กุ๊กกิ๊ก ณ เมลเบิร์น

หนังสือออกมาเป็น series เลย หนังสือสีสวย จากสำนักพิมพ์ยาหยี
เราเลือกไปเมลเบิร์น

#Melbourne เป็นเมืองสวยที่น่าสนใจ
เราขอติดตามแม่ตุ๊กตา-พ่อบอย-ชื่นใจ ไปด้วย
หนังสืออ่านสนุก รูปสวยมาก (ชอบมุมกล้องมาก)
แม่ตุ๊กตาค่อยๆ พาเราไปชมสถานที่ต่างๆ พร้อมๆ กับการท่องโลกกว้างของชื่นใจ

การเดินทางฉบับกุ๊กกิ๊กของครอบครัวนี้ น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับครอบครัวอีกหลายๆ ครอบครัว
แม้ว่าครอบครัวเราจะเริ่มออกเดินทางมาหลายปีแล้ว แต่เมื่อครั้นเราได้มีโอกาสได้มาพบการเดินทางฉบับกุ๊กกิ๊กของครอบครัวแม่ตุ๊กตา ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราพาครอบครัวเราออกเดินทางข้ามประเทศไปลาวและออกไปเวียดนามเมื่อสองปีก่อน
เราเชื่อว่าหลายๆ ครอบครัวน่าจะได้แรงบันดาลใจจากการติดตามการเดินทางของครอบครัวของแม่ตุ๊กตานี้ไปด้วย

การเล่าเรื่องของแม่ตุ๊กตา น่ารัก เป็นกันเอง หยิบนู้นนิด เล่านี้หน่อย สนุกจัง
การเล่าแบบนี้ดูลงตัวดี ไม่พยายามยัดเยียดข้อมูลเพื่อแนะนำจนล้ำความอบอุ่นของครอบครัว
ตัวหนังสือจึงอบอุ่น ละไม ไม่กระด้าง
ที่ต้องชมเลยคือรูปถ่ายประกอบ เด็กน้อยน่ารักมากครับ

บอกยากนะว่าการเดินทางที่ดีคืออะไร
แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นหลักกระมัง ไม่ควรไปพะวงกับมันมาก
ไปกับมัน อยู่กับมัน ซึมซับมัน เรียนรู้มัน และเติบโตไประหว่างการเดินทาง

การเดินทางจะแอบกระซิบบอกกับเด็กๆ ว่า “สนามเด็กเล่นหน่ะไม่ได้มีแค่ในโรงเรียนหรือในห้างสรรพสินค้าหรอกนะ มองรอบๆ สิเธอ มาวิ่งเล่นกับฉันกัน”
การเดินทางเป็นทั้งเพื่อนและเป็นทั้งครู ให้เด็กๆ

เมื่อมีเด็กเล็ก เราอาจเลือกเดินทางฉบับกุ๊กกิ๊กแฟมิลี่ “เราจะต้องไปในสถานที่ที่เราชอบ เรารักเราหลงใหล ให้ลูกไปซึมซับปรับตัวกับตรงนั้นเอา วิ่งเล่นได้ก็วิ่งเลยจ้า ซนได้ก็เอาเลยเชิญซนค่ะ”
เด็กๆ มีพลังงานมหัศจรรย์ให้ผู้ใหญ่ได้เรียนรู้เสมอ และเด็กๆ ก็มีความสามารถในการปรับตัวที่ผู้ใหญ่อย่างเราคาดไม่ถึงอีกด้วย ซึ่งเหล่านี้เราก็ได้เรียนรู้ระหว่างการเดินทางนั่นแหละ
ครอบครัวเราเติบโตไปพร้อมกัน พ่อแม่ลูก ระหว่างการเดินทาง

#Guggig_Family_Guide #Melbourne #ตุ๊กตา_พนิดา

Advertisements

ไว้พบกัน

คิดถึงแต่ไม่ฟูมฟาย เสียดายแต่เข้าใจ

เป็นทั้ง สถานบำบัด, หลุมหลบภัย, โรงเรียน, สถานบ่งเพาะความเป็นตัวฉัน, ที่นัดพบ, ที่นั่งซบแฟน, ที่รอแฟน, ที่อาละวาด, ที่อยู่ระหว่างบ้านกับมหาลัย, ที่อยู่ระหว่างความจริงกับความฝัน ระหว่างความเหงาและความรัก, และอื่นๆ อีกมากมาย ที่เธอ

ฉันจริงจังกับเธอครั้งแรกเมื่อปลายๆ ม.3 สินะ เมื่อฉันก้าวสู่การกวดวิชาที่ pep และกินข้าวเที่ยงราคาประหยัดแต่ทำร้ายร่างกายที่ดู๋ดี๋ (แม้ก่อนหน้านั้นเราจะเคยเจอกันมาก่อนจากการที่พ่อแม่พาฉันไปรู้จักกับเธอ ก็ตาม) จากนั้นก็อยู่กับเธอเรื่อยมากระทั่งเรียนจบ ป.โท
มีบ้าง บางทีฉันก็มีเบื่อเธอ หนีไปนั่งพักพิงกับบันไดฝั่งตรงข้ามบ้าง แต่ก็แทบทุกวันที่เราได้ทักทายกัน

