Tag Archives: ฆาตกรรม

เสียงสะท้อน…ก้อง

ใช้เวลาอ่านนานพอสมควร เล่มไม่หนามากก็จริง แต่ต้องต่อสู้กับความง่วง 

เป็นเบสเซลเลอร์ที่อาจจะไม่ได้เหมาะกับใครหลายๆ คน 

ความเห็นเราคือ ‘สนุก’ 

#แฮร์รี่_บอซ ยังคงเป็นมนุษย์พันธุ์ที่หาได้ยากในสังคม แม้ในเรื่องแต่งแบบ Fiction ก็ตาม 

และก็ยังคงความเอกอุในด้านประสบการณ์การสืบสวนคดีแบบตำรวจอเมริกัน 

แบบตำรวจ ไม่ใช่แบบนักสืบเอกชน จึงเป็นความพิเศษของงานสืบสวนแบบ แฮร์รี่ บอซ ที่หาไม่ได้ในนิยายสืบสวนของนักสืบคนอื่นๆ 

 

กลับมาที่ความว่า ‘อ่านแล้วง่วง’

เพราะพี่แกใส่รายละเอียดการสืบสวนของตำรวจลงไปซะล้น รายละเอียดนี้ทำเอาคนอ่านท้อต่อการติดตามอ่านนิยายนี้ได้ 

แต่ในทางตรงข้ามนะ มันก็ขับให้นิยายมีความสมจริงมาก (ถ้าอ่านคู่กับการสืบสวนของ แจ้ค รีชเชอร์ … การสืบสวนของแจ้คนี่กลายเป็นเรื่องลอยๆ ไปเลย) 

ถ้าเป็นฮาร์ดคอร์รหัสนิยาย อ่านแล้วจะฟินกับรายละเอียดของการสืบสวนแบบตำรวจของพี่แฮร์รี่นี่มาก 

 

ความสุดของนิยายเรื่องนี้คือ ความซับซ้อนของอาชญากรรม ไม่ใช่แค่ฆ่ากันตาย หรือฆาตกรรมต่อเนื่องแบบโรคจิต 

มันไม่ถึงกับหักมุมสี่สิบแปดตลบ หรือตื่นเต้นเร้าระทึกหัวใจ มันอาจไม่ดีเด่นปานนั้น แต่มันซับซ้อนและเพียบพร้อมด้วยรายละเอียดที่ดูจริง ตรรกะของอาชญากรรมนั้นถูกเขียนขึ้นมาอย่างดี  

 

ความวิตกจริตของแฮร์รี่ต่อความไม่ลงตัวของข้อเท็จจริงของคดี อ่านๆ ไปแล้วก็คิดถึงปัวโรต์ 

 

ความขัดแย้ง น่าจะเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับมนุษยชาติ นั่นอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก 

แต่ความอุบาทว์คือการหาทางยุติความขัดแย้งด้วยสงครามต่างหาก 

วิบากของสงครามนั้นมีผลตามมาอีกยาวนาน มีผลมาถึงมนุษย์ที่แม้จะไม่ได้เข้าร่วมสงครามนั่นด้วย 

ผลกระทบดั่งเสียงสะท้อนในความมืด สะท้อนกันไปมาเรื่อยไป จนหาจุดสิ้นสุดของเสียงสะท้อนนั้นมิได้ 

 

#เสียงสะท้อนจากความมืด #The_Black_Echo

Advertisements

ด้วยปฏิบัติ

การหน่วงความเร็วในการอ่านให้ช้าลง มันก็ให้เราอินกับหนังสือมากขึ้นได้ 

เราใช้เวลาละเลียดอ่านเล่มนี้อยู่หลายวัน ขนาดละเลียดแล้วกลับรู้สึกอ่านสนุกขึ้น 

ถ้า ปัวโรต์ เป็นนักสืบประเภทที่ใช้สมองอัจฉริยะปะติดปะต่อไขคดี 

อ็อด โทมัส และ อทิติ (เรื่องรุ่นพี่) ใช้ความสามารถพิเศษในการสัมผัสได้ถึงวิญญาณหรือความตาย ในการสืบสวนคดี 

