Tag Archives: นิยาย

ย้อนรอย…บ้าน

นิยายของ #Halan_Coban มักทำให้เราเปลี่ยนใจ อ่านหนังสือ 

หลังจากที่เจอเล่มนี้ที่ร้านหนังสือ กลายเป็นว่า ที่อ่านๆ อยู่ 3-4เล่ม หยุดไว้หมด 

เล่มนี้ เป็นหนึ่งใน Series สืบสวนของ #ไมรอน_โบลิทาร์

ถ้าเทียบ Scale ความระทึกของนิยายสืบสวนที่โคเบนเคยทำไว้ได้สูงสุดในระดับ 9.5 เต็มสิบ เล่มนี้มาได้แค่ 7.5 นะ ไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่เพราะพระเอกคู่หูดันเก่งเกินทั้งคู่ อ่านแล้วเกิดภาพว่า ไม่ว่าจะล่อแหลมอันตรายแค่ไหนทั้งคู่ก็รอดมาได้ชัวร์ และยังกลับไปเอาคืนได้อีก 

ส่วนการสืบสวนก็ดูด้อยลงไป เพราะไม่ได้มีการขบคิดไตร่ตรองข้อเท็จจริงที่ได้มามากนัก (อาจติดภาพนักสืบแบบเฮอร์คูล ปัวโรต์ มากไปนะ) 

แต่ว่า การไล่ล่าหาข้อเท็จจริงต่างๆ นี้ก็ไม่ธรรมดาเลย เทียบชั้นนิยายสายลับได้อยู่ 
แม้จะอ่านแล้วดูด้อยลงกว่าเล่มอื่นๆ แต่ไม่น่าผิดหวัง! 

ก็ยังนับเป็นผลงานระดับโคเบน 
นิยายของโคเบน ยังคงทำให้เราตั้งคำถามในทุกๆ หน้ากระดาษ ชักจูงคนอ่านไปตามตัวหนังสือทีละบรรทัด มีเฉลยบ้าง เฉลยคำตอบหนึ่งแล้วก็นำคนอ่านไปสู่คำถามถัดไป และถัดไป 

…และแล้ว ก็ขยี้ๆ คนอ่านด้วยการหักมุมตอนจบ 

คือเจ้าพ่อแห่งนิยายสืบสวนที่หักมุมตอนจบ 

โอย! เขียนได้ไง หักมุมมันทุกเล่ม 

ดังนั้น ถ้าเราอ่านแบบว่า อ่านตอนต้นแล้วข้ามมาอ่านตอนท้ายเล่มเลย หรืออ่านจบแล้วไปเล่าตอนจบให้คนอื่นฟัง นี่คือความพังพินาศของนิยายสืบสวนนี้ 

อย่าทำๆ 

จงดื่มด่ำกับการหักมุม เพื่อความบันเทิงและการได้ฉุกคิด 
ยังคงฉกาจมาก ในการนำประเด็นความรักและความสัมพันธ์ในครอบครัวมาเป็นแกนของเรื่อง 

นี่เองที่เป็นความหนักแน่นของนิยายของโคเบน ปมความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นพื้นฐานของเรื่องราวทั้งหมด 

เมื่อเรา #ย้อนคืน ทั้งหมดกลับมา ทุกอย่างมักเริ่มต้นจากที่บ้าน 

โคเบน ฝังประเด็นในเรื่องนี้ให้เราคิดได้ว่า ชนวนจากปมในครอบครัวคือจุดเริ่มต้นของหายนะ 

เตือนสติให้เราอย่าด่วนสรุปหรือมองข้ามปมความสัมพันธ์ในครอบครัว การรักษาศีลธรรมพื้นฐานง่ายๆ คือความมั่นคงของสถาบันครอบครัว และ… สังคมรอบๆ 
แม้ไม่ได้ระทึก ใจเต้นวางไม่ลง 

แม่ไม่ได้ลึกลับ ซับซ้อนซ่อนเงื่อน 

แต่ความเอกอุของการหักมุม การวางเรื่องราวอาชญากรรมโดยมีประเด็นภายในครอบครัวเป็นแกน และยังฝากประเด็นให้คิดต่อ 
นี่จึงเป็น อาชญนิยายที่ดีเล่มหนึ่งทีเดียว

