Tag Archives: นิยาย

ลาง…คาดหวัง

ในการอ่านนิยายของ #Stephen_King คงเริ่มต้นด้วยความคาดหวังบางอย่าง  

 

ความคาดหวังของคนอ่านที่มีตั้งแต่ก่อนที่จะอ่าน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก ที่มีผลต่อความอร่อยในการกลืนกินตัวหนังสือและเนื้อเรื่อง 
ไม่อร่อยสมใจอยาก ก็อาจเป็นไม่ชอบหรือเกลียดไปเลย 

มันมีความคาดหวังในใจเราชัดเจน ตั้งแต่ตอนหยิบหนังสือเล่มนี้ลงมาจากชั้นหนังสือในร้าน ตั้งแต่ยังไม่ได้จ่ายเงินซื้อเลย 

ดังนั้นถ้าหลังจากที่อ่านจนจบแล้ว ยังรู้สึกชอบถูกใจนิยายเรื่องนี้อยู่ นั่นน่าจะบอกได้ว่า นิยายเรื่องนี้ย่อมสมควรแก่การชื่นชม 

 

สนุกมาก!  

 

นิยายของ #Stephen_King มีความเปล่งประกายตรงโครงเรื่องและการดำเนินเรื่อง 

นักเขียนนิยายที่ทำได้แบบนี้มีไม่มากนัก 

 กึ่งอาชญนิยาย กึ่งสยองขวัญ กึ่งแฟนตาซี 

โครงเรื่องวางไว้ได้สมบูรณ์ แผนการดำเนินเรื่องโดยการตัดต่อเรื่องเอาแต่ละช่วงเวลาเชื่อมเข้าหากัน สมส่วน เข้าที่ 

 

เป็นงานดีมาก ใครที่ชอบแนวนี้ ควรลอง #ลางนรก หรือ #Doctor_Sleep เล่มนี้ 

 

ส่วนที่ดีที่สุดคือ นอกจากเนื้อเรื่องหลอนๆ ลุ้นๆ 

ยังแฝงประเด็นปัญหาสังคม, ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว, การหย่าร้า, การติดเหล้า, ยาเสพติด, และการดูแลผู้ป่วยโรคร้ายแรงหรือผู้ป่วยใกล้ตาย 

โอยยย… เรียงร้อยต่ออย่างไม่มีสะดุด 

เห็นปัญหาสังคมต่างๆ ที่ผู้เขียนนำเสนอ 

การติดเหล้ากับความรุนแรงในครอบครัว ไปจนถึงจุดที่ครอบครัวล่มสลาย เลยไปจนถึงสร้างปมทิ้งไว้ให้กับลูกหลาน 

ครอบครัวล่มสลายไปแล้ว ลูกหลานของครอบครัวเหล่านั่นก็นำพาปมไปสร้างความล่มสลายต่อๆ ไปได้อีก 

วงจรอุบาทว์! 

ไม่ใช่ว่าไม่รักลูก แต่เพราะความอ่อนแอที่พ่ายแพ้ให้กับสิ่งเสพติดมอมเมา 

 

ลุงสตีเฟนแกผูกโยงเหล้ายา มาเป็นปีศาจและความเสื่อมของชีวิตได้ดี 

อ่านแล้วเป็นที่อิจฉาแก่มือสมัครเล่นอย่างยิ่ง 

“คิดได้ไงอ่ะ แต่งออกมาได้ไงเนี่ย เทพจิงๆ” 

 

ส่วนที่เราชอบที่สุดคือ ความไม่ Perfect ของนิยาย เพราะมันทำให้นิยายเป็นนิยาย (งงมะ?) 

 

ลุงสตีเฟนแกไม่ขยี้ประเด็นปัญหาสังคมทั้งหลายที่แกผูกไว้ ไม่ขยี้ให้แผลเหวอะหวะ รวมทั้งความบังเอิญที่พอเหมาะพอดีของจังหวะของตัวละครต่างๆ ทั้งหมดนี้ทำให้งานเขียนนี้ เป็นนิยายที่ให้ความบันเทิงกับผู้อ่าน ไม่ทำให้สารที่พยายามส่งมาให้คนอ่านเข้มข้นจนเบียดบังความบันเทิงไป 
สนุกฮะ 

