มันเป็นความอ่อนแอ

สวัสดี นี่เราเอง 

เป็น coming of age เล็กๆ เรื่องนึงเหมือนกันนะ หลังจากที่ เขียนบันทึกถึงหนังสือที่เราอ่าน ติดต่อกันมาสองปี 

ปีแรก 2016 – 64 เล่ม 

ปีที่สอง 2017 – 53 เล่ม 

เลยตัดสินใจว่าจะหยุดเขียน แล้วไปทำอะไรใหม่ๆ อีกดีไหม (จริงๆ ก็ไม่เขียนบันทึกถึงทุกเล่มที่อ่านอยู่ดี เลือกเป็นเล่มๆ ไป) 

ในระหว่างที่คิด คิดระหว่างที่เดินทาง แล้วก็เปลี่ยนวิธีการอ่านหนังสือ กดความเร็วในการอ่านหนังสือให้ช้าลงอีก แล้วก็ตัดสินใจได้ เรายังมีความสุขกับการบันทึกอยู่ และระเบียบวิธีการคิดของเราก็มีการเติบโตไปจากจุดที่เริ่มลงมือเขียนบันทึกเหล่านี้ เมื่อสองปีที่แล้ว เราก็อยากรู้ว่า แล้วปีหน้า มันจะพาเราไปเจอกับอะไร 

การคิดได้ เมื่อการก้าวข้ามผ่านอย่างหนึ่ง 

 

นิยายเรื่องนี้ของ #Stephen_King ก็เป็นเรื่องราวนี้ 

ในช่วงปีที่แล้วที่หนังออกฉาย มีการพูดถึงนิยายสยองขวัญเรื่อง #IT หรือ #อิท นี่มากมาย แต่เราไม่ดู รอมาอ่านนิยาย 

งานเขียนนิยายต้นฉบับ เป็นนิยายยาวพอสมควร ฉบับแปลเป็นไทยต้องแบ่งออก 2 เล่ม ซึ่งถืออ่านแล้วล้าแขนมาก ยิ่งสำหรับคนที่นั่งอ่านต่อเนื่อง 2-4 ชั่วโมง เมื่อยก็เมื่อย ถึงกับปวดแขน อยากอ่านก็อยาก รวมทั้งไม่อยากให้จบเลย 

เราให้เวลากับนิยายเรื่องนี่เต็มๆ ไปเกิน 1เดือน อ่านแบบละเลียดมาก รีดดูดซับอารมณ์และรายละเอียดจากหนังสือให้ได้ทุกหยด 

 

อ่านแล้ว จะทำให้เรา 

หนึ่งจะไม่เข้าใกล้ตัวตลกอีก 

สองหลีกเลี่ยงไปในที่เปลี่ยว 

สามสำรวจลงไปในรายละเอียดของความกลัวของตัวเองทุกครั้ง 

อย่างน้อย ก็ทั้งหมดต้องให้มั่นใจว่า เราจะไม่เปิดโอกาสใดๆ ให้ #เพนนีไวส์ นี้เลย

โคตรหลอนเถอะ! 

 

นิยายเต็มไปด้วยการใช้สัญลักษณ์ ท่อระบายน้ำ บ้านร้าง บาดแผล จักรยาน 

แต่ก็สื่อสารกับเราอย่างตรงไปตรงมาด้วยตัวละครที่เดินเรื่องเกือบทั้งหมดที่เป็นเด็ก 

สำหรับเด็กยุค ’90 บรรยากาศตลอดทั้งหมดของนิยายนี้ คือเรื่องราวที่เราถวิลถึง ความทรงจำว่าเราได้รอยแผลเป็นพวกนี้มาได้ยังไง 

Good Old Days ที่ทำร้ายเรา ทิ้งแผลเป็นไว้บนตัวเรา ทำให้เราเป็นเราได้ในวันนี้ 

มันเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดช่วงหนึ่ง และ มันมีความเจ็บปวด ความเจ็บปวดที่บ้างบางคนถึงกับก้าวข้ามความเจ็บปวดเหล่านั้นมายืนอยู่ในเวลาปัจจุบันนี้กับเราไม่ได้ด้วย  