เชอร์ล็อคโฮม อาจใช้ความช่างสังเกตและความละเอียดในการตรวจสอบสิ่งต่างๆ เพื่อไขคดี 

แจ็ค รีชเชอร์ ใช้ทักษะทหารที่สุดยอด ในการสืบสวน 

ในส่วนของ แฮรี่ บอซ ของ ไมเคิล คอนเนลลี่ กลับต่างออกไป เป็นอีกแบบหนึ่ง 
#แฮรี่_บอซ เป็นตัวอย่างมืออาชีพที่พัฒนาทักษะของตนมาจากประสบการณ์ทำงานหลายสิบปี 

ประสบการณ์ในการทำงานเป็นตำรวจสืบสวนคดีแล้วคดีเล่า ทำให้เกิดทักษะพิเศษขึ้น 

ทั้งการอ่านคน การพิจารณาหลักฐาน การสอบสวนพยาน การจัดการกับอาชญากร และวิจารณญาณตัดสินถูกผิด ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มาจากประสบการณ์ทำงานของตัวเอง 

เป็นตัวอย่างที่ดีของการสั่งสมประสบการณ์ทำงาน และเป็นพื้นที่ที่ถูกแบ่งแยกออกจากกันระหว่างนักปฏิบัติ กับนักทฤษฎี 

ไม่ว่าจะงานอะไร สุดท้ายแล้วยังคงต้องการคนลงมือทำ หากมีแต่คนให้ความเห็น หรือ Comment เพียงถ่ายเดียว งานคงไม่ไปไหน และนั่นก็อาจเป็นจุดเด่นของนักปฏิบัติ 

แน่นอนหากพึ่งแต่ประสบการณ์ของนักปฏิบัติล้วน ในงานที่ยากซับซ้อน ก็อาจหลงทางผิดพลาดได้ นี่เองที่นักทฤษฎีจะมาช่วยตั้งคำถามให้คิดให้ครบด้าน แต่ถ้ามีแต่นักทฤษฎีล้วนๆ สุดท้ายอาจแย่กว่าเพราะจะมีแต่คนพูดแต่ไม่มีคนทำ 

ต๊าย! บันทึกไปบันทึกมา ก็เข้าตัว! 
นิยายเล่มนี้ พยายามจะบอกเราว่า บอซพึ่งทักษะที่มาจากประสบการณ์เป็นหลัก สุดท้าย เขาเองก็พลาด จุดเปลี่ยนนั้นอยู่ตรงที่ ต้องใช้เวลาแค่ไหนถึงจะพบว่าต้วเองพลาด และหันกลับมาพิจารณาในแง่มุมอื่นบ้าง ประเด็นเตือนสติที่สำคัญคือความขัดแย้งเชิงตรรกะ เรื่องราวหรือข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถเข้ากันได้ คือสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญ ที่ดังเตือนว่า เขามาผิดทางแล้ว
เป็นงานเขียนของ #ไมเคิล_คอนเนลลี ที่ดีงามมาก แม้ไม่ระทึก ไม่หักมุมคนอ่าน เท่า ฮาร์ลานโคเบน แต่ความรู้จริงเรื่องงานตำรวจสืบสวนของไมเคิล ทำให้นิยายสืบสวนของเขาไปได้เกือบสุดทางในอีกแนวทางหนึ่ง ผลคือเป็นนิยายที่อ่านสนุกมากครับ 

เราสนุกกับความเป็น แฮรี บอซ นะ
ความดีงามสุดของนิยายเล่มนี้คือ ประเด็นคมๆ เรื่องวิจารณญาณในการตัดสินความถูกต้อง แท้จริงแล้วเราสามารถหาความยุติธรรมให้กับทุกๆ คนพร้อมกันได้หรือไม่ กระทั่งความยุติธรรมให้กับอาชญากร 

หากเรายึดหลักการว่า ทุกคนล้วนมีความหมาย เราจะมีวิจารณญาณสามารถตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง ใช่หรือไม่? อะไรกันแน่คือสิ่งที่เรียกว่า จริยธรรม โคตรโดน 

แหม! อ่านแล้วก็คิดถึง การถกประเด็น Dilemma เรื่อง Ethics และ Politics ในที่ทำงาน สมัยเรียน ป.โท มากๆ 
#the_Drop #Harry_Bosch 

