Tag Archives: นิยาย

ความก้าวหน้าของนิยายสืบสวนไทย

เป็นพัฒนาการของนิยายสืบสวนฆาตกรรมของไทย สมควรแก่คำชมและรางวัลจริงๆ ครับ
เห็นว่ามีเอาทำละครด้วย แต่ก็ไม่ได้ดูหรอก
ซื้อหนังสือมาอ่าน เพราะมีคนพูดถึงเยอะ โดยเฉพาะชื่อหนังสือ
และโดยเฉพาะ “ชื่อมันอ่านว่าอะไร(วะ)?”

#กาหลมหรทึก ชื่อสื่อถึงความโกลาหลวุ่นวายที่เกิดขึ้นในพระนคร เป็นพระนครในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
ซึ่งเป็นนิยายสืบสวนไม่กี่เรื่องที่เล่นใหญ่ และเล่นใหญ่ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ แถมยังจบแบบ โอย! พีค! เป็นการจบที่คนอ่านเอากลับไปนั่งคิดไปคิดมาต่อจนเกือบจะนอนไม่หลับ
ยิ่งเป็นนิยายไทยด้วยแล้ว นิยายไทยสืบสวนที่ทำแบบนี้ได้ในเล่มเดียวจบ มีนับเล่มได้
#ปราปต์ คือนักเขียนนี่ต้องจับตามองเลย นี่คือต้องติดตามอ่านทุกเล่มของเขาแล้ว

โครงเรื่องของการเป็นนิยายสืบสวนฆาตกรรมนี่คือลงตัว สนุก ตื่นเต้น แตะไปถึงด้านมืดของจิตมนุษย์
และเรื่องประกอบที่มาสร้างสภาพแวดล้อม ก็สมควรแก่การยกย่อง ทั้งการเล่าประวัติของสถานที่สำคัญในพระนคร ทั้งศิริราช, เยาวราช, สามแพร่ง, วัดโพธิ์ และอื่นๆ
คนที่มีความผูกพันกับย่านเก่าในกรุงเทพฯ อ่านแล้วมีความสุขกับการบรรยายของปราปต์
คิดถึงเรื่องที่พ่อแม่เล่าให้ฟังถึงการนั่งรถเมล์ไปเรียนหนังสือที่ฝั่งธนฯ คิดถึงการเดินไปกินข้าวที่เยาวราชจากบ้านที่กรุงเกษม
นับในเชิงความรู้ แค่การอธิบายประวัติของแต่ละสถานที่ และบรรยากาศเมื่อในอดีต นี่ก็เป็นการอ่านอย่างมีความสุขแล้ว

ที่ต้องกราบเลยคือ การยกเอาโครงกลอนและกลบทกลอนต่างๆ มาใช้เป็นปริศนาในคดี
นี่มันขั้นเทพชัดๆ
พอยกกลอนกลบทขึ้นมาที่ไม่มีช่องว่างของการไม่สัมผัสเลย อ่านไปนี่เกิดความปิติขึ้นทันที
น้ำตาจิไหลจริงๆ ไม่ได้เวอร์นะ
ขอบคุณครูภาษาไทยมากครับ ไม่ได้ครูสอนเรื่องพื้นฐานของกลอนกลบท เราก็ไม่ได้มีโอกาสดื่มด่ำกับภาษาไทยได้ขนาดนี้ นี่คือมรดกของชาติที่ล้ำค่ามากจริงๆ
นี่ขนาดเคยได้ดูที่วัดโพธิ์มาแล้ว สองสามครั้ง อ่านจบนี้อยากไปอีกหลายๆ ครั้งเลย
ดังที่ครูเคยบอกจริงๆ ครับ วัดโพธิ์นี่แหละ คือมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย

ขอกราบคารวะแด่ครูทั้งหลายที่คิดค้นความงามทางภาษาเหล่านี้ ทั้งที่จารึกเอาไว้ และทั้งที่มาสอนเรา เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราซาบซึ้งมาก และดีใจที่เกิดมาครั้งนี้ได้เรียนรู้ศิลปะทางภาษาเหล่านี้
และทั้งหมดนี้ มันพีคที่สุด เมื่อเรามาได้สัมผัสมัน ในนิยายสืบสวน

เห็นเขาบอกกันว่าในละคร ตอนจบไม่เหมือนกับหนังสือนะ เราก็ไม่รู้หรอก ก็ไม่ได้ดู เราอ่านแต่หนังสือ และเราจะเสียใจมาก ถ้าเราไม่ได้มีโอกาสอ่านนิยายเรื่องนี้

Advertisements

ปฐมบทสงครามอวกาศ

สนุกมากๆ

เตือนให้เรารู้ว่าเรารักการอ่านนิยายวิทยาศาสตร์มากแค่ไหน
แม้ว่าตอนหลังจะหันมาเสพ Scientific Fiction ผ่าน Netflix (โดยเฉพาะเรื่อง Black Mirror)
คิดถึงนิยายวิทยาศาสตร์ในนิตยาสารรู้รอบตัวมากๆ

