเรื่องของลูกในช่วงวัยรุ่นแล้ว 

อีกไม่นานหรอกครับ ลูกเป็นเด็กอยู่กับเราไม่นานเท่าที่เราคิด 

 

ถ้าจัดประเภท น่าจะเข้าข่ายหนังสือที่เป็นการหยิบเอาเรื่องแต่ง หรือ Fiction ที่มีประเด็นให้คิดต่อ มาวิเคราะห์และสกัดออกมาเป็นบทเรียน หรือ lesson learned ที่ได้จากการนำเอาการเสพเรื่องแต่งนั้น 

(ที่เคยเห็นก็มีหนังสือที่เก็บประเด็นจากเรื่องแต่งประเภท สามก๊ก, มุซาชิ, เพชรพระอุมา, หรือล่าสุดก็ Game of Thrones) 

 

ซีรีส์ฮอร์โมนทั้ง 3 ซีซั่น ได้ทิ้งปมประเป็นเด็นต่างๆ ไว้ให้สังคมได้คิดต่อ เป็นการพูดประเด็นในช่วงวัยรุ่น ที่ไม่ค่อยมีสื่อจะนำเสนออกมาอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้สักเท่าไหร่ และสื่อมัก Bias ไปด้วยรสนิยมส่วนตัวเสียมากด้วย แต่คงพูดถึงได้แค่นี้ เพราะเราไม่ได้ดูซีรีย์ไทยเรื่องนี้เลย เพียงแต่ได้รับรู้จากการพูดถึงโดยคนอื่นเท่านั้น 

 

ถึงไม่เคยดูซีรีส์เลย ก็อ่านหนังสือเล่มนี้ได้ และอ่านสนุกด้วย 

 

หมอมิน หยิบยกเอาประเด็นสำคัญในเรื่องออกมาเล่าในมุมมองของจิตแพทย์ ในแง่ของจิตวิทยาเด็กวัยรุ่น พร้อมด้วยคำแนะนำพ่อแม่ว่าควรจัดการอย่างไร 

 

บางที พ่อแม่อย่างเรา ก็สมควรได้รับคำแนะนำจริงๆ ครับ 

เมื่อลูกวัยรุ่น… “มีแฟน”, “มีความรักกับเพศเดียวกัน เป็นเกย์ เป็นเลส”, “มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัย”, “ลองใช้ยาเสพติด”, “ต่อต้านพ่อแม่”, “ติดเชื้อ HIV”, “ดูหนังโป๊”, “เที่ยวกลางคืน กินเหล้า สูบบุหรี่ ก่อนวัยอันควร”, “ไม่สามารถรับมือกับความผิดหวังได้”, หรือเกิดบาดแผลทางจิตใจอื่นๆ 

 

พ่อแม่อย่างเราๆ มั่นใจมั้ย ว่าจะพร้อมรับมือ 

เรากับลูกๆ จะพร้อมได้อย่างไร ที่จะจับมือกันเดินก้าวผ่านเรื่องที่ผ่านได้ยาก (มาก) ฝ่าด่านชีวิตวัยรุ่นของลูกออกมาได้ 

แม้ว่าเราจะเคยเอาชีวิตรอดจากวัยนี้มาแล้ว 

 

หมอมีนเขียนได้ดีจริงๆ ครับ 

อ่านง่ายและกระชับมาก 

น้อยแต่มากจริงๆ 

ใช้เวลาไม่นานก็อ่านจบ 

แต่ใช้เวลาต่ออีกนานเลยในการเก็บไปคิดต่อ… 

พ่อแม่สมควรได้รับคำแนะนำให้มากไว้หน่อยจริงๆ ครับ 

 

#เข็นเด็กขึ้นภูเขา ตอน #บาดแผลของวัยว้าวุ่น

พบบันทึกพระจันทร์

ตามหาหนังสือเล่มนี้มาพักใหญ่เป็นเดือน ร้านหนังสือในกรุงเทพฯ หาไม่มี 

ตามหา…พระจันทร์ 

มาเจอที่ร้านหนังสือดวงกมลเชียงใหม่ 

ลูกสาวไปเลือกหยิบมาให้ พิเศษจริงๆ เธอเลือกเล่มที่อยู่ใน List หนังสือที่พ่อยังตามหาไม่เจออยู่พอดีเลย 