#แผนเลือดลวง

ใครโดนหลอก 

“คุณไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนลงมือ…ฆ่า” 

#ฮาร์ลาน_โคเบน ทำสิ่งที่ถนัด จึงได้มาเป็นนิยายสืบสวนชั้นดี 

แน่นอน คุณจะยังโดนเขาลากไปลากมา และก็จับหักมุม 

 

เนื้อหาโครงเรื่องกระชับ แต่ มันจบแบบคาดไม่ถึง ที่สุด

ความดีงามของนิยายเล่มนี้ คือโคเบนขยับโครงเรื่องออกไปจากเดิมเล็กน้อย 

ให้ผู้หญิงเป็นตัวเอก และสร้างมิติที่ลึกขึ้นให้กับตัวละคร ทำให้มีความซับซ้อนในตัวละคร เรื่องจึงมีความหนักแน่นในตัวเอง อ่านสนุก แล้วพาตัวละครที่มีมิติมาดำเนินเรื่องแบบกระชับจากปริศนาหนึ่งไปอีกปริศนาหนึ่ง ซับซ้อนขึ้นเป็นชั้นๆ กลายเป็นอ่านวางไม่ลง 
Signature ของโคเบนคือ มีแกนหลักของเรื่องเป็นสถาบันครอบครัว ปมในครอบครัวเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหลาย 

ถ้าเรายุติกันในครอบครัวได้ นั้นคือการป้องกันอาชญากรรมที่แท้จริง 

โคเบนยังคงส่งสารนี้ออกมาซ้ำๆ ในนิยายของเขาทุกเล่ม 

 

แต่ความที่ ตัวเอกเก่งมาก ทำให้มีลุ้นน้อยหน่อย เพราะชัวร์ว่าจะเอาตัวรอดในทุกสถานการณ์แน่ ไม่ต้องลุ้น จึงตื่นเต้นน้อยไปหน่อย นี่ดูคล้ายจะเป็นจุดอ่อนสำคัญของสไตล์นี้ ยังต้องมีความพยายามขึ้นอีกเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับคนอ่าน (ขนาดเก่งโคตรๆ อย่างซาเสี่ยวเอี้ย หรือโป้วอั๊งเซาะ โกวเล้งยังจับมาปั่นให้ตกสู่ความวิบัติให้คนอ่านลุ้น นี่คือความเทพของโกวเล้ง) 

อีกประเด็นหนึ่งคือ ในเรื่องนี้ โคเบน Master of Twist ของเรา พยายามหักมุมในตอนจบอย่างตั้งใจ ความตั้งใจที่มากเกินไปนี้ประสบความสำเร็จในแง่สร้าง Surprised ให้กับคนอ่านได้จริงจัง แต่ความตั้งใจที่มากเกินเลยทำให้เกิดอาการไม่สมเหตุสมผล 

แต่นั่นแหละ ทั้งสองประเด็นนี้อาจเป็นแค่เรื่องรสนิยมในการเสพอาชญนิยายของแต่ละคน จะอย่างไร การผูกปมปริศนาของอาชญากรรม และการหักมุม ก็เจ๋งมาก ทำให้เรื่องสนุก เป็นนิยายที่อ่านวางไม่ลงอีกเล่ม ก็ไม่ผิดหวังนะ 

 

ประเด็นทิ้งท้ายจากการอ่านเรื่องนี้ ก็คมมาก 

เมื่อเราต้องตัดสินใจ เราแบ่งแยกความดีกับความเลวอย่างไร อะไรคือตัดสินใจถูก บางทีเกณฑ์เหล่านี้เป็นเส้นที่บางมากๆ แต่การตัดสินบนความถูกต้อง กับการตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของตน มักไม่ไปด้วยกัน และมักไปสู่ปลายทางที่ต่างกันสิ้นเชิง 

 

#Fool_Me_Once #อย่าหลอกกัน

รุ่นน้อง ก็สยอง

​สนุกดี 

มีพัฒนาการขึ้น คือเป็นขั้นกว่าของภาคแรก และคงติดตามต่อ เพราะคาดว่าจะมีขั้นสุดเป็นภาคถัดไปตามมาในที่สุด 