เธอ ผู้ซึ่งถมความอ้างว้างของสยามสแควร์ด้วยความอ้างว้างของเธอ สยามจะไม่เหงาเท่านี้อีกแล้ว เมื่อปราศจากซึ่งความเหงาจากเธอ

เธอ ผู้ซึ่งตระหง่านความเหงา ประจันหน้ากับความทันสมัยของสยามเซ็นเตอร์ แล้วก็มามีดิสคัฟเวอรี่ เพียงถนนกั้น ท้าประจันกระทั่ง ทั้งสองเองก็กลับกลายจากทันสมัยเป็นล้าสมัยไป แต่กับตัวเธอเองและพี่น้องของเธออีกสองคนทางฝั่งนี้ ล้วนกลับกลายเป็นร่วมสมัย

ฉันยังจำวันนั้น วันที่เธอประสบภัยอัคคี ฉันนั่งมองดูเธอจากบันไดฝั่งตรงข้ามในวันที่เธอซ่อมแซมร่างกายหลังประสบภัยนั้น
กระทั้งเธอกลับมา และอยู่มาจนได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ของสยามแสควร์…รถรางบนที่สูงกับสถานีของเขา

ฉันจะไม่ลงรูปของเธอตรงนี้ดอก ไปหาดูเอาเองเถิด มีผู้คนมากมายลงรูปของเธอเพื่อไว้อาลัยในช่วงเวลานี้
มันคงดูเป็นการกล่าวลาแบบจงใจหากฉันลงรูปเธอด้วยอีกคน
ท่ามกลางตัวหนังสือที่ไม่ปะติดปะต่อ ขาดวิ่น เธอยังคงชัดเจนอยู่ความทรงจำ ฉันสงวนพื้นที่ตรงนั้นไว้ให้เธอ
หลังจากวันนี้ไป เราจะได้พบกันอีกเสมอๆ ตรงพื้นที่ตรงนั้น

ส่วนที่ตรงนี้ ฉันเก็บไว้ให้กับรูปของพี่น้องของเธอก่อนละกัน
เพื่อว่า ความไม่ปะติดปะต่อทั้งมวลนี้ จะรักษามวลอารมณ์ความเหงาอันมีเสน่ห์ของเธอไว้ได้

31 พ.ค. 2561 #จนกว่าจะพบกันใหม่

ป่วยเป็นเศร้า

เริ่มติดตามมาตั้งแต่เริ่มได้ยินว่าคุณทราย Inthira Charoenpura กำลังเขียนหนังสือเล่มใหม่
โดยเฉพาะเมื่อเป็นการเขียนเรื่องเกี่ยวกับอาการป่วยของตัวเอง

ด้วยเป็นคนอ่านหนังสือที่เกลียดการไปเดินซื้อหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือ จะไม่ยอมไปแม้จะอยากไปเจอคนเขียนแค่ไหนก็ตาม และประกอบกับสัญญากับตัวเองไว้เบาๆ ว่าจะต้องอ่านหนังสือที่ซื้อเก็บไว้ก่อนเท่าไหร่ๆ แล้วจึงเริ่มซื้อเล่มใหม่เข้ามา เลยมารอซื้อเอาตอนมันเริ่มวางแผน
หลังจากเคลียร์อ่านหนังสือใน Inventory ของตัวเองไปประมาณหนึ่ง ไม่ทันไรก็เริ่มได้ยินว่าเริ่มหาซื้อไม่ได้เพราะของหมด ต้องรีบไปหาซื้อมา
ได้มาสองเล่ม ดีใจ

เราชอบ… ภาษาและสำนวนการเขียนของคุณทรายมาก
จะว่าสวยงามก็ได้ แต่มันกึ่งๆ ความเศร้า และมีความเถื่อนเป็นกลิ่นไอ
ความเศร้าที่มีกลิ่นเถื่อนๆ แต่สวยงาม และสื่อสารตรงกับความรู้สึกและหัวใจของคนอ่านอย่างเราได้
ชอบ มาก มาก
แต่ ก็แล้วแต่นะ เพราะการอ่านมันก็เป็นเรื่องรสนิยมของคนเสพ ไม่ต่างกับการดูหนังฟังเพลง มีคนชอบ มีคนไม่ชอบ
แต่เราชอบ เราเป็นแฟนงานเขียนของคุณทราย

เราว่า… เราชอบชื่อหนังสือนะ ถ้าโรคซึมเศร้าทำให้ #สามวันดีสี่วันเศร้า ไอ้ตัวเรานี่ก็น่าจะประมาณ #สามวันดีสี่วันบ้า ก็ใกล้ๆ กันนะ คบกันได้ คุยกันได้