แต่อ่ะนะ ทั้งหมดก็ขึ้นกับความคาดหวังที่มีต่อหนังสือนั่นแหละ

Advertisements

อโหสิและอดกลั้น 

เรื่องในชุดเดียวกับ #ฤทธิ์มีดสั้น หรือ #เซียวลี้ปวยตอ ของ #โกวเล้ง มีด้วยกันอยู่ 4 เรื่อง ฤทธิ์มีดสั้น, ดาบจอมภพ, เหยี่ยวเดือนเก้า, และจอมดาบหิมะแดง 

ลังเลอยู่นานเหมือนกันว่าจะมาบันทึกไว้ดีมั้ย 

สุดท้าย กลัวว่าแก่นของเรื่องที่โกวเล้งเขียนไว้ จะพร่าเลือนไปจากสติอีกหลังจากอ่านจบในรอบที่สี่ เลยตัดสินใจเอามาบันทึกไว้ด้วย (มิได้คิดริอาจจะรีวิววรรณกรรมอมตะเรื่องนี้แต่อย่างใด)
ในฤทธิ์มีดสั้น เรามีคู่ ลี้คิมฮวงกับฮาอุย ส่วน #ดาบจอมภพ นี้ เป็นคู่ #เอี๊ยบไค กับ #โป้วอั้งเซาะ คล้ายด้านสว่างกับด้านมืด 

แต่ ไม่ง่ายเช่นนั้น ในมืดพลันมีแสงสว่าง ในสว่างนั่นก็เคยมืดมาก่อน 

ใช่ตัดสินได้โดยง่าย หรือจริงๆ แล้ว เรามิควรตัดสินใดๆ เลย 

 

มนุษย์เรามักไปบังคับต้นเหตุต่างๆ ได้ยาก หรือบางทีก็อาจพ้นจากวิสัยในการควบคุมของเรา 

แต่ใช่ว่า เมื่อเกิดจากความมืด หรือเกิดในท่ามกลางความแค้นแล้ว เราต้องอยู่ในแนวทางนั่นตลอดไป 

ล้วนแล้วแต่มาขึ้นกับการตัดสินใจกระทำหรือละกระทำของเราทั้งสิ้น ต่างหาก  

รู้ทั้งรู้ ว่าการกระทำแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน จองเวรเอาคืน เมื่อแค้นต้องชำระแค้น ก็จะจองเวรกันต่อไปไม่สิ้น เวรหนึ่งส่งผลให้เกิดเวรถัดๆ ไป ไม่สิ้นสุด 

หากแต่จะมีสักกี่ผู้คน ที่ระลึกได้และลงมือยุติ ยุติการจองเวร  

วัฏจักรจองเวรทั้งปวงนั้น ยุติลงได้เพียงแค่คำๆ เดียว “อโหสิ” 

 

“คนเราก็มีเพียงเวลาที่มันยินยอมอโหสิให้แก่ผู้อื่นด้วยความจริงใจจึงสามารถอโหสิให้แก่ตัวเองได้ … โลกที่มันดำรงชีวิตอยู่ เคยมีความเห็นว่า แก้แค้นยังถูกต้องและกล้าหาญ เป็นบุรุษเพศยิ่งกว่าอโหสิมากนัก แต่พวกมันต่างลืม จะกระทำให้ซึ้งถึงแก่นคำอโหสิ มิเพียงต้องมีจิตใจที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น ยังต้องมีความกล้าหาญอีกด้วย ความกล้าหาญที่เหนือกว่าไปล้างแค้น นั่นนับว่ายังยากเข็ญยิ่งกว่าไปล้างแค้นมากนัก!” 

“ความแค้นก็คล้ายหนี้สิน ยามท่านเคียดแค้นผู้อื่น ก็เท่ากับท่านติดค้างบัญชีตัวเองรายหนึ่ง” 

 

ข้อความคมคายทั้งหลายในนิยายเล่มนี้ ล้วนแต่โกวเล้งมุ่งมั่นจะบอกเรา จงอโหสิเถิด อโหสิจึงเป็นความดีงามของมนุษยชาติ 