นี่คือทุกสิ่งอย่างที่นิยายวิทยาศาสตร์ดีๆ ควรจะมี และมันดีมากๆ ครับ

สารภาพ ตอนแรกก็ด่วนสรุปไปว่าเอาคนแก่ไปรบในสงครามอวกาศ มันจะสนุกยังไงว่ะ?
เหมือน Space Cowboy รึป่าว?
แต่ก็เห็นว่ามีคนพูดถึงเยอะ ก็อยากรู้อยากเห็นภาษาคนชอบอ่านนิยายสนุกๆ

จากการติดพันกับหนังสือเล่มอื่นๆ อยู่ ลูกชายก็สอยไปอ่านจบก่อนพ่อเสียอีก แล้วก็มาบอกพ่อว่า มันสนุกมากพ่อ แล้วก็น่าจะมีเล่มต่อนะ

สำหรับเรา นิยายวิทยาศาสตร์ คือโลกแห่งการตั้งคำถามว่า What if?
สำหรับคนชอบวิทยาศาสตร์และรักการตั้งคำถาม ไม่มีอะไรจะยอดเยี่ยมไปกว่าการเสพนิยายวิทยาศาสตร์ดีๆ อีกแล้ว
การอ่านบทความวิทยาศาสตร์หรือการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อาจให้ความรู้ ให้ความคิดใหม่ๆ แต่ไม่อาจสร้างเสริมจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ได้ดีเท่านิยายวิทยาศาสตร์

Old Man’s War เล่มนี้เป็น Highly Recommended ของนิยายวิทยาศาสตร์เลย มันประกอบไปด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมของโลกในจินตนาการบนหลักการทางวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ
แม้เป็นจินตนาการแต่ก็อยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะไม่น่าแปลกใจว่าสิ่งที่อยู่ในจินตนาการของนิยายเล่มนี้คงจะมาปรากฏเป็นจริงในโลกของเราในอนาคต ดังเช่นนิยายวิทยาศาสตร์เจ๋งๆ เรื่องอื่นๆ
การเข้าไปอยู่ในโลกในจินตนาการของหนังสือเล่มนี้มันอื่มมากสำหรับเรา สิ่งแวดล้อมและองค์ประกอบต่างๆ ถูกวางถูกร่างขึ้นมาได้อย่างสมเหตุสมผล

ประเด็นการตั้งคำถาม What if? จะเป็นอย่างไรถ้า…
ทั้งประเด็นเล็กและประเด็นใหญ่ของนิยายนี้ มันประเทืองปัญญามาก
นี่คือประเด็นที่เราควรตั้งคำถามจริงๆ
ทั้งประเด็นระดับอภิ เช่น อะไรคือคุณค่าของการใช้ชีวิต เมื่อเราได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตไปจนถึงสุดแล้ว เราได้คิดอะไร และถ้า…เราได้มีโอกาสได้กลับไปใช้ชีวิตใหม่อีกครั้งเราจะเลือกใช้ชีวิตอย่างไร อะไรคือสิ่งสำคัญ
ชีวิตย่อมมีคุณค่า แต่อะไรคือคุณค่าของการใช้ชีวิต มหัศจรรย์คือนิยายหนึ่งเล่มพาให้เราเข้าไปขบคิดหาคำตอบในโลกจินตนาการ

อีกประเด็นที่น่าทึ่งคือ การตั้งคำถามของการใช้เทคโนโลยี บางทีปัญหาของเทคโนโลยีอาจไม่ใช่อยู่ตรงที่มันมีความสามารถแค่ไหน หรือเราจะใช้มันทำอะไรได้บ้าง แต่กลับเป็นมุมว่า เราใช้มันง่ายเกินไปหรือบ่อยเกินไปหรือเปล่า การใช้งานง่ายเกินไปบ่อยเกินไปอาจทำให้เราขาดการยั้งคิดว่าเราควรใช้มันในการแก้ปัญหานั้นหรือเปล่า เทคโนโลยีที่ถูกใช้ได้ง่ายเกินไปอาจทำให้เรามักง่าย เราจะไม่คิดเลยว่าควรใช้มันแก้ปัญหาหรือไม่ แต่เราลงมือใช้มันแก้ปัญหาเลยทันที
อาจเป็นเพียงเพราะธรรมชาติของสมองของมนุษย์เรามีแนวโน้มจะเลือกแนวทางที่ประหยัดพลังงานที่สุด
สมองของเราขี้เกียจ เทคโนโลยีก็อำนวยความสะดวกให้สมองขี้เกียจ