เราว่า… ระหว่างอ่าน ไม่เหมาะกับการจิบชา หรือกินน้ำเปล่าโคล่าเป็ปซี่ ประกอบการอ่าน มันเบาไป
เนื้อหาแบบนี้ ภาษาที่จริงใจแบบนี้ มันต้องกาแฟขมๆ ใส่นมแต่น้อย หรือไม่ใส่เลย ยิ่งขมยิ่งดี
ปัญหาชีวิตแม้ไม่ใช่ ก็ใกล้ๆ กับกาแฟขมๆ แก้วหนึ่งตอนเช้าตื่นนอน ตอนกินครั้งแรกอาจแทบอาเจียน กล้ำกลืนมันลงไป ถ้าจะเผชิญหน้า ก็ขืนคอเราลงไป กระหน่ำมันผ่านลิ้นลงหลอดอาหารไป แผ่ซ่านความขมไปถ้วนทั่ว และเสพความหอมของมันที่ทิ้งค้างเอาไว้

เราว่า… คุณทรายเป็นคนหนึ่ง ที่ช่วยให้สังคมนี้รู้จักกับโรคซึมเศร้า เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนทำความเข้าใจมัน และมีบ้างบางคนได้เลือกโอบกอดมันไว้ด้วย
มันไม่ได้เป็นบ้า แต่มันป่วย มันคือโรค ที่ต้องการหมอมาเยียวยารักษา ไม่ใช่แค่ทำตัวให้ร่าเริงแล้วก็หายซึมหายเศร้า อันนั้นมันคนปกติ
การออกมาทำความเข้าใจกับผู้คน ให้เข้าใจให้ดีขึ้นว่า การนั่งสมาธิก็อาจไม่ใช่ยารักษาโรค พาไปนั่งอยู่คนเดียวนานเข้ากลับออกมากลับคิดวิธีฆ่าตัวตายได้หลายวิธี (พุทธศาสนาก็ไม่ได้บอกว่านั่งสมาธิสิจ๊ะ นั่งสมาธิรักษาทุกโรคจ้า ถ้าเราเป็นอาหารเป็นพิษหรือเป็นหวัดนั่งสมาธิให้ตายยังไงก็ไม่หายนะจ๊ะ)

เราว่า… คุณทรายเข้มแข็งมาก ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวของการดูแลคุณแม่ (แล้วก็ยังสามารถผ่านการสร้างกระแสแบบเลวๆ ของสื่อบางสื่อมาได้) เราชื่นชม
เรื่องราวที่เล่านี้ ทำให้เราได้คิดเยอะเหมือนกัน บางทีเราก็หยิบเอาค่านิยมผิดๆ ของสังคมไปให้ความหมายของความดีของเรา เราคงไม่ต้องรอให้ใครมาบอกว่าเราเป็นอย่างไร สังคมก็ไม่จำเป็นต้องมาเข้าใจว่าเราเป็นอย่างไร และที่จริง มันอยากจะเข้าใจอย่างไรก็สุดแล้วแต่มัน และมันก็เป็นเรื่องที่แยกออกจากความเป็นจริงของตัวเรา
ที่เราเป็น กับที่มันเข้าใจ เป็นคนละเรื่องกันได้ ไม่เป็นไร

เราว่า… จากการอ่านหนังสือนี้ ทัศนคติที่น่าโอบกอดไว้คือ “โรคซึมเศร้าอาจทำให้เรามีนิสัยไม่ค่อยน่ารัก แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะใช้อธิบายทุกพฤติกรรมทำลายล้างของตัวเองได้อยู่ดี” “เราไม่ใช่คนเดียวที่มีปัญหานะ คนอื่นก็มีปัญหา”
เมื่อไม่สามารถรับมือกับสิ่งที่ถาโถมมาได้ ก็ทำไปทีละอย่าง และรับผิดชอบตัวเอง

เราว่า… ว้า! จบเร็วไปหน่อย แต่ก็เขียนทิ้งท้ายไว้ตรงที่เหมือนจะมีเล่มต่อ ไม่เป็นไรๆ เรารออ่านเล่มต่อๆ ไป

#3วันดี4วันเศร้า #ทราย #อินทิรา_เจริญปุระ

คุณปู่ชี้แนะ

“พี่เคยอ่านเล่มนี้รึยัง”
“พี่จำได้มั้ยตอนนั้น หนังสือเล่มนี้…”
แล้ววันหนึ่งน้องก็หยิบเอามาให้ “หนูอยากให้พี่อ่าน”
เลยเป็นว่าต้องวางมือจากเล่มที่กำลังอ่านอยู่ทั้งหมดมาอ่านเล่มนี้ก่อน

ชื่อ #Peter_F_Drucker น่าจะคุ้นหูกันอยู่บ้าง บ้างมีคนเรียกเขาว่า บิดาของวิชาบริหารธุรกิจ หรือบิดาของหลักสูตร MBA
เราขอเรียกแกว่า “คุณปู่”

เราเรียน MBA ทันช่วงปลายๆ สมัยที่องค์ความรู้ที่คุณปู่ #Drucker ยังถูกพูดถึงในการเรียนการสอนในหลักสูตร MBA อยู่บ้าง
แต่ต่อมา มันก็ถูกทำให้ล้าสมัยและแทนที่ด้วยสิ่งที่ Kaplan กับ Norton เขียน Paper ลงใน HBR (Havard Business Review) และถาโถมมาด้วยแนวคิดของ Peter Senge และแนวคิดของ W. Chan Kim ก็เข้าไปอยู่ในหลักสูตรที่นักเรียน MBA เรียน