ยังคงเป็นเรื่องราวสืบสวนรายการฆาตกรรมต่อเนื่องในอดีต ระทึกขวัญใช้ได้ ยังคงความพอดีของการเขียน เป็นสไตล์เฉพาะตัวของผู้เขียน #วิศิษฏ์_ศาสนเที่ยง ไปแล้ว

ขอติก่อน 3จุด 

จุดแรกที่ตอนท้ายเรื่อง มีการกระชั้นเรื่องช่วงไคล์แมกซ์ เข้าใจว่าอาศัยการกระชับความเพื่อเร่งความเร้าใจในตอนจบ แต่ความรู้สึกเราคือคุมการเปลี่ยนจังหวะไม่เนียน จังหวะมีกระตุกเล็กน้อย เฉลยง่ายไป 

จุดที่สองคือมีการผูกปมในเรื่องไว้ได้ดีเลยหลายๆ ปม แต่ก็ไม่ได้เอาปมพวกนั้นมาขยี้ต่อ เสียดายของฮะ ถ้าเป็นงานเขียนเทพๆ จะมีการขยี้ปมเหล่านี้มาต่อๆ กัน ผูกกันแล้วจับหักมุม เลยทำให้เรื่องมันยังไม่ถึงจุดพีค 

และจุดที่สามคือ การสืบสวนดูจะพึ่งพาคุณวิญญาณต่างๆ จนน้ำหนักในการสืบสวนโดยอาศัยการพิจารณาตรรกะเพื่อปะติดปะต่อหลักฐานต่างๆ ดูด้อยไป อันนี้จะขัดใจนักอ่านจำพวกตรรกะนิยมอยู่มาก ถ้าให้น้ำหนักในการสืบสวนตามข้อเท็จจริงที่พบมากขึ้น จะทำให้การถ่วงน้ำหนักระหว่างโลกของความเชื่อเรื่องผีกับโลกแห่งเหตุผลในเรื่องดูสมดุล ดูพอดีมากขึ้น แต่ก็เถอะนะนี่มันนิยายผีนี่นา (รึป่าว?) 
แต่ ไม่แย่นะ เรายังอยู่ข้างเชียร์นิยายเรื่องนี่อยู่ดี 

เพราะแม้ว่าจะติติงไปถึง 3 ประเด็น แต่มันก็เป็นจากความคิดส่วนตัวของเรา นิยายนี้ก็ยังสนุกอยู่ดี 

ถ้าเทียบ เราให้คะแนนความสนุกในภาคนี้ #รุ่นน้อง สนุกมากกว่าภาคที่แล้ว #รุ่นพี่ อีก

การดำเนินเรื่องไม่มีว่าน่าเบื่อเลย  
ยังคงดีงามกับการเลือกใช้กลิ่นของวิญญาณมาใช้ดำเนินเรื่อง เขียนได้ดีเลย เข้าใจคิดมาก ยิ่งการค่อยๆ แยกแยะ Layer ของกลิ่นแต่ละกลิ่นออกเพื่อ Focus เข้าหากลิ่นของวิญญาณเป้าหมาย โหย! เป็นไอเดียที่น่าทึ่ง 

และยังคงความรู้สึกเป็น Theme เดิม คือ ความรู้สึกที่คล้ายอยู่ตรงนั้นและไม่คล้ายอยู่ตรงนั้นในเวลาเดียวกัน มีความหลอนตรงนั้นโดยพลัน แม้ไม่ต้องหลอนเต็มสิบ ความหลอนโดยใช้ตัวหนังสือสร้างกลิ่นแบบนี้เอาแค่เจ็ดเต็มสิบ ขนก็ลุกแล้ว 

สำหรับเรา นี่คือความพอดีๆ ในการสร้างความหลอนโดยไม่พยายามไปขยี้มันเยอะ เพื่อให้ไม่ให้ความหลอนนี้ไปเด่นเกินความซับซ้อนของรูปคดีในเรื่อง 
ขยายจากประเด็นเรื่องกลิ่นของวิญญาณ ภาคนี้มีเพิ่มเติมประเด็นว่า วิญญาณคือพลังงานเข้มข้นที่พยายามจะคงสภาพสุดท้ายของการมีชีวิตอยู่ ผูกประเด็นโดยการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้วย จริงไม่จริงเป็นเรื่องไม่ต้องคิดมากนัก (เพราะมันคือนิยาย) แต่นี่คือไอเดียที่เจ๋งดี และวิธีการเพิ่มประเด็นเรื่องสภาพของวิญญาณตามสภาพสุดท้ายของการมีชีวิตอยู่นี้ ดูเนียนดี และน่าคิดตามมากครับ 
นี่คือความเป็นมืออาชีพของการเป็นผู้กำกับของนักเขียน เขียนนิยายโดยใช้การกำกับตัวหนังสือออกมาเป็นนิยาย แทนที่จะเลือกใช้ถ้อยคำพรรณาบรรยายเป็นร้อยแก้วยาวๆ  