โหย! ยังมีอีกหลายประเด็นคมๆ
ความหมิ่นเหม่ของจริยธรรมกับสงครามอวกาศ
ใครชอบนิยายวิทยาศาตร์ นี่คือเรื่องที่ไม่ควรพลาดนะฮะ

“ที่เราต้องใช้กำลังเมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาต่างดาวน่ะ เป็นเพราะมันง่ายที่สุด มันรวดเร็ว มันตรงไปตรงมา และถ้าเทียบกับความซับซ้อนของวิธีทางฑูตแล้ว มันถือว่าเรียบง่ายเลยล่ะ” #โอลด์เมนส์วอร์ #ปฐมบทสงครามข้ามเอกภพ

ความรัก ความขัดแย้ง อำนาจ และแฟนตาซี

นิยายโรแมนติกแปลกๆ

ปกติจะเริ่มจากนิยายเขียนก่อน นิยายเขียนที่เข้าตาผู้กำกับหรือผู้สร้าง จะถูกนำไปสร้างเป็นหนัง
แต่เรื่องนี้เป็นการสร้างหนังที่ผู้กำกับทั้งทำหนังที่ตัวเองรัก และลงมือร่วมเขียนเรื่องออกมาเป็นนิยายเรื่องนี้ เกิดเป็นหนังสือและหนังโรงในเวลาเดียวกัน
จากผู้กำกับที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง ทำให้หนังได้รับความสนใจมาก หนังสือก็ด้วย
คำวิจารณ์ที่ผ่านๆ ตา ส่วนใหญ่ก็ออกไปในทางที่ดี พล็อตก็ดูแฟนตาซีน่าสนใจ
จังหวะเหมาะก็ซื้อหามาอ่าน

ยังไม่ได้ดูหนัง
ซื้อเตรียมไว้เหมือนกัน แต่ตัดสินใจว่าจะอ่านหนังสือก่อน

เป็นนิยายรักที่แฟนตาซีดี แต่เหมือนว่าพยายามรักษาความสมดุลของเนื้อหาไว้ ไม่ไปให้สุดทาง สำหรับเราจึงเป็นนิยายที่ค่อนข้างเบาๆ ในแง่ที่ไม่ได้ไปจนสุดทั้งในด้านความโรแมนติก ความแฟนตาซี ความตื่นเต้น หรือการหักมุมในพล็อตเรื่อง
อ่านไปได้เรื่อยๆ เพลินๆ แต่ถ้าวันไหนนอนน้อยมาอ่านก็จะมีอ่านแล้วง่วงๆ หน่อย

เราคิดว่า การรักษาความสมดุลประมาณไว้เพื่อไม่ให้ ความโรแมนติกก็ดีหรือความแฟนตาซีก็ดี มาเด่นชัดจนข่มสารที่ผู้เขียน (ซึ่งก็คือผู้กำกับด้วย) ต้องการจะนำเสนอผ่านนิยาย
มันก็เป็นเรื่องปกติ เมื่อเลือกทางนี้หรือทางใดๆ แล้วก็ตาม มันก็จะมีข้อดีและข้อเสีย

อารมณ์ระหว่างการอ่าน รู้สึกเหมือนความสนุกกับนิยายถูกรั้งๆ ไว้ ยั้งๆ ไว้ เพราะกลัวว่าเราจะสนุกเสียจนลืมใส่ใจกับปมของเรื่อง
พอมันเป็นอย่างนั้น เราจึงมีช่องว่างของอารมณ์ระหว่างการอ่านหนังสือ ทำให้จับสามารถสังเกตสารต่างๆ ที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อสารได้

เรารู้สึกชอบ ที่ผู้เขียนเหมือนกล้าเลือกกล้าตัดสินใจ เพราะการชอบหรือไม่ชอบของคนนั้น มันเป็นแค่เรื่องรสนิยมเฉพาะบุคคลของผู้เสพ
เสพแล้ว มีคนชอบ มีคนไม่ชอบ แต่ผู้เขียนผู้กำกับผู้สร้างสรรค์ได้มีความพึงพอใจหรือความสุขไปแล้วตั้งแต่ตอนที่ทำมันออกมาตามที่ตนอยาก

อีกด้าน พอทำมันออกมาแบบสมดุลๆ มันก็ออกจะกลมกล่อม นิยายจึงค่อนข้างจะแมส เป็นแนวป๊อบๆ คนอ่านคนดูหนังในวงกว้างสามารถเข้าถึงได้สบายๆ

ความดีงามมีหลายข้ออยู่เหมือนกัน ตั้งแต่การตัดต่อฉากต่างๆ ในนิยายเขียน นำเอาเรื่องเดียวกันของคนละเรื่องกันมาตัดต่อต่อกัน เป็นอารมณ์การตัดต่อฉากในหนังมาปรากฎอยู่ในนิยายเขียน ทำให้การสลับฉากเรื่องราวของตัวละครหลายตัวกลับไปกลับมา มีความน่าสนใจมาก