แต่ก็เห็นได้อยู่อย่างคือ ไม่ว่าจะมีเครื่องมือใหม่ๆ นักวิชาการใหม่ๆ หรือ Paper ใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์ลงใน HBR แต่เราก็ยังจะยังเห็นชื่อของคุณปู่ Drucker ปรากฎอยู่ตาม Paper ต่างๆ อยู่เนืองๆ และ HBR เองก็นิยมที่จะหยิบเอางานเขียนของคุณปู่ Drucker กลับมาตีพิมพ์ใหม่

#ปัญญางานจัดการคน หรือ #Managing_Oneself เล่มนี้ ก็เป็นการนำเอางานเขียนของคุณปู่ Drucker มารวมเล่มจัดพิมพ์ โดย HBR นั่นแหละ
ใช่ ถ้ามาลองดูที่ราคาหนังสือ 280 บาท กับหนังสือความหนา 240 หน้า ตกราคาหน้าละประมาณ หนึ่งบาทสิบเจ็ดสตางค์ นับว่าราคาแพงอยู่เหมือนกัน
แต่ยังมีนักแปลมือต้นๆ ของเมืองไทย คือคุณ #ภิญโญ_ไตรสุริยธรรมา เลือกหยิบเอามาแปลและจัดพิมพ์ด้วยสำนักพิมพ์ Openbook มาออกขาย ท้าทายสังคมการอ่านแบบจานด่วนในปัจจุบัน ก็ต้องนับว่าไม่ใช่งานเขียนธรรมดาแน่นอน

ความคิดเห็นในมุมของเราเอง
เราคิดว่า หลักการของคุณปู่ Drucker นั้นค่อนข้างมองโลกบริหารธุรกิจเพียงด้านเดียวอยู่บ้าง โดยเฉพาะเมื่อเจอกระจกหกด้าน เฮ้ย! สี่ด้านของ Kaplan กับ Norton เข้าไป ก็วิจารณ์หลักการของคุณปู่ที่เกิดมาก่อนหน้าได้เลยว่าล้าสมัย เพราะมองไม่ครบทุกด้าน (แต่ในที่สุด Balance Scorecard ก็ถูกทำให้ล้าสมัยด้วยสิ่งที่มาทีหลังอีกนั่นแหละ ยิ่งถ้ามาเจอ Crypto ยุคนี้แล้ว ก็คงเหมือนว่าสิ่งที่เราเรียนมาคือฟอสซิล)
ดังนั้น การศึกษาหรืออ่านบทความของคุณปู่ Drucker จึงต้องมีเผื่อใจทำ Critical Thinking คิดวิพากย์ คอยตั้งคำถามเปรียบเทียบกับบริบทปัจจุบันไปด้วย เพื่อที่จะตัดเอาประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัยแห่ง Satoshi Nakamoto ออกไป
ซึ่งพอตัดออกไปได้ เราก็จะเห็นความร่วมสมัยของหลักการของคุณปู่ คือแนวคิดที่ใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัยฮะ และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ HBR ยังคงหยิบเอามาจัดพิมพ์ใหม่อยู่

แนวคิดหลัก คือการจัดวางตนให้สอดคล้องกับจุดแข็งของตัวเอง (ถ้าจะเอาเป็นชิ้นเป็นอันหน่อย ก็ต้องมาทำ SWOT เพื่อทำ Strategic Fit ตามที่ฮิตๆ กัน)

การเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นทำได้ยากและต้องออกแรงเยอะ ในขณะที่ ถ้าเรารู้จักเอาจุดแข็งของตัวเองมาใช้ และปรับเข้าหาวิธีการทำงานและวิธีการเรียนรู้แบบที่เราถนัด จะออกแรงน้อยกว่าและไปได้เร็วกว่า
คุณปู่แกย้ำกันไปเลยโต้งๆ ว่า อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเลย การพัฒนาจากจุดที่ไร้ความสามารถของเราไปสู่จุดที่พอใช้ได้ จะต้องใช้พลังงานมากกว่าการพัฒนาจุดที่ดีไปสู่จุดที่ยอดเยี่ยม
คุณปู่แนะนำให้ รวมพลังไว้ที่จุดแข็ง ทุ่มเทพัฒนาจุดแข็ง แต่ไม่เหลิง เป็นการจัดการตนเอง ใช้พลังงานและทรัพยากรให้ถูกที่ถูกทางของตัวเรา เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด

จะรู้ว่าเรามีจุดแข็งอะไร ถนัดแบบไหน เราก็ต้องวิเคราะห์ตัวเองให้ได้ก่อน
เราเป็นนักฟังหรือนักอ่าน คนที่เป็นนักฟังและนักอ่านได้ทั้งสองอย่างมีอยู่น้อยมาก
เราเรียนรู้ด้วยวิธีการไหน เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ หรือเรียนรู้ด้วยการฟังเสียงของตัวเอง
เราทำงานได้ดีที่สุดเมื่อทำงานคนเดียว หรือเมื่อทำงานเป็นสมาชิกของกลุ่ม
เราถนัดจะเป็นที่ปรึกษา หรือจะเป็นคนตัดสินใจ
เราเลือกทำงานภายใต้แรงกดดัน หรือในสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้
รู้จักตัวเองก่อน จึงจัดการตัวเองได้ ไม่ใช่คิดเอาเองว่าเราเป็นแบบไหนแล้วลุยๆ ไป

ที่ดีงามที่สุดในหนังสือเล่มนี้สำหรับเรา มีอยู่สองประเด็น

ประเด็นแรก คือการที่คุณปู่ Drucker ชี้ให้เราทบทวนความสอดคล้องของค่านิยม (Value) ของตัวเราเองกับค่านิยมขององค์กรที่เราทำงานให้ หากคุณค่าที่เรายึดถือกับคุณค่าที่องค์กรนั้นยึดถือมีความขัดแย้งกันแล้ว อย่าทู้ซี้ให้เสียเวลาชีวิตเลย ลาออกไปหางานใหม่ทำเหอะ งานนั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่มีค่าพอที่เราจะเสียเวลาอยู่ด้วย
“การทำงานในองค์กรที่ให้ค่ากับสิ่งที่เราอาจยอมรับหรือไม่สอดคล้องกับตัวเรา ย่อมส่งผลทำให้เกิดความอึดอัดขัดข้อง และไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้”
แนวคิดนี้ของคุณปู่ นับได้ว่าล้ำมากในยุคสมัยนั้น และสิ่งนี้ต่อมาจึงถูกอธิบายต่อในทฤษฎีของ Organizational Behavior และน่าจะสอดคล้องกับประเด็นของ Business Ethics ด้วย
อย่างไรก็ดี ถ้าตัวคุณให้คุณค่ากับเงินนะ การทำงานที่ไหนก็ย่อมขึ้นอยู่กับว่าเค้าจ่ายให้คุณเท่าไหร่นั่นแหละ

ส่วนอีกประเด็นคือ เรื่องการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างคนทำงาน เนื่องจากการทำงานเราต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น จงเข้าใจคนที่คุณทำงานด้วย แล้วทำงานกับจุดแข็งของเขา ให้เขาใช้วิธีที่เขาถนัด ทำในส่วนที่เขาให้คุณค่า และให้ใส่ใจกับการสื่อสารมากๆ เราจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
โอ้ว! นี้มันวิธีของทีม Avenger ชัดๆ
ทีเด็ดก็คือ “… หากแต่เจ้านายนั้น ก็คือมนุษย์ คือคน ผู้ที่ถึงที่สุดก็ต้องทำงานในวิธีการที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป” ดังนั้น เหล่าลูกน้องจึงต้องสังเกตว่า เจ้านายทำงานวิธีไหน ถนัดแบบไหน แล้วหาทางช่วยเจ้านายให้ทำงานตามวิธีนั้นให้ได้ดีที่สุด แล้วคุณปู่แกก็รวบยอดว่านี่คือการจัดการเจ้านาย!

เขียนมายาวหน่อย และมีสรุปประเด็นของหนังสือไว้บ้าง เพราะอ่านไปก็คิดถึงหลักการและคำคมต่างๆ ของคุณปู่แกในตำราเรียน
คำแนะนำร่วมสมัย ที่แม้ว่าแนวคิดด้านการบริหารธุรกิจจะผ่านมาหลาย Generation แล้วก็ตาม คำแนะนำเหล่านี้ก็ยังใช้ได้อยู่ มันมีประโยชน์ที่จะนำไปเป็นตัวกรองก่อนการตัดสินใจใดๆ ทั้งในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

เดี๋ยวคงต้องแวะไปหา HBR ฉบับใหม่มาพลิกๆ ดูบ้าง แต่ไม่ต้องไป Asia Book หรือห้องสมุดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ใช้ Kindle หรือเข้า Web ไปได้เลย

ความรัก ความขัดแย้ง อำนาจ และแฟนตาซี

นิยายโรแมนติกแปลกๆ

ปกติจะเริ่มจากนิยายเขียนก่อน นิยายเขียนที่เข้าตาผู้กำกับหรือผู้สร้าง จะถูกนำไปสร้างเป็นหนัง
แต่เรื่องนี้เป็นการสร้างหนังที่ผู้กำกับทั้งทำหนังที่ตัวเองรัก และลงมือร่วมเขียนเรื่องออกมาเป็นนิยายเรื่องนี้ เกิดเป็นหนังสือและหนังโรงในเวลาเดียวกัน
จากผู้กำกับที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง ทำให้หนังได้รับความสนใจมาก หนังสือก็ด้วย
คำวิจารณ์ที่ผ่านๆ ตา ส่วนใหญ่ก็ออกไปในทางที่ดี พล็อตก็ดูแฟนตาซีน่าสนใจ
จังหวะเหมาะก็ซื้อหามาอ่าน

