Lost & Gain

This is the first time in about ten years that I’ve got this feeling.
The feeling of family freedom, such a strange feeling.
Situation is change, many problems are here. Actually, there are some difficulties in life here.
But… some parts in mind love it!
Coz we’ve got the family time back in our life.
We can have our time together. We are free ourselves from some burdens, huge burdens.
In another view, we have escaped form our responsibilities.
That sounds bad! But life is short, we may have to take care some essential parts for the first priority.
If we had lived in the same way, we would have got struck in the same situation.
We have our power to change it. We cannot change others, but we can change ourselves.

The last thing I’d like to share.
Some valuabe things in our life are burdens.
Even they’ve got huge value, they are still the burdens.
After we have discarded them (we’ve discarded some value also), we’ve got our freedom back.
Sometimes, it’s worth to do that!
Just like this time.

—– Posted on FB Note on 5/11/2011 —–

The Shawshank

image

ไม่ได้เจตนาว่าจะ Review หนังแต่ประการใด
เหตุเกิดจาก วันนี้ได้มีโอกาสได้นั่งดูหนัง the shawshank redemption กะลูกสาว ที่ UBC เฮ้ย True Vision เอามาฉาย
จะว่าไป เรื่องนี้น่าจะดูเป็นรอบที่ 4 หรือ 5 แล้ว

image

เป็นหนังประทับใจแฝงเรื่องคิดหนักๆ
ดารานำอย่าง “ทิม รอบบิน กะ มอร์แกน ฟรีแมน” ก็เล่นได้เข้ม พอๆ กะ “ทอม ครูส กับ แจ็ค นิโคสัน” ใน A Few Good Man หรือ “เดนเซล วอชิงตัน กะ ยีน แฮกแมน” ในเรื่อง Crimson Tide

image image

จริงๆ แล้ว หนังทั้งสามเรื่องก็ไม่ได้อารมณ์เดียวกันเลยสักทีเดียวนัก เนื้อเรื่องก็ไม่ได้ใกล้เคียงอะไรกัน แต่ทั้งสามเรื่อง เป็นเรื่องที่ผมแวบขึ้นมาพร้อมๆ กัน เป็นหนังที่ดูแล้วต้องตั้งใจดูตั้งแต่ต้นจนจบ ถึงขั้นเพ่งจอเลยทีเดียว แต่วันนี้ไม่ขอพูดถึงสองเรื่องหลัง เพราะมันจะกลายเป็น Blog ขนาดยาวมากกกก ยาวเกินไป

จำได้ว่าได้ดูเรื่องนี้ครั้งแรก ตอนมันเข้าโรงหนัง สมัยที่ Seacon Square – EGV พึ่งเปิดซิงๆ (นานม้าก) ไปนั่งดูในโรงหนังคนเดียวด้วย

Shawshank เป็นชื่อของคุก ที่พระเอกถูกนำตัวไปขังเพราะถูกตัดสินว่าทำความผิดฐานฆ่าเมียกับชู้ ทั้งๆ ที่ตัวเองบริสุทธิ์

ตอนสมัยนั้นที่ดูรอบแรก ความคิดระหว่างดู ก็มุ่งประเด็นไปที่ ความมุ่งมั่นของพระเอกที่ใช้เวลา 20ปี ขุดกำแพงคุกหนี และความมุ่งมั่นประกอบกับไหวพริบที่ทำสิ่งต่างๆ ที่ไม่น่าเป็นไปได้สำเร็จอย่างอัศจรรย์ รวมถึงประเด็นที่รักษาความหวังไว้ แม้ในคุกที่แทบหาความหวังอะไรไม่ได้

Andy: So you don’t forget… forget that there are places in the world that aren’t made out of stone. That there’s something inside that they can’t get to, that they can’t touch. It’s yours.
Red: What are you talking about?
Andy: Hope.
Red: Hope? Let me tell you something, my friend. Hope is a dangerous thing. Hope can drive a man insane. It’s got no use on the inside. You better get used to that idea.
Andy: Like Brooks did?

เวลาผ่านไป ประสบการณ์มากขึ้น มาดูวันนี้ กลับสนใจอีกประเด็นนึง ซึ่งหนังผูกไว้ลึกซึ้งพอสมควร เรื่องการยึดติด
ตัวละครติดคุกนานเป็นสิบๆ ปี พอได้รับการปล่อยตัว กลับกลัวการออกไปใช้ชีวิตข้างนอกคุก สุดท้ายก็ผูกคอจบชีวิต

Red: “I’m telling you, these walls are funny. First you hate them. Then you get used to them. Enough time passes, it gets so you depend on them. That’s institutionalized.”

ชีวิตก็อาจเป็นเช่นนี้
เริ่มแรก เราอาจกักขังตัวเอง หรือถูกกักขัง
อยู่ภายใต้กฏ หรือเพื่อถูกปกป้อง
จากนั้น ความเคยชินก็ช่วยเรา ช่วยให้เราอยู่ได้ไม่ลำบาก อยู่ได้ชิลๆ แล้วเราก็ติดอยู่กับมัน
แล้วเราก็กลัว กลัวที่จะไม่มีมัน กลัวการไม่มีกำแพง กลัวการไม่มีกฏ ไม่มีขอบเขต
กลัวที่จะเป็นอิสระ!
ทำทุกวิถีทางเพื่อรักษากำแพงคุกของตัวเองไว้
พอรักษากฎไว้ได้ แล้วเราก็สบายใจ ไม่คิดหาทางหนีออกไปเป็นอิสระอีกต่อไป อยู่ในคุกอย่างมีความสุข

บังเอิญไปนึกถึงประโยคของ Isaac Asimov (Treasury of Humor)

“Mark Twain used to say that it was possible to learn too much from experience. A cat, he said, that had squatted once on a hot stove lid would never sit down on a hot stove lid again. The trouble was that it would never sit down on a cold one either.”

บางทีประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ช่วย กลับทำให้เรายึดติด ติดกับคุกในจิตใจ

ใครๆ ก็ติดคุกกันได้ ไม่ใช่เฉพาะคนที่ทำความผิดจริงๆ เท่านั้น
ตามบทในหนัง

“Only guilty man in Shawshank.”

image

ที่ติดคุก ไม่ใช่เพราะทำผิด แต่เป็นเพราะคิดผิดต่างหาก!
“ฆวามเฆญฌิณ ฑำให้เฬาเฆญฏัวครับ” #นิ้วกลม

น้ำใจ

ขับรถจาก Office กลับบ้าน ลงทางด่วนแล้ว ระหว่างรอติดไฟแดง
หันหน้าไปมองผ่านกระจกข้างเพื่อฆ่าเวลา…

ในเลนอีกฝั่งรถที่วิ่งสวน รถวิ่งขวักไขว่ไม่ได้ติดไฟแดงไปกับเลนของเราด้วย
คนแก่หลังค่อมนายหนึ่ง กำลังยืนเก้ๆ กังๆ รอข้ามถนนฝังนั้น

คลับคล้ายคลับคลาว่า จะยืนรอตรงนั้นมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว แต่ก็ไม่สามารถข้ามฝั่งไปได้

เวลาเย็นหลังเลิกงาน รถปริมาณมากราวกับแย่งกันกลับบ้าน แม้รถวิ่งไม่เร็ว แต่ปริมาณรถที่วิ่งต่อเนื่องกัน คันแล้วคันเล่า และด้วยความเชื่องช้าจากความชรา ไม่มีทีท่าว่าจะจับจังหวะข้ามถนนไปได้ทัน

จะด้วยว่าคนขับไม่เห็นคนยืนรอข้ามถนนเป็นคนแก่หลังค่อม หรือเห็นแล้วแต่ไม่หยุดให้ คล้ายๆ จะรีบให้เร็วสุดๆ หรือเพราะรีบกลับบ้าน ต่างก็มีเหตุผล หรือเป็นแค่ว่าไม่ยอมกัน

ก็ยืนรอข้ามถนนอยู่อย่างงั้น

ทุกคันไม่หยุด บางคันเปิดไฟสูงเตือนใส่ บางคันยังแถมด้วยการเร่งเครื่องให้เร็วขึ้นอีก… กลัวว่าคนแก่คนนี้จะข้ามถนนตัดหน้ารถ!

ติดอยู่ตรงไฟแดงนี้เป็นเวลาพอสมควร คนแก่ก็ยังไม่มีท่าทีจะข้ามไปได้

มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งวิ่งมาจากด้านหลังของรถเรา เข้าใจว่าคงเห็นสถานการณ์ของคนแก่คนนี้มาแต่ไกล

มอเตอร์ไซค์คันนี้เองมาจอด แล้วยกมือขึ้นขอทาง ให้คนแก่คนนี้ได้ข้ามไป
แต่แล้ว… เหมือนไม่เคยมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ยังคงไม่มีรถคันไหนหยุดรอให้เค้าถนนไป

ในที่สุด พีฮีโร่มอเตอร์ไซค์ ก็ขับมอเตอร์ไซค์ลงไปเพื่อขวางถนนให้รถได้หยุดรอให้คนข้ามไป
ขวางไปได้สองเลน
ทันใดนั้น… รถทีวิ่งมา ต่างก็เปลี่ยนเลนมาวิ่งเลนซ้ายสุดที่มอเตอร์ไซค์คันนั้นไม่ได้ขวางไว้ แล้วรถก็วิ่งต่อ ไม่หยุดให้ข้ามอยู่ดี
เวลาผ่านไป

คุณมอเตอร์ไซค์ฮีโร่ขวางถนนเพื่อให้รถหยุดไป 2เลนแล้ว แต่รถที่วิ่งมาก็หลบ 2เลนนั้น ออกซ้ายไปวิ่งเลนซ้ายสุดที่ขวางไปไม่ถึง เพื่อจะไปต่อได้
คนแก่ยืนรออยู่ทีเดิม ยังข้ามไม่ได้
นอกจากนี้ รถเบนซ์วิ่งฉิวมา ไมหยุด ซ้ำยังเปิดไฟสูงไล่!

สุดท้ายคุณมอเตอร์ไซค์ก็ตัดสินใจลงไปช่วยโบกให้รถหยุด
เป็นรถหรูราคาแพง
ขณะโบกรถให้หยุด รถราคาแพงก็วิ่งฝ่าการโบกให้หยุดนี้ และไม่ลืมที่จะเปิดไฟหน้าไล่อีกตะหาก แล้วก็มีรถราคาแพงวิ่งฝ่าอีก 2-3คัน
ไม่หยุด! เปิดไฟสูงไล่! เป็นสูตรมาตรฐาน

ในที่สุดก็มีรถเก่าๆ คันนึงวิ่งตามขบวนรถราคาแพง มา พอมาถึงก็จอดให้คนแก่หลังค่อมข้ามถนนไปได้สำเร็จ


หรือ น้ำใจจะแปรผกผันกับราคารถยนต์!