กรี๊ดดดดดด เจอพระจันทร์

#การเดินทางของพระจันทร์ ซึ่งก็คือการเดินทางของคุณ #ศศิ_วีรเศรษฐกุล (ชื่อศศิ แปลว่าพระจันทร์) 

เป็นบันทึกการเดินทางโดยใช้รูปเขียนสีน้ำ อาจมีตัวหน้งสืออยู่บ้างบางหน้า แต่นับหน้าที่มีตัวหนังสือแล้วไม่น่าเกิน 10-15 หน้า 

เป็นบันทึกที่วิเศษมากครับ เป็นรูปสีน้ำทั้งเล่ม

รูปหนึ่งรูปแทนความหมายได้มากกว่าตัวอักษรมากมาย ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ 

รูปทั้งหมดถูกบันทึกไว้ระหว่างปี 2010-2015 

รวมระยะเวลา 5ปี 

 

เราตกหลุมรักภาพวาดของคุณศศิ 

สวยงาม มีมิติ มีความน่ารัก และยังมีอารมณ์ขันด้วย 

การเสก็ตภาพแบบสถาปนิก ประกอบกับศิลปะการลงสีน้ำ ทำให้บันทึกการเดินทางเล่มนี้มีคุณค่ามากมาย 

 

การวาดรูปแบบไม่เหมือนจริงจนเกินไปนัก ทำให้มีช่องว่างให้คนอ่านหนังสือ (ดูรูป) สามารถใช้จินตนาการเติมคำในช่องว่าง 

ทั้งยังเหลือพื้นที่ให้คนอ่านตีความไปได้อีกไกล 

ฝันๆ ฟุ้งๆ บ้าง แต่สนุกดี 

และที่สำคัญ มีความสุขดีด้วย 

ทั้งยังมีหัวเราะเบาๆ ให้กับอารมณ์ขันของบันทึกของพระจันทร์ 

 

ถ้าบันทึกเล่มหนึ่งสามารถมอบความสุขให้กับคนเปิดออกอ่าน ย่อมเป็นหนังสือที่มีคุณค่ามาก ใช่มั้ยครับ? 

 

ดังนั้น ไม่สำคัญหรอกว่า บันทึกการเดินทางไม่ได้เป็นภาพถ่ายจากสถานที่จริง ไม่ได้เป็นรูปวาดเหมือนจริง ไม่ได้บันทึกเป็นตัวอักษร 

หรือว่า มันเป็นบันทึกที่เอนเอียงไปทางโลกสวย ไม่ได้มีความสมจริงเลย 

แต่ถ้า บันทึกนั้นสามารถบอกเล่าเรื่องได้ มอบความสุขให้คนอ่านได้ ทั้งยังให้คนอ่านได้ต่อเติมด้วยจินตนาการของตัวเองอีก เหล่านี้ น่าจะสำคัญมากกว่า 

 

แม้ไม่ได้บันทึกด้วยตัวหน้งสือ 

แต่บันทึกการเดินทางด้วยภาพวาดสีน้ำ 

หนังสือเล่มนี้ให้แรงบันดาลใจกับเราครับ

ใช้เวลา ในเชียงใหม่

7/10/17 เชียงใหม่ ระหว่างสะเมิงไปจอมทอง 
เมฆสีหม่นๆ ลอยตาม ความคิดล่องลอย แต่สงบดี 