ยังไม่ได้ดูหนัง
ซื้อเตรียมไว้เหมือนกัน แต่ตัดสินใจว่าจะอ่านหนังสือก่อน

เป็นนิยายรักที่แฟนตาซีดี แต่เหมือนว่าพยายามรักษาความสมดุลของเนื้อหาไว้ ไม่ไปให้สุดทาง สำหรับเราจึงเป็นนิยายที่ค่อนข้างเบาๆ ในแง่ที่ไม่ได้ไปจนสุดทั้งในด้านความโรแมนติก ความแฟนตาซี ความตื่นเต้น หรือการหักมุมในพล็อตเรื่อง
อ่านไปได้เรื่อยๆ เพลินๆ แต่ถ้าวันไหนนอนน้อยมาอ่านก็จะมีอ่านแล้วง่วงๆ หน่อย

เราคิดว่า การรักษาความสมดุลประมาณไว้เพื่อไม่ให้ ความโรแมนติกก็ดีหรือความแฟนตาซีก็ดี มาเด่นชัดจนข่มสารที่ผู้เขียน (ซึ่งก็คือผู้กำกับด้วย) ต้องการจะนำเสนอผ่านนิยาย
มันก็เป็นเรื่องปกติ เมื่อเลือกทางนี้หรือทางใดๆ แล้วก็ตาม มันก็จะมีข้อดีและข้อเสีย

อารมณ์ระหว่างการอ่าน รู้สึกเหมือนความสนุกกับนิยายถูกรั้งๆ ไว้ ยั้งๆ ไว้ เพราะกลัวว่าเราจะสนุกเสียจนลืมใส่ใจกับปมของเรื่อง
พอมันเป็นอย่างนั้น เราจึงมีช่องว่างของอารมณ์ระหว่างการอ่านหนังสือ ทำให้จับสามารถสังเกตสารต่างๆ ที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อสารได้

เรารู้สึกชอบ ที่ผู้เขียนเหมือนกล้าเลือกกล้าตัดสินใจ เพราะการชอบหรือไม่ชอบของคนนั้น มันเป็นแค่เรื่องรสนิยมเฉพาะบุคคลของผู้เสพ
เสพแล้ว มีคนชอบ มีคนไม่ชอบ แต่ผู้เขียนผู้กำกับผู้สร้างสรรค์ได้มีความพึงพอใจหรือความสุขไปแล้วตั้งแต่ตอนที่ทำมันออกมาตามที่ตนอยาก

อีกด้าน พอทำมันออกมาแบบสมดุลๆ มันก็ออกจะกลมกล่อม นิยายจึงค่อนข้างจะแมส เป็นแนวป๊อบๆ คนอ่านคนดูหนังในวงกว้างสามารถเข้าถึงได้สบายๆ

ความดีงามมีหลายข้ออยู่เหมือนกัน ตั้งแต่การตัดต่อฉากต่างๆ ในนิยายเขียน นำเอาเรื่องเดียวกันของคนละเรื่องกันมาตัดต่อต่อกัน เป็นอารมณ์การตัดต่อฉากในหนังมาปรากฎอยู่ในนิยายเขียน ทำให้การสลับฉากเรื่องราวของตัวละครหลายตัวกลับไปกลับมา มีความน่าสนใจมาก

ความดีงามของเนื้อเรื่อง ในแง่การสะท้อนความรุนแรงและผลความเสียหายของสงครามเข้ามาอยู่ในนิยายโรแมนติกแฟนตาซี การเสพความขัดแย้งต่างๆ ทั้งความขัดแย้งระหว่างตัวละคร ความขัดแย้งภายในใจของตัวละคร ความขัดแย้งของสถานภาพในครอบครัวและในสังคม ความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์ สงครามเย็น ความขัดแย้งระหว่างธรรมชาติกับเทคโนโลยี ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์อื่นๆ ความขัดแย้งระหว่างความรับผิดชอบกับความต้องการภายในใจ
เราพบความขัดแย้งในบรรทัด เราอยู่และจัดการความขัดแย้งนี้อย่างไร

ความดีงามของเนื้อเรื่อง ที่พาเอาคนอ่านมาสำรวจความรู้สึกถึงการมีอำนาจและจบลงที่การใช้อำนาจนั้นๆ บังคับคนหรือสัตว์ให้มาสนองในสิ่งที่ตนต้องการ
การได้ลิ้มลองการมีอำนาจเหนือผู้อื่น เหนือสิ่งมีชีวิตอื่น ทำให้เรามีความรู้สึกถึงอำนาจที่เราสามารถจะควบคุมได้ อำนาจนี้มักพาลขยายไปถึงความรู้สึกถึงการมีอำนาจจนคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีจิตสำนึกที่พิจารณาตัดสินใจ