แต่ นี่เราเอง เราที่ยังยืนอยู่ในเวลาวินาทีนี้ได้ เราที่กำลังคิดถึงความทรงจำที่ดีที่มีความเจ็บปวดเหล่านั้น 

รู้ตัวอีกที เราก้าวข้ามผ่านมาได้แล้ว เพียงแต่ เราพาความเป็นเด็กของเราข้ามมาด้วยกันไม่ได้ ได้แต่ต้องทิ้งไว้ในความทรงจำเหล่านั้น 

ซาก ซากของความทรงจำ ซากของความเจ็บปวด กับ…แผลเป็นบนต้วเรา…ในวันนี้ 

 

พลังมหาศาลของ #นิยายสยองขวัญ เรื่องนี้ ผลักดันเรา 

ผลักดันให้เราทบทวนถึงวันที่ก้าวข้ามผ่าน วันที่เป็น Coming of Age 

วันนั้นเกิดอะไรขึ้นกับเรา เราถูกอะไรทุบ? 

วันนั้นเราทำอะไรลงไป 

วันนั้นเราคิดอะไรขึ้นมาได้ 

แล้วเรา ก็ไม่เป็นเราคนที่เคยเป็นอีก 

แล้วเรา ก็ทิ้งความเป็นเด็กของเรา ไว้กับความทรงจำ 

 

สุดยอดความดีงาม คือตัวละครเอกทั้งเจ็ดคน เป็นตัวตนที่มีมิติ นี่คืองานที่บรรจงเล่าเรื่อง ตัดต่ออดีตกับปัจจุบัน 

โครงเรื่องหนักแน่น ทำให้เราเชื่อมาก อินมาก อินกับแต่ละตัวเอก ทั้งเจ็ดคน

เรื่องราว ปัญหาครอบครัว ความรุนแรงในครอบครัว การเหยียดเชื้อชาติ เหล้าบุหรี่ ยาเสพติด สภาวะโสเภณีที่อยู่ใกล้ๆ ครอบครัว การข่มเหง การรังแก ลุกลามไปจนถึงการสังหารหมู่ 

ทั้งบอกเล่าอย่างมีมิติที่สัมพันธ์กัน และทั้งเตือนใจ ไปพร้อมๆ กัน 

Master Piece มากๆ 

ยิ่งอ่านยิ่งกลัว ยิ่งคิดยิ่งกลัว 

น่ากลัว ดิบดาร์ค เจ็บปวด 

แต่แล้ว ในความดิบและเจ็บปวดนั้น มีการยืนหยัด ยืนหยัดในความดีบางอย่าง และมีคนที่ยืนหยัดไปกับเรา ยืนหยัดเป็นเพื่อนเรา เราจึงเอาชนะมาได้ 

 

ความดีงามรองลงมาคือการที่ King เล่นกับเรื่องความอ่อนแอของจิตใจมนุษย์ ขนาดของความน่ากลัวนี่เองที่เป็นไปตามความอ่อนแอนั้น 

ที่แปลกอีกคือ ที่ไม่สามารถรักษาความเป็นเด็กไว้ได้ ก็เพราะความอ่อนแอนี้เอง ความอ่อนแอนี้เองที่ทำให้เราทอดทิ้งความเป็นเด็กในตัวเราเพื่อเอาตัวรอด ทิ้งเพื่อนของเราเพื่อเอาตัวรอด 

เราก็รอด รอดออกมาเพื่อตายลงช้าๆ 

การรักษาความเป็นเด็กนั้นจำเป็นต้องมีหัวใจที่เข้มแข็ง เข้มแข็งเกินกว่าจะให้ความกลัวใดๆ ที่จะมาพรากมันไปจากเรา 

 

สวัสดี นี่เราเอง จำเราได้มั้ย?