“สามารถฆ่าคนมิใช่เรื่องยาก ยินยอมอภัยแก่คนที่ท่านพร้อมจะฆ่าได้ทุกเวลา นั่นจึงเป็นเรื่องยากเข็ญที่สุด” 
ขอข้ามประเด็นเรื่องความคมคายขอตัวหนังสือและเนื้อเรื่องที่ซ่อนเงื่อนพลิกผันของท่านไป เพราะนี่คือสุดยอดของผลงานนิยายจีนอยู่แล้ว ผลงานของท่านคืออาชญนิยายที่หักมุมคนอ่าน ที่นำมาเขียนอยู่ในยุทธจักรนิยายจีน 

สุดยอดรหัสคดีในรูปนิยายกำลังภายใน 

 

ถัดจากประเด็นเรื่อง อโหสิ แล้ว 

ในความเห็นเรา ใจความของเรื่อง #ดาบจอมภพ คล้ายการก้าวขึ้นไปสู่อีกขั้นหนึ่งจาก #ฤทธิ์มีดสั้น 

ในฤทธิ์มีดสั้น เซียวลี้ปวยตอ คือสัญลักษณ์ของธรรมะเอาชนะซึ่งอธรรม หากแต่ยังอยู่ในวิสัยว่า “ลูกผู้ชายมีบ้างพึงกระทำ บ้างไม่พึงกระทำ บางเรื่องบางประการ หากท่านทราบว่ามิสามารถทำได้ ยังมิอาจไม่กระทำ” 

เมื่อมาถึงดาบจอมภพ คำที่ฮาอุยบอกต่อกลับพัฒนาเป็น “ตอนเราอยู่ในวัยฉกรรจ์ มีเรื่องมากหลายที่มิอาจไม่กระทำ แต่ภายหลัง เราจึงค่อยๆ ขบคิดเข้าใจ ในโลก ไม่มีเรื่องใดที่มิอาจไม่กระทำเด็ดขาด ปัญหาอยู่ที่ว่า ในใจท่านจะไปคิดเยี่ยงไรเท่านั้น ขอเพียงท่านยินยอมอดกลั้นสักช่วงเวลาหนึ่ง เรื่องราวมากหลายที่ท่านเห็นว่ามิอาจไม่กระทำ อาจบางทีจะกลายเป็น ไม่มีคุณค่าให้ท่านได้กระทำได้”  

ไม่เพียงลี้คิมฮวงที่ได้รับยกย่องว่าก้าวพ้นความเป็นปุถุชนไปแล้ว เพียงวาจาประโยคนี้ ฮาอุยเองก็ก้าวพ้นขื่อคาทั้งมวลไป นี้จึงเป็นสหายที่คู่ควรทั้งฝีมือและคุณธรรม 
มิเพียงเท่านั้น 

“มิว่ากระทำเรื่องราวใด หากคิดจะให้โดดเด่นเหนือผู้อื่น ต่างต้องทนทุกข์ทรมานทั้งสิ้น” 

“แต่เรายังหวังให้พวกท่านสามารถเข้าใจความอีกประการหนึ่ง” 

“หลักวิชาที่ยิ่งใหญ่โดยแท้จริง หาใช่ใช้ความฉลาดปราดเปรื่องและมานะพยายามก็สามารถฝึกฝนมาได้ไม่” 

“ไฉนไม่ได้!” 

“ท่านยังจะต้องมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่อยู่อีกดวงหนึ่งก่อน จึงจะสามารถฝึกได้วิชาที่ยิ่งใหญ่โดยแท้จริง” 

 

แน่นอน ทั้งมวลนี้ มิใช่เพียงแค่เรื่อง “ผายลมมารดาท่าน” เท่านั้น 

 

ด้วยจิตคารวะ

ด้วยปฏิบัติ

การหน่วงความเร็วในการอ่านให้ช้าลง มันก็ให้เราอินกับหนังสือมากขึ้นได้ 

เราใช้เวลาละเลียดอ่านเล่มนี้อยู่หลายวัน ขนาดละเลียดแล้วกลับรู้สึกอ่านสนุกขึ้น 

ถ้า ปัวโรต์ เป็นนักสืบประเภทที่ใช้สมองอัจฉริยะปะติดปะต่อไขคดี 

อ็อด โทมัส และ อทิติ (เรื่องรุ่นพี่) ใช้ความสามารถพิเศษในการสัมผัสได้ถึงวิญญาณหรือความตาย ในการสืบสวนคดี 