นิยายดี รักแบบแฟนตาซี แมสก็จริง แต่ไม่ธรรมดาสามัญ

#the_Shape_of_Water

ที่นั่น มีความสัมพันธ์

หนังสือบางเล่มทำให้เราได้ทบทวนความรู้สึกของตัวเอง ยิ่งพิเศษถ้าเป็นการทบทวนความรู้สึกในความสัมพันธ์
เราชอบตัวหนังสือของ #พวงสร้อย #Paungsoi_Aksornsawang ตัวหนังสือของเธอมีความเหงาเป็นองค์ประกอบหลัก เราชอบหนังสือ #My_Best_Frined_is_Me ของเธอ 

จากการทดลองค้นหาหนังสือแบบลอยๆ จาก keyword ที่ติดอยู่ในหัวตอนนั้นผ่าน online มีชื่อหนังสือเล่มนี้ติดขึ้นมาใน shortlist แล้วเราก็มาสะดุดที่ชื่อคนเขียน จากนั้นกายหยาบก็ลงมือสั่งมาจากร้านหนังสือ (มันแค่ทำตามกายละเอียดที่ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว)

เมื่อหนังสือมาส่ง เราก็รู้สึกแปลกใจกับรูปเล่มของหนังสือ #THERE (ที่นั้น?) ปกสีดำเอาสารบัญมาพิมพ์เป็นปกหน้าด้วยตัวหนังสือสีขาว และกระดาษในสีชมพูโอรส (old rose) เราชอบถึงขั้นประทับใจ และตัวรูปเล่มก็บอกตัวมันเองว่า “ฉันไม่แมสนั้น ฉันไม่ได้เหมาะกับคนอ่านทุกคน ดังนั้น ถ้าจะตัดสินใจอ่านฉันหล่ะก็ ระวังๆ ด้วยแล้วกัน” 

ผู้เขียนมีสองคน หนึ่งคือพวงสร้อย อีกหนึ่งคือ #Mai_Supharutkit คล้ายผลัดกันเขียน แต่หม่นกลมกลืน ไม่ขัดแย้ง ชมพูหม่น … สีโอรส!

“ความตายของเราจะมีความสำคัญขึ้นมา เมื่อเรามีความสัมพันธ์” 

เราควรเริ่มต้นบันทึกจากประโยคนี้สินะ 

สถานที่เป็นเพียงจุดอ้างอิง ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น ที่นั่น!

แม้ว่าความรู้สึก ความเลว ความเศร้า ความโศก หรือความเหงา ทั้งปวง เราอาจอ้างว่ามันเกิดจากคนอื่น เพื่อปฏิเสธความจริงบางอย่าง แต่ทั้งหมดแล้วล้วนเกิดจากเรา เป็นของตัวเรา เราโอบรัดมันไว้เอง 

ในวันที่มีความสัมพันธ์ … “ฉันฝากความเป็นตัวฉันไว้ที่เธอตั้งแต่วันที่เรากอดกัน จากนั้นฉันก็ทยอยเบิกมันออกมาใช้” จนที่สุด “การเลิกลา นอกจากจะยุติอะไรบางอย่างแล้ว ยังทำใหฉันไม่สามารถคงความเป็นตัวฉันคนเดิมไว้” และ “ความรู้สึกผิดยังคงอยู่ที่ฉัน ไม่อาจฝากใครกลับคืนไปได้อีก”

การมีความสัมพันธ์ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับมนุษย์ เพราะมันอาจตามมาด้วยความซับซ้อนหลายอย่าง และแน่ๆ คือความทรงจำ กระทั่งมีบางคนยอมเลี่ยงที่จะมีมันไปเลยเสียดีกว่า 

ในความสัมพันธ์ เมื่อเรารับใครคนหนึ่งเป็นเพื่อน ตัวเราเองน่าจะมีความสำคัญน้อยลงในขณะที่เพื่อนของเรามีความสำคัญมากขึ้น 

หันกลับมาดูความสัมพันธ์ “รายชื่อคนของเป็นเพื่อนยังถูกปล่อยค้างเอาไว้ ไม่ confirm รับเป็นเพื่อน และไม่ได้ delete” ในขณะที่เพื่อนบางคน หรือตัวเราเอง ก็ถูกลดทอนความสัมพันธ์ จากเพื่อนเป็นเพียงคนรู้จัก จาก friend เป็น acquaintance

ในวันสงบๆ สบายๆ ควรอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อตกตะกอนความรู้สึก 

ในวันสับสน ฟุ่งซ่าน ควรอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อ โอบกอดความรู้สึกเหล่านั้น

ความสัมพันธ์สีชมพูหม่น สี old rose

ยังคงทำความเข้าใจ

ถ้ามีคนมานั่งคุยเรื่องหนังมหากาพย์กับเราสามเรื่องนี้ Lord of the Rings สามภาค, The Matrix สามภาค, และ Star Wars หกภาค (episode 1-6) 

เราจะนั่งคุยกับเขาไหม และถ้าคุยทั้งหมดนั่น จะใช้เวลาสักเท่าไหร่กันนะ 

 

ทั้งสามเรื่อง (สิบสองภาค) รวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้! 