มีความสุขกับระหว่างทาง 

ไม่บ่อยนักที่ไม่ต้องขับรถเอง 

เราชอบ สีเขียวของเชียงใหม่ ภูเขาของเชียงใหม่ สายน้ำของเชียงใหม่ 

แผนของวันนี้ มีเพียงหลวมๆ 

แผนของวันพรุ่งนี้ เรียกว่าไม่มีเลยเสียดีกว่า 

เพียงตั้งใจแค่ ฉกฉวยแต่ละทุกขณะเวลา ระหว่างทาง 

ที่หมายปลายทาง ตั้งใจมีไว้แค่เพียง เพื่อให้เกิดการเดินทาง 

 

ลงจากอินทนนท์ กลับเข้าเมืองเชียงใหม่ เวลาประมาณบ่ายสาย 

ค่อยๆ เดินเท้า 

แล้วฟังเสียงของเมือง เพราะเสียงของเมืองแต่ละเมืองย่อมมีความเฉพาะ 

แอบคิดไปว่าน่าจะเสียดาย ถ้ามาถึงแล้วไม่ได้ยิน 

 

20:30 กลับเข้ามาอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่ 

แม้เรื่องที่คิดว่าชัวร์ๆ แล้ว 

การเดินมักพาให้มาพบกับปัญหาเฉพาะหน้าที่คาดไม่ถึง 

ถึงไม่ได้วางแผน แต่ก็มีสิ่งที่ตั้งใจว่าอยากจะทำ และในที่สุดก็ไม่ได้ทำ เพราะปัญหาเฉพาะหน้าอันนั้น ก็ต้องแก้กันเป็นเรื่องๆ ไป 

แต่นี้เอง คือสิ่งที่เราได้จากการเดินทาง 

คือการเติบโตระหว่างทาง การเรียนรู้ระหว่างทาง 

เพราะเมื่อที่สุดแล้ว เมื่อถึงปลายทาง หรือเมื่อกลับถึงบ้าน เรากลับพบว่า เราได้เติบโตขึ้นจากเดิมไปแล้ว 

 

8/10/2017 บ่ายสองโมง วันที่สองในเชียงใหม่ 

บางทีเราก็ไม่รู้ว่าชีวิต หรือการเดินทางจะพาเรามันเจอกับอะไร 

กินข้าวเที่ยงเสร็จ ข้ามถนนตรงหน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ข้ามมาเข้าพิพิธภัณฑ์ล้านนา ในพิพิธภัณฑ์มีร้านกาแฟ หวังหากาแฟกินแก้ง่วง 

ได้เค้กกับฟังเพลงเล่นสดๆ ในร้านกาแฟ ในพิพิทธภัณฑ์ 

 

ห้าโมงเย็นของวันที่สอง 

เราว่า พีคที่สุดของการเดินทางออกมาไกลๆ บ้าน คือ ช่วงเวลาที่เราหยุดนิ่งๆ แล้วไม่ทำอะไรเลย 

ไม่ทำอะไรเลย 

ไม่ทำอะไรเลย สักหนึ่งชั่วโมง หรือนานกว่านั้น 

หลังจากเดินทางมาสักพัก เราต้องมีที่ว่างให้กับการเดินทางเสียบ้าง 

เราเว้นวรรคการเดินทาง เพื่อให้เกิดช่องว่างของเวลา 

บรรจงเลือกร้านที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ และนั่งลง ใช้เวลากับตัวเอง 

ใช้เวลา ไม่ใช่ฆ่าเวลา 

ใช้เวลากับฆ่าเวลานั้นต่างกัน 
ระหว่างใช้เวลาในช่องว่างของการเดินทาง เรารู้สึกได้ถึงความคิดที่ไหลผ่านไปมา 

รสของกาแฟช่างข่มขื่น แต่การเดินทางนั้นกลับได้พักหายใจ 

การเดินทางที่มีลมหายใจ อาศัยการใช้เวลาในช่องว่างที่เว้นวรรคไว้ ได้หายใจ 

 

บ่ายสี่โมงครึ่ง เดินจูงมือลูกสองคนไปร้านหนังสือ 

…ใช้เวลา…ในร้านหนังสือ… 

หกโมงครึ่ง พากันเดินกลับที่พัก 
จึงเป็นเรื่องของ…การใช้เวลา(ร่วมกัน)