เชอร์ล็อคโฮม อาจใช้ความช่างสังเกตและความละเอียดในการตรวจสอบสิ่งต่างๆ เพื่อไขคดี 

แจ็ค รีชเชอร์ ใช้ทักษะทหารที่สุดยอด ในการสืบสวน 

ในส่วนของ แฮรี่ บอซ ของ ไมเคิล คอนเนลลี่ กลับต่างออกไป เป็นอีกแบบหนึ่ง 
#แฮรี่_บอซ เป็นตัวอย่างมืออาชีพที่พัฒนาทักษะของตนมาจากประสบการณ์ทำงานหลายสิบปี 

ประสบการณ์ในการทำงานเป็นตำรวจสืบสวนคดีแล้วคดีเล่า ทำให้เกิดทักษะพิเศษขึ้น 

ทั้งการอ่านคน การพิจารณาหลักฐาน การสอบสวนพยาน การจัดการกับอาชญากร และวิจารณญาณตัดสินถูกผิด ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มาจากประสบการณ์ทำงานของตัวเอง 

เป็นตัวอย่างที่ดีของการสั่งสมประสบการณ์ทำงาน และเป็นพื้นที่ที่ถูกแบ่งแยกออกจากกันระหว่างนักปฏิบัติ กับนักทฤษฎี 

ไม่ว่าจะงานอะไร สุดท้ายแล้วยังคงต้องการคนลงมือทำ หากมีแต่คนให้ความเห็น หรือ Comment เพียงถ่ายเดียว งานคงไม่ไปไหน และนั่นก็อาจเป็นจุดเด่นของนักปฏิบัติ 

แน่นอนหากพึ่งแต่ประสบการณ์ของนักปฏิบัติล้วน ในงานที่ยากซับซ้อน ก็อาจหลงทางผิดพลาดได้ นี่เองที่นักทฤษฎีจะมาช่วยตั้งคำถามให้คิดให้ครบด้าน แต่ถ้ามีแต่นักทฤษฎีล้วนๆ สุดท้ายอาจแย่กว่าเพราะจะมีแต่คนพูดแต่ไม่มีคนทำ 

ต๊าย! บันทึกไปบันทึกมา ก็เข้าตัว! 
นิยายเล่มนี้ พยายามจะบอกเราว่า บอซพึ่งทักษะที่มาจากประสบการณ์เป็นหลัก สุดท้าย เขาเองก็พลาด จุดเปลี่ยนนั้นอยู่ตรงที่ ต้องใช้เวลาแค่ไหนถึงจะพบว่าต้วเองพลาด และหันกลับมาพิจารณาในแง่มุมอื่นบ้าง ประเด็นเตือนสติที่สำคัญคือความขัดแย้งเชิงตรรกะ เรื่องราวหรือข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถเข้ากันได้ คือสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญ ที่ดังเตือนว่า เขามาผิดทางแล้ว
เป็นงานเขียนของ #ไมเคิล_คอนเนลลี ที่ดีงามมาก แม้ไม่ระทึก ไม่หักมุมคนอ่าน เท่า ฮาร์ลานโคเบน แต่ความรู้จริงเรื่องงานตำรวจสืบสวนของไมเคิล ทำให้นิยายสืบสวนของเขาไปได้เกือบสุดทางในอีกแนวทางหนึ่ง ผลคือเป็นนิยายที่อ่านสนุกมากครับ 

เราสนุกกับความเป็น แฮรี บอซ นะ
ความดีงามสุดของนิยายเล่มนี้คือ ประเด็นคมๆ เรื่องวิจารณญาณในการตัดสินความถูกต้อง แท้จริงแล้วเราสามารถหาความยุติธรรมให้กับทุกๆ คนพร้อมกันได้หรือไม่ กระทั่งความยุติธรรมให้กับอาชญากร 

หากเรายึดหลักการว่า ทุกคนล้วนมีความหมาย เราจะมีวิจารณญาณสามารถตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง ใช่หรือไม่? อะไรกันแน่คือสิ่งที่เรียกว่า จริยธรรม โคตรโดน 

แหม! อ่านแล้วก็คิดถึง การถกประเด็น Dilemma เรื่อง Ethics และ Politics ในที่ทำงาน สมัยเรียน ป.โท มากๆ 
#the_Drop #Harry_Bosch 