คนสิ้นสูญ

1. ความเป็นคนคืออะไร 

2. ถ้ามีคนมาบอกเราว่าเขาสูญสิ้นความเป็นคน… คือเขาเป็นอย่างไร และเขากำลังจะบอกอะไรเรา 

3. นักเขียนที่พยายามฆ่าตัวตัวตายมาแล้วหลายครั้ง (แต่ไม่สำเร็จ) ก่อนการฆ่าตัวตายครั้งสุด (ซึ่งเขาทำสำเร็จ) เขาเขียนปลดปล่อยสารอะไรบางอย่างทิ้งไว้ เราจะเจอสารอะไรในงานเขียนนั้น 

เราจะพบคำตอบอะไรบางอย่าง สามเรื่องนี้ จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ 

ไม่อาจหาญบอกว่า คำตอบนี้ถูกหรือผิด 

ไม่ผยองว่า นี้คือสาระบางอย่างในการใช้ชีวิต 

แน่นอนว่าหนังสือนี้อาจจะไม่ได้เหมาะกับคนหลายๆ คน 

หากแต่ งานเขียนอัปมงคลชิ้นนี้ อาจทิ้งมงคลบางอย่างไว้ในจิตสำนึกของคนอ่านได้ 

แม้ว่า มิอาจเอาชนะต่อแรงกดดันทั้งหลาย แต่นี้คือหลักฐานแห่งความพยายามขบถต่อสังคม ขบถต่อสภาพการดำรงชีวิตที่เป็นไปในยุคสมัย  ทิ้งเป็นร่องรอยที่จับใจอยู่ในโลกวรรณกรรม 

ระหว่างอ่าน คล้ายเราดำดิ่งสู่ความอัปลักษณ์ของมนุษย์ ถึงกับหดหู่ไป แต่ก็กลับกลาย ดื่มด่ำไปกับรสภาษาของวรรณกรรมด้วย  

หากมิใช่อัจฉริยะในศิลปะการเขียน ไยสามารถรังสรรค์ผลงานได้เยี่ยงนี้ 

อีกทั้งมิอาจไม่ยกย่องความดีงามของการแปลจากภาษาต้นฉบับมาเป็นภาษาไทย 

นี่คือวรรณกรรมดีงามที่แสนหดหู่ 

เพียงการเขียนพรรณนาภาพถ่ายสามใบในบทนำ  ก็ช่างเป็นตัวอย่างที่งดงามของการใช้ภาษาในงานเขียน 

แต่นั่นแหละ ที่สุดคือแก่นสารของเรื่อง ที่ส่งผ่านความมืดมาถึงคนอ่านต่างหาก 

หากต้องการดำรงความเป็นคน ที่แท้แล้วอย่างไร? 

ฤา คนเป็นสิ่งมีชีวิตควรแก่การไว้ใจ? 

#สูญสิ้นความเป็นคน #โอซามุ #JLIT

Gangsters แบบเทพๆ

ตามหาที่กรุงเทพไม่มี ไปเจอที่ร้านหนังสือในเชียงใหม่ 

นิยายต้นฉบับที่ Netflix เอาไปทำเป็นซีรี่ย์ 

นิยายกึ่งเทพนิยายกึ่งอาชญนิยาย กับความสับสนอลหม่านระหว่างเทพเจ้า มนุษย์ และอมนุษย์ 

มนุษย์มีดีมีเลว เทพเจ้าและอมนุษย์ก็เช่นกัน ล้วนแล้วแต่อยู่ในวังวนหมกมุ่น เอาตัวรอด เห็นแก่ตัว และกระหายตักตวง 

เพียงจริยธรรมไม่กี่ข้อเท่านั้นที่นิยามเส้นแบ่งระหว่างดีกับไม่ดี มิใช่ว่าเป็นเทพแล้วคือความดีคุณธรรม และก็มิใช่ว่าเป็นผีแล้วจะเลว เทือกเผ่าพันธุ์มิได้นิยามความดีงาม 

เทพบางทีกลับปลิ้นปล้อนชั่วร้าย ปีศาจร้ายกลับซื่อตรง 

 

การเล่าเรื่องเทพเจ้าก็ย่อมวนเวียนอยู่ในเนื้อหา ความกล้าหาญ, ความเสียสละ, ความริษยา, การแย่งชิง, การล้างแค้น, และการสมสู่ 

คือนิทานผู้ใหญ่สายดาร์ค 

#Neil_Gaiman พาเรามุดไปมุดมาในตำนานเทพเจ้าในบริบทต่างๆ ในขณะเดียวกันก็พาเอาเทพนิยายออกมาหาเราในรูปแบบของแก็งสเตอร์ 

คือโยนความดาร์คใส่เติมลงไปในนิทานสายดาร์ค กลายเป็นความอึมครึมมัวเมา อึดอัด แต่แล้วก็คลี่คลายออกบ้าง เป็นห้วงๆ แล้วก็กลับอึมครึม 

เป็นเทวดาในบริบทของ American Gangster 

  

ที่โดดเด่นมาก คือปมความขัดแย้งระหว่างรุ่น ระหว่างรุ่นที่อพยพย้ายถิ่นเข้ามาตั้งรกราก กับรุ่นหลังที่เกิดใหม่บนแผ่นดินนี้ 

คล้ายสื่อถึงการดำรงอยู่ของอนาล็อกในยุคดิจิตอลครองเมือง เริ่มจากอนาล็อกเปิดทางให้ดิจิตอล จากนั้นดิจิตอลก็ลุกฮือ ออกขับไล่อนาล็อกให้พ้นไป แต่อนาล็อกยังคงดิ้นรนหาทางเอาคืนด้วยความแค้น 

แม้ดิจิตอลจะสามารถครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ ขณะที่ยังมีพื้นที่เล็กๆ หลากหลายกระจายบนโลกใบนี้ที่ยังคงยึดเอาอนาล็อกเป็นสาระ ปวารณาตัวเป็นผู้ต่อต้านดิจิตอล เป็นฐานอันแข็งแกร่งของอนาล็อกในการต่อสู้กับดิจิตอล 

  

นิยายฉีกกระแสหลัก ที่ปกติมักจะอ้างอิงไปยังปกรณัมกรีก ซุส-โปเซดอน-ฮาเดส ไม่มากนักที่จะข้ามฝั่งมายังจักรวาลไวกิ้งของเหล่าเทพเจ้าสายโอดีน 

นิยายที่หยิบยกเอาโอดีนข้ามฝั่งมหาสมุทรมาโผล่ที่แผ่นดินอเมริกา แก้เลี่ยนซุสได้ดี ยังแอบมีการอ้างอิงถึงเทพตามคติอินเดียนแดง, อียิปต์, และฮินดู เพิ่มเติมอีก เป็นยำชุดใหญ่ สนุกดี 

  

เมื่อเป็นเทพเจ้าแล้ว แต่กลับต้องเต้นเร่าๆ คล้ายหุ่นถูกชัก การเป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญที่มีอิสระแห่งตนนี่แหละ กลับสบายใจกว่า 

  

#American_Gods #จนกว่าจะถึงRagnarok

ลวงตัวเอง

หนึ่งในสิบสามเล่มสุดท้ายที่ติดอยู่ใน shortlist ของโครงการ #ความน่าจะอ่าน แนะนำโดยคุณทราย Inthira Itr Charoenpura

ผลงาน Bestseller จากไต้หวัน โดยนักเขียนคุณหมอ #โหวเหวินหย่ง 

เริ่มต้นตรงที่ อ่านจบแล้วไม่ค่อย get ว่าชื่อหนังสือที่แปลมาเป็นภาษาไทยว่า #ลวง มันสอดคล้องกับเนื้อเรื่องมากขนาดที่จะนำมาเป็นชื่อหนังสือยังไง แต่ชื่อภาษาอังกฤษว่า #Souls_Embracing นี่ใช่เลย 

แต่นี่ก็น่าจะเป็นจุดเดียวที่เราแอบไม่ค่อยเห็นด้วย 

ที่เหลือ เนื้อเรื่องและวิธีการเขียน รวมถึงการแปลมาเป็นภาษาไทยนี่ เจ๋งมากๆ 
เป็นนิยายที่เต็มไปด้วยปมความขัดแย้ง ขัดแย้งในตัวเอง ขัดแย้งระหว่างกัน 

ตัวละครแต่ละตัว มีแรงขับดันที่โดดเด่น เป็นแรงขับที่ผลักให้แต่ละคนแสดงออกโลดแล่นในท้องเรื่อง หวือหวา วูบวาบ และน่าสลด

เมื่อความขัดแย้งนี้ ไม่สามารถประนีประนอมกับแรงขับในตัวได้ จึงได้แต่ต้องปล่อยให้แรงขับนั้นกลายเป็นไฟลุกโชน กระทั่งจนเผาผลาญกายและจิตใจของตนเองและคนอื่น ให้มอดไหม้ไปตามกัน 

อาจเป็นเพียงแค่ เรื่องของการปกป้องอัตตาของตัวเอง ด้วยความบาดเจ็บที่ผ่านมา อาจเคยกระทบกระเทือนถึงอัตตาของตน ผลคือรอยแผลเป็นและความเปราะบางในจิตใจ 

เมื่อยึดเอาตนเป็นที่ตั้ง ตนก็พร้อมจะปฏิปักษ์กับทุกอย่างที่อาจเข้ามาแตะต้องถึงอัตตาที่ขาดวิ่นของตน 

ที่เจ็บปวดอย่างที่สุด กลับคือการถลำลึกลงไปกับการปกป้องอัตตาตัวเองเรื่อยๆ 

ลึกลงไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ยิ่งปกป้องยิ่งเจ็บ 

ที่สุดแล้ว กลับกลายเป็นความทรมาน หากจะจบได้คือ จะหลุดออกจากวงจรอุบาว์ทนี้ มีแต่ต้องรู้จักที่จะวางมันลง ก็แค่…วางมันลง 
เป็นนิยาย Bestseller ที่มีการ Reference ไปถึงปรัชญาของเพลโตและโสเครติส ทั้งยังอ้างถึงงานกวี Inferno ของดันเต้ด้วย เล่นใหญ่ พอดู 

สะกิดให้เกิดความรู้สึกว่า ต้องตีความสารที่ผู้เขียนแทรกเอาไว้ 

“อะไรคือ การมองเห็นแต่เพียงเงาของตัวเองหรือเงาสิ่งอื่น เงาอันเกิดจากแสงภายนอกมากระทบ แล้วเข้าใจไปว่าเงานี้คือของจริง” 

“แทนที่จะต้องถูกกักขังอยู่ในคุกของคุณธรรมจริยธรรม ฉันยอมเป็นบ้าอย่างเสรีชน” 

“ความรัก ไม่ยินยอมให้ผู้ถูกรักได้หลุดพ้นจากความรัก” 

และกับการตั้งคำถามที่ ทิ้งความครุ่นคิดอยู่ในหัวเราตลอดว่า “ความดีที่ลวงคือความเลว” เช่นนั้นจริงหรือ? 

(เมื่อมาถึงตรงนี้ ก็เริ่มเห็นประเด็นที่ ผู้แปลใช้ชื่อหนังสือภาคภาษาไทยนี้ว่า ลวง) 
สำหรับเรา ที่พีคที่สุดนี้ คืองานเขียนซ้อนงานเขียนในเรื่อง เป็นการเขียนตอบโต้กัน ประหนึ่งฉากรบระหว่างกองทหารตัวอักษร ผู้แปลแปลออกมาได้ดีมาก ประคับประคองความงามของการใช้ภาษาของผู้เขียน จากภาษาจีนมาเป็นภาษาไทย เจ๋งทั้งคนเขียนและคนแปล คนอ่านเลยมีการหลั่งอารมณ์พีคๆ ระหว่างการอ่าน 
บันทึกเป็นส่วนเพิ่มเติมไว้ 

การอ่านนิยายเล่มนี้ มาในช่วงพอดิบพอดี กับภาวะการเริ่มหลงกับอะไรบางอย่างของเรา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามสัปดาห์นี้ เป็นความกังวลว้าวุ่นขุ่นมัวในอารมณ์บางอย่าง 

แม้ว่าเราจะเข้าใจว่าเราถ่อมตัว แต่กลับแฝงอัตตา กลับปล่อยให้ความเลวบางอย่างในตัวที่เคยถูกกดไว้ เผยตัวมาอีก เมื่อเกิดเรื่องขึ้นจึงได้สติ 

การอ่านหนังสือเล่มนี้มาในจังหวะที่พอดีเวลา ช่วยเตือนสติเราในอีกทีหนึ่ง 

แน่นอน มนุษย์ย่อมไม่ได้มีความดีที่สมบูรณ์ หรือความเลวจนหมดจด เรายืนอยู่ระหว่างสองขั้วนี้เสมอ แล้วแต่ว่า ห่างจากฝั่งไหนมากกว่าเท่านั้น 

พลันคิดได้เมื่อใด เมื่อนั้นแหละคือสติ สติที่จะพาเราเดินไปถูกฝั่ง 

สติที่ที่จะให้เราพ้นจากความทุกข์กังวลทั้งหลายได้ 

และสิ่งที่บังตาไว้ ไม้ให้เราคิดได้นั้น ก็คือความผยองของอัตตาของตัวเรานั่นเอง หาใช่ใครอื่นไกล 

เราจะลืมตา แล้วพลันคิดได้ ก็ต่อเมื่อ เรารู้ที่จะ… วางมันลง 

เช่นนี้ เช่นกัน

วันนี้ เมื่อวานนี้ พรุ่งนี้ – รู้จักความรักมั้ย 

​สวัสดีความรัก… 


ได้หนังสือเล่มนี้มาสักพักก่อนหนังจะลงโรงฉายในไทย จากการเข้าไปเห็นปกหนังสือนี้จาก Page หนึ่งบน FB แต่กว่าจะได้ฤกษ์ลงมืออ่าน หนังก็เข้าฉายวันที่ 2 ก.พ. ตามกำหนดเรียบร้อย 
ไม่ได้ดูหนัง หรือไม่ได้อ่านโครงเรื่องอะไรๆ มาก่อนอ่านเลย ตั้งใจว่าจะอ่านแบบสดๆ ไปกับหนังสือ เราจึงไม่รู้อะไรมาก่อนเลยทั้งสิ้น รู้แต่เป็นนิยายสายโรแมนติก จึงตกหลุมรักความรักของหนุ่มสาวคู่นี้เข้าแบบไม่ตั้งตัว และตกลงไปลึกมากจริงๆ 
เราตกหลุมรักกับความรักสินะ 
ดำเนินเรื่องเบาสบาย ฉากหลังสวยงามและปลอดโปร่งมาก เรื่องราวทั้งหมดดำเนินไปตามนั้น 

เพียงแต่ ความลึกซึ้งของการหลงรักซึ่งกันและกัน ของเธอและของเขา บีบอัดเอามวลอากาศรอบๆ จนเป็นความหนาแน่นสูง กดทับและบีบอัดจนเรารู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของความหนาแน่นที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ว่าบรรยากาศของฉากหลังจะปลอดโปร่งเพียงใด 

บางที ถึงกับอึดอัดจนหัวใจเราสั่น 
นิยายเรื่องนี้ พาเรากลับไปสำรวจความรักอีกครั้ง คุณรู้จักความรักไหม? 

ถ้าคุณตอบว่า “ไม่รู้” นิยายเรื่องนี้จะบอกเล่าให้คุณรู้ 

แต่ ถ้าคุณตอบว่า “รู้” นิยายเรื่องนี้จะพาให้คุณสงสัยว่า คุณไม่รู้ 
ความงดงามของเรื่องของเธอและเขา ขอคารวะให้ผู้เขียนเลย คิดได้ไงเนี่ย! 

ความขัดแย้งในความรักของพวกเขา สร้างการครุ่นคิดมวลมหึมาขึ้น 
แม้เราจะรู้ดีว่า สุดท้ายเราทุกคนต้องแยกจากกันอยู่ดี ในวันใดวันหนึ่ง ด้วยแบบใดแบบหนึ่ง ไม่มีคำว่าตลอดไปจริง 

บางทีการไม่รักเลย เราจะเจ็บปวดน้อยกว่าหรือไม่ เมื่อไม่พบรักเราอาจไม่ต้องมีการจากลา 

แท้จริง ทุกความสัมพันธ์ย่อมมีความเจ็บปวดเมื่อถึงวันที่ต้องจากกัน ดังนั้นถ้าไม่มีความสัมพันธ์เลย จะดีกว่ามั้ย 
แต่! เรายังคงเลือกที่จะรัก 

ยิมยอมจะเจ็บปวด เพื่อที่จะรัก เพื่ออยู่กับคนรัก 

แม้ไม่มีคำว่าอยู่ด้วยกันตลอดไปจริงๆ ในจักรวาลนี้ 

แต่เรา ก็ยังเลือกที่จะรัก เลือกที่จะพบรัก 

อาจเพราะ แม้จะเจ็บปวดในวันจาก แต่ก่อนวันนั้น เราได้มีเวลาที่รัก 

อย่างน้อย เรามีความรัก 

เรามีโอกาส ที่ใช้เวลากับความรัก กับคนรัก อย่างดีที่สุด ก่อนจะหมดเวลา 
อาจไม่สำคัญกว่า กับการหาคำตอบว่า เวลาของความรักของเราเป็นเท่าไหร่ หรือมันจะจบลงตรงไหน ใครจะตอบได้? 

แต่ที่สำคัญกว่า คือเราได้อยู่กับความรักของเรา ดีที่สุดหรือยัง 

เราได้ดีที่สุดกับ ความสุขที่เศร้า-ความเศร้าที่สุข หรือยัง 
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ มีประโยคๆ หนึ่งในนิยายเรื่องนี้ ที่งดงามมาก 

ประโยคที่งดงาม 

ตั้งแต่อดีตมาจนถึงวันนี้ หรือวันนี้ต่อไปถึงวันหน้า ก็ยังงดงาม 

ตั้งแต่วันพบกัน จนถึงวันลาจาก 

“ผมรักคุณ” 
#พรุ่งนี้ผมจะเดตกับเธอคนเมื่อวาน 

#tomorrow_i_will_date_with_yesterday_s_you

รุ่นน้อง ก็สยอง

​สนุกดี 

มีพัฒนาการขึ้น คือเป็นขั้นกว่าของภาคแรก และคงติดตามต่อ เพราะคาดว่าจะมีขั้นสุดเป็นภาคถัดไปตามมาในที่สุด 

ยังคงเป็นเรื่องราวสืบสวนรายการฆาตกรรมต่อเนื่องในอดีต ระทึกขวัญใช้ได้ ยังคงความพอดีของการเขียน เป็นสไตล์เฉพาะตัวของผู้เขียน #วิศิษฏ์_ศาสนเที่ยง ไปแล้ว

ขอติก่อน 3จุด 

จุดแรกที่ตอนท้ายเรื่อง มีการกระชั้นเรื่องช่วงไคล์แมกซ์ เข้าใจว่าอาศัยการกระชับความเพื่อเร่งความเร้าใจในตอนจบ แต่ความรู้สึกเราคือคุมการเปลี่ยนจังหวะไม่เนียน จังหวะมีกระตุกเล็กน้อย เฉลยง่ายไป 

จุดที่สองคือมีการผูกปมในเรื่องไว้ได้ดีเลยหลายๆ ปม แต่ก็ไม่ได้เอาปมพวกนั้นมาขยี้ต่อ เสียดายของฮะ ถ้าเป็นงานเขียนเทพๆ จะมีการขยี้ปมเหล่านี้มาต่อๆ กัน ผูกกันแล้วจับหักมุม เลยทำให้เรื่องมันยังไม่ถึงจุดพีค 

และจุดที่สามคือ การสืบสวนดูจะพึ่งพาคุณวิญญาณต่างๆ จนน้ำหนักในการสืบสวนโดยอาศัยการพิจารณาตรรกะเพื่อปะติดปะต่อหลักฐานต่างๆ ดูด้อยไป อันนี้จะขัดใจนักอ่านจำพวกตรรกะนิยมอยู่มาก ถ้าให้น้ำหนักในการสืบสวนตามข้อเท็จจริงที่พบมากขึ้น จะทำให้การถ่วงน้ำหนักระหว่างโลกของความเชื่อเรื่องผีกับโลกแห่งเหตุผลในเรื่องดูสมดุล ดูพอดีมากขึ้น แต่ก็เถอะนะนี่มันนิยายผีนี่นา (รึป่าว?) 
แต่ ไม่แย่นะ เรายังอยู่ข้างเชียร์นิยายเรื่องนี่อยู่ดี 

เพราะแม้ว่าจะติติงไปถึง 3 ประเด็น แต่มันก็เป็นจากความคิดส่วนตัวของเรา นิยายนี้ก็ยังสนุกอยู่ดี 

ถ้าเทียบ เราให้คะแนนความสนุกในภาคนี้ #รุ่นน้อง สนุกมากกว่าภาคที่แล้ว #รุ่นพี่ อีก

การดำเนินเรื่องไม่มีว่าน่าเบื่อเลย  
ยังคงดีงามกับการเลือกใช้กลิ่นของวิญญาณมาใช้ดำเนินเรื่อง เขียนได้ดีเลย เข้าใจคิดมาก ยิ่งการค่อยๆ แยกแยะ Layer ของกลิ่นแต่ละกลิ่นออกเพื่อ Focus เข้าหากลิ่นของวิญญาณเป้าหมาย โหย! เป็นไอเดียที่น่าทึ่ง 

และยังคงความรู้สึกเป็น Theme เดิม คือ ความรู้สึกที่คล้ายอยู่ตรงนั้นและไม่คล้ายอยู่ตรงนั้นในเวลาเดียวกัน มีความหลอนตรงนั้นโดยพลัน แม้ไม่ต้องหลอนเต็มสิบ ความหลอนโดยใช้ตัวหนังสือสร้างกลิ่นแบบนี้เอาแค่เจ็ดเต็มสิบ ขนก็ลุกแล้ว 

สำหรับเรา นี่คือความพอดีๆ ในการสร้างความหลอนโดยไม่พยายามไปขยี้มันเยอะ เพื่อให้ไม่ให้ความหลอนนี้ไปเด่นเกินความซับซ้อนของรูปคดีในเรื่อง 
ขยายจากประเด็นเรื่องกลิ่นของวิญญาณ ภาคนี้มีเพิ่มเติมประเด็นว่า วิญญาณคือพลังงานเข้มข้นที่พยายามจะคงสภาพสุดท้ายของการมีชีวิตอยู่ ผูกประเด็นโดยการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้วย จริงไม่จริงเป็นเรื่องไม่ต้องคิดมากนัก (เพราะมันคือนิยาย) แต่นี่คือไอเดียที่เจ๋งดี และวิธีการเพิ่มประเด็นเรื่องสภาพของวิญญาณตามสภาพสุดท้ายของการมีชีวิตอยู่นี้ ดูเนียนดี และน่าคิดตามมากครับ 
นี่คือความเป็นมืออาชีพของการเป็นผู้กำกับของนักเขียน เขียนนิยายโดยใช้การกำกับตัวหนังสือออกมาเป็นนิยาย แทนที่จะเลือกใช้ถ้อยคำพรรณาบรรยายเป็นร้อยแก้วยาวๆ  

ผลคือความกระชับ ความน่าสนใจ และความเนียนของประเด็น จับลงมาแต่งเป็นนิยายนักสืบสายสัมผัสวิญญาณ 

แม้โครงเรื่องไม่ซับซ้อนมากนัก แต่การวางโครงเรื่องดีมาก การกำกับการตัดต่อฉากต่างๆ ของเรื่องลงตัว โครงเรื่องจึงเด่นและไม่ย้วยยืดเยื้อ 

อ่านสนุกครับ

รัก 6ปี ยังไม่ 7ปี

​ถ้าคุณรักใครสักคน คุณจะลืมเขาใน 6ปี มั้ยครับ 

เหมือนโคเบน พยายามเล่นกับเลข 6ปี หรือยังไง 

หรือเพราะว่ามัน 6 มันยังไม่ถึง 7ปี 

not 7 years itch yet! 


#Halan_Coban คือยอดนักเขียนนิยายสืบสวน ในแนวทางของตัวเองที่มีพล็อตเรื่องหักมุม เคยมีคนเรียกเค้าเป็น the master of twist 

เป็นผู้เขียนนิยายเรื่อง“tell no one” หรือ #อย่าบอกใคร
ยังคง Signature ของโคเบน แบบไว้ลายเลยเล่มนี้ ซึ่งเราเห็นพัฒนาการด้านความลึกของความคิดของตัวละคร ช่างเป็นนิยายสืบสวนที่ขยี้ถึงปูมหลังของตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม 

เรายังไม่เคยอ่านนิยายสืบสวนเล่มไหนที่ขยี้ไปยังปูมหลังของแต่ละตัวละครได้ขนาดนี้มาก่อน และมันคือนิยายสืบสวนที่ดีงาม เพราะใส่ใจถึงที่มาที่ไปของพฤติกรรมของตัวละคร ทำให้หลักของนิยายสืบสวนคือตรรกะของเรื่องนั้น มันหนักแน่นและดูจริงมาก 

นี่ยังไม่นับพล็อตหักมุมตามความถนัดของโคเบน ขนาดเรื่องนี้ ลดการพาเอาผู้อ่านไปหักเหลี่ยมหักมุมทิ้งซึ่งๆ หน้าแล้ว ความระทึกระหว่างการอ่านไม่มีลดเลย คืออ่านแล้ววางไม่ลงเหมือนเดิม 

ของคารวะครับ โคเบนเขียนนิยายออกมาได้ระทึกจนอ่านวางไม่ลงได้ทุกเล่ม ระทึกมากหรือน้อยอย่างไร ก็ไม่มีตกมาตรฐานนี้เลย 

เราก็เตือนตัวเองไว้แล้ว เอาเข้าจริง พอพลิกอ่านหน้าแรก มันก็เริ่มแล้วระทึกรัวๆ จนไม่สามารถวางหนังสือลงได้ จนไปจบเอาที่ตัวอักษรตัวสุดท้าย 
น่าจะเรียกว่านิยายรักได้เช่นกัน 

เพราะมันเป็นเรื่องราวสืบสวนที่มีความรักเป็นแกน ซึ่งโคเบนลงน้ำหนักได้พอดีๆ อย่างสวยงามมาก คือไม่ว่าเรื่องจะระทึกยังไง แต่ความโรแมนติกของเรื่องจะมีมากกว่าความระทึกนั้นอยู่เล็กน้อยเสมอ 

เฮ้ย! เจ๋งมากครับ 
ความรักกับความหลงนั้น คลุมเครือกันเสมอในจักรวาลเบี้ยวๆ นี้ แม้เส้นบางๆ ระหว่างทั้งสองที่มีอยู่นั้น ก็บิดเบี้ยวอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ บางทีมันก็คล้ายว่า ไอ้เส้นบางๆ ที่เป็นเส้นเขตแดนของความหลงไม่ใช่รักนั้น มันละลายจมหายไปในความหลงหรือความรักไปแล้ว 

โคเบนใช้ระยะเวลานานหลายปีตามที่เขาถนัด และในเรื่องนี้คือเวลา 6ปี มาเป็นเขตแดนที่นิยามว่านี่คือรักแท้ มิใช่หลงหรือแค่กามตัณหานะจ๊ะ 

แต่เราเองก็ตะหงิดๆ ว่าทำไม 6ปีวะ ถ้ามากกว่า 7ปี เหมือนที่เคยใช้กับเล่มอื่น มันจะดูอินเลิฟจริงกว่านี้นะ 

ก็ทึกทักเอาเองว่า ก็มัน not 7 years itch yet ไง 

โอย! เราก็ตีความเอาเองว่า นี่เป็นการฉีกเรื่องออกมาอีกหน่อย ให้มันมีความคลุมเครือระหว่างความรักกับความหลงอยู่บ้าง ซึ่งมันก็เจ๋ง เพราะมันทำให้อ่านแล้วรู้สึกกับตัวเอกว่า “นี่เอ็งรักเขา หรือหลงเขากันแน่วะ?” 

555 อันนี้ก็ดีงาม เพราะมันแอบย้อนแย้งเล็กๆ มึนๆ กับสภาวะโรแมนติกแบบนี้ดี 
นอกจากเรื่องความรักชายหญิงแล้ว 

ความรักของครอบครัว พ่อแม่ลูก ก็คืออีกหนึ่ง Signature ที่ดีงามของโคเบน เขาเข้าใจประเด็นนี้และเขียนออกมาได้ลึกดี ปมเรื่องความรักในครอบครัวก็คือปมสำคัญที่สุดของทุกตัวละคร เฉกเช่นกันกับพวกเราในชีวิตจริง 
นี่อาจไม่ใช่เรื่องที่มีการหักมุมมากที่สุดของโคเบน เรื่อง tell no one หักมุมมากกว่า 

แต่นี่เป็นนิยายสืบสวนที่ดีงามกว่าในแง่ที่มันเป็นนิยายสืบสวนที่มีความรักเป็นแกนดำเนินเรื่องทั้งหมด 

หรือจะพูดว่า มีความรักนำทาง 

จะดีเพียงไร หากเราใช้ความรักนำทาง 

แล้วเราจะหลงทางมั้ย หรือมันจะพาเรา #สาบสูญ ไปในความรัก 
#ขอให้ความรักคุ้มครอง