Advertisements

บันทึกมหาภารตะ – นี่คือสิ่งสำคัญ

ดูก่อนอรชุน 

จากการติดตามการรบของพี่น้องของท่านที่ทุ่งกุรุเกษตร มาหลายวันแล้ว เราได้ตระหนักประเด็นสำคัญว่า… 

 

1. สุดยอดแห่งกลยุทธ์ที่ต้องเรียนรู้ให้แตกฉานเสียก่อน ก่อนจะเรียนอย่างอื่นคือ ‘การหนี’ ถ้าสู้ไม่ได้ก็ต้องหนี ก่อนจะสู้กะชาวบ้านเขาได้ควรต้องหนีเป็นเสียก่อน สู้ไม่เก่งแต่หนีเก่ง ก็อยู่ได้จนถึงวันสุดท้าย ส่วนคนที่สู้เก่งนั้นตายไปตั้งแต่วันแรกๆ 

 

2. ถ้าเราไม่เป็นนักรบ รบเพื่อความเป็นธรรม ดั่งเหล่าพี่น้องปาณฑป เราอาจไม่ได้มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ความยุติธรรม สู้ตายเพื่อความเป็นธรรม เรามีหน้าที่ทำมาหากินสุจริตแล้วพาตัวเองกลับไปให้ถึงบ้านทุกวันเพื่อกลับไปหาครอบครัว 

 

… อื่นๆ อีกมากมาย

จงไม่ตั้งอยู่ในความด่วนสรุป

คืน X’Mas Eve 2017 

ว่าจะไม่เขียนถึงเรื่องนี้ แล้วก็อดไม่ได้ 

ดึกแล้ว พร่ำเพ้อได้ 

 

ว่ากันว่าสมองมนุษย์เราแท้ที่จริงแล้วรักสบาย (แหงเหนอะ ใครบ้างจะไม่) ตรงๆ คือขี้เกียจ 

ดังนั้นจึงไม่ส่งเสริมในการเข้าไปมักจี่กะความวุ่นวายซับซ้อน แต่รักที่จะอ้างอิงเรื่องราวที่ประสบเข้ากับรูปแบบอย่างใดๆ อย่างหนึ่งที่สมองมีความคุ้นเคยอยู่ก่อน 

คือการ Simplify นั่นเอง 

 

ระบบการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์จึงมักเริ่มต้นจากการอธิบายปรากฎการณ์ต่างด้วยแบบจำลอง เริ่มต้นจากแบบจำลองง่ายๆ แล้วเพิ่มความซับซ้อนไปเรื่อย แบบจำลองอตอมเอย อนุกรมภิธานเอย ดีมานด์ซับพลายเอย กฎของนิวตันเอย แม้กระทั่งทฤษฎีสัมพันธภาพ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นแบบจำลองที่สร้างขึ้นเพื่ออธิบายและเลยไปถึงทำนายปรากฏการณ์ 

สูตรคณิตศาสตร์ก็เช่นกัน ไล่ตั้งแต่ กว้างxยาว ไปจนถึง Integration-Differentiation นู้น 

มันคือกระบวนการที่ Work ในการจูงใจสมองขี้เกียจๆ ของเราไปเข้าใจและคาดการณ์สิ่งต่างๆ ได้ถึงความแม่นยำ 

 

อย่างไรก็ดี ธรรมชาตินั้นมีความผันแปร แล้วเกี่ยวโยงกัน คล้ายกับคำบอกเล่าปรากฎการณ์ผีเสื้อ 

ผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกบินที่นี่อาจเกี่ยวข้องไปถึงการแตกดับของดาวดวงหนึ่ง ที่อยู่พ้นวิสัยการรับรู้ของมนุษย์ 

 

แบบจำลองทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเครื่องมือจูงใจให้สมองสันหลังยาวทำงานนั้น  อาจจะกลับกลายเป็นหลุมพรางของความแตกฉานที่แท้ 