ความดีงามของเนื้อเรื่อง ในแง่การสะท้อนความรุนแรงและผลความเสียหายของสงครามเข้ามาอยู่ในนิยายโรแมนติกแฟนตาซี การเสพความขัดแย้งต่างๆ ทั้งความขัดแย้งระหว่างตัวละคร ความขัดแย้งภายในใจของตัวละคร ความขัดแย้งของสถานภาพในครอบครัวและในสังคม ความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์ สงครามเย็น ความขัดแย้งระหว่างธรรมชาติกับเทคโนโลยี ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์อื่นๆ ความขัดแย้งระหว่างความรับผิดชอบกับความต้องการภายในใจ
เราพบความขัดแย้งในบรรทัด เราอยู่และจัดการความขัดแย้งนี้อย่างไร

ความดีงามของเนื้อเรื่อง ที่พาเอาคนอ่านมาสำรวจความรู้สึกถึงการมีอำนาจและจบลงที่การใช้อำนาจนั้นๆ บังคับคนหรือสัตว์ให้มาสนองในสิ่งที่ตนต้องการ
การได้ลิ้มลองการมีอำนาจเหนือผู้อื่น เหนือสิ่งมีชีวิตอื่น ทำให้เรามีความรู้สึกถึงอำนาจที่เราสามารถจะควบคุมได้ อำนาจนี้มักพาลขยายไปถึงความรู้สึกถึงการมีอำนาจจนคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีจิตสำนึกที่พิจารณาตัดสินใจ

นิยายดี รักแบบแฟนตาซี แมสก็จริง แต่ไม่ธรรมดาสามัญ

#the_Shape_of_Water

อัศวินอยู่ไหน

ตัวเอกสองตัวชื่อ ‘ไข่’ กับ ‘ดังก์’
เฮ้ยๆๆ มีไข่เป็นตัวเอก!

#ดังก์กะไข่ ผจญภัยไปในเจ็ดราชอาณาจักร #Tale_of_Dunk_and_Egg
(ฟังดูคล้ายล้อเล่นกับวลี Song of Ice & Fire)
“การเดินทางของวีรบุรุษไม่เข้าท่าสองคนที่ผจญภัยไปทั่วดินแดนเวสเทอรอส” (ดินแดนแห่งเจ็ดราชอาณาจักร)

#George_R_R_Martin พักจากการเขียนมหากาพย์ #Game_of_Thrones มาเขียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อน #มหาศึกชิงบังลังก์ ราวหนึ่งร้อยปี

เล่มนี้ไม่ได้ซื้อเอง ไปไถน้องสาวมาอ่าน ขอบคุณในอภินันทนาการจากน้องรักมา ณ ที่นี้ด้วย (หนังสือแกเยินขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้าน้อยอาจต้องชดใช้ในความผิดนี้)

การอ่านนิยายเล่มนี้ มีได้สองแบบ แบบแรกคือรู้เรื่อง Game of Thrones มาอยู่แล้ว ก็จะสานต่อกับเรื่องได้ เข้าใจว่าความเป็นตระกูลทาร์เกเรียนนี่มันขนาดไหน อะไรคือหัตถ์หรือ the Hand ของพระราชา อัศวินผู้สาบานตนหรือราชองครักษ์ผู้สาบานตนคืออะไร
เข้าใจความน่ากลัวของความพลาดพลั้งของตัวละครเป็นอย่างดี เพราะมันตามมาด้วยความตาย ตัวเอกถูกฆ่าตายเป็นเบือ
คนอ่านสายนี้ จะเสพอย่างเอร็ดอร่อย เพราะมันเป็นเหมือนหนังในแฟรนไชส์ Game of Thrones
เป็นเรื่องที่สปินออฟออกมาจากเรื่องหลัก โดยในเล่มนี้มีเรื่องราวการผจญภัยของดังก์กะไข่ 3ตอน จบในตอน แต่มีเนื้อหาต่อกัน มีความสนุกแบบลุงจอร์จที่คนติดกันทั่วโลก (น่าจะมีเล่มสองเล่มสามตามมาอีก แต่ไม่รู้ว่าลุงแกจะเขียนตามออกมาอีกเมื่อไหร่)
เรื่องราวแฟนตาซีได้ใจ มีความลุ้นตามอยู่ด้วย แฟน GoT ไม่ผิดหวัง กลายเป็นเหมือนนิยายในมหากาพย์เดียวกันแต่เป็นคนละไทม์ไลน์