ผลคือความกระชับ ความน่าสนใจ และความเนียนของประเด็น จับลงมาแต่งเป็นนิยายนักสืบสายสัมผัสวิญญาณ 

แม้โครงเรื่องไม่ซับซ้อนมากนัก แต่การวางโครงเรื่องดีมาก การกำกับการตัดต่อฉากต่างๆ ของเรื่องลงตัว โครงเรื่องจึงเด่นและไม่ย้วยยืดเยื้อ 

อ่านสนุกครับ

คลาสสิกฆาตกรรม 

​มันเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ดี ที่ได้กลับมาอ่านนิยายเรื่องเดียวกันแต่สำนวนการแปลต่างสไตล์กันคนละขั้วเลย 
เริ่มต้นอ่านงานของ #Agatha_Christie ครั้งแรกเมื่อมัธยม ด้วยความไม่ตั้งใจหรือความบังเอิญบางอย่าง หลังจากนั้นก็ติดงอมครับ 

ตั้งแต่ยังไม่ได้มีสตางค์ซื้อหานิยายมาอ่าน ก็หยิบยืมจากห้องสมุดบ้าง ร้านเช่าบ้าง อ่านกันเข้าไป เล่มต่อเล่ม 
งานของป้าอากาธา คือมารดาของนิยายสืบสวนแนวหักมุม แม้ว่าผ่านเวลามาหลายสิบปีแล้ว พัฒนาการของนิยายสืบสวนก็ล้ำไปหลาย 

แต่งานของป้าอากาธาคือคลาสสิก 

โครงเรื่องอาชญากรรมของป้านี่คือคลาสสิก ไม่มีตกยุค 


อ่านเรื่องฆาตกรรมบนรถด่วนของป้าแกไปแล้วเมื่อประมาณ 20ปีก่อน มาคราวนี้ด้วยอภินันทนาการจากคุณเพื่อน Pirada Tle หยิบใส่มาให้อ่าน 

เรื่องเดิมแต่เป็นฉบับพิมพ์ปี 2558 (ฉบับ 125th Anniversary Agatha Christie) คนแปลก็คนใหม่ สำนวนแปลอีกขั้วหนึ่งแตกต่างจากฉบับก่อนที่อ่านด้วยช่องว่างของเวลากว่า 20ปี 
สนุกมากนะครับ 

แม้จะเดาๆ เรื่องได้จากความทรงจำ แต่ก็สนุกกับสำนวนแปลใหม่ๆ ไม่น่าเบื่อเลย 

เก๋มากที่ผู้แปล แบ่งเรื่องออกมาเป็นสามองก์ 

ข้อเท็จจริง, คำให้การ, และการใช้ความคิดของ #ปัวโรต์ 

อันนี้ช่วยขับให้การใช้สมองไขคดีของปัวโรต์โดดเด่นขึ้นอีก 
ความดีงามของนิยายชุดปัวโรต์คือ ป้าอากาธาแกให้ข้อมูลข้อเท็จจริงและคำให้การต่างๆ กับคนอ่านเท่าๆ กับที่ปัวโรต์รู้เลย 

คือ คนอ่านกับปัวโรต์นั้น รู้ข้อมูลทั้งหมดของอาชญากรรมพอๆ กันเลย และสืบสวนไปพร้อมๆ กัน รับทราบข้อมูลไปพร้อมๆ กัน แฟร์ๆ ไปเลยครับ 

เอ้า! จากนั้นคุณก็ใช้สมองของคุณไป พร้อมๆ กับปัวโรต์ก็ใช้สมองไป 

(แล้วคุณก็เลือกด้วยตรรกะไปได้เลยว่าใครคือฆาตกร) 