 

หลังจากที่เราติดใจการอ่านหนังสือเรื่อง #เข้าใจจิบลิ เราก็ตามมาอ่านหนังสือเล่มนี้ต่อ 

 

การหยิบเอามหากาพย์เรื่องใดเรื่องหนึ่งในสามเรื่องนี้ขึ้นมาเล่าและวิเคราะห์เชิงลึก เป็นงานที่ต้องทุ่มเทมาก และนี้ เป็นการหยิบเอามาสามเรื่องพร้อมกัน 

คารวะในความทุ่มเทของผู้เขียนมาก 

อ่านสนุก ทั้งการเล่าเรื่อง และการหยิบเอาประเด็นต่างๆ ภายในเรื่องมาวิเคราะห์ 

แค่ที่มาและความหมายของชื่อตัวละครแต่ละตัวก็สุดยอดแล้วครับ 

Neo กับ the One, ฮานโซโลกับ Hand, อะมิดาลา กับ อมิตา 

เราอ่านแล้วสนุกมาก ย่ิงลงลึกในตัวเนื้อเรื่องนี้ ยิ่งมีความสุขกับการอ่านหนังสือ 

 

การยอมรับด้านมืดของตัวเอง กล้าเผชิญหน้ากับด้านมืดของตัวเอง แล้วหลอมด้านไม่ดีรวมกับด้านดีเพื่อให้เกิดความสมดุล พัฒนาตัวตนไปสู่จุดที่ดีขึ้น 

การหลอมรวมกันระหว่าง อารากอนกับเจ้าหญิงอาร์เวน นีโอกับเอเจนท์สมิท อนาคินกับเจ้าหญิงเพดเม่ การรวมตัวกันระหว่างขั้วตรงข้าม ทำให้เกิดเป็นตัวตนอันสมดุล 
การวิเคราะห์ตัวละครแต่ละตัวใน Lord of the Rings คือแง่มุมในใจของมนุษย์ด้านต่างๆ 

เทพผู้เก่งกาจ จอมวายร้ายบ้าอำนาจ กอลลัมสองบุคลิก เจ้าหญิงเอลฟ์ผู้อ่อนโยน พระราชาผู้ปฏิเสธตัวตนของตนเองและต้องเติบโตขึ้นจากการเอาชนะตนเอง มีเสียงแห่งสามัญสำนึกคอยเตือนสติ และมีเสียงชั่วร้ายที่คอยล่อลวงเรา ทั้งหมดล้วนแล้วแต่อยู่ในตัวเรา การเดินทางเพื่อทำลายแหวน แท้จริงอาจเป็นการเดินทางภายในจิตใจของเรา 

 

นีโอเลือกที่จะยืนหยัดต่อสู้ ในขณะที่บางคนยินยอมทำทุกอย่างเพื่อแลกที่จะกลับไปอยู่ในระบบแม้จะรู้ว่าเป็นเพียงโลกที่ไม่มีจริง 

การเลือกระหว่าง ให้รู้กันจริงว่าตัวตนของเราคืออะไร กับ การปิดหูปิดตาขออยู่ในระบบต่อไปใช้ชีวิตในสภาวะเสมือน 

 

การที่ลุคให้โอกาสให้พ่อได้แก้ไขความผิดพลาด การไถ่โทษ การไกล่เกลี่ยปัญหากับพ่อ 

ด้านหนึ่งคือพรสวรรค์ที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษบุพการี แต่อีกด้านหนึ่งคือความผิดพลาดเดิมๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในครอบครัว จนกว่าจะมีทายาทหรือสมาชิกคนใดคนหนึ่งสามารถขึ้นมาหยุดมันได้ ไม่ยอมผิดพลาดแบบเดิมๆ อีกต่อไป หยุดวงจรอุบาทว์ของครอบครัว 

 

ศาสตร์แห่งเจได ที่พูดถึงเรื่องการมีสมาธิอยู่กับปัจจุบัน และสภาวะไร้ความคิดให้ไหลลื่นไปกับธรรมชาติ เพื่อรักษาสมดุลกันระหว่างความคิดเชิงตรรกะกับความรู้ตัว เพราะในบางครั้งตรรกะก็หลอกเราได้โดยไม่รู้ตัว  

 

อ่านแล้วสนุกและ Enjoy มาก สาวกของมหากาพย์ของทั้งสามเรื่องนี้ ไม่ควรพลาดเลย 

 

เรารู้สึกว่า การอ่านการตีความและทำความเข้าใจมหากาพย์จากหนังสือเล่มนี้ คล้ายเป็นการให้ความเคารพกับเรื่องราวเหล่านั้น เพราะเป็นการพยายามตีความหาสารต่างๆ ที่ผู้เขียน ผู้กำกับ ผู้สร้าง วางไว้แฝงไว้ 

อ่านแล้วเหมือนพาเราเข้าไปอีกมิติหนึ่งที่ลึกลงไปกว่าการแค่ดูหรืออ่านเรื่องที่แต่งไว้ 

 

เข้าใจหนัง แล้วมาเข้าใจจิตใจเรากัน 

 

#เข้าใจหนังเข้าใจจิต

#deepfilm.net