อีกแบบหนึ่ง คือคนอ่านที่อาจจะไม่รู้เรื่องมหาศึกชิงบังลังก์มาก่อน อันนี้ก็น่าจะมีงงๆ บ้างในตอนแรก ว่าอะไรเป็นอะไร แต่อ่านไปๆ แล้วก็น่าจะพอจับใจความเรื่องได้
แบบนี้ ก็จะสนุกไปอีกแบบหนึ่ง ถือว่าเป็นเรื่องราวแปลกใหม่
แต่ความเห็นเราว่า ไม่น่าจะฟินกับเรื่องได้เท่ากับอ่านแบบแฟนคลับ GoT อ่านแล้วอาจแค่เฉยๆ
อันนี้ก็เพราะการอ่านและจินตนาการถึงความเชื่อมโยงระหว่างเรื่องในนิยายกับประวัติของไฟในสายเลือดของพวกทาร์เกเรียน มันทำให้อินกว่า และสร้างจินตนาการจากการอ่านได้ฟุ้งกว่า

ที่โดดเด่นมากในนิยายเรื่องนี้ คือการเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในมุมมองของคนที่ออกพเนจรไปทั้งเจ็ดราชอาณาจักร ว่าพบเจอเรื่องอะไรบ้าง เกิดอะไรขึ้น ต้องเอาตัวรอดจากเรื่องอะไร
ในขณะที่เรื่องหลักของมหาศึกชิงบังลังก์ เป็นการเล่าเรื่องสงครามระหว่างอาณาจักร เรื่องของพระราชาและเชื้อพระวงศ์ที่ปกครองอาณาจักรต่างๆ
Game of Thrones เป็นนิทานพงศาวดาร เรื่องของดังก์กะไข่นี้ก็จะคล้ายๆ นิทานจดหมายเหตุ

ความเป็นอัศวินนั้นอยู่ที่ใด?
อย่างไรจึงควรแก่บรรดาศักดิ์ แห่งอัศวิน (ท่านเซอร์)?
อยู่ที่การได้รับการแต่งตั้งจากผู้ทรงอำนาจหรือรับการแต่งตั้งจากผู้มีบรรดาศักดิ์ หรือ?
ใดๆ จึงจำแนกอัศวินออกจากผู้พเนจร?
หรือใช่ที่การสาบานตนเข้ารับใช้ผู้นำ?
หรือดูกันที่มีผู้ติดตามรับใช้?

“พวกเขามาให้กำลังใจแก่ข้า ทำไมหรือข้าสำคัญอะไรกับพวกเขา”
“อัศวินผู้จดจำคำสัตย์ปฏิญาณของตนได้”

“ในนามของ… ข้าขอสั่งให้ท่านกล้าหาญ ข้าขอสั่งให้ท่านยุติธรรม ข้าขอสั่งให้ท่านปกป้องเด็กและผู้บริสุทธิ์ ข้าขอสั่งให้ท่านคุ้มครองสตรีฯ” บัดนี้ ด้วยคำปฏิญาณนี้ ท่านเป็นอัศวิน

#A_Knight_of_the_Seven_Kingdoms

ความผิดบาปของเรา

เวลาที่จิตใจไม่สบาย ทางเยียวยาหนึ่งคือพักเรื่องตรงหน้าไว้ แล้วหลบเข้าไปอยู่ในนิยายสักเรื่อง
สำหรับเรา ยิ่งดาร์ค ยิ่งซับซ้อน ยิ่งดี
เรามักได้คำตอบอะไรบางอย่างจากเรื่องนั้น ก่อนจะกลับออกมาเผชิญหน้ากับเรื่องที่พักไว้

#ลูแป็ง เป็นอีกตัวละครที่มีเสน่ห์ แน่นอน เขาย่อมเป็นอัจฉริยะและมี skill เจ๋งๆ ไม่แพ้ เชอร์ล็อค โฮล์มส์, ปัวโรต์, หรือเล็กเซียวหงส์ แต่มีความดาร์คโดดเด่น ในฐานะที่เป็นโจร
หลายคนน่าจะเคยดูลูแป็ง ฉบับการ์ตูนญี่ปุ่น อันนั้นก็สนุก
การลงมืออ่านนิยายลูแป็งจริงๆ นี่ก็เป็นครั้งแรกของเรา ซึ่งเอาเข้าจริง เราก็ไม่ค่อยรู้จักตัวละครนี้นัก ติดมาแต่ภาพจำของฉบับการ์ตูน

ได้หนังสือเล่มนี้มาจากห้องสมุด ปกเขียนอ้างถึงนิยายชุดสุภาพบุรุษจอมโจร เขียนโดย #โมริช_เลอบลัง ชื่อเรื่อง #813 #ความผิดบาปสามครั้งของอาร์แซนลูแป็ง ถูกเขียนไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1910 แปลเป็นภาษาไทยโดย #ดำเกิงเดช พิมพ์ออกขายในปี พ.ศ.2550
จากคำนำของผู้แปล บอกว่าเรื่อง 813 นี้แบ่งออกเป็นสองภาค เล่มนี้คือภาคหลัง ซึ่งสามารถอ่านได้โดยไม่ต้องอ่านภาคแรกมาก่อน ก็ตามนั้น เพราะเป็นนิยายเก่าพอสมควรแล้ว ได้มาจากห้องสมุดด้วยการค้นเจอแบบฟลุ๊คๆ ถ้าบนชั้นหนังสือไม่ได้มีตัวตนของเล่มภาคหนึ่งอยู่ ก็แปลว่าทำใจอ่านภาคสองไปก่อนได้เลย เพราะหายากแน่ หนังสือเป็นสิบปีแล้ว