แล้วในที่สุด พอปัวโรต์วิเคราะห์ และเฉลยเงื่อนงำทั้งหมดให้ฟัง คุณจะอึ้งกับเซลล์สมองสีเทาที่ป้าแกสร้างไว้ให้กับปัวโรต์ 

ถ้าคุณอ่านปัวโรต์ไปหลายๆ ตอน คุณจะรู้สึกหมั่นไส้เขา และอยากเรียนรู้วิธีการจัดระเบียบการคิดของเขา 
สวนตัวคือ นิยายชุดนี้คือส่วนหนึ่งในชีวิตเรา ที่ทำให้เรามีความเชื่อมั่นเป็นพิเศษในการใช้สมองให้มากเข้าไว้ 
ส่วนตอน #Murder_on_the_Orient_Express นี้ก็พิเศษมาก ตรงที่จับเอาคนแปลกหน้าต่างชาติต่างภาษามาอยู่ในที่เกิดเหตุฆาตกรรม ในที่ที่เป็นรถด่วนขบวนเดียวกัน ในระหว่างกำลังวิ่งข้ามจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง 

อยู่ด้วยกันหมด ทั้งศพ ฆาตกร พยาน หมอชันสูตร นักสืบ และคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 

นับเป็นสถานการณ์ที่กล้ำกลืนดี แต่ทั้งหมดนั้นก็อยู่ภายใต้โครงเรื่องที่ป้าอากาธาแกวางไว้อย่างดี 
เท่าที่เรารู้ ยังมีงานของป้าอากาธาอีกหลายตอนที่ยังไม่ได้ถูกเอามาแปลเป็นภาษาไทย ก็หวังว่าจะได้อ่านตัวหนังสือดีๆจากนักแปลเก่งๆ อีก 
#อากาธา_คริสตี้ 

แปลโดย #โสภณา

ความตายอยู่ใกล้ๆ เรา

​เลือกซื้อมาเพราะวลีบนปกหน้า กับ 3ที่สุด 

แต่ไปไม่ถึงฝั่งนะครับ 


เมื่อปี 2013 มีหนังเรื่อง Odd Thomas 

พึ่งรู้ว่าหนังสือนี้คือภาคต่อๆ มา เป็นซีรี่ย์ของ Odd Thomas 

เราแอบดีใจ กับการค้นพบสิ่งนี้ในหน้าถัดๆ เข้ามาจากปก เพราะเราติดใจ idea ที่ตัวเอกตามสืบเรื่องเพื่อพยายามป้องกันเหตุฆาตกรรมหมู่ โดยใช้ความสามารถในการมองเห็นวิญญาณและอสูรที่ตามเสพความอาดูรจากเหตุการณ์ฆาตกรรม 
ถ้าเทียบว่า ฮาร์ลาน โคเบน หรือ อาการ์ธา คริสตี้ คือคะแนนเต็มสิบ เล่มนี้มาได้ถึงแปด มีความแอบเสียดายที่มันพาไปไม่ถึงอาการหลอน 
อย่างไรก็ดี เราทึ่งกับอารมณ์ขันแบบแปลกๆ ของ Odd และวิธีที่เขาพรรณนาถึงสิ่งต่างๆ เรื่องต่างๆ 

ต้องให้ความดีความชอบกับผู้แปลเลย ที่เลือกภาษาสวยๆ มาถ่ายทอดนิยายเรื่องนี้ ทำให้เป็นหนังสือที่อ่านเพลิน 

นับเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนอ่าน ที่จะคลายเลี่ยนจากฆาตกรรมระทึกหัวใจ เปลี่ยนมาหัวเราะกับความตาย และดื่มด่ำกับการรำพันถึงเรื่องราวรอบๆ การฆาตกรรม 

อืมมมมม จิตใช่ได้เลย 
ที่ดีงาม คือการเล่าเรื่องนักบวชของศาสนาคริสต์ การใช้ชีวิตประจำวันในโบสถ์ และการใช้ความรักเยียวยาผู้บาดเจ็บ 