#แผนเลือดลวง

ใครโดนหลอก 

“คุณไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนลงมือ…ฆ่า” 

#ฮาร์ลาน_โคเบน ทำสิ่งที่ถนัด จึงได้มาเป็นนิยายสืบสวนชั้นดี 

แน่นอน คุณจะยังโดนเขาลากไปลากมา และก็จับหักมุม 

 

เนื้อหาโครงเรื่องกระชับ แต่ มันจบแบบคาดไม่ถึง ที่สุด

ความดีงามของนิยายเล่มนี้ คือโคเบนขยับโครงเรื่องออกไปจากเดิมเล็กน้อย 

ให้ผู้หญิงเป็นตัวเอก และสร้างมิติที่ลึกขึ้นให้กับตัวละคร ทำให้มีความซับซ้อนในตัวละคร เรื่องจึงมีความหนักแน่นในตัวเอง อ่านสนุก แล้วพาตัวละครที่มีมิติมาดำเนินเรื่องแบบกระชับจากปริศนาหนึ่งไปอีกปริศนาหนึ่ง ซับซ้อนขึ้นเป็นชั้นๆ กลายเป็นอ่านวางไม่ลง 
Signature ของโคเบนคือ มีแกนหลักของเรื่องเป็นสถาบันครอบครัว ปมในครอบครัวเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหลาย 

ถ้าเรายุติกันในครอบครัวได้ นั้นคือการป้องกันอาชญากรรมที่แท้จริง 

โคเบนยังคงส่งสารนี้ออกมาซ้ำๆ ในนิยายของเขาทุกเล่ม 

 

แต่ความที่ ตัวเอกเก่งมาก ทำให้มีลุ้นน้อยหน่อย เพราะชัวร์ว่าจะเอาตัวรอดในทุกสถานการณ์แน่ ไม่ต้องลุ้น จึงตื่นเต้นน้อยไปหน่อย นี่ดูคล้ายจะเป็นจุดอ่อนสำคัญของสไตล์นี้ ยังต้องมีความพยายามขึ้นอีกเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับคนอ่าน (ขนาดเก่งโคตรๆ อย่างซาเสี่ยวเอี้ย หรือโป้วอั๊งเซาะ โกวเล้งยังจับมาปั่นให้ตกสู่ความวิบัติให้คนอ่านลุ้น นี่คือความเทพของโกวเล้ง) 

อีกประเด็นหนึ่งคือ ในเรื่องนี้ โคเบน Master of Twist ของเรา พยายามหักมุมในตอนจบอย่างตั้งใจ ความตั้งใจที่มากเกินไปนี้ประสบความสำเร็จในแง่สร้าง Surprised ให้กับคนอ่านได้จริงจัง แต่ความตั้งใจที่มากเกินเลยทำให้เกิดอาการไม่สมเหตุสมผล 

แต่นั่นแหละ ทั้งสองประเด็นนี้อาจเป็นแค่เรื่องรสนิยมในการเสพอาชญนิยายของแต่ละคน จะอย่างไร การผูกปมปริศนาของอาชญากรรม และการหักมุม ก็เจ๋งมาก ทำให้เรื่องสนุก เป็นนิยายที่อ่านวางไม่ลงอีกเล่ม ก็ไม่ผิดหวังนะ 

 

ประเด็นทิ้งท้ายจากการอ่านเรื่องนี้ ก็คมมาก 

เมื่อเราต้องตัดสินใจ เราแบ่งแยกความดีกับความเลวอย่างไร อะไรคือตัดสินใจถูก บางทีเกณฑ์เหล่านี้เป็นเส้นที่บางมากๆ แต่การตัดสินบนความถูกต้อง กับการตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของตน มักไม่ไปด้วยกัน และมักไปสู่ปลายทางที่ต่างกันสิ้นเชิง 

 

#Fool_Me_Once #อย่าหลอกกัน

มีความเป็น ไส้เดือน

จะว่ากระไรได้… 
เป็นไส้เดือน ไส้เดือนที่ไม่มีตา ย้งเปรียบว่าหลงทางอย่างตาบอด และยังถึงกับตาบอดอยู่ในเขาวงกต 