มันอาจจะนำมาซึ่งการด่วนสรุป มาซึ่งการด่วนตัดสินว่าเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ และยังตอกตะปูย้ำลงไปด้วยความถือมั่น ถือดี 

วิทยาศาสตร์จริงหรือวิทยาศาสตร์เทียม การให้เหตุผลหรือดันทุรัง 

บางทีเราเองก็พร่ามัว 

 

#มายาคติของแบบจำลอง 

 

เขียนได้บอกได้ ใช่ว่าเราจะเอาตัวรอดจากหลุมพรางนี้ได้ 

เราเองที่แท้ทรูที่ยังเวียนว่ายตายเกิดในหลุมนี้ 

อาศัยก็แต่บารมีของครูบาอาจารย์ เพียรให้ระลึกถึงคำครู เตือนสติให้ตัวเราชะโงกหัวขึ้นมาดูนอกหลุมบ้าง 

เพราะมีครูดีจึงให้ศิษย์ได้ล้างความเขลาลงได้บ้าง 

 

เหตุการณ์ที่ประสบในช่วงเวลารอบๆ ที่เขียนบันทึกนี้ จูงใจให้ลุกขึ้นบันทึกเป็นตัวหนังสือไว้บ้าง วันใดที่ได้กลับมาอ่านจะได้ฉุดหัวตัวเราเองขึ้นมาดูนอกหลุม 

 

แบบจำลองก็ดี การจัดประเภทก็ดี สูตรคำนวณก็ดี ล้วนตั้งอยู่ในสมมุติฐานห้วงหนึ่ง จงอย่าได้ลืมตระหนักถึงความหลากหลายที่มีอยู่จริงของธรรมชาติ 

แสงที่ส่องทางสว่างให้ เรายังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าตัวตนของแสงนั้นคืออะไร อธิบายใกล้เคียงที่สุดได้เพียงแค่ความน่าจะเป็น 

 

จงไม่ตั้งอยู่ในความด่วนสรุป 

ใดๆ ล้วนอาจคิดน้อยไป เพราะความขี้เกียจของสมองมักชนะเสมอ 

สาธุ 

 

 

(ในคืนเมื่อบริโภคกาแฟเพื่อไปเป็นสารตั้งต้นมากเกินไป เลยเป็นปฏิปักษ์ตอนการพักผ่อน)

แด่ผู้คนที่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิต

deartiktok “ยินดีที่ได้รู้จักครับ”  

เราว่าประโยคนี้เหมาะกับการนำมาเริ่มต้นบันทึกการอ่านหนังสือเล่มนี้ที่สุด 

#ซากุระซาโยนาระ #sakurasayonara 

เริ่มต้นคงต้องเล่าก่อนว่า นี่เป็นหนังสือที่คุณติ๊กต๊อกผู้เขียน เขียนเองจัดพิมพ์เองด้วยทุนตัวเอง ไม่ได้อาศัยสังกัดใดๆ และเริ่มหาทางจัดจำหน่ายเองโดยสั่งซื้อกับเธอโดยตรง หรือวางขายตามร้านขายหนังสืออิสระ 

นับถือการตัดสินใจลงมือทำของคุณติ๊กต๊อก 

 

หนังสืออินดี้เล่มนี้ นัยว่าไม่สามารถจำกัดความได้เป๊ะๆ ว่าอยู่หมวดไหน นำเที่ยว? การเดินทาง? บันทึก? ความรัก? 