ด้วยความรัก เราเยียวยาผู้อื่น และเยียวยาตัวเอง 

ความรัก คือสารหลักที่ผู้เขียนส่งผ่านผู้แปลมาถึงผู้อ่าน 
สุดท้ายนี่ก็เล่นใหญ่มากเหมือนกัน ที่แตะไปถึงการตีความตามพระคัมภีร์ ถึงการเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆ 

ประเด็นนี้คือเทพมาก เพราะสามารถเชื่อมศาสนามาหาหลักการของฟิสิกส์ได้ และยังเชื่อมมาถึงหลักทางศาสนาพุทธด้วย หากเราตีความต่อ 

อันนี้เข้าขั้นปรัชญาได้เลย เสียดายอยู่ที่หนังสือไม่ลงลึกในประเด็นนี้ต่ออีกนิด 
สรุปคือ แท้จริงแล้ว ต่างไปยังที่หมายเดียวกัน หากต่างกันเพียงแค่เส้นทางหรือวิธีการ เท่านั้น 

#ด้วยความตายอยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่เราคิดเสมอ 

#Odd_Thomas

หาย!

​เราว่าเล่มนี้ สนุกกว่า “อย่าบอกใคร (Tell No One)” 

ฮาร์ลานโคเบน เล่นกลผ่านตัวหนังสือให้คนอ่านดูซึ่งๆ หน้าเลย  

เล่มนี้พีคที่สุด ถ้าวัดด้วยการหักมุมให้คนอ่านหลง 

“คุณเคยรู้สึกอย่างนี้บ้างไหม คือนั่งฟัง พยักพเยิด ใส่ใจอยู่ดีๆ ทุกสิ่งทุกอย่างฟังดูเป็นเหตุเป็นผล เป็นเรื่องเป็นราว จากนั้น คุณก็เห็นอะไรบางอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องเล็กๆ แลดูไม่สลักสำคัญ เรื่องที่คุณเกือบมองข้ามไป และแล้วก็รู้สึกตกใจเป็นล้นพ้น เมื่อประจักษ์แก่ใจว่าเรื่องทั้งหมดฟังดูไม่ชอบมาพากลเป็นอย่างยิ่ง” 
เมื่อคุณอ่าน จะค่อยๆ ออกตัวในช่วงต้น จนเมื่อเครื่องร้อน (ผ่านไปประมาณ 20-30หน้าแรก) มันจะเหมือนคุณนั่งรถไฟเหาะตีลังกาไปจนจบ 

(ยังรู้จักรถไฟเหาะตีลังกากันใช่มะ?) 

และที่ดีงามคือมันพีคแล้วม้วนตัวตีลังกาจบลงอย่างสวยงาม 

นั่นคือเหตุที่คุณจะถูกหนังสือเล่มนี้ควบคุมให้คุณไม่สามารถวางมือจากการอ่านได้เลยจนกว่าจะจบเล่ม 
ขณะคุณอ่าน คุณอ่านใจตามวรรค หายใจตามบรรทัด แต่แล้วคุณจะแอบเว้นวรรคการหายใจระหว่างบรรทัด ด้วยความระแวง เพราะเรื่องราวมันหักมุมอยู่ตรงนั้น ทำให้คุณหายใจไม่ทั่วท้อง จนเมื่อคุณเริ่มคิดว่า คุณรับมือกับมันได้แล้ว มันก็หักมุมตรงนั้นเลยอีกที 

โห! สนุกมาก! 
นี่คือความสามารถพิเศษของโคเบนโดยแท้ 

เล่มนี้ แม้จะหลุดออกจากกรอบการฆ่ากันตายกลางป่า แต่ประเด็นความรักและครอบครัวยังคงเป็นแกนของเรื่อง 

เป็นนิยายสืบสวนโรแมนติก 
เราไว้ใจคนที่เรารักแค่ไหน 

จะอย่างไร ถ้าเราเจอว่า คนที่เรารักไม่ได้บอกความจริงกับเรา 

ถ้าเราไปรับรู้อดีตของคนที่เรารัก ว่าไม่เป็นอย่างที่เราคิด นั่นสำคัญหรือไม่ 

ความจริงที่โหดร้ายสวยงามกว่าคำหลอกลวงที่สวยงาม? 

คุณคิดอย่างไร?
โคเบนพยายามบอกอะไรบางอย่างกับเราผ่านตัวหนังสือของเขา 

#Halan_Coban 

#Gone_for_Good