การหลงทางของไส้เดือนนั้นจึงเป็นนิรันดร์ 

ก่อนการมาถึงของความเข้าใจ 

ยังมีหลุมอยู่ 

หลุมที่ถมเท่าใด ก็ไม่เต็ม ไม่เต็ม

กระทั่ง ถึงกับยอมเอาตัวเองหย่อนลงไปในหลุม เพื่อเติมเต็มความว่างเปล่านั้น 

แต่ก็ลืมที่จะประมาณไปก่อน ไม่สิ! เวิ้งว้างจนสุดประมาณเสียมากกว่า 

เพียงตัวเองที่เอาหย่อนลงไปในนั้น แค่เพิ่มเพียงกระผีกความรู้ขึ้นมาว่า หลุมนั้นมันเวิ้งว้างจนสุดตนประมาณ 

จมลง ดิ่ง ลึกลง เรื่อยๆ เรื่อยไป หาได้เจอความกระจ่างใดๆ เพิ่มเติมอีก มืดมิดลงไป 

ด้วยหลุมนี้ ความเข้าใจ จึงไม่เคยมาถึงได้เลย 

เป็นได้แค่ความโดดเดี่ยวมืดในจิตใจมนุษย์ 
มนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรม มีโครงสร้างสังคม มีการเรียนรู้ทางสังคม มี Socialization 

แต่ เราต่างมีความปัจเจก ความปัจเจกที่ในที่สุดอาจนำมาซึ่งความรู้สึกแตกแยก ความแตกแยกที่ระแหงจนปราศจากความสามารถในการประสานรอยกลับได้โดยสิ้นเชิง หรือก็อาจประสานได้บ้างเพียงแค่หลอกๆ 

ยิ่งรับผลจากพิษบาดแผลของชีวิต พบกับบาดแผลที่เป็นฝันร้ายในฝันร้ายอีกที 

แม้เพียงตื่นขึ้นมาก็พบเพียงว่า ตื่นมาจากฝันร้ายหนึ่งเพื่อตื่นอยู่ในอีกฝันร้ายหนึ่งเท่านั้น หรือ ตื่นจากฝันหนึ่งมาพบกับฝันร้ายยิ่งกว่า 

พิษบาดแผลนี้ เป็นอาหารหล่อเลี้ยงความแตกแยกให้เติบโต

เติบโตจนมีอีกชื่อเรียกหนึ่ง ว่า ความเหงา ความเหงาที่เติมไม่เคยเต็ม 
มีบ้างบางคน ที่ก้าวข้ามพ้นผ่านหลุมนั้นมาได้ แม้ยังมีหลุมอยู่ แต่ใช่ว่าจะกระไรนัก เช่นนั้นก็แล้วๆ ไป 

แต่ส่วนคนที่ยังไม่ข้ามมา หรือกระทั่งเอาตัวหย่อนลงไปแล้วนั้น อาจสาหัสนัก 

หลงทางอยู่อย่างนั้น เฝ้ารอคอยความเข้าใจที่ไม่มีวันมาถึง 

… 
หนังสือเล่มนี้เป็นเช่นหนังสือเล่มที่มาทีหลัง #พุทธศักราชอัสดงของทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ แต่เรามาอ่านเล่มนี้หลังจากอ่านเล่มนั้น (ที่ออกมาทีหลัง) 

ช่างดาร์คดิ่งเช่นกันทั้งสองเล่ม ดาร์คจนอิ่ม 

หากแต่ทั้งสองเล่มก็มีความแตกต่าง คือ เล่มนี้เรียบง่ายกว่า 

ความเรียบง่ายของ #ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต นี้ขับให้ความดาร์คของเรื่องเปล่งประกาย 

เพียงนิยายรักสามเส้า หรือจะเรียกว่านิยายน้ำเน่าก็ดี เรียบง่ายถึงเพียงนั้น 

แต่ตัวละครในรักสามเส้าเหล่านั้น ล้วนหลงทางอยู่ในเขาวงกตที่พวกเขาขุดไว้ 

บ้างไม่เข้าใจ บ้างไม่ต้องการเข้าใจ 

และเพียงไม่เข้าใจ จึงหลุดออกมาไม่ได้ ติดอยู่ในความนิรันดร์ของความอ้างว้างนั้น 
คุณ #วีรพร_นิติประภา คือนักเขียนที่เป็นที่สุดของงานเขียนแนวนี้ ขอคารวะครับ 

เราดึงจังหวะการอ่านหนังสือเล่มนี้ มาให้อ่านในช่วงจังหวะเวลาที่ตรงพอดีกับช่วงที่อารมณ์ตัวอยู่ในช่วงวูบวาบ สำนวนและตัวอักษรของคุณ #วีรพร ชักจูงอารมณ์ของเราไปอย่างไม่เปิดโอกาสให้ขัดขืนเลย ขมกลมกล่อมและเปล่าเปลี่ยวแท้ 
ไส้เดือนบางตัวเฝ้าขุดดินต่อไป บ้างบางตัวก็หยุดขุดเพราะพบหลุมที่ตัวขอเรียกว่าบ้าน บ้างสูญเสียความทรงจำไป บ้างก็อาฆาตแค้นหลุมที่ตัวขุดเอาไว้ 

ไส้เดือนบางตัวได้มีโอกาสปลดเปลื้องความมืดบอดด้วยความรัก บ้างปลดเปลี้องด้วยการร่วมรัก บ้างก็ปลดเปลื้องด้วยศิลปะหรือดนตรี 

แต่ตัวใดเล่าที่จะหลุดออกจากเขาวงกตนี้ ออกจากหลุมนี้ได้ทั้งๆ ที่ไม่มีตา ไม่ใช่แค่ตาบอด 

ย้อนรอย…บ้าน

นิยายของ #Halan_Coban มักทำให้เราเปลี่ยนใจ อ่านหนังสือ 

หลังจากที่เจอเล่มนี้ที่ร้านหนังสือ กลายเป็นว่า ที่อ่านๆ อยู่ 3-4เล่ม หยุดไว้หมด 

เล่มนี้ เป็นหนึ่งใน Series สืบสวนของ #ไมรอน_โบลิทาร์

ถ้าเทียบ Scale ความระทึกของนิยายสืบสวนที่โคเบนเคยทำไว้ได้สูงสุดในระดับ 9.5 เต็มสิบ เล่มนี้มาได้แค่ 7.5 นะ ไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่เพราะพระเอกคู่หูดันเก่งเกินทั้งคู่ อ่านแล้วเกิดภาพว่า ไม่ว่าจะล่อแหลมอันตรายแค่ไหนทั้งคู่ก็รอดมาได้ชัวร์ และยังกลับไปเอาคืนได้อีก 

ส่วนการสืบสวนก็ดูด้อยลงไป เพราะไม่ได้มีการขบคิดไตร่ตรองข้อเท็จจริงที่ได้มามากนัก (อาจติดภาพนักสืบแบบเฮอร์คูล ปัวโรต์ มากไปนะ) 

แต่ว่า การไล่ล่าหาข้อเท็จจริงต่างๆ นี้ก็ไม่ธรรมดาเลย เทียบชั้นนิยายสายลับได้อยู่ 
แม้จะอ่านแล้วดูด้อยลงกว่าเล่มอื่นๆ แต่ไม่น่าผิดหวัง! 

ก็ยังนับเป็นผลงานระดับโคเบน 
นิยายของโคเบน ยังคงทำให้เราตั้งคำถามในทุกๆ หน้ากระดาษ ชักจูงคนอ่านไปตามตัวหนังสือทีละบรรทัด มีเฉลยบ้าง เฉลยคำตอบหนึ่งแล้วก็นำคนอ่านไปสู่คำถามถัดไป และถัดไป 

…และแล้ว ก็ขยี้ๆ คนอ่านด้วยการหักมุมตอนจบ 

คือเจ้าพ่อแห่งนิยายสืบสวนที่หักมุมตอนจบ 

โอย! เขียนได้ไง หักมุมมันทุกเล่ม 

ดังนั้น ถ้าเราอ่านแบบว่า อ่านตอนต้นแล้วข้ามมาอ่านตอนท้ายเล่มเลย หรืออ่านจบแล้วไปเล่าตอนจบให้คนอื่นฟัง นี่คือความพังพินาศของนิยายสืบสวนนี้ 

อย่าทำๆ 

จงดื่มด่ำกับการหักมุม เพื่อความบันเทิงและการได้ฉุกคิด 
ยังคงฉกาจมาก ในการนำประเด็นความรักและความสัมพันธ์ในครอบครัวมาเป็นแกนของเรื่อง 

นี่เองที่เป็นความหนักแน่นของนิยายของโคเบน ปมความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นพื้นฐานของเรื่องราวทั้งหมด 

เมื่อเรา #ย้อนคืน ทั้งหมดกลับมา ทุกอย่างมักเริ่มต้นจากที่บ้าน 

โคเบน ฝังประเด็นในเรื่องนี้ให้เราคิดได้ว่า ชนวนจากปมในครอบครัวคือจุดเริ่มต้นของหายนะ 

เตือนสติให้เราอย่าด่วนสรุปหรือมองข้ามปมความสัมพันธ์ในครอบครัว การรักษาศีลธรรมพื้นฐานง่ายๆ คือความมั่นคงของสถาบันครอบครัว และ… สังคมรอบๆ 
แม้ไม่ได้ระทึก ใจเต้นวางไม่ลง 

แม่ไม่ได้ลึกลับ ซับซ้อนซ่อนเงื่อน 

แต่ความเอกอุของการหักมุม การวางเรื่องราวอาชญากรรมโดยมีประเด็นภายในครอบครัวเป็นแกน และยังฝากประเด็นให้คิดต่อ 
นี่จึงเป็น อาชญนิยายที่ดีเล่มหนึ่งทีเดียว

คนสิ้นสูญ

1. ความเป็นคนคืออะไร 

2. ถ้ามีคนมาบอกเราว่าเขาสูญสิ้นความเป็นคน… คือเขาเป็นอย่างไร และเขากำลังจะบอกอะไรเรา 

3. นักเขียนที่พยายามฆ่าตัวตัวตายมาแล้วหลายครั้ง (แต่ไม่สำเร็จ) ก่อนการฆ่าตัวตายครั้งสุด (ซึ่งเขาทำสำเร็จ) เขาเขียนปลดปล่อยสารอะไรบางอย่างทิ้งไว้ เราจะเจอสารอะไรในงานเขียนนั้น 

เราจะพบคำตอบอะไรบางอย่าง สามเรื่องนี้ จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ 

ไม่อาจหาญบอกว่า คำตอบนี้ถูกหรือผิด 

ไม่ผยองว่า นี้คือสาระบางอย่างในการใช้ชีวิต 

แน่นอนว่าหนังสือนี้อาจจะไม่ได้เหมาะกับคนหลายๆ คน 

หากแต่ งานเขียนอัปมงคลชิ้นนี้ อาจทิ้งมงคลบางอย่างไว้ในจิตสำนึกของคนอ่านได้ 

แม้ว่า มิอาจเอาชนะต่อแรงกดดันทั้งหลาย แต่นี้คือหลักฐานแห่งความพยายามขบถต่อสังคม ขบถต่อสภาพการดำรงชีวิตที่เป็นไปในยุคสมัย  ทิ้งเป็นร่องรอยที่จับใจอยู่ในโลกวรรณกรรม 

ระหว่างอ่าน คล้ายเราดำดิ่งสู่ความอัปลักษณ์ของมนุษย์ ถึงกับหดหู่ไป แต่ก็กลับกลาย ดื่มด่ำไปกับรสภาษาของวรรณกรรมด้วย  

หากมิใช่อัจฉริยะในศิลปะการเขียน ไยสามารถรังสรรค์ผลงานได้เยี่ยงนี้ 

อีกทั้งมิอาจไม่ยกย่องความดีงามของการแปลจากภาษาต้นฉบับมาเป็นภาษาไทย 

นี่คือวรรณกรรมดีงามที่แสนหดหู่ 

เพียงการเขียนพรรณนาภาพถ่ายสามใบในบทนำ  ก็ช่างเป็นตัวอย่างที่งดงามของการใช้ภาษาในงานเขียน 

แต่นั่นแหละ ที่สุดคือแก่นสารของเรื่อง ที่ส่งผ่านความมืดมาถึงคนอ่านต่างหาก 

หากต้องการดำรงความเป็นคน ที่แท้แล้วอย่างไร? 

ฤา คนเป็นสิ่งมีชีวิตควรแก่การไว้ใจ? 

#สูญสิ้นความเป็นคน #โอซามุ #JLIT