จริงๆ การจัดหมวดหมู่หนังสือ เราก็ว่าดูใจแคบไปบ้าง จะเป็นไรหากจะบอกว่าเราไม่สามารถจัดหมวดหมู่ให้กับหนังสือบางเล่มได้ เช่นเล่มนี้ 

อ่านแล้ว มันนวลๆ กลมกล่อม พอดีๆ ไม่เหมาะจะทิ้งตัวเข้าสู่หมวดหมู่ใดเฉพาะเจาะจง 

 

เรื่องเขียนนี้ดีงาม มีจังหวะการเซย์ “ซาโยนาระ” กับ “ซากุระ” ในแบบของตัวเอง ไม่เร่งเร้า ไม่บีบคั้นอารมณ์ แต่สบายๆ ตรงไปตรงมา สัมผัสกับความรู้สึกและหัวใจของคนอ่านได้ตรงๆ 

เธอพาเราเดินทางไปกับความทรงจำของเธอ ในช่วงเวลาที่อยู่ที่ญี่ปุ่น 

ทั้งยังเลือกใช้คำในการสื่อสารได้ดี แสดงออกถึงความซื่อตรงกับความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง มันสวยงาม 

เห็นด้วยว่า บางทีงานเขียนก็เปิดเผยตัวตนของนักเขียนได้ดีการการพบปะคุยกัน อ่านจบรู้สึกเหมือนกับว่ารู้จักคุณติ๊กต๊อก ทั้งที่ไม่เคยพบหน้ากันจริง 

 

บางเวลาที่เราก็ไม่ได้กะเกณฑ์อะไร บางสิ่งเกิดขึ้น ดังที่หนังสือตั้งข้อสังเกตว่า #ทุกอย่างล้วนมีช่วงเวลาที่เหมาะสมของมัน มันเกิดขึ้นเมื่อถึงเวลา 

ดังเช่น เมื่อพอถึงเวลา เราก็พบหนังสือนี้ ดังเช่น การพบกันของผู้คน เมื่อถึงเวลาของมัน ก็มีอะไรบางอย่างนำพาให้มาเจอกัน สำหรับคนหนึ่งอาจเป็นการเริ่มต้น ในขณะที่เป็นจุดสิ้นสุดสำหรับอีกคน พบกันและอาจใช้เวลาร่วมกันบ้าง แม้ในที่สุดต่างคนต่างต้องไปตามทาง หวังเพียงช่วงเวลาที่ได้มาพบเจอกันเป็นช่วงเวลาที่ดี ความทรงจำดีๆ 

ชอบประโยค “ไม่สัญญาว่าจะกลับมาแต่สัญญาว่าจะจดจำ” 

การจากลาไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เราทำได้คือการจดจำ แม้ว่าที่สุดแล้วความทรงจำนั้นก็จะบิดเบี้ยวไป  

 

แด่ผู้คนที่ได้ผ่านเข้ามา… 

ความทรงจำกับร่องรอยที่ผู้คนเหล่านั้นทิ้งไว้ในชีวิตเรา 

หากเราเติบโตขึ้นระหว่างการเดินทาง เราก็เติบโตขึ้นจากการพบเจอผู้คนด้วย เราได้เรียนรู้ เขาได้เรียนรู้ 

แล้วติ๊กต๊อกก็เล่าให้ฟังว่า เรา/เขา ไม่ได้เป๋นคนเดียวกับเมื่อปี พ.ศ./ค.ศ. นั้นอีกแล้ว เราและเขาต่างเปลี่ยนแปลงไป 

บ้างคุ้นเคยสนิทมากขึ้น บางกลายเป็นแปลกหน้าต่อกัน 

นี่แม้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่เราอินกับการเล่าในหนังสือ อาจเป็นเพราะภาษาของเธอ 

แม้ในวันหนึ่งเราจะอยู่ตามลำพัง เราจะผ่านวันที่ไม่มีแสงแดด ว้นเวลาที่ไม่น่ารักใส่เรา ในวันที่เราไม่ชอบการเดินทางคนเดียว อย่างน้อยยังมีความทรงจำดีๆ เป็นเพื่อน และที่สำคัญความบอบบางอันนั้นก็ไม่คงทน 

 

มุมหนึ่งในหนังสือมีเรื่องราวความรัก อ่านครั้งหนึ่งดูเธอไม่มั่นใจ อ่านอีกครั้งหนึ่งคล้ายเธอมั่นใจแต่เธอเข้ารหัสมันไว้ “ฉันไม่รู้จัก ฉันจึงไม่ตกหลุมรัก” 