อย่างแรกเลย คือชอบภาษามาก ต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสนี่อายุร่วมร้อยปีแล้ว ส่วนการแปลเป็นไทยฉบับนี้ก็เมื่อสิบเอ็ดปีมาแล้ว
ดื่มด่ำกับกาาใช้ภาษาของนิยายแปลเล่มนี้มาก สมัยนี้ไม่มีแล้ว แต่งด้วยภาษาแบบนี้ แปลด้วยสำนวนแบบนี้ อ่านแล้วเหมือนย้อนหลังกลับไปเมื่อสมัยเราอ่านนิยายรหัสคดีสามสิบปีก่อน คนแต่งนี้เค้าเทพอยู่แล้ว แต่คนแปลนี้เราก็ขอชื่นชม เลือกใช้สำนวนได้ดีครับ

หนังสือไม่หนา เรื่องไม่ยาวนัก และไม่ซับซ้อนเท่าที่หวังจากชื่อของลูแป็ง นี่อาจเป็นเพราะเราเคยเสพนิยายของโคเบนไปแล้ว เลยเกิดเปรียบเทียบอยู่บ้าง
แต่ก็ดีงามในแบบฉบับของลูแป็ง จะมีบ้างคืออาจรำคาญที่พี่แกพูดมากไปนิด และอวดความเก่งของตัวเองไปหน่อย แม้จะไม่ซับซ้อนซ้อนปมมากแต่ก็ไม่ได้อ่อนตรรกะ ถือเป็นอาชญนิยายชั้นดีได้
อ่านแล้วก็อิน พาเราเข้าไปอยู่ในโลกอาชญากรรมของฝรั่งเศสเมื่อร้อยปีก่อนได้ นี่คือความสวยงาม

แม้แต่ลูแป็งเองยังผิดพลาด
ผิดพลาดขนาดนับขึ้นเป็นตราบาปของตัวเอง
เก่งขนาดไหนก็ตาม ก็ต้องมีพลาด ต้องผ่านการเรียนรู้จากความผิดของตน และนี้เป็นความผิดพลาดที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของสุภาพบุรุษจอมโจร เมื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่คมกว่า ความผิดพลาดทำเอาเกือบตาย พ่ายแพ้ สูญเสีย
ดาร์คแค่ไหนยังมีดาร์คกว่า ถูกความเชื่อมั่นในตัวเองทำร้าย

เราไหนเลยอวดเก่ง ความผิดพลาดจากตัวเองแม้ยากจะยอมรับ แต่หากไม่รับทั้งหมดนั้นไว้ ไหนเลยจะได้ไปต่อ
นี่คือปกติของการเรียนรู้ และเติบโต
ด้วยความผิดบาปของเรา (ซึ่งชีวิตจริงน่าจะมากกว่าสาม)
ได้เวลากลับออกไปเผชิญหน้าแล้ว

#อาร์แซน_ลูแป็ง #Lupin

มันเป็นความอ่อนแอ

สวัสดี นี่เราเอง 

เป็น coming of age เล็กๆ เรื่องนึงเหมือนกันนะ หลังจากที่ เขียนบันทึกถึงหนังสือที่เราอ่าน ติดต่อกันมาสองปี 

ปีแรก 2016 – 64 เล่ม 

ปีที่สอง 2017 – 53 เล่ม 

เลยตัดสินใจว่าจะหยุดเขียน แล้วไปทำอะไรใหม่ๆ อีกดีไหม (จริงๆ ก็ไม่เขียนบันทึกถึงทุกเล่มที่อ่านอยู่ดี เลือกเป็นเล่มๆ ไป) 

ในระหว่างที่คิด คิดระหว่างที่เดินทาง แล้วก็เปลี่ยนวิธีการอ่านหนังสือ กดความเร็วในการอ่านหนังสือให้ช้าลงอีก แล้วก็ตัดสินใจได้ เรายังมีความสุขกับการบันทึกอยู่ และระเบียบวิธีการคิดของเราก็มีการเติบโตไปจากจุดที่เริ่มลงมือเขียนบันทึกเหล่านี้ เมื่อสองปีที่แล้ว เราก็อยากรู้ว่า แล้วปีหน้า มันจะพาเราไปเจอกับอะไร 

การคิดได้ เมื่อการก้าวข้ามผ่านอย่างหนึ่ง 

 