ที่เราประทับใจคือ การใช้เหตุผลเพื่อตอบคำถามเรื่องความรัก 

เหตุผลกับความรัก อาจดูผิดฝาผิดตัว แต่มันดีตรงที่เป็นความพยายามใช้เหตุผลกับเรื่องความรัก 

ระหว่างบรรทัดจึงมีรอยต่อของการมาพบกันของความรักกับเหตุผล 

แม้ในที่สุด คำตอบของการใช้เหตุผลจะไม่ใช่ความรัก แต่ “เราควรได้เจอกันอีก ที่ไหนสักแห่งหนึ่งในโลกใบนี้” 

 

ยินดีที่ได้รู้จักครับ 

ราคาของบทสนทนา

ซื้อกาแฟกินที่ร้าน นอกจากกาแฟคือการคุยกับคนชงกาแฟและพนักงานที่ร้าน 

ชอบกาแฟที่ร้านไหน ไปให้เขาจำเราได้ ราคาค่ากาแฟชงสดที่ต้องจ่ายทุกวันเป็นที่ฟุ่มเฟือยอยู่ บางทีสิ่งที่ได้มาคือบทสนทนากับพนักงาน-คนชงกาแฟ-เจ้าของร้าน 

 

“แก้วนี้ไม่ต้องจ่ายแล้วนะครับ ประทับตราครบได้ฟรีหนึ่งแก้ว” “ยังไม่แลกอ่ะครับ” “ใช้ครั้งถัดไปก็ได้ค่ะ” “ไม่ใช้ครับ ผมจะเก็บไว้เป็นที่ระลึกครับ” – เค้ายิ้ม เรายิ้มมมมม  

เสียสิทธิ์ แต่ได้บทสนทนาดีๆ 

 

“สวัสดีค่ะ วันนี้หยุดเหรอค่ะ” “ครับ” “มีกาแฟอีกตัวนึงราคาถูกกว่าเข้มน้อยกว่า แต่คุณน่าจะชอบ ลองเปลี่ยนมั้ยค่ะ” “ได้เลยครับ” 

 

“ขอโทษนะครับ เด็กๆ เค้าวุ่นวายกันไปหน่อย” “ไม่เป็นไรเลยครับ น้องๆ เค้าชอบหนังสือกันเหรอครับ ตรงโน้นมีอีกนะครับ ไปหยิบมาอ่านได้เลยนะครับ”  

 

“ไม่ได้แวะมานานเลยครับ ช่วงนี้ยุ่งๆ” “เมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่ร้านมีลูกค้าเยอะเลยวุ่นวายสักหน่อย คุณไข่มาอาทิตย์นี้ดีแล้วค่ะ ไม่วุ่นเท่าอาทิตย์ที่แล้ว” 

 

แก่ขึ้น เลยเรียนรู้ว่า บทสนทนาดีๆ มีคุณค่า

ราคาที่จ่าย สิทธิ์ที่เสียไป ไม่ใช่แค่ค่ากาแฟ แต่มันเป็นราคาของประสบการณ์  

 

เวลาโมโหหัวหน้า ที่ๆ เราควรตรงไปก็คือ ร้านเหล่านี้แหละ ^_____^

ลมหอบใหญ่ ที่ชื่อแรงบันดาลใจ

หนังสือเล่มใหญ่ปกปกแข็ง กับเมือง Portland รัฐ Oregon 

เราได้ยินได้ฟังเรื่องราวของ Portland มาพักใหญ่ๆ แล้ว จึงได้สนใจอยู่

เรื่องราวของ #คน_เมือง_พอร์ตแลนด์ ผ่านการบอกเล่าของคุณอุ้ม #สิริยากร_พุกกะเวส สาวสวยที่ย้ายมาอาศัยอยู่ในเมืองพอร์ตแลนด์กับสามีมา 5 ปีแล้ว 

คุณอุ้มเป็นนักแสดงคนหนึ่งที่เขียนหนังสือได้ดี ถ้าเคยได้อ่านหนังสือของเธออยู่บ้าง จะสังเกตได้ถึงสไตล์การเล่าเรื่องที่ทำให้คนอ่านเพลินและอยากติดตาม 

 

การตัดสินใจลงมือหาซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน ด้วยเพราะข้อความสองข้อความ 

คำนำจากผู้เขียน “ถึงจะจัดหนังสือเล่มนี้อยู่ในหมวดหนังสือท่องเที่ยว แต่จากที่ได้ให้หลายๆ คนลองอ่าน ต่างพูดตรงกันว่านี่คือหนังสือสร้างแรงบันดาลใจอ่านแล้วอยากลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ…” 

และปกหลัง “…ที่ไม่ใช่แค่คู่มือนำเที่ยว แต่เต็มไปด้วยเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ ที่ไปไม่ไปก็ต้องอ่าน!” 

จะว่าไป เรื่องแรงบันดาลใจนี่ก็แปลก บทจะมีก็อาจถึงกับท่วมท้น บทไม่มีก็พอๆ กับหยดน้ำในทะเลทราย 

แต่ ในความคิดเรา หากหนังสือสักเล่มสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้ ราคา 450บาท ก็ไม่แพงนัก 

 

โอเค ความเข้าข่ายหนังสือนำเที่ยวเพราะให้รายรายละเอียดสถานที่น่าสนใจต่างๆ ของเมือง แต่ทีเด็ดคือการลงมือทำการบ้านอย่างการสัมภาษณ์คนเมืองพอร์ตแลนด์ที่ตัดสินใจตั้งรกรากทำมาหากินกันในเมืองนี้ แง่มุมนำเสนอก็คล้ายกับว่าเมืองนี้เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เป็นตัวเอง ได้นำสิ่งที่ตัวเองรักชอบมาเป็นอาชีพ เมื่อการทำงานคือการได้ทำสิ่งที่ตัวรัก เสมือนไม่ต้องทำงานอีกต่อไป มันคือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ความรักนี้ส่งผ่านเป็นแรงบันดาลใจ 

โลกสวย! อืม…ก็ใช่! 

ถ้าเราจะไม่เปิดรับบ้างเลยก็คงเป็นสิทธิ์ในการเลือกของเรา จะรับเสพแต่ความดิบดาร์คก็ได้ 

หากการไม่เปิดรับความคิดในมุมที่ต่างบ้าง อาจอึดอัดคับแคบเสียโอกาสในชีวิต จะเลือกมองแต่ด้านเดียวก็ได้ เพียงแต่ความหลากหลายกลับให้มิติในการอาศัยอยู่ในโลกใบนี้ 

บ้างบางทีดิบดาร์ค บ้างบางทีโลกสวย บ้างบางทีกลมกล่อมตรงกับรสนิยม บ้างบางทีขมปร่าฝาดลิ้นฝืดคอ 

แง่มุมทั้งหลายเปิดความเข้าใจให้เรา 

 

ข้อดีของการทำบทความสัมภาษณ์ในหนังสือ ทำให้เราเข้าใจเบื้องหลัง ที่มาที่ไปกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ของผู้คน กว่าเขาเหล่านั้นจะก้าวผ่านมาถึงจุดที่ตัวเองมีความสุขกับงานการกิจการที่ใช้หาเลี้ยงชีวิต ใช่เกิดมาแล้วได้เป็นเลย เรามองเห็นแต่ความสำเร็จในวันนี้หากไม่ได้รับรู้เรื่องราว 

ทั้งหมดนี้ มีจุดร่วมกันอยู่คือ ต้องก้าวผ่านอุปสรรคความลำบากและการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ 

คำถามเกิดขึ้น…เราจะไปถึงตรงจุดนั้นได้หรือไม่ หากไม่ดิ้นรนให้ได้มาหรือไม่กล้าตัดสินใจ? 

 

สุดท้าย เรื่องของแรงบันดาลใจนี้ มันมาถึงจริง แต่มันคงอยู่กับเราไม่นาน 

หากไม่เรียนรู้ที่จะยึดจับเอาไว้บ้าง ฉกฉวยมันไว้บ้าง ก็เป็นเพียงสายลมพัดมาให้เราเย็นสบายตัว แล้วก็ผ่านไป จากไป 

 

===== บันทึก ===== 

1. Egg Press – Letterpress Printing 

2. Kiriko Made – Kimono and Japanese Clothes in Portland 

3. Tanner Goods – Leather Products 

4. Hovden Formal Farmwear – Traditional Farmwear 

5. Langbaan – TH Restaurant in Portland 

6. Jabobsen Salt – the Best Sea Salt 

7. Heart Coffee Roasters – Specialty Coffee 

8. Woodblock Chocolate- Specialty Chocolate 

9. Salt & Straw – Ice Cream 

10. Fieldwork Design & Architecture 

11. MADE – Wood Furniture 

12. Noun – a person’s place for things 

13. Land Gallery & Buy Olympia – Art things 

========== 

 

ขอแนบท้ายไว้อีกเรื่องหนึ่ง ภาพประกอบในเล่มนี้คือความดีงามทีไม่กล้าบรรยาย

ฝันตามประโยค

มันก็มีอยู่บ้างในอารมณ์หนึ่ง 

บ้างเกิดในตอนเช้า ตอนบ่าย หรืออาจตอนค่ำๆ 

… 

เปิดหนังสือเล่มที่เรารักขึ้นมาอ่าน 

… 

ละเลียดไปทีละประโยค จากนั้นก็ปล่อยให้ความคิด-ความฝัน-จินตนาการ ได้ทำงาน 

มันจะอ่านไปได้ไม่ถึงไหนหรอก 

เพราะ ทันทีที่จบประโยคหนึ่ง มันจะพันไปยังความคิดอันหนึ่ง และพาเราไปกดค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง สักพักก็ประกอบร่างขึ้นมาเป็นฝัน บ้างก็ฝันกลางวัน บ้างก็ฝันกลางคืน อันที่เราอินมากๆ เข้า จากฝันก็จะกลายเป็นฝันเฟื่อง 

หน้าที่ของเราจากนั้นคือ พยายามผลักดันฝันเฟื่องอันนั้นให้มันไปได้ไกลกว่านั้นอีกหน่อย ไปต่อจนมันได้กลายไปเป็นแผนการอันหนึ่ง 

จากนั้น ก็รีบหาๆ อะไรๆ มาจดมาจำมันเอาไว้ เก็บรักษาไว้ในลิ้นชักอันหนึ่ง 

เมื่อถีงจังหวะของมัน เมื่อบ่มเพาะแผนการอันนั้นจนพอประมาณ ก็ได้เวลาที่จะหยิบมันออกมาจากลิ้นชักอันนั้น 

ให้มันได้เบ่งบาน 

… 

แม้ว่า มันอาจไปได้ไม่ถึงไหน แต่ในที่สุดแล้ว เราจะพบว่า บางส่วนในตัวเราได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และเราชอบตัวเรามากขึ้น 

แม้ว่า เราจะอ่านหนังสือเล่มนั้นไปได้ไม่ถึงไหน แม้ว่า เมื่อรู้สึกตัวอีกที หนังสือที่อ่านยังเปิดค้างอยู่ที่หน้าเดิม 

แต่ เราพบว่า เราได้สะสมแผนการมหัศจรรย์ในชีวิตได้เพิ่มขึ้นอีกแล้ว 

 

กับหนังสือที่อ่านไปได้แค่ไม่กี่บรรทัด 

กับแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นระหว่างบรรทัด 

เราดักจับมันเอาไว้!

Advertisements

I read then I write