นิยายเรื่องนี้ของ #Stephen_King ก็เป็นเรื่องราวนี้ 

ในช่วงปีที่แล้วที่หนังออกฉาย มีการพูดถึงนิยายสยองขวัญเรื่อง #IT หรือ #อิท นี่มากมาย แต่เราไม่ดู รอมาอ่านนิยาย 

งานเขียนนิยายต้นฉบับ เป็นนิยายยาวพอสมควร ฉบับแปลเป็นไทยต้องแบ่งออก 2 เล่ม ซึ่งถืออ่านแล้วล้าแขนมาก ยิ่งสำหรับคนที่นั่งอ่านต่อเนื่อง 2-4 ชั่วโมง เมื่อยก็เมื่อย ถึงกับปวดแขน อยากอ่านก็อยาก รวมทั้งไม่อยากให้จบเลย 

เราให้เวลากับนิยายเรื่องนี่เต็มๆ ไปเกิน 1เดือน อ่านแบบละเลียดมาก รีดดูดซับอารมณ์และรายละเอียดจากหนังสือให้ได้ทุกหยด 

 

อ่านแล้ว จะทำให้เรา 

หนึ่งจะไม่เข้าใกล้ตัวตลกอีก 

สองหลีกเลี่ยงไปในที่เปลี่ยว 

สามสำรวจลงไปในรายละเอียดของความกลัวของตัวเองทุกครั้ง 

อย่างน้อย ก็ทั้งหมดต้องให้มั่นใจว่า เราจะไม่เปิดโอกาสใดๆ ให้ #เพนนีไวส์ นี้เลย

โคตรหลอนเถอะ! 

 

นิยายเต็มไปด้วยการใช้สัญลักษณ์ ท่อระบายน้ำ บ้านร้าง บาดแผล จักรยาน 

แต่ก็สื่อสารกับเราอย่างตรงไปตรงมาด้วยตัวละครที่เดินเรื่องเกือบทั้งหมดที่เป็นเด็ก 

สำหรับเด็กยุค ’90 บรรยากาศตลอดทั้งหมดของนิยายนี้ คือเรื่องราวที่เราถวิลถึง ความทรงจำว่าเราได้รอยแผลเป็นพวกนี้มาได้ยังไง 

Good Old Days ที่ทำร้ายเรา ทิ้งแผลเป็นไว้บนตัวเรา ทำให้เราเป็นเราได้ในวันนี้ 

มันเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดช่วงหนึ่ง และ มันมีความเจ็บปวด ความเจ็บปวดที่บ้างบางคนถึงกับก้าวข้ามความเจ็บปวดเหล่านั้นมายืนอยู่ในเวลาปัจจุบันนี้กับเราไม่ได้ด้วย  

แต่ นี่เราเอง เราที่ยังยืนอยู่ในเวลาวินาทีนี้ได้ เราที่กำลังคิดถึงความทรงจำที่ดีที่มีความเจ็บปวดเหล่านั้น 

รู้ตัวอีกที เราก้าวข้ามผ่านมาได้แล้ว เพียงแต่ เราพาความเป็นเด็กของเราข้ามมาด้วยกันไม่ได้ ได้แต่ต้องทิ้งไว้ในความทรงจำเหล่านั้น 

ซาก ซากของความทรงจำ ซากของความเจ็บปวด กับ…แผลเป็นบนต้วเรา…ในวันนี้ 

 

พลังมหาศาลของ #นิยายสยองขวัญ เรื่องนี้ ผลักดันเรา 

ผลักดันให้เราทบทวนถึงวันที่ก้าวข้ามผ่าน วันที่เป็น Coming of Age 

วันนั้นเกิดอะไรขึ้นกับเรา เราถูกอะไรทุบ? 

วันนั้นเราทำอะไรลงไป 

วันนั้นเราคิดอะไรขึ้นมาได้ 

แล้วเรา ก็ไม่เป็นเราคนที่เคยเป็นอีก 

แล้วเรา ก็ทิ้งความเป็นเด็กของเรา ไว้กับความทรงจำ 

 

สุดยอดความดีงาม คือตัวละครเอกทั้งเจ็ดคน เป็นตัวตนที่มีมิติ นี่คืองานที่บรรจงเล่าเรื่อง ตัดต่ออดีตกับปัจจุบัน 

โครงเรื่องหนักแน่น ทำให้เราเชื่อมาก อินมาก อินกับแต่ละตัวเอก ทั้งเจ็ดคน

เรื่องราว ปัญหาครอบครัว ความรุนแรงในครอบครัว การเหยียดเชื้อชาติ เหล้าบุหรี่ ยาเสพติด สภาวะโสเภณีที่อยู่ใกล้ๆ ครอบครัว การข่มเหง การรังแก ลุกลามไปจนถึงการสังหารหมู่ 

ทั้งบอกเล่าอย่างมีมิติที่สัมพันธ์กัน และทั้งเตือนใจ ไปพร้อมๆ กัน 

Master Piece มากๆ 

ยิ่งอ่านยิ่งกลัว ยิ่งคิดยิ่งกลัว 

น่ากลัว ดิบดาร์ค เจ็บปวด 

แต่แล้ว ในความดิบและเจ็บปวดนั้น มีการยืนหยัด ยืนหยัดในความดีบางอย่าง และมีคนที่ยืนหยัดไปกับเรา ยืนหยัดเป็นเพื่อนเรา เราจึงเอาชนะมาได้ 

 

ความดีงามรองลงมาคือการที่ King เล่นกับเรื่องความอ่อนแอของจิตใจมนุษย์ ขนาดของความน่ากลัวนี่เองที่เป็นไปตามความอ่อนแอนั้น 

ที่แปลกอีกคือ ที่ไม่สามารถรักษาความเป็นเด็กไว้ได้ ก็เพราะความอ่อนแอนี้เอง ความอ่อนแอนี้เองที่ทำให้เราทอดทิ้งความเป็นเด็กในตัวเราเพื่อเอาตัวรอด ทิ้งเพื่อนของเราเพื่อเอาตัวรอด 

เราก็รอด รอดออกมาเพื่อตายลงช้าๆ 

การรักษาความเป็นเด็กนั้นจำเป็นต้องมีหัวใจที่เข้มแข็ง เข้มแข็งเกินกว่าจะให้ความกลัวใดๆ ที่จะมาพรากมันไปจากเรา 

 

สวัสดี นี่เราเอง จำเราได้มั้ย?

เสียงสะท้อน…ก้อง

ใช้เวลาอ่านนานพอสมควร เล่มไม่หนามากก็จริง แต่ต้องต่อสู้กับความง่วง 

เป็นเบสเซลเลอร์ที่อาจจะไม่ได้เหมาะกับใครหลายๆ คน 

ความเห็นเราคือ ‘สนุก’ 

#แฮร์รี่_บอซ ยังคงเป็นมนุษย์พันธุ์ที่หาได้ยากในสังคม แม้ในเรื่องแต่งแบบ Fiction ก็ตาม 

และก็ยังคงความเอกอุในด้านประสบการณ์การสืบสวนคดีแบบตำรวจอเมริกัน 

แบบตำรวจ ไม่ใช่แบบนักสืบเอกชน จึงเป็นความพิเศษของงานสืบสวนแบบ แฮร์รี่ บอซ ที่หาไม่ได้ในนิยายสืบสวนของนักสืบคนอื่นๆ 

 

กลับมาที่ความว่า ‘อ่านแล้วง่วง’

เพราะพี่แกใส่รายละเอียดการสืบสวนของตำรวจลงไปซะล้น รายละเอียดนี้ทำเอาคนอ่านท้อต่อการติดตามอ่านนิยายนี้ได้ 

แต่ในทางตรงข้ามนะ มันก็ขับให้นิยายมีความสมจริงมาก (ถ้าอ่านคู่กับการสืบสวนของ แจ้ค รีชเชอร์ … การสืบสวนของแจ้คนี่กลายเป็นเรื่องลอยๆ ไปเลย) 

ถ้าเป็นฮาร์ดคอร์รหัสนิยาย อ่านแล้วจะฟินกับรายละเอียดของการสืบสวนแบบตำรวจของพี่แฮร์รี่นี่มาก 

 

ความสุดของนิยายเรื่องนี้คือ ความซับซ้อนของอาชญากรรม ไม่ใช่แค่ฆ่ากันตาย หรือฆาตกรรมต่อเนื่องแบบโรคจิต 

มันไม่ถึงกับหักมุมสี่สิบแปดตลบ หรือตื่นเต้นเร้าระทึกหัวใจ มันอาจไม่ดีเด่นปานนั้น แต่มันซับซ้อนและเพียบพร้อมด้วยรายละเอียดที่ดูจริง ตรรกะของอาชญากรรมนั้นถูกเขียนขึ้นมาอย่างดี  

 

ความวิตกจริตของแฮร์รี่ต่อความไม่ลงตัวของข้อเท็จจริงของคดี อ่านๆ ไปแล้วก็คิดถึงปัวโรต์ 

 

ความขัดแย้ง น่าจะเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับมนุษยชาติ นั่นอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก 

แต่ความอุบาทว์คือการหาทางยุติความขัดแย้งด้วยสงครามต่างหาก 

วิบากของสงครามนั้นมีผลตามมาอีกยาวนาน มีผลมาถึงมนุษย์ที่แม้จะไม่ได้เข้าร่วมสงครามนั่นด้วย 

ผลกระทบดั่งเสียงสะท้อนในความมืด สะท้อนกันไปมาเรื่อยไป จนหาจุดสิ้นสุดของเสียงสะท้อนนั้นมิได้ 

 

#เสียงสะท้อนจากความมืด #The